สายลมนิรันดร์ (ตีพิมพ์ B2S)

ตอนที่ 5 : ตอนที่ 4 ตำแหน่งรัชทายาท รีไรท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28429
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1852 ครั้ง
    2 ก.ค. 62


ตอนที่  4 ตำแหน่งรัชทายาท


 


“ฝ่าบาทเสด็จจจจ...”

สิ้นเสียงขันทีฮ่องเต้ก็เสด็จเข้ามาในตำหนักของลู่เหม่ยเหรินที่เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ทำเอาทุกคนในตำหนักตกใจเตรียมรับเสด็จแทบไม่ทัน

มี่หมินซึ่งตื่นมาทำความสะอาดตำหนักแต่เช้าและกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาปัดฝุ่นออกจากแจกันบนพื้นไม่ทันได้ยินจึงไม่ได้ทรุดตัวคุกเข่าเช่นเดียวกับคนอื่น นางได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาเดินมาหยุดตรงหน้า มี่หมินจึงค่อยๆหันไปมองผู้มาเยือน สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือรองเท้าหนังสีดำปักดิ้นทอง?

            นี่อาจเป็นรองเท้าที่งดงามประณีตที่สุดเท้าที่นางเคยเห็นมาจนนึกอยากเห็นหน้าคนสวม มี่หมินค่อยๆ ไล่สายตาขึ้นไปเรื่อยๆ จนปะทะเข้ากับดวงตาสีดำสนิทไร้อารมณ์ของฮ่องเต้

            ฮ่องเต้กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “อยู่ต่อหน้าข้าเหตุใดไม่คุกเข่า?

นางสะดุ้งรีบก้มหน้าจรดพื้น “ฝ่าบาท...หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่ทราบว่าฝ่าบาทเสด็จมา โปรดอภัยด้วยเพคะ”

น้ำเสียงเย็นชาคล้ายจะเอาเรื่องเมื่อสักครู่เปลี่ยนเป็นไม่ใส่ใจได้อย่างน่าประหลาดที่สุด “ช่างเถิด...ลุกขึ้นได้แล้ว”

นางรีบทำตามคำสั่ง คนที่บอกนางว่าบังอาจไม่คุกเข่าคือตัวฮ่องเต้เองและตอนนี้พระองค์กลับทำหน้ารำคาญเมื่อนางรีบร้อนคุกเข่า ฮ่องเต้เป็นชายที่เอาใจยากเหลือเกิน!

 นางมองหน้าพระองค์แต่สายตาฮ่องเต้จับจ้องมือนางนิ่ง พอก้มลงมองจึงเห็นว่าตนเองถือไม้กวาดขนไก่อยู่ นางรีบหลบมันไว้ด้านหลัง ก้มหน้าหลบตาพระองค์ หูแว่วได้ยินเสียงทรงอำนาจกล่าวกับหัวหน้าขันทีว่า

“สั่งให้นางกำนัลมารับใช้ที่ตำหนักพระสนมเพิ่มอีกสี่คน”

สี่คน? มี่หมินทำหน้าแปลกใจ ก่อนจะยินดีที่พระสนมจะมีข้ารับใช้เพิ่มขึ้น “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตาพระสนมเพคะ”

“เจ้าไม่ใช่คนที่ได้รับความชอบ ไม่ใช่หน้าที่เจ้ามาขอบใจข้า”

มี่หมินพูดไม่ออก จริงอย่างที่ฮ่องเต้บอก นางไม่ใช่คนที่ควรเอ่ยคำนี้ เป็นพระสนมต่างหาก นางช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!

จูกงกงจึงรีบก้าวออกมารับคำสั่ง “พะยะค่ะฝ่าบาท”

จากนั้นจึงเสด็จผ่านนางเข้าไปในห้องด้านในซึ่งพระสนมประทับอยู่กับหมอหลวงที่มาตรวจอาการประชวร

พี่ลี่รีบเข้ามากระซิบกระซาบกับนางอย่างยินดี “วันนี้ฝ่าบาทเสด็จมาที่ตำหนักอีกแล้ว”

“ข้าเห็นแล้ว”

“หลายวันก่อนฮองเฮาก็ให้คนนำของขวัญมามอบให้พระสนม”

“ข้าทราบแล้ว”

พี่ลี่จิ้มแขนนาง “เจ้าควรยินดีกับพระสนม”

“แน่นอนข้ายินดีที่สุด”

“ประเสริฐ...ต่อไปอนาคตของพวกเราก็รุ่งโรจน์ถึงขีดสุดแล้ว” พูดจบพี่ลี่ก็ทำหน้าฝันหวานและผละไปทำหน้าที่ดูแลรับใช้พระสนม มี่หมินไม่ได้ตามเข้าไปเพราะไม่ใช่หน้าที่นาง นางเลี่ยงไปด้านหลังตำหนัก ปัดกวาดเช็ดถูห้องด้านหลังจนสะอาด พอมาที่หน้าตำหนักก็พบว่าฮ่องเต้เพิ่งเสด็จออกจากตำหนัก

ทรงเดินผ่านหน้านาง ได้ยินเสียงคล้ายเสียงกระซิบว่า “มอมแมมเหมือนแมวจรจัดไม่มีผิด”

นางก้มหน้านิ่งมองตามแผ่นหลังกว้าง ไม่ทราบฝ่าบาทกล่าวถึงใคร จนกระทั่งนางเดินผ่านกระจกทองเหลืองบานใหญ่และเห็นสภาพตนเอง มี่หมินถอนใจ...ดูเหมือนเมื่อสักครู่พฮ่องเต้จะกล่าวถึงนาง!

 


ภายในท้องพระโรง ต่อหน้าเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ บนบัลลังก์มังกรที่อยู่ต่อหน้าทุกคน มีพระวรกายสูงสง่าขององค์ฮ่องเต้ประทับอยู่ ทรงว่าราชการกับเหล่าขุนนางด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังและไว้ตัวอย่างยิ่ง สมกับตำแหน่งอันสูงส่งเหนือคนทั้งปวง

            ปีนี้ฮ่องเต้ มีพระชนมายุสามสิบสี่พรรษาแล้ว ทรงครองราชย์มาตั้งแต่อายุได้เพียงสิบสี่พรรษา นับเวลาที่ขึ้นครองราชย์รวมทั้งสิ้นยี่สิบปี  ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยความเมตาและยุติธรรมเสมอมา สร้างความร่มเย็นแก่ราษฎรและความเคารพยำเกรงแก่เหล่าขุนนาง

            เฟยหลงเหลือบมองเหล่าขุนนางที่ยืนก้มหน้าอยู่ตรงหน้า ทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียดเพราะกำลังหยิบยกเรื่องสำคัญขึ้นมาหารือ...เรื่องการแต่งตั้งรัชทายาท

“ฝ่าบาท...เป็นที่ทราบดีว่านับแต่อดีตฮ่องเต้ทุกพระองค์ล้วนแต่แต่งตั้งองค์รัชทายาทเอาไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อความชัดเจน ลดความขัดแย้งในหมู่เชื้อพระวงศ์ สร้างความมั่นคงให้กับอาณาจักร สร้างความเข้มแข็งให้กับราชบัลลังก์  บัดนี้องค์ชายใหญ่เติบโตขึ้นมากสมควรแก่เวลา ขอฝ่าบาทโปรดพิจารณาเรื่องนี้ด้วยพะยะค่ะ”  หย่งเยี่ยเสนาบดีกรมพระคลังออกกล่าวน้ำเสียงขึงขัง เหล่าขุนนางที่คอยสนับสนุนเขาต่างแสดงความเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง

หลี่กันฝูอัครมหาเสนาบดีผู้มีตำแหน่งสูงสุดในหมู่ขุนนางและยังเป็นบิดาฮองเฮาก้าวออกมาคัดค้านหัวชนฝา “ทูลฝ่าบาทการที่ใต้เท้าหย่งกล่าวเช่นนี้ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เรื่องรัชทายาทเป็นเรื่องสำคัญจะรีบร้อนตัดสินใจได้อย่างไรเล่าพะยะค่ะ”

            ตอนเขาเป็นขึ้นครองราชย์หลี่กันฝูเคยช่วยเขาทวงคืนอำนาจจากไทเฮาที่ว่าราชการแทนเขาหลังเสด็จพ่อสิ้นพระชนม์ เขาจึงตอบแทนด้วยการแต่งตั้งบุตรสาวของหลี่กันฝูเป็นฮองเฮา นี่เป็นผลประโยชน์ที่ต้องแลกเปลี่ยนระหว่างขุนนางและฮ่องเต้

“ฝ่าบาทใต้เท้าหลี่กล่าวได้ถูกต้องแล้วพะยะค่ะ”  อัครเสนาบดีมู่เทียนหลิว บิดาของอินฉินก้าวออกมาสนับสนุน “เรื่องสำคัญเช่นนี้จะเร่งรัดรีบร้อนคงไม่เหมาะ”

เฟยหลงนึกอย่างหมิ่นแคลนกึ่งขบขันว่านี่อาจเป็นครั้งแรกที่สองคนนี้เห็นพ้องต้องกัน

มู่เทียนหลิวก็มีส่วนช่วยสนับสนุนเขาไม่น้อย มีคนเพียงไม่กี่คนทราบว่าเขาใช้มู่เทียนหลิวคานอำนาจตระกูลหลี่ เขาจึงได้รับอินฉินเข้าวังแต่งตั้งเป็นซูเฟย

เสียนส่างเสนาบดีกรมขุนนางบิดาของฮุ่ยเจินก้าวออกมาบ้าง

“ฝ่าบาทใต้เท้าหย่งอาจลืมไปว่านอกจากองค์ชายใหญ่ ยังมีองค์ชายรองที่เพิ่งถือกำเนิด หากใต้เท้าหย่งคิดว่าการแต่งตั้งโอรสของชางกุ้ยเฟยเหมาะสม กระหม่อมกลับคิดว่าโอรสของเสียนเต๋อเฟยเหมาะสมยิ่งกว่า ตระกูลเสียนรับใช้ราชวงศ์มาหลายปี มีความใกล้ชิดกับเชื้อพระวงศ์และมีสายเลือดของชนชั้นสูง แตกต่างจากชางกุ้ยเฟย นอกจากนี้ยังมีฮองเฮาและสนมคนอื่นที่สามารถให้กำเนิดองค์ชายแก่ฝ่าบาทได้ในอนาคต ทางที่ดีไม่ควรด่วนตัดสินพระทัยเรื่องนี้พะยะค่ะ”

ใบหน้าของหย่งเยี่ยแดงก่ำด้วยความไม่พอใจ “ใต้เท้าเสียนกล่าวเช่นนี้เพราะท่านเป็นบิดาของเต๋อเฟย ท่านกล้าดูหมิ่นสายเลือดขององค์ชายใหญ่ต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาทได้อย่างไร ท่านคงไม่ลืมว่าองค์ชายใหญ่ก็เป็นโอรสของฝ่าบาท นอกจากนี้องค์ชายใหญ่ยังมีสติปัญหาเฉียบแหลม ฉลาดเฉลียวเกินเด็กทั่วไป ถึงอย่างไรในฐานะองค์ชายองค์แรก ข้าเห็นว่าองค์ชายใหญ่เหมาะสมกับตำแหน่งรัชทายาทมากกว่าองค์ชายรองที่เพิ่งถือกำเนิด”

ขุนนางทั้งสองต่างจ้องหน้ากันไปมาด้วยความไม่พอใจ

หย่งเยี่ยซึ่งสามารถระงับอารมณ์ได้ในที่สุดลูบหนวดเคราไปมา หันไปทางหลี่กันฝู มุมปากคลี่ยิ้มท่าทางเหนือกว่า “ส่วนฮองเฮานั้น ใต้เท้าหลี่ก็ทราบว่าฮองเฮาไม่มีโอรส แล้วใต้เท้ายังจะให้ฝ่าบาทรออีกหรือ?

หลี่กันฝูสะอึกหน้าเคร่ง “นี่เจ้ากล้าลบหลู่ฮองเฮา...”

“ใต้เท้าหย่งท่านกล่าวเกินไปแล้ว”

ขุนนางฝ่ายหลี่กันฝูเริ่มทำเสียงไม่พอใจ ขุนนางฝ่ายหย่งเยี่ยยังยกเรื่องฮองเฮาไม่มีโอรสมาถากถางไม่เลิก มู่เทียนหลิวกับพวกเริ่มไม่พอใจบ้างเพราะบุตรสาวเขาเองก็ไม่มีโอรสเช่นกัน หากมีการแต่งตั้งรัชทายาทตระกูลมู่ของเขาย่อมเสียประโยชน์เช่นเดียวกับตระกูลหลี่ มีเพียงคนที่ยังไม่เลือกข้างเท่านั้นที่ยืนสงบนิ่ง แต่อีกไม่นานพวกเขาก็คงถูกดึงตัวเข้าไปในการช่วงชิงอำนาจครั้งนี้ เมื่อพูดถึงการชิงดีชิงเด่น ขุนนางของเขาไม่เคยน้อยหน้ากันเลยสักคน!

หลังจากปล่อยให้ทุกคนโต้เถียงกันอย่างร้อนแรง เฟยหลงจึงเอ่ยปากเสียงเฉียบขาด “พอได้แล้ว!

ทุกคนเงียบไม่มีใครกล้าปริปาก ก้มหน้านิ่ง

เขาจ้องหน้าเหล่าขุนนางทีละคน “ข้าเคยบอกพวกท่านแล้วว่าเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาทให้รอไปก่อน พวกท่านนำเรื่องนี้มาหารือราวกับเกรงว่าข้าจะมีชีวิตอีกไม่นาน พวกท่านทำเช่นนี้ต้องการสร้างความมั่นคงให้ราชบัลลังก์หรือต้องการแช่งข้ากันแน่”

ขุนนางทั้งหมดรีบร้อนคุกเข่า “ฝ่าบาทกระหม่อมมิกล้าพะยะค่ะ!

“เช่นนั้นก็หยุดกวนใจข้าด้วยเรื่องนี้ได้แล้ว ข้ายังมีเวลาตัดสินใจอีกมากสำหรับตำแหน่งรัชทายาท”

เหล่าขุนนางต่างถอยกลับไปยืนประจำตำแหน่งตนเองไม่มีใครกล้าคัดค้าน จากนั้นเจ้าเมืองเหอเจี้ยนก็ก้าวเข้ามาพร้อมฎีกา

“ทูลฝ่าบาทกระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูลพะยะค่ะ”

เขาทำมืออนุญาตให้เจ้าเมืองเล่าสิ่งต้องการจะบอก เจ้าเมืองบอกกับเขาว่าตอนนี้ในเมืองเหอเจี้ยนเกิดปัญหาข้าวยากหมากแพงจนสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านไปทั่ว เพราะไม่สามารถซื้อหาอาหารได้เหมือนเคย “...นอกจากนี้เมืองหวงที่อยู่ติดกับเหอเจี้ยนข้างๆยังมีโรคระบาด แต่ยารักษาเองก็มีราคาแพงเช่นกัน กระหม่อมเกรงว่าหากยังล่าช้าไม่นำเรื่องนี้มารายงานจะทำให้ปัญหาลุกลามบานปลาย วันนี้จึงได้นำเรื่องทั้งหมดมากราบทูลฝ่าบาทพะยะค่ะ”

นี่คือแบบอย่างขุนนางที่เขาต้องการ ไม่ใช่ขุนนางที่คอยประจบสอพลอแสวงหาอำนาจ เขาเรียกขุนนางที่ทำหน้าที่ดูแลยุ้งฉางราชวงศ์ออกมาและสั่งการ “เปิดยุ้งฉางนำข้าวและอาหารแห้งส่งมอบให้เจ้าเมืองเหอเจี้ยนนำไปแจกจ่ายชาวบ้านที่นั่นเป็นการชั่วคราว จนกว่าทุกอย่างจะคลี่คลาย”

“พะยะค่ะฝ่าบาท”

เขาหันไปหาอู่เหวินเสนาบดีสำนักตรวจราชการ “ส่งคนไปสืบเรื่องนี้ให้กระจ่างว่าเหตุใดอาหารกับสมุนไพรจึงมีราคาแพง มีพ่อค้าคนใดคิดกักตุนสินค้ารีดไถเงินชาวบ้านหรือไม่ ส่วนเรื่องโรคระบาดให้รีบส่งหมอจากสำนักหมอหลวงไปจัดการยับยั้งและรักษาชาวบ้านให้หมดทุกคน”

“กระหม่อมรับพระบัญชาพะยะค่ะ”

 ฟางหลงคิดว่าปัญหาทุกอย่างคงถูกจัดการอย่างรวดเร็วและง่ายดาย เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่กลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เพราะสามวันต่อมาระหว่างเจ้าเมืองเหอเจี้ยนเดินทางกลับ เขาถูกคนร้ายลอบสังหารตายอย่างอนาถ!

 


เฟยหลงมองจดหมายที่ถูกส่งมาจากคนของเจ้าเมืองเหอเจี้ยนที่มาถึงมือเขาเพื่อแจ้งข่าว พร้อมคิดถึงคำพูดของเจียวเมิ่งขุนนางที่เขาเชื่อมั่นในความสามารถและเชื่อว่าเป็นคนที่ไว้ใจได้  

“....ฝ่าบาทบางทีเรื่องที่สินค้าในเมืองเหอเจี้ยนขาดแคลนอาจเกี่ยวพันกับคนที่มีอำนาจในราชสำนัก เจ้าเมืองเหอเจี้ยนเป็นคนตรงไปตรงมาไม่เห็นแก่ลาภยศ เขาจึงนำฎีกามาถวายพระองค์ แต่คนพวกนั้นกลับกล้าลงมือสังหารเขาอย่างโหดเหี้ยม กระหม่อมคิดว่าเราควรสืบหาความจริงเรื่องนี้อย่างรอบคอบ หาไม่แล้วจะไม่ได้ตัวคนผิดมาลงโทษพะยะค่ะ”

 คนที่มีอำนาจในราชสำนัก? ตอนนี้เจียวเมิ่งกล่าวคำนี้ในแววตาปรากฏแววแปลกๆ จากนั้นไม่พูดอะไรอีก แม้ไม่พูดแต่เขาก็พอทราบว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับใครบางที่ใกล้ชิดเขา

ตอนนี้เขาได้ส่งเจียวเมิ่งไปสืบหาความจริงอีกคน ไม่มีใครทราบว่าเจียวเมิ่งเป็นคนของเขา เพราะชายคนนี้เป็นสายลับที่มักแฝงตัวไปตามที่ต่างๆ เพื่อทำงานให้เขา เขาต้องการหาตัวคนผิดมารับโทษที่ก่อไว้ คนที่กล้าสังหารขุนนางที่ภักดี ทำให้ราษฎรเดือดร้อนไม่ว่าใครจะต้องได้รับโทษอย่างสาสม!

เขาได้แต่หวังว่าจะไม่ใช่คนที่เขาคิดไว้

 


ข่าวเรื่องฮ่องเต้ปฏิเสธที่จะแต่งตั้งองค์ชายใหญ่โอรสของกุ้ยเฟยเป็นรัชทายาทสร้างความแปลกใจและขุ่นเคืองให้กับฟางเซียนอยู่หลายวัน

นางเฝ้าครุ่นคิดว่าเหตุใดฮ่องเต้จึงไม่ยินยอมแต่งตั้งโอรสของนางเป็นรัชทายาท  นางคิดจนรู้สึกวิงเวียนก็คิดไม่ออก นอกจากนี้ฮ่องเต้ยังไม่ได้เสด็จมาหานางที่ตำหนักอีก แต่กลับเสด็จไปประทับกับอินฉินแทน

“พระสนม...” อิ๋งกุ้ยเข้ามาประคองให้นางนั่งลงเมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวไม่สู้ดีของนาง “อย่าทรงกังวลเลยเพคะ บางทีฝ่าบาทอาจจะเห็นว่าองค์ชายอายุยังน้อยจึง...”

“อายุยังน้อยอะไรกัน! ฝ่าบาทตั้งแต่วันที่ลืมตาดูโลกก็ได้เป็นรัชทายาทแล้ว” นางแย้งเสียงห้วน ในอดีตฮ่องเต้เป็นโอรสของสนมเอกที่ฮ่องเต้องค์ก่อนรักใคร่และโปรดปรานที่สุด เนื่องจากฮองเฮาไม่มีโอรส ฮ่องเต้จึงได้รับแต่งตั้งให้องค์ชายเฟยหลงในตอนนั้นรัชทายาทตั้งแต่วันที่คลอดออกมา ภายใต้การรับรองของฮองเฮาให้องค์ชายเป็นโอรสบุญธรรม   

โอรสนางไม่ใช่โอรสฮองเฮาเช่นกัน การจะขึ้นสู่ตำแหน่งรัชทายาทจึงไม่ง่าย หากฮ่องเต้ไม่หนุนหลังไหนเลยจะมีสิทธิ์ นางเคยคิดว่าฮ่องเต้จะแต่งตั้งลูกนาง ทรงรักใคร่เอ็นดูลู่เสียนมาตลอดมิใช่หรือ เหตุใดวันนี้จึงลังเล หรือพระองค์ให้ความสำคัญกับคนอื่นมากกว่านางและลูก?

“ช่วงนี้ที่ตำหนักใหญ่มีความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง?

“เอ่อ...เพคะ เมื่อเช้าก่อนเสด็จไปที่ท้องพระโรง ฝ่าบาทเสด็จไปหาพระสนมซือเสียนที่ตำหนักเพคะ”

“ผู้หญิงคนนั้นอีกแล้วหรือ?

“มีคนบอกหม่อมฉันว่าฝ่าบาทเมตตานางมาก นอกจากจะเสด็จไปเยี่ยมอาการป่วยยังมอบโสมและยาชั้นดีให้นางบำรุงร่างกาย”

หรือฝ่าบาทกำลังให้ความสำคัญกับซือเสียนมากกว่านาง!

“แล้วยังอะไรอีก?

“ยังมีรับสั่งเพิ่มนางกำนัลในตำหนักให้นางอีกสี่คนเพคะ”

นางกำนัลสี่คน เพิ่มนางกำนัลครั้งเดียวถึงสี่คน!  ซือเสียนมีอะไรดี หรือนางประมาทผู้หญิงคนนั้นเกินไป?

นางข่มความร้อนอกร้อนใจเอาไว้ จะแสดงให้ฮองเฮาและสนมคนอื่นเห็นไม่ได้ว่านางรู้สึกอย่างไร ฟางเซียนค่อยๆ ลุกขึ้น “ข้าจะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทที่ตำหนัก ฝ่าบาททรงงานหนักอาจต้องการพบข้า”

 


ฝ่าบาทกุ้ยเฟยมาขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”

เฟยหลงเงยหน้าขึ้นจากจดหมายที่เจียวเมิ่งส่งมาให้เพื่อรายงานความคืบหน้าในการสืบสวน ฟางเซียนอาจมาหาเขาเพราะเรื่องในท้องพระโรง เขาสอดเก็บจดหมายไว้ในกล่องอย่างดีจากนั้นจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้  เดินไปนั่งที่โต๊ะน้ำชา ก่อนเอ่ยปากอนุญาตให้ฟางเซียนเข้ามาในห้องทรงอักษร “เชิญกุ้ยเฟยเข้ามาได้”

ประตูห้องทรงอักษรเปิดออก ร่างอรชรที่ถูกปกปิดเอาไว้ด้วยชุดไหมจากการถักทอและตัดเย็บอย่างพิถีพิถันของพระสนมเอกโผล่เข้ามา ฟางเซียนเป็นสตรีที่งดงามล่มเมืองเป็นหนึ่งไม่มีสอง วันนี้นางงดงามโดดเด่นเช่นทุกวันด้วยใบหน้าที่ถูกตบแต่งอย่างดี พร้อมเครื่องแต่งกายสีแดงเลือดนก บนเรือนกายอ้อนแอ้นถูกประดับด้วยเครื่องประดับแสนล้ำค่าทั้งปิ่นปักผมรูปนกยูง สร้อยคอ ต่างหู กำไลข้อมือ เมื่อมองนางจะไม่มีใครคิดว่านางต่ำต้อยเด็ดขาด

นางเผยยิ้มให้เขา หยุดยืนถวายความเคารพ “ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”

“กุ้ยเฟยไม่ต้องมากพิธี เจ้ามาถึงนี่มีเรื่องอะไร?

“หม่อมฉันไม่มีเรื่องสำคัญจะมาเข้าเฝ้าฝ่าบาทไม่ได้หรือเพคะ” นางถามอย่างตัดพ้อมีมารยา

เขายิ้มมุมปาก ผายมือเชื้อเชิญ “นั่งก่อนสิ”

“ขอบพระทัยเพคะ” นางย่อกายลงก่อนก้าวเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ข้างเขา เอื้อมมือรินน้ำชาให้อย่างรู้ใจ กลิ่นหอมจากน้ำหอมรวยริน

เขารับน้ำชาจากนางมาจิบ รสชาติชานุ่มละมุนลิ้น “เป็นชาที่ดี จำได้ว่าชานี่เจ้านำมาให้ข้า”

“ขอเพียงฝ่าบาททรงพอพระทัย หม่อมฉันจะให้ท่านพ่อนำมาถวายอีกเพคะ” นางบอกอย่างเอาใจ 

เมื่อนางเอ่ยถึงบิดาเขารู้สึกว่ารสชาติชาเฝื่อนคออย่างประหลาด แต่ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา “ก็ดี”

นางมองไปยังกองฎีกาแล้วหันกลับมายิ้มให้เขา “ฝ่าบาททรงราชกิจทั้งวันเช่นนี้กลับไม่มีใครดูแล ให้หม่อมฉันอยู่ดูแลฝ่าบาทที่นี่นะเพคะ”

“อย่าเลย ข้าอยากให้เจ้าดูแลลู่เสียนมากกว่า เจ้าต้องคอยอบรมสั่งสอนเขาให้ดี”

 “หม่อมฉันทราบดีเพคะว่าฝ่าบาทให้ความสำคัญกับองค์ชายเพียงใด” ดวงตานางเป็นประกายเมื่อพูดถึงลูก ประกายแห่งความทะเยอทะยานที่เขาเห็นมันบ่อยครั้งเกินไปในช่วงหลัง

เขารู้ดีว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ ตำแหน่งรัชทายาท...เขาเองก็เคยคิดเรื่องนี้แต่บางอย่างบอกเขาว่ายังไม่ควรด่วนตัดสินใจ รัชทายาทที่มีมารดาทะเยอทะยานเกินไปมักไม่คำนึงถึงความถูกต้องหรือสิ่งใดนอกจากผลประโยชน์ของตนเอง เขาไม่อยากให้ลูกถูกใช้เป็นเครื่องมือของใครไม่ว่าขุนนางหรือมารดาของเขาเอง

“ฝ่าบาทไม่ต้องห่วงเพคะ ลู่เสียนเองก็ต้องการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อจะได้ช่วยฝ่าบาทดูแลราษฎรแบ่งเบาราชกิจในอนาคต หม่อมฉันจะดูแลเขาให้ดีไม่ทำให้ฝ่าบาทผิดหวังเพคะ”

อาจเพราะบางอย่างในตัวนางเปลี่ยนไปโดยที่นางไม่รู้ตัว แววตานาง พฤติกรรมและคำพูดบางอย่างทำให้เขาเริ่มรู้สึกเย็นชาอยู่ลึกๆ ในใจ ทั้งที่ครั้งหนึ่งเขาเคยมั่นใจว่านางเป็นสตรีที่เขาโปรดปรานที่สุด วันนี้เขาไม่แน่ใจว่ายังเป็นเช่นนี้อยู่หรือไม่

จู่ๆ นางก็ย้อนถึงความหลัง “ฝ่าบาทจำตอนที่เราพบกันครั้งแรกได้หรือไม่เพคะ จำได้ตอนนั้นฝ่าบาทเป็นองค์ชายรัชทายาทผู้สูงส่ง ส่วนหม่อมฉันเป็นเพียงบุตรสาวของพ่อค้าธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น โชคดีเหลือเกินที่ท่านพ่อมีโอกาสได้ถวายการรับใช้ฝ่าบาททำให้หม่อมฉันได้พบฝ่าบาทด้วย ผ่านมาหลายปีหม่อมฉันยังไม่อยากเชื่อว่าจะได้มีโอกาสอยู่เคียงข้างฝ่าบาทเช่นนี้ เป็นถึงกุ้ยเฟยที่มอบโอรสให้ฝ่าบาท”

ตอนนั้นเขาในฐานะรัชทายาทออกเดินทางไปตรวจราชการลับกับขุนนางตามบัญชาของเสด็จพ่อ ระหว่างทางเกิดถูกพายุหิมะเล่นงาน พวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากพ่อค้าผู้ร่ำรวยคนหนึ่งให้เข้าไปพักในบ้านเพื่อหลบพายุ ที่นั่นเขาได้พบกับฟางเซียน นางเป็นบุตรสาวพ่อค้าคนนั้นหน้าที่ของนางคือช่วยบิดาทำการค้า วันนั้นนางได้ช่วยบิดาดูแลเขาในฐานะแขกแปลกหน้า เขาถูกตาต้องใจในความอ่อนหวานและปราดเปรื่องของนาง โดยเฉพาะแววตาที่นางมองเขา มีเปิดเผยและจริงใจอยู่ในนั้น

บัดนี้เมื่อเขาจ้องหน้านางเพื่อค้นหาความจริงบางอย่างในแววตาที่เคยเปิดเผยจริงใจแววตาเช่นนั้นไม่มีอีกแล้ว “ใช่...เวลาผ่านมานานจริงๆ จนบางครั้งข้าก็เกือบลืมไป”

“ลืม ฝ่าบาทหมายความว่า...”

“ไม่มีอะไร”

นางถอนใจ ลังเลเล็กน้อยก่อนเอ่ยปาก “ฝ่าบาทมีเรื่องหนึ่งหม่อมฉันไม่แน่ใจว่าควรทูลถามหรือไม่”

“เจ้าก็ทราบข้าเกลียดการอ้อมค้อม บอกมาเถิดว่าเจ้าอยากรู้อะไร”

“เรื่องสนมลู่เพคะ หม่อมฉันได้ยินราชโองการที่ฝ่าบาททรงเลื่อนตำแหน่งให้นางเป็นเหม่ยเหริน”

ก่อนหน้านี้ไม่นานฮองเฮาและอินฉินก็มาหาเขาเพราะเรื่องนี้ พวกนางคิดว่าเขากำลังโปรดปรานซือเสียน ไม่มีใครคิดเลยว่าที่เขาแต่งตั้งนางเป็นสนมขั้นห้าเพราะเขาแพ้หมากล้อมนางกำนัลต่ำต้อยคนหนึ่ง!

เขาเกือบหัวเราะออกมาเมื่อคิดถึงใบหน้าของมี่หมินในสภาพมอมแมม นางกำนัลคนนั้น ภายใต้ใบหน้าใสซื่อนั้นช่างเต็มไปด้วยปริศนา

เขาจ้องหน้านาง ถามเสียงเรียบ “ทำไม เจ้าไม่พอใจรึ?

นางช้อนตาขึ้นมองเขา “หม่อมฉันมีสิทธิ์หรือไม่เพคะ?

เขาไม่ตอบแต่ยิ้มให้นาง ปล่อยให้นางคิดเอาเอง

ฟางเซียนหัวเราะเสียงหวานซบหน้าลงกับอกเขา กล่าวอย่างมั่นใจ “หม่อมฉันไม่มีวันรู้สึกเช่นนั้นเพราะทราบฐานะตนเองดี เป็นสตรีของฮ่องเต้ไหนเลยจะกล้าคิดเรื่องไร้สาระ อีกอย่างหม่อนฉันแน่ใจว่าฝ่าบาทจะไม่มีวันทำให้หม่อมฉันเสียใจ”

เขายกมือขึ้นวางบนไหล่นาง นางไม่ทราบหรือว่าบนโลกนี่โดยเฉพาะในวังหลวงไม่มีคำว่า...ไม่มีวัน!

 

 

 


 

 

____________________________________________________

ณ เชิงดอย 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.852K ครั้ง

3,750 ความคิดเห็น

  1. #2744 Whatever it is (@oil-sup) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 22:06
    ง่ะ ฮ่องเต้เป็นพระเอกเหรอ แก่เบย 5555
    #2744
    0
  2. #1966 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 17:45
    เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน เฮ้อ
    #1966
    0
  3. #1645 นิตา (@exofan-thanita) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 00:07
    ฝ่าบาทก็เบื่อเก่งง
    #1645
    0
  4. #1598 YukiKiyu (@YukiKiyu) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 09:56
    ผัวเริ่มเบื่อ​ รู้ตัวมะ?
    #1598
    0
  5. #1110 AomJanya (@AomJanya) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 20:29
    หม่อมฉัน ใช้แทน ผู้พูดที่เป็น ผู้หญิง
    กระหม่อม ใช้แทนผู้พูดที่เป็น ผู้ชาย
    #1110
    0
  6. #1035 differ21 (@differ21) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 09:26

    ตอนที่2บอกครองราชย์ตอน16ไม่ใช่หรอคะ ละก็บอกว่าครองราชมาสิบกว่าปี ตอนนี้บอกครองราชย์ตอนอายุ14ละก็รวมทั้งสิ้น20ปี

    #1035
    0
  7. #707 Xuehua_ns (@manaw_ns) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 08:49
    ตอนก่อนบอกครองบัลลังก์ตอน 16 ตอนนี้บอก 14 ตกลงครองบัลลังก์ตอนอายุเท่าไหร่กันแน่คะ ชื่อชายใหญ่ที่แรกบอกลู่หรงตอนนี้เป็นลู่เสียน คืองงค่ะ แต่เนื้อเรื่องสนุกดีให้อภัยค่ะ555
    #707
    0
  8. #690 ผักหวาน" (@moonlight44) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 20:45
    นิยายสนุกมากค่ะ แต่ตกลงลูกสนมกุ้ยเฟยนี่ชื่ออะไรกันแน่คะลู่เสียนหรือลู่หรง แล้วก็สรรพนามแทนตัวของผู้ชายควรใช้คำว่ากระหม่อม มั้ยคะ หม่อมฉันดูเป็นคำของผู้หญิงค่ะ ส่วนเนื้อเรื่อง การบรรยาย ไม่ติดขัดอะไร ดำเนินเรื่องก็น่าสนใจค่ะ แต่บางคำลองปรับเปลี่ยนดูค่ะ
    #690
    0
  9. #630 Airika_Catcha (@Airika_Catcha) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 23:53
    ทำไมเราอ่านเจอช่วงแรกๆ เหมือนองค์ชายใหญ่จะชื่อ ลู่หลงคะ เปลี่ยนใช่ไหม๊คะ
    #630
    0
  10. #311 pemipond (@pemipond) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 14:42

    พ่อนางกีดกันการค้าหรือ

    #311
    0
  11. #295 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 08:52
    ฝ่าบาทสนใจคนใหม่แล้วจร้าาาาา
    #295
    0
  12. #255 JPsn (@JPsn) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 22:18
    ขอเรื่องนึงได้มั้ยคะ ไม่รู้ว่าตอนต่อไปมีการแก้หรือยัง เราคิดว่าคำแทนตัวของข้ารับใช้ ผู้ชายควรใช่กระหม่อมมากกว่าอ่ะค่ะ หม่อมฉันอ่านแล้วจัดจี้หูแปลกๆ
    #255
    0
  13. #179 numayza555 (@numayza555) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 23:56
    สนุกมากเลย
    #179
    0
  14. #91 ดิเดียร์ (@pdeer11) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 22:25
    เราคิดว่าให้ฝ่าบาทเรียกว่า สนมรักดีกว่าเรียกพระสนมค่ะ
    #91
    3
    • #91-2 piggy (จากตอนที่ 5)
      22 มิถุนายน 2562 / 13:53
      เห็นด้วยอีกคนจ้า. ฮ่องเต้เรียกเมียว่าพระสนม มันดูแปลกๆ อ่ะ อิอิ
      #91-2
    • #91-3 (@sarok147) (จากตอนที่ 5)
      22 มิถุนายน 2562 / 14:06
      ok จ้าจะรับปรุงนะ ขอบคุณค่า
      #91-3