สายลมนิรันดร์ (ตีพิมพ์ B2S)

ตอนที่ 43 : ตอนที่ 42 ความช่วยเหลือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20668
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1069 ครั้ง
    12 พ.ค. 62

 

 

ตอนที่ 42 ความช่วยเหลือ




หลังจากเดินทางมาทั้งวันเมื่อพระอาทิตย์เริ่มลาลับจากเส้นขอบฟ้า จางหย่งก็สั่งให้ทหารของเขาตั้งค่ายพักแรมในป่าและสั่งให้คนคอยผลัดกันเฝ้าเวรยามตลอดทั้งคืน นางกับหลี่ผิงถูกพาลงจากรถม้าและถูกพาไปมัดไว้กับต้นไม้ใกล้กระโจมที่พัก

นางเห็นแขนหลี่ผิงเลือดไหลออกมาอีกหลังจากหยุดไหลไปแล้วจึงขอร้องทหารยามที่เฝ้านางกับหลี่ผิง “แผลเขายังมีเลือดไหล ข้าพอมีความรู้ด้านการรักษาอยู่บ้างให้ข้าช่วยทำแผลห้ามเลือดให้เขาได้ไหม?

เขาไม่ตอบเหลือบมองไปด้านหลังนาง นางจึงเพิ่งทราบว่าจางหย่งมายืนอยู่ตอนที่เขาพูดขึ้น

“แก้มัดนางให้นางทำแผลให้เขา คืนนี้ไม่ต้องมัดนาง มัดแค่เขาก็พอ นางเป็นเพียงผู้หญิงตัวเท่านี้คงไม่มีปัญญาหนีไปไหนได้”

“พะยะค่ะองค์ชาย” ทหารยามรับคำและแก้มัดให้นาง

มี่หมินอดไม่ได้ที่จะหันไปขอบคุณจางหย่งแม้เขาจะจับนางมา อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้โหดร้ายเช่นฉิงลี่ฉุน “ขอบพระทัยองค์ชาย”

เขาไม่สนใจคำขอบคุณของนางแต่ขู่นางแทน “ข้าไม่มัดเจ้าก็จริงแต่หากเจ้าหนีข้าจะฆ่าเจ้าซะ”

มี่หมินกลืนน้ำลาย ไม่เคยพบใครข่มขู่ได้น่ากลัวเลือดเย็นเท่านี้มาก่อน นางสบตาหลี่ผิงเขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นหน้าที่คงซีดเซียวของนางเพราะคำขู่ จากนั้นจึงขอน้ำกับผ้าสะอาดซึ่งทหารยามสบตาจางหย่งและเขาพยักหน้า ทหารยามจึงนำมาให้ เมื่อนางได้อุปกรณ์ที่จำเป็นก็ลงมือทำความสะอาดบาดแผลให้หลี่ผิง เขาตลอดเวลานั่งนิ่งไม่ปริปากบ่นสักคำ ใบหน้าเขาเองก็นิ่งไม่ต่างจากจางหย่ง

จางหย่งหันไปบอกทหารก่อนจะกลับไปที่กระโจมว่า “ดูแลนักโทษให้ดี นอกจากข้าจะสั่งห้ามใครทำอะไรทั้งนั้น”

“พะยะค่ะองค์ชาย”

พอนางทำแผลเสร็จทหารก็นำอาหารกับน้ำมาให้หลี่ผิง หลี่ผิงบอกนางให้ทานอาหารส่วนเขาไม่แตะต้องอะไร ดื่มเพียงน้ำเปล่าเท่านั้น ก่อนบอกนาง

“เจ้าพักผ่อนเถิด เหนื่อยมาทั้งวัน”

“แต่ข้าคงนอนไม่หลับ” นางกระซิบ หวาดหวั่นกับชะตากรรมไม่เลิก หากคนของฮ่องเต้รอนางกับหลี่ผิงอยู่ที่เมืองเจียอินก็คงกลับไปแล้วเพราะทั้งสองไม่ยอมโผล่ไปเสียที บางทีฮ่องเต้อาจจะเลิกรอนางนานแล้ว นางอาจไม่สำคัญเพียงพอให้ระลึกถึงยาวนานขนาดนั้น

“พยามนอนเถิด ข้าก็จะพยามเช่นกัน” เขาบอกแบบนั้นและหลับตานิ่งไม่พูดอะไรอีก

มี่หมินไม่ได้ถูกมัดติดต้นไม้เหมือนหลี่ผิง นางจึงมองหาที่นอนบนพื้นที่ไม่ห่างจากหลี่ผิงนักเพราะตั้งแต่นางลงจากรถม้าฉิงลี่ฉุนก็คอยเมียงมองนางด้วยดวงตามาดร้ายตลอด คำสั่งของจางหย่งมีผลให้นางอุ่นใจได้พอประมาณก็จริง แต่ก็ไม่ทั้งหมด ตราบใดที่นางยังเป็นเหมือนนักโทษนางก็ไร้ซึ่งอิสระจะปกป้องตนเอง 

คืนนั้นนางนอนหลับๆ ตื่นๆ เพราะความกังวล ดังนั้นเมื่อมี่หมินรู้สึกว่ามีคนเข้ามาใกล้นางจึงรู้สึกตัวตื่นทันที!

“อื้อ!” นางอุทานออกมาเบาๆ ก่อนที่มือใหญ่แข็งแรงจะปิดลงบนปาก มี่หมินเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าคนที่กำลังปิดปากนางไว้นั้นคือฉิงลี่ฉุน!

เขาแสยะยิ้ม ก้มลงกระซิบกระซาบให้นางได้ยินเพียงคนเดียว “เจ้ากลัวหรือ....ดี...ข้าอยากให้เจ้ากลัวมากๆ เพราะตอนข้าหาความสุขกับเจ้า เจ้าจะได้จำเอาไว้ให้ดีและกลับไปบอกจ้าวเฟยหลงว่าข้าย่ำยีหญิงที่เขารักอย่างไรบ้าง ทำให้นางหวาดกลัวแค่ไหนหรือทำให้นางร้องครวญครางอย่างไร บางทีเจ้าอาจจะพอใจบทรักของข้ามากกว่าเขาก็ได้” จากนั้นเขาก็ลากร่างนางออกห่างจากหลี่ผิงที่หลับไปด้วยความอ่อนเพลียเพราะเสียเลือดกับทหารที่นอนหลับอยู่ใกล้ๆ ตรงไปยังป่า

มี่หมินดิ้นรนสุดชีวิต ทั้งทุบตีหยิกข่วน นางดิ้นและยกมือข่วนใบหน้าเขาอย่างแรง ฉิงลี่ฉุนร้องด้วยความเจ็บปวด เผลอปล่อยมือ นางอาศัยจังหวะนั้นกรีดร้องสุดชีวิต!

“ช่วยด้วย!

เขาสบถอย่างดุเดือด อารามตกใจทำให้เผลอปล่อยมือจากนาง นางสะบัดตัวหนีจากอ้อมแขนของเขา วิ่งกลับไปหาทหารยามและหลี่ผิงที่เพิ่งรู้สึกตัว หลี่ผิงดิ้นอย่างแรงแต่ก็ไม่หลุด เขาคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวทหารยามพุ่งออกมาขวางระหว่างนางกับฉิงลี่ฉุนที่วิ่งตามมาและเกือบจะคว้าตัวนางไว้ได้ นางล้มลงกับพื้น ทั้งตกใจและเสียขวัญ นางเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงถามห้วนๆ

“ฉิงลี่ฉุนเจ้ากล้าดียังไงถึงขัดคำสั่งข้า!” จางหย่งนั่นเอง เขายืนจังก้ามือถือดาบแน่นและถามฉิงลี่ฉุนด้วยใบหน้าโกรธเกรี้ยว

ฉิงลี่ฉุนมองนางอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ ยกมือแตะใบหน้าที่ถูกนางข่วนจนเลือดซิบ “จางหย่งนางเป็นเพียงนางกำนัลชั้นต่ำ ท่านจะปกป้องนางไปเพื่ออะไร ไม่สู้ให้ข้าหาความสุขกับนางดีกว่า”

“แต่ท่านบอกเองว่านางสำคัญกับฮ่องเต้”

“แน่นอน...เพราะนางสำคัญกับฮ่องเต้ ข้าจึงได้คิดจะใช้นางระบายความแค้นที่ถูกขับไล่จากแคว้นตนเองจนต้องอยู่อย่างอัปยศ!

จางหย่งกัดฟันแน่น ก้าวเข้าไปหาอดีตอ๋องแคว้นฉิง สีหน้าของเขาทำให้อีกฝ่ายผงะไปเช่นกัน เขาก้มลงกระซิบกับฉิงลี่ฉุนเสียงห้วนจัด “ข้าจะเตือนท่านเป็นครั้งสุดท้าย อย่าบังอาจรังแกสตรีคนใดภายใต้การควบคุมของข้า หากมีอีกครั้งข้าจะฆ่าท่านซะ”

 ฉิงลี่ฉุนได้แต่ยืนตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ ก่อนแสยะยิ้มน่าเกลียด “เจ้าปกป้องนางหรือคิดจะเก็บนางไว้เองกันแน่ หากเจ้าต้องการนางบอกข้าดีๆ ก็ได้ไม่จำเป็นต้องออกหน้าปกป้องนางถึงขนาดนี้”

ใบหน้าจางหย่งราวกับถูกสลักเสลาด้วยหินผา “ข้าไม่ใช่คนต่ำช้าอย่างท่าน อย่าเอานิสัยเลวทรามของตนเองมาใช้และคิดว่าคนอื่นจะเป็นเหมือนท่าน”

“นี่เจ้า!” จากนั้นก็หมุนตัวจากไปด้วยแผ่นหลังที่แข็งทื่อและใบหน้าที่ยังปรากฏรอยเล็บของนาง

จางหย่งหันไปเล่นงานคนของเขา “เจ้าหลับยามพรุ่งนี้ต้องถูกลงโทษ”

ทหารยามคุกเข่าลงกับพื้น “ขอองค์ชายโปรดลงโทษ หม่อมฉันไม่มีคำแก้ตัวกับความผิดพลาดของตนเองพะยะค่ะ”

“ดี” เขามีสีหน้าพอใจ จากนั้นก็ก้าวมาหานาง โดยที่มี่หมินไม่ทันตั้งตัวเขาก็ฉุนนางขึ้น ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นว่านางร้องไห้ เขาเบือนหน้าหนีราวกับไม่อาจมองน้ำตาบนใบหน้านาง เขาไม่พูดอะไรปล่อยมือและถอยไปเงียบๆ

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” หลี่ผิงถามทันทีที่นางนั่งลงห่างจากเขาเล็กน้อย “ข้าขอโทษที่ปกป้องเจ้าไม่ได้”

นางเช็ดน้ำตาลวกๆ ส่ายหน้าบอกเขาว่าไม่เป็นไร เขาถูกมัดเอาไว้เช่นนี้จะไปช่วยนางอย่างไรได้ โชคดีเพียงใดที่นางรอดพ้นมาได้ แต่จะรอดไปนานแค่ไหนกัน

“มานี่สิ” เขาเรียก

นางลังเลแต่ก็ยอมขยับเข้าไปไกล

หลี่ผิงกระซิบ “ข้าซ่อนมัดไว้ที่ข้อเท้าหนึ่งเล่ม เจ้าช่วยหยิบมาให้ข้าที ข้าจะตัดเชือกที่มัดเราไว้จะได้ปกป้องเจ้าได้ การปกป้องเจ้าเป็นหน้าที่ของข้า ต่อให้ต้องตายข้าก็ไม่เสียดายชีวิต”

“ท่าน...” นางพูดไม่ออก ซาบซึ้งในตัวเขายิ่งนักที่คิดจะช่วยนางโดยไม่ห่วงตัวเอง นางอาศัยจังหวะที่ทหารยามเผลอดึงมีดจากรองเท้าเขาแต่แทนที่จะส่งให้เขากลับเก็บไว้เอง

“เจ้าทำอะไร?” หลี่ผิงถาม

“ข้าจะใช้มีดเล่มนี้ปกป้องตนเอง อย่างน้อยหากข้าฆ่าฉิงลี่ฉุนซะบางทีจางหย่งกับคนของเขาอาจไม่ฆ่าข้า เพราะอย่างน้อยข้าก็ทำเพราะปกป้องตนเอง แต่หากท่านทำ...เกรงว่าท่านจะถูกพวกเขาฆ่าตามไปด้วย”

เขามองนางอย่างอ่อนใจ “สถานการณ์เช่นนี้เจ้ายังห่วงคนอื่น ข้านับถือน้ำใจเจ้านักมี่หมิน”

“ข้าไม่อยากให้ใครเสียสละชีวิตเพื่อข้า”

“ข้าเสียใจที่ไม่พาเจ้าไปเมืองเจียอินตั้งแต่แรก หากข้า...”

“เรื่องมันผ่านมาแล้ว แม้ข้าไม่ทราบว่าเหตุใดท่านจึงตัดสินใจเช่นนั้นแต่ก็ช่างมันเถิด ตราบใดที่ท่านยังรู้สึกผิดอยู่บ้างข้าก็คงพอให้อภัยท่านได้”

จู่ๆ เขาก็หัวเราะออกมาเป็นครั้งแรกนับแต่รู้จักกันมา “เจ้าเป็นคนประหลาดที่สุดที่ข้าเคยพบ เจ้ารู้จักการให้อภัยมากกว่าอาฆาตพยาบาท หากทุกคนเป็นเช่นเจ้าแผ่นดินนี้คงสงบสุขไปนานเท่านาน”

มี่หมินไม่ตอบโต้เพราะไม่รู้จะพูดอะไร นางคิดถึงคำพูดแสนน่าเกลียดของฉิงลี่ฉุน...

“...เจ้าจะได้จำเอาไว้ให้ดีและกลับไปบอกจ้าวเฟยหลงว่าข้าย่ำยีหญิงที่เขารักอย่างไรบ้าง...”

หญิงที่เขารักอย่างนั้นหรือ? จะเป็นไปได้อย่างไรที่ฮ่องเต้จะ...

นางส่ายหน้ากับตนเอง อดีตอ๋องแคว้นฉิงผู้นั้นคงโกรธแค้นจนตามืดบอดเสียแล้ว เขามีชื่อเสียงเรื่องการข่มเหงรังแกสตรี เขาเพียงแต่หาข้ออ้างที่จะย่ำยีนางเท่านั้น

นางอดคิดถึงฮ่องเต้ไม่ได้ ป่านนี้คงประทับอยู่ในวังหลวง อาจลืมนางไปแล้วทรงมีผู้คนและเรื่องราวมากมายให้ต้องคิดคำนึง อาจทรงหลับสนิทอยู่ที่ตำหนักใหญ่ เพราะฮ่องเต้จะไม่ประทับที่ตำหนักพระสนมคนใดเกินเที่ยงคืน ส่วนนางคืนนี้นางคงนอนไม่หลับและไม่กล้านอนอีกด้วยเกรงว่าฉิงลี่ฉุนจะกลับมาข่มเหงนาง

มี่หมินกอดเข่าเกยคางกับท่อนแขนมองไปเรื่อยเปื่อยไม่ทราบว่าหลับไปตั้งแต่เมื่อใด คืนนั้นไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับนางอีก ทหารยามคุ้มกันแน่นหนาตามคำสั่งของจางหย่ง

เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นพวกเขาก็ออกเดินทางอีกครั้ง นางบอกหลี่ผิงว่าจะตัดเชือกให้เขาเมื่อไหร่ที่เขาพร้อมจะพานางหนีโดยไม่ทำให้ตัวเองตาย นางไม่อยากให้ใครมาสังเวยชีวิตเพื่อให้นางมีชีวิตรอด

ในการเดินทางนั้นจางหย่งเลือกใช้เส้นทางในป่าเพื่อไม่ให้มีใครพบเห็นพวกเขา จนกระทั่งในวันที่สามทุกคนก็ต้องหยุดพักกะทันหันในป่า นางไม่ทราบว่าเหตุใดต้องหยุดก่อนพระอาทิตย์ตกดิน จนกระทั่งนางได้ยินทหารของจางหย่งคุยกัน

“องค์ชายอยู่ๆ ก็ล้มป่วยทั้งที่ร่างกายแข็งแรง ข้าไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร”

“เราอยู่กลางป่าจะไปหาหมอมารักษาองค์ชายจากที่ใด พวกเราจะทำอย่างไรดี” พูดจบเขาก็มองไปที่กระโจมของจางหย่งด้วยสีหน้าห่วงใย

นางได้ฟังแล้วนึกห่วงว่าหากจางหย่งเป็นอะไรไปชีวิตตนจะตกอยู่ภายใต้ความเมตตาของฉิงลี่ฉุนที่ไม่มีความเมตตาในหัวใจเขา มี่หมินกลืนน้ำลายตัดสินใจเอ่ยถามพวกเขา “อาการท่านอ๋องน้อยของพวกท่านเป็นอย่างไรบ้าง?

พวกเขามองหน้านางแล้วถอนใจเฮือกพร้อมกัน “ร่างกายองค์ชายไร้เรี่ยวแรงมีไข้สูงตลอดเวลา เจ้าถามทำไม?

นางสบตาหลี่ผิง เขาพยักหน้าให้นางคล้ายเห็นด้วยที่นางจะเสนอตัวช่วยจางหย่ง เขาก็คงคิดเช่นเดียวกับนางว่าถ้าจางหย่งเป็นอะไรไปทั้งเขาและนางจะเดือดร้อนเพราะฉิงลี่ฉุน “ข้า...ข้าพอมีความรู้ด้านการเยียวยาอยู่บ้าง บางทีข้าอาจจะพอช่วยได้”

“เจ้ากำลังโกหกหรือเปล่า” ทหารคนหนึ่งถามขึ้นอย่างคลางแคลงใจ “หรือว่ามีแผนการอะไร เจ้าคิดจะทำร้ายองค์ชายของเราหรือเปล่า?

“ไม่นะ! ข้าไม่ได้คิดแบบนั้น ข้าแค่อยากช่วยเขาจริงๆ ถึงแม้เขาจะจับตัวข้ากับสหายมาแต่อย่างน้อยเขาก็ช่วยดูแลข้าอย่างดี ข้าจะคิดร้ายกับเขาได้อย่างไร”

ทหารอีกคนเริ่มคล้อยตาม “ข้าว่าให้นางรักษาองค์ชายก็ไม่เสียหายอะไร ถึงอย่างไรก็ดีกว่าปล่อยให้เขานอนป่วยอยู่แบบนั้น นางคงไม่กล้าทำร้ายองค์ชาย ถ้านางกล้าเราก็จัดการนางเสีย”

พวกเขาหน้ากันไปมาและเห็นด้วยกับข้อเสนอของนาง “ได้ เจ้าไปรักษาองค์ชาย จำไว้ว่าถ้าเขาเป็นอะไรเจ้าก็ไม่รอดเช่นกัน”

 

            จางหย่งทราบดีว่าตอนนี้ร่างกายเขาไม่ปกติ เขาไม่สามารถขยับร่างกายได้ดังต้องการและความร้อนมากมายที่รุมเร้าอยู่นั้นก็ทำให้เขาคล้ายอยู่ระหว่างกึ่งหลับกึ่งตื่น

            เขาได้ยินเสียงพูดคุยดังขึ้นรอบกาย เขาพยามลืมตาขึ้นมองเห็นเพียงใบหน้าซึ่งค่อนข้างพร่ามัวของสตรีคนหนึ่งที่กำลังชะโงกหน้าถามเขาด้วยคำถามที่เขาไม่คอยได้ยิน

นางเป็นใคร? นั่นคือคำถามแรกของเขาที่เกิดขึ้นในใจ นางมาทำอะไรที่นี่? เป็นคำถามต่อมา เขาพยามเงี่ยหูฟังเพื่อจะเข้าใจว่านางถามหรือกำลังพูดอะไรกับเขา เสียงแว่วๆ ที่ดังอยู่ในหัวเขาคือ

“ท่าน...ได้ยินไหม...สองสามวันที่ผ่านมานี้ท่านถูกแมลงบางชนิดกัดหรือเปล่า?

คำถามของนางทำให้เขาต้องนิ่วหน้าคิดทบทวน อาใช่...เขาถูกแมลงที่เขาไม่รู้จักกัดระหว่างเดินทาง แต่เขาไม่ได้สนใจเพราะคิดว่าคงเป็นแมลงทั่วไป เขาพยักหน้าให้นาง “ไม่ผิด ข้าถูก...กัด”

            “ที่ไหนเจ้าคะ?

“ที่แขน...ต้นแขน”

นางหันไปพูดบางอย่างกับใครอีกคน คนๆ นั้นเดินมาคุกเข่าลงข้างเตียงเขา พึมพำบางอย่างคล้ายขออนุญาติก่อนค่อยๆ รั้งแขนเสื้อเขาขึ้น ก่อนมีเสียงอุทาน

“นี่คือสาเหตุที่ทำองค์ชายล้มป่วยรึ?

สตรีคนนั้นขยับเข้ามาก้มดูต้นแขนเขาบริเวณที่ถูกกัด ตอนนี้เขารู้สึกแล้วว่ารอบๆ บริเวณนั้นปวดแสบปวดร้อนราวถูกไฟจี้

นางทำเสียงดีใจ “ใช่แล้ว เขาถูกแมลงมีพิษกัด มันคือ...”

จางหย่งนิ่วหน้า นางต้องดูใจขนาดนี้เลยหรือที่เขาถูกแมลงกัด!

นางไม่สนใจเขาแต่หันไปบอกคนที่อยู่กับนางอีกคน “ท่านไปหาสมุนไพร....มันขึ้นอยู่ในป่าแล้วนำมา....” เสียงนางขาดๆ หายๆ ฟังได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง

“เจ้าแน่ใจหรือว่ามันช่วยองค์ชายได้”

นางยืนยัน “สหายข้าคนหนึ่งเคยช่วยคนที่ถูกแมลงชนิดนี้กัดด้วยวิธีเดียวกันแล้วเขาหายดี”

น้ำเสียงที่มีความคลางแคลใจเริ่มดีขึ้น “หากเจ้ายืนยันเช่นนี้ ได้...ข้าจะรีบไปหามาให้”

เขากะพริบตาพยามมองนางอยากรู้ว่าเจ้าของเสียงคุ้นหูนี้เจือแววหวานเป็นใคร แต่เขาก็คิดไม่ออกสมองและร่างกายหนักอึ้งราวกับมีหินถ่วงเอาไว้ ระหว่างนั้นนางนั่งอยู่ข้างเตียงเขาเงียบๆ และคอยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นๆ มาวางบนหน้าผากเขาเป็นระยะ

บางอย่างที่เย็นจัดและชื้นถูกวางบนแผลต้นแขนเขา เขารู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิมวูบหนึ่ง ก่อนความเย็นจะแผ่ซ่านออกมาทำให้ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนค่อยๆ ทุเลาลงจนเขารู้สึกไม่เจ็บปวดอีกแล้ว ระหว่างนั้นเขาก็ถูกบังคับให้กลืนบางอย่างลงคอ รสชาติมันขมจัดจนเขาแทบอยากอาเจียนออกมา แต่เสียงอ่อนหวานที่หวานล้อมและข่มขู่ทำให้เขาจำต้องกลืนมันลงไป

เมื่อไม่มีความเจ็บปวดและร้อนรุ่มไปทั่วกาย จางหย่งก็ปล่อยให้ตนเองหลับใหลในห้วงนิทรา เขาไม่ฝันอะไรเลย ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่เขาเมื่อเขารู้สึกตัวตื่นด้วยสภาพร่างกายที่เกือบเป็นปกติ เว้นแต่เขายังเวียนศีรษะและยังรู้สึกอ่อนล้าอยู่บ้าง

เขามองสำรวจไปรอบกระโจมที่พัก สายตาหยุดลงที่สตรีคนหนึ่งซึ่งกำลังนอนหลับซบอยู่กับโต๊ะใกล้กับเตียงของเขา

นางมาทำอะไรในกระโจมเขา?

เขาขยับตัวค่อยๆ ลุกขึ้น นางคงได้ยินเพราะรีบยืดตัวขึ้นมองมาที่เขา พอเห็นเขาก็ยิ้มกว้างตาเป็นประกายด้วยความยินดี  

“ท่านฟื้นแล้ว”

“ฟื้นหรือ...ข้าเป็นอะไรไป?

ทหารของเขาที่คอยเฝ้ายามอยู่หน้ากระโจมคงได้ยินเสียงเขากับนางจึงรีบเข้ามา พวกเขาสองคนทำหน้ายินดีไม่ต่างจากมี่หมิน “องค์ชาย...ท่านฟื้นแล้ว”

จางหย่งยกมือแตะศีรษะ “ข้าเป็นอะไรไป?

“องค์ชายป่วยหนักเพราะถูกแมลงมีพิษกัดพะยะค่ะ โชคดีได้แม่นางผู้นี้ช่วยเอาไว้” แววตาของทหารเขาที่มองมี่หมินเปลี่ยนจากเมื่อหลายวันก่อนมาก ก่อนหน้านี้พวกเขามองนางเป็นนักโทษ ตอนนี้กลับมองนางอย่างยกย่องนับถือ

เขาก้มลงมองต้นแขนที่มีอะไรบางอย่างแปะเอาไว้ คงเป็นสมุนไพร “ใช่...ข้าจำได้ว่าถูกกัดแต่ไม่คิดว่ามันจะร้ายแรงขนาดทำให้ข้าล้มป่วย”

“องค์ชายหลับไปถึงสองวันสองคืนเต็มๆ พะยะค่ะ”

จางหย่งตกใจไม่คิดว่าตนเองจะหลับไปถึงสองวันสองคืน เขามองมี่หมินใบหน้านางแม้จะสดใสแต่ก็อิดโรยคล้ายคนไม่ได้นอนเต็มอิ่ม นางคงไม่ได้...

“สองวันที่ผ่านมาแม่นางมี่หมินคอยดูแลองค์ชายตลอด แม่นางรับคำขอบคุณจากข้าด้วย” ทหารทั้งสองของเขาก้มศีรษะให้มี่หมิน

ที่แท้สตรีที่เขาเห็นเลือนรางระหว่างกึ่งหลับกึ่งตื่นก็คือนางนี่เอง ในป่าลึกเช่นนี้หากนางไม่ช่วยรักษาเขาอาจจะตายก็ได้ เขาเป็นคนจับนางมานางช่วยเขาทำไม หรือคิดจะใช้โอกาสนี้เรียกร้องสิ่งตอบแทนด้วยการให้เขาปล่อยนางไป?

นางยิ้มท่าทางเกรงอกเกรงใจ “เป็นใครก็คงทำเช่นเดียวกับข้า พวกท่านไม่ต้องขอบคุณข้าก็ได้”

เขารอดูว่านางจะพูดอะไรต่อ

แต่นางกลับลุกขึ้น “ข้าคงต้องขอตัวออกไปก่อน ป่านนี้สหายข้าคงกังวลว่าเกิดอะไรขึ้น”

ทหารทั้งสองหันมามองเขา เขาจึงพยักหน้าอนุญาตให้นางออกไป สองคนนั้นรีบกุลีกุจอพานางออกไป ทุกการกระทำเต็มไปด้วยความนับถือและให้เกียรติ นางคงไม่รู้ตัวว่าได้สร้างบุญคุณใหญ่หลวงต่อเขาและต่อทหารของเขาทั้งที่นางเป็นนักโทษ

จางหย่งถอนใจ...เขาจะทำอย่างไรดี?

เขาคิดถึงบิดาที่โกรธแค้นฮ่องเต้จนแสดงความกระด้างกระเดื่องด้วยการไม่ยอมส่งบรรณาการให้แก่ราชสำนักโจวมานานนับปี เขาไม่เคยเห็นด้วยที่บิดากระด้างกระเดื่องกับฮ่องเต้มาหลายปี ฮ่องเต้ไม่ได้ตำหนิแต่ใครเล่าจะทราบว่าทรงคิดอะไรอยู่ อาจกำลังเวลาบางอย่างเพื่อจัดการแคว้นเป่ยก็ได้

ฉิงลี่ฉุนบอกว่ามี่หมินสำคัญกับฮ่องเต้ หากเกิดอะไรขึ้นกับนางบางทีฮ่องเต้อาจคิดจะใช้โอกาสนี้เป็นข้ออ้างยึดเอาแคว้นเป่ยผนวกเข้ากับแผ่นดินโจว ดังนั้นที่ผ่านมาเขาจึงปกป้องมี่หมินจากฉิงลี่ฉุนส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็เพราะไม่เคยโปรดปรานการรังแกฉุดคร่าสตรีไร้ทางสู้ ทหารเขาทุกคนไม่เคยทำเรื่องต่ำทรามเช่นนี้ เขานึกรังเกียจฉิงลี่ฉุนตั้งแต่ได้ยินว่าอดีตอ๋องผู้นี้ทำสิ่งใดบ้างก่อนถูกปลดจากตำแหน่งและหนีหัวซุกหัวซุนไปที่แคว้นเป่ย

หากเขามีทางเลือกเขาจะไม่มีทางให้ที่หลบซ่อนฉิงลี่ฉุน แต่เสด็จพ่อเก็บกดความแค้นไว้นานเกินไปจนไร้เหตุผลเมื่อเป็นเรื่องของฮ่องเต้

เขาและคนของเขามาที่แผ่นดินของราชวงศ์โจวเพราะฉิงลี่ฉุนได้ทูลขอทหารฝีมือดีกับเสด็จพ่อของเขา อ้างว่าต้องการขนสมบัติล้ำค่าที่ซุกซ่อนเอาไว้ระหว่างชายแดนแคว้นฉิงกับเมืองๆ หนึ่งของอาณาจักรโจว ฉิงลี่ฉุนตั้งใจจะจะนำเงินไปใช้ในการจัดเตรียมกองทัพเพื่อชิงตำแหน่งคืนจากอ๋องแคว้นฉิงคนปัจจุบัน

ในฐานะแม่ทัพและรัชทายาทเขาอาสาพาทหารของเขามาด้วยตนเองด้วยแน่ใจว่าทหารของเขาทุกคนเคร่งคัดในวินัยและไม่ฟังคำสั่งใครนอกจากเขาคนเดียว ต่อให้ฉิงลี่ฉุนคิดไม่ซื่อมีแผนการไม่น่าไว้ใจก็จะไม่ใช่เรื่องใหญ่และตอนนี้พวกเขาก็ได้สมบัติที่ฉิงลี่ฉุนอ้างมาแล้ว

แต่การจะสู้กับฮ่องเต้นั้นแทบเป็นไปไม่ได้เพราะพระองค์ครอบครองแผ่นดินกว้างใหญ่ กองทัพที่มีความแข็งแกร่งและมีจำนวนทหารมากมายมหาศาลกว่าแคว้นป่ยหลายสิบหลายร้อยเท่า เขาเกรงว่าหากเสด็จพ่อยังยืนกรานที่จะต่อต้านกับฮ่องเต้ รวมมือกับฉิงลี่ฉุน หากเป็นเช่นนี้ต่อไปแคว้นเป่ยอาจจะย่อยยับไม่เหลือชิ้นดี!

เขานึกถึงสตรีที่เพิ่งออกจากกระโจมไปและได้ช่วยชีวิตเขาไว้ ถ้าเขาพานางกับหลี่ผิงกลับไปที่แคว้นเป่ยตอนนี้ นางกับหลี่อาจถูกใช้สังเวยให้กับความแค้นที่เสด็จพ่อมีต่อฮ่องเต้ ฉิงลี่ฉุนจะต้องอาศัยโอกาสนี้ทำร้ายนาง ตอนนี้เขาคงช่วยอะไรนางไม่ได้และหนี้บุญคุณที่ติดค้างก็คงไม่ได้ตอบแทนเช่นกัน  

เขาได้ยินมาว่าฮ่องเต้นั้นดุดันเด็ดขาด หากนางสำคัญกับฮ่องเต้อย่างที่ฉิงลี่ฉุนอ้างจนกระเหี้ยนกระหือรือจะใช้นางเป็นที่ระบายความแค้น เขาไม่อยากคิดว่าฮ่องเต้จะรู้สึกอย่างไรหากหญิงที่ตนรักถูกย่ำยี!

แคว้นเป่ยคงย่อยยับในพริบตา!

จางหย่งลุกขึ้นช้าๆ มองบาดแผลที่ถูกดูแลอย่างดี เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยอมให้เสด็จพ่อหรือใครก็พาแคว้นและราษฎรเข้าสู่หายนะเด็ดขาด!

 

คืนนั้นจางหย่งไม่ได้ออกเดินทาง เขาอ้างว่าเขายังไม่หายป่วยให้ทุกคนพักอยู่ที่นั่นต่ออีกหนึ่งคืน นอกจากนี้เขายังใจดีพอจะแจกจ่ายสุราให้คนของเขาดื่มกินเพื่อผ่อนคลาย

หลี่ผิงตัดสินใจว่าคืนนี้เหมาะสมที่จะพามี่หมินหนีไปไม่ว่านางจะยินยอมหรือไม่ นางควรห่วงตัวเองมากกว่าห่วงชีวิตเขา เขาไม่เคยพบเจอใครเหมือนนางมาก่อนอย่างที่บอกนางไป ถ้านางขัดขืนไม่ยอมให้เขาเสี่ยงชีวิตเพื่อพาหนี เขาอาจจะต้องตีนางให้สลบและแบกนางไป

ดึกมากแล้วกองไฟที่ถูกจุดไว้เริ่มมอดดับ ทหารยามเองก็เริ่มเคลิ้มหลับไปเช่นกัน อาจเพราะสุราของจางหย่งที่มอบให้ เขาหันไปมองมี่หมินที่นอนซุกอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย เขาเรียกนางเบาๆ “มี่หมิน...มี่หมิน...ตื่นได้แล้วรีบตัดเชือกให้ข้าที เราจะต้องหนีกันแล้ว”

นางรู้สึกตัวตื่น “ท่านว่าอะไรนะ?

“ข้าบอกให้ตัดเชือกให้ข้า เราจะต้องหนีคืนนี้”

“คืนนี้?

“ใช่ หากเราถูกพาไปไกลกว่านี้จะหนีไม่ได้แล้ว อีกอย่างทหารที่ดูแลรอบๆ ค่ายบางส่วนเมาหลับไปแล้ว เราจะต้องรีบหนีคืนนี้ ตัดเชือกให้ข้าเร็วเข้า”

นางมองไปรอบๆ และเห็นด้วยกับเขา จากนั้นนางก็ค่อยๆ ขยับเข้ามาช่วยเขาตัดเชือก แต่เชือกยังไม่ทันขาดจางหย่งที่สวมชุดสีดำสนิททั้งตัวก็ปรากฏกายขึ้น เขาตัวแข็งทื่อเมื่อดาบถูกออกจากฝัก แต่แทนที่ดาบจะฟันลงที่เขากลับตัดเข้าที่เชือกที่มัดเขาไว้จนขาดจากกัน

มี่หมินเองก็เช่นกัน นางอุทานเบาๆ ท่าทางตื่นกลัว “องค์ชาย!

จางหย่งเห็นทุกอย่างว่าเขากับมี่หมินพยามจะหนี แต่กลับไม่พูดอไร ซ้ำยังช่วยตัดเชือกและส่งดาบของเขาคืนให้ “รับดาบของเจ้าคืนไป รีบไปทางตะวันตก ข้าผูกม้าไว้ที่นั่นให้พวกเจ้าสองตัวไม่ไกลจากที่นี่นัก ถ้าเจอม้าแล้วรีบไปเสียจากที่นี่”

“เจ้าว่าอะไรนะ?” หลี่ผิงคิดว่าเขาคงฟังผิดไปหรือนี่เป็นกับดักของจางหย่งล่อให้พวกเขาตายใจ  

“ข้าบอกให้พวกเจ้าสองคนรีบหนีไป” จางหย่งย้ำ มองไปรอบๆ อย่างระมัดระวังราวกับกลัวใครมาพบ

“ท่าน...ท่านช่วยเราทำไม?” มี่หมินถาม

“เจ้าน่าจะทราบดี ข้าติดหนี้บุณคุณเจ้าและหากเป็นดังที่ฉิงลี่ฉุนบอกว่าเจ้าสำคัญกับฮ่องเต้ ข้าก็ไม่อยากให้เกิดสงครามตามมา”

หลี่ผิงยอมรับว่าจางหย่งฉลาดพอที่จะมองออกว่าจะมีปัญหาตามมามากมายหากเกิดอะไรขึ้นกับมี่หมิน เขาหันไปบอกมี่หมิน “เรารีบไปกันเถอะก่อนเขาจะเปลี่ยนใจ”

เขากับมี่หมินลุกขึ้นเตรียมจะไปทางตะวันตกตามคำแนะนำของจางหย่ง แต่จางหย่งก็เรียกไว้เสียก่อน

“เดี๋ยวก่อน”

หลี่ผิงตัวแข็งหรือว่าจางหย่งจะเปลี่ยนใจ!

จางหย่งก้าวเข้ามาก้มศีรษะให้มี่หมิน “ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยชีวิตข้าบุญคุณของเจ้าข้าจะไม่ลืม ม้าที่ข้าให้ไปเป็นม้าตัวที่ดีที่สุดของข้า มันอยู่กับข้ามานานตั้งแต่เป็นลูกม้า ฝากเจ้าดูแลมันด้วย หากมีโอกาสข้าจะไปรับคืน”

นางยิ้มให้จางหย่งด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเข้าอกเข้าใจ “ข้ารับปากจะดูแลมันอย่างดี ท่านพร้อมเมื่อไหร่ก็ไปรับมันคืนได้ ขอบคุณท่านมากเช่นกันองค์ชาย ความช่วยเหลือของท่านครั้งนี้ข้าจะไม่ลืมเช่นกัน”

หลี่ผิงเห็นประกายบางอย่างในดวงตาของจางหย่ง ก่อนจะพามี่หมินเดินต่อไปยังจุดหมาย อดคิดในใจไม่ได้ว่าองค์ชายแคว้นเป่ยผู้นี้คงสำนึกบุญคุณจนหลงเสน่ห์สตรีข้างกายเขาเข้าให้แล้ว!

 

เมื่อทราบว่านักโทษหนีไปในยามเช้า ฉิงลี่ฉุนหนีพ่นวาจาแสนน่าเกลียดน่าชังออกมาทันที

“ทั้งหมด...ทั้งหมดเป็นเพราะท่านองค์ชาย ท่านทำให้สองคนนั้นหนีไปได้ เพราะความสะเพร่าของท่าน หากข้ารู้ว่านางจะหนีไปได้ข้าจะจัดการกับนางเสีย อย่างน้อยข้าก็จะได้แก้แค้นจ้าวเฟยหลงให้สาแก่ใจด้วยการทำลายนางซะ!

เขาไม่สนใจฉิงลี่ฉุน หันไปสั่งคนของตน “ไปเก็บของและเตรียมม้า พร้อมเมื่อไหร่เราจะเดินทางกลับแคว้นทันที”

“กลับแคว้น?” ฉิงลี่ฉุนเลิกคิ้วไม่เห็นด้วย “ท่านจะกลับแคว้นเป่ยตอนนี้ไม่ได้ เราจะต้องไปตามสองคนนั้น หลี่ผิงบาดเจ็บส่วนมี่หมินก็เป็นเพียงหญิงอ่อนแอ พวกเขาคงหนีไปได้ไม่ไกล เราจะต้องได้ตัวสองคนนั้นกลับไปแคว้นเป่ยด้วย”

“ข้าไม่เห็นความจำเป็นที่เราต้องพาสองคนนั้นกลับแคว้นเป่ยกับเราและอย่างลืมว่าข้าเป็นคนออกคำสั่งที่นี่ไม่ใช่ท่าน”

“แต่ท่านอ๋องจะต้องเสียใจที่ท่านปล่อยพวกเขาหลุดมือไป”

“เสด็จพ่ออาจจะเสียใจอยู่บ้าง แต่จะทรงทำใจได้”

“สองคนนั้นจะทำเงินให้เราได้มหาศาล อาจจะมากกว่าที่เราไปมีตอนนี้ซะอีก” ฉิงลี่ฉุนยังมีข้ออ้าง “และเราก็สามารถใช้มันสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งได้”

“กองทัพที่แข็งแกร่ง...” เขาหันไปมองฉิงลี่ฉุนด้วยแววตาหยามเหยียด “ท่านคิดจะท้าสู้กับพญามังกร ข้าเกรงว่ามีทองมากมายเป็นภูเขาก็คงเอาชนะฮ่องเต้ไม่ได้อยู่ดี”

ฉิงลี่ฉุนหน้าแดงจัด “เจ้า!...เจ้ามันขี้ขลาดตาขาว!

เขาชักดาบออกจ่อเข้ากับคอของฉิงลี่ฉุนแต่ยั้งกำลังเอาไว้ ทำให้ปลายดาบเพียงสัมผัสผิวหนังลิ้มรสโลหิตเพียงเล็กน้อย

ฉิงลี่ฉุนผงะหน้าซีดเผือด “จะ...เจ้าคิดจะทำอะไร ข้าเป็น

“เจ้าจะเป็นใครหรืออะไรข้าไม่สนใจ ถ้ากล้าบอกว่าข้าขี้ขลาดตาขาวอีกเพียงคำเดียวจะหาว่าข้าไม่เกรงใจ”

ฉิงลี่ฉุนกัดฟันแน่นแต่สุดท้ายก็ไม่กล้าพูดท้าทายเขาอีกได้แต่เดินหนีไปเงียบๆ จางหย่งหันกลับมาสนใจกองไฟที่มอดไหม้เหลือเพียงขี้เถ้า เขาบอกตัวเองว่าเขาไม่เสียใจที่ปล่อยสองคนนั้นไป จะเสียใจก็แต่ต้องสูญเสียม้าตัวโปรดไปเท่านั้น

เขานึกถึงรอยยิ้มและคำพูดของนาง...บางทีวันหนึ่งเขาอาจได้ม้าของเขากลับคืนมาจากนาง...อาจมีสักวัน



__________________________________________________

ตอนนี้ก็จะยาวๆ หน่อย 

นิยายถึงตอนที่ 42 แล้ว ถามตัวเองว่า จะยายไปไหนฟระ เวลารีไรท์จะทำยังงายยยยยยยยยยยยยย T_T


ขอบคุณที่ติดตามค่า

ณ เชิงดอย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.069K ครั้ง

3,750 ความคิดเห็น

  1. #1679 violakat (@violakat) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 20:10
    เวลาคับขัน บางทีเวลาใครพูดอะไร ไม่จำเป็นต้อง อะไรนะ เจ้าว่าอะไรนะ ย้ำตลอดก็ได้นะคะไรท์ เห็นแล้วหงุดหงิดแทน เกือบทุกตอนเลย เวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน นางเอกโง่ไม่เท่าไร งอหงวนยังโง่อีก แต่จะอ่านให้กำลังใจไปเรื่อยๆ จนกว่านางเอกจะฉลาด
    #1679
    0
  2. #1306 เหนื่อยใจ (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 21:09

    เราว่าไม่ใช่แค่นางเอกที่โง่ล่ะ ทุกตัวละครนี่โง่หมดเลยจริงๆ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันเนอะ -ที่ควรระแวงกลับปล่อยผ่าน -ที่ใช้หัวคิดได้ก็ไม่คิด งง

    #1306
    0
  3. #1205 Kamo (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 19:40

    โชคดีไปที่เจอคนดี แล้วจะเจอโจรอีกไหมเนี่ย

    #1205
    0
  4. #1169 NRAI (@NRAI) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 16:14

    หน้าที่นางเอกคือการปักธง

    https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-12.png

    #1169
    0
  5. #974 Airika_Catcha (@Airika_Catcha) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 16:02
    จางหย่งก็งานดีนะ ผู้มากันรัวๆเลย มี่หมินเลือกไม่ถูกแล้ว 55
    #974
    0
  6. #383 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 17:01
    ข้องใจนิดหน่อยค่ะ ทหารท่านอ๋องสางใจให้มี่หมินเฝ้าท่านอ๋องคนเดียวขนาดนั้นเลยเหรอ /// จิ้นมี่หมินกับอ๋องน้อยมาก จิ้นทุกคนยกเว้นอิเต้ื555
    #383
    0
  7. #269 r123123 (@r123123) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 17:51

    ยิ่งอ่านยิ่งสนุก วางไม่ได้เลยค่ะ

    #269
    0
  8. #74 lhunsal (@lhunsal) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 19:58
    ใจก็รักพี่เต้ อีกใจก็ท่านหมอตอนนี้จางหย่งอีก...เฮ้อ
    #74
    1
    • #74-1 ณ เชิงดอย (@sarok147) (จากตอนที่ 43)
      13 พฤษภาคม 2562 / 10:18
      เลือกไม่ถูกเลยทีเดียว อิอิ
      #74-1
  9. #73 92949698liw (@92949698liw) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 16:21
    ลงเรือจางหย่ง
    #73
    0
  10. #72 ฟหกด (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 12:31

    เป็นกำลังใจให้นะคะ

    #72
    0
  11. #71 หญิงเก้า (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 12:08

    ขอให้สองคนปลอดภัยเถอะนะ เหนื่อยมากแล้ว

    #71
    0
  12. #70 Oiljang89 (@Oiljang89) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 10:56
    อย่าลืมไปเล่าความดีขององค์ชายให้ฮ่องเต้ฟังด้วยนะ...อย่างน้อยก็จะได้สั่งเปลี่ยนให้องค์ชายขึ้นครองราชแทนฮ่องเต้คนปัจจุบันที่คิดแต่จะแก้แค้นพี่เต้ของพวกเรา
    #70
    0