สายลมนิรันดร์ (ตีพิมพ์ B2S)

ตอนที่ 41 : ตอนที่ 40 เจ้าคงไม่ทราบความหึงหวงนั้นเป็นเช่นไร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23562
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1081 ครั้ง
    9 พ.ค. 62

 

ตอนที่ 40

เจ้าคงไม่ทราบความหึงหวงนั้นเป็นเช่นไร


 

เจ็ดวันหลังจากนั้น เจียวเมิ่งเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงเมื่อแน่ใจแล้วว่าหามี่หมินกับหลี่ผิงไม่พบ เขาทูลเรื่องนี้กับฮ่องเต้

“หม่อมฉันกับคนของหม่อมฉันค้นหาทั้งสองคนทุกหนทุกแห่งในเมืองเจียอิงและเมืองใกล้เคียง พวกเราไม่ได้เบาะแสใดๆ ของสองคนนั้นเลยพะยะค่ะ”

พระพักตร์ฮ่องเต้นั้นช่างแสนเรียบเฉยแต่ภายใต้ความเรียบเฉยนั้นซุกซ่อนบางสิ่งเอาไว้ ทรงตรัสช้าๆ ด้วยน้ำเสียงน่ากลัว “เจ้ากำลังจะบอกข้าว่าหานางไม่พบอย่างนั้นรึ?

“พะยะค่ะฝ่าบาท”

“หาไม่พบ...” ฮ่องเต้ทวนประโยคนั้นซ้ำ นิ้วเคาะลงบนที่พักแขนบนเก้าอี้เป็นจังหวะ “เจ้าแน่ใจหรือ?

“พะยะค่ะฝ่าบาท หม่อมฉันค้นจนหมดทุกซอกทุกมุมของเมืองเจียอิงแล้วพะยะค่ะ”

ฮ่องเต้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ช้าๆ ฉลองพระองค์สีดำซึ่งเป็นสีโปรดของพระองค์ยาวระพื้น ภาพมังกรสีทองที่ปักอยู่บนผ้าคล้ายขยับเขยื้อนไปด้วย “เป็นไปได้อย่างไรที่ไม่พบนาง”

เจียวเมิ่งคุกเข่าลงกับพื้น “ฝ่าบาทหม่อมฉันไร้ความสามารถ”

ฮ่องเต้ไม่สนใจเขา “มีคนได้ข่าวหลี่ผิงหรือไม่?

“ไม่พะยะค่ะ หลี่ผิงเองก็หายไปเช่นกัน หม่อมฉันให้คนไปสืบที่ตระกูลหลี่แล้ว ไม่มีใครพบเขาตั้งแต่วันที่เขาทัดทานไม่ให้ไทเฮาประหารชีวิตมี่หมิน เขาออกไปหลังจากนั้นและหายตัวไป”

“เขาจะต้องอยู่กับมี่หมินและอาจจะ...มีบางอย่างเกิดขึ้น” ฮ่องเต้ดูไม่ลังเลใจเลยที่กล่าวคำนี้ออกมา

เขาอดถามไม่ได้ “ฝ่าบาทเชื่อใจหลี่ผิงหรือพะยะค่ะ?

ฮ่องเต้เหยียดยิ้ม “เจ้าก็ทราบข้าไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น”

เขาน่าจะทราบคำตอบดี “ฝ่าบาทจะให้หม่อมฉันทำอย่างไรต่อพะยะค่ะ”

“เราต้องหานางให้พบ นางเป็น...เป็นพยานคนสำคัญ”

“หากหานางไม่พบ...”

“ไม่มีทาง!” ฮ่องเต้ตรัสเสียงห้วน สีหน้าที่เคยนิ่งเฉยปรากฏร่องรอยบางอย่างแวบหนึ่งและหายไป “ข้าเชื่อว่าเราจะต้องพบนาง”

เจียวเมิ่งก้มหน้าหลบตาฮ่องเต้ เขาทราบดีว่าในพระทัยฮ่องเต้นั้นไม่ได้คิดถึงมี่หมินในฐานะพยานคนสำคัญเท่านั้น ทรงทำหลายอย่างเพื่อนางโดยที่นางไม่รู้ตัว คนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้เช่นกัน เมื่อถึงเวลาที่ทุกอย่างเปิดเผยออกมาหวังว่าทุกคนจะรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างเหมาะสม

ฮ่องเต้คงคิดถึงเรื่องที่มีรับสั่งให้เขาไปทำอีกเรื่องขึ้นมาได้ “เรื่องที่ข้าให้เจ้าไปทำ เรียบร้อยดีหรือไม่”

“เรียบร้อยดีพะยะค่ะฝ่าบาท ใต้เท้าจ้านยินดีให้ความร่วมมือ”

“แล้วหลักฐานที่ทะเลสาบน้ำแข็ง”

“หม่อมฉันได้ตัวชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์คนเลี้ยงม้าถูกลอบสังหารมาแล้วพะยะค่ะ เขาหวาดกลัวในตอนแรกจนหม่อมฉันยืนยันว่าจะคุ้มครองความปลอดภัยเขาและครอบครัว เขาจึงยอมเล่าว่าวันนั้นระหว่างไปหาปลาในตอนเช้าตรู่เขาเห็นชายคนหนึ่งลงมือฆ่าคนดูแลม้าอย่างโหดเหี้ยม เขาระบุรูปลักษณ์ชายคนนั้นได้ชัดเจน หม่อมฉันไปสืบแล้วพบว่าทหารคนนั้น...” เจียวเมิ่งกลืนน้ำลาย “เป็นคนตระกูลเสียน”

“คนตระกูลเสียน...” ฮ่องเต้เหยียดยิ้ม เปรยออกมาว่า “ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย”

 

เจียเมิ่งกลับออกไป เฟยหลงยื่นมองต้นไม้นอกตำหนักที่กำลังผลิใบสีเขียวสดและอดคิดถึงตอนเขาพามี่หมินไปชมเหมยแดงนอกวังไม่ได้ ตอนนั้นนางถูกวางยาพิษเกือบเอาชีวิตไม่รอด โชคดีได้หลวนเฉิงช่วยชีวิตไว้ ตอนนี้เป็นเขาที่ถูกวางยาเช่นกัน และเป็นหลวนเฉิงอีกที่ช่วยชีวิตเขาไว้ เพราะยาเม็ดนั้นของเขาที่จูกงกงผู้ภักดีป้อนให้เขากินก่อนสิ้นสติ

ยานั่นช่วยรักษาอวัยวะภายในของเขาเอาไว้ ยับยั้งพิษจนหมอหลวงสามารถรักษาได้ทันการ หากไม่มียาเม็ดนั้นพิษที่เขาได้รับร้ายแรงนัก มันอาจทำให้เขาตายในเวลาเพียงอึดใจ!

“ฝ่าบาทเชื่อใจหลี่ผิงหรือพะยะค่ะ?

คำถามของเจียวเมิ่งทำให้เขาหยุดคิด คำตอบคือไม่เลย...เขาไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น แต่ตอนนั้นเขาไม่มีทางเลือก เขาจึงจำเป็นต้องไว้ใจหลี่ผิงเพื่อเห็นแก่ความปลอดภัยของมี่หมินในยามที่เขาปกป้องนางไม่ได้ นั่นคือคำพูดที่เขาไม่ได้บอกกับเจียวเมิ่ง

ตอนฟังข่าวจากเจียวเมิ่งว่าหานางไม่พบนั้น เฟยหลงรู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ เขาไม่เคยเกิดความรู้สึกหวาดกลัวมาก่อน ไม่แม้ตอนที่รู้ตัวว่าถูกวางยาพิษ

หากมี่หมินกับหลี่ผิงไม่อยู่ที่นั่น พวกเขาสองคนไปที่ไหน หรือว่าหลี่ผิงไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาบอก หากไม่เข้าใจหลี่ผิงพานางไปอยู่เสียที่ไหน  ใช้ชีวิตอยู่อย่างไร นางไม่ค่อยชอบอากาศหนาวทั้งยังไม่ชอบสวมเสื้อผ้าหนาๆ หรือชอบลืมสวมเสื้อคลุมอยู่บ่อยครั้ง หากหลี่ผิงดูแลนางได้ไม่ดีพอเกรงว่านางจะล้มป่วย

เฟยหลงกำมือแน่น...เขาจะต้องพานางกลับมาให้ได้ ไม่ว่าอย่างไร ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินตามหานางเขาก็จะทำ!

ขณะเขากำลังหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตนเองด้วยความห่วงใยในตัวมี่หมิน ขันทีหน้าตำหนักก็เข้ามารายงาน “ฝ่าบาทฟางเซียนกุ้ยเฟยมาขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”

เฟยหลงหยุดคิดไปชั่วขณะแล้วจึงบอก “บอกนางว่าตอนนี้ข้ายังไม่อยากพบใคร”

 

ฮ่องเต้ไม่ต้องการให้นางเข้าเฝ้า ทรงเก็บตัวอยู่แต่ในตำหนักนับแต่หายประชวร หรือฮ่องเต้สงสัยว่านางอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้?

ฟางเซียนกลับตำหนักด้วยความผิดหวังเมื่อฮ่องเต้ไม่ยอมให้นางเข้าเฝ้าดังที่ต้องการ ทรงห่างเหินกับนางมากกว่าครั้งใดในชีวิต ในอดีตฮ่องเต้ไม่เคยทำกับนางเช่นนี้มาก่อน...คงเพราะผู้หญิงคนนั้น!

น่าเสียดายที่มี่หมินไม่ถูกประหารชีวิตไปเสีย วันนั้นที่ไทเฮาเสนอให้ประหารชีวิตนาง ทุกรวมถึงนางนิ่งเงียบไม่คัดค้านแม้จะรู้ดีว่าไทเฮารีบร้อนจนผิดปกติ แต่ที่นางไม่ค้านเพราะเห็นว่าเป็นโอกาสกำจัดมี่หมินโดยที่นางไม่ต้องลงมือเอง นางจะได้กำจัดเสี้ยนหนามที่คอยทิ่มตำในใจให้พ้นไปเสีย น่าเสียดายที่มีคนช่วยมี่หมินหนีออกไปจากคุกหลวงก่อนถูกนำไปประหาร จนตอนนี้ยังไม่มีใครทราบว่าคนๆ นั้นเป็นใคร

ส่วนเรื่องการลอบปลงพระชนม์นั้นบัดนี้ไทเฮาถูกสั่งให้ประทับอยู่แต่ในตำหนักวั่งซู่ห้ามใครเข้าออก ชัดเจนแล้วว่าคนที่อยู่เบื้องหลังการลอบปลงพระชนม์คือใคร โชคดีฮ่องเต้ไม่สิ้นพระชนม์หากพระองค์เป็นอะไรไป นางกับลูกคงลำบาก

ตอนนี้เพื่อไม่ให้นางถูกลดความสำคัญจนไม่มีความหมายในพระทัยฮ่องเต้ นางจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อดึงพระองค์กลับมาอยู่กับนางและลูกอีกครั้งแม้จะต้องเสี่ยง เป้าหมายของนางคือลูกชายนางต้องได้ครอบครองตำแหน่งรัชทายาทเท่านั้น

นางเห็นฮุ่ยเจินกับข้ารับใช้เดินด้วยท่าทางรีบร้อนจากอีกฟากของอุทยาน ใบหน้างดงามนั้นซีดเซียวไร้สีเลือด ฮุ่ยเจินคงมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้เช่นเดียวกับนาง อาจมาอ้อนวอนแทนบิดาที่จู่ๆ ก็หมดอำนาจวาสนาถูกปลดจากตำแหน่งโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ฟางเซียนเหยียดยิ้มสาแก่ใจ อย่างน้อยครั้งนี้กำจัดมี่หมินไม่ได้ ตระกูลเสียนที่เป็นก้างขวางคอนางมานานก็จะถูกกำจัดสิ้นซากเสียที!

นางหมดความสนใจในตัวฮุ่ยเจิน หากไม่มีไทเฮากับตระกูลเสียนหนุนหลังฮุ่ยเจินก็ไม่ต่างจากสนมคนอื่น อ่อนแอไร้อำนาจ ไร้สติปัญญารอคอยเพียงความเมตตาของฮ่องเต้เท่านั้น คนอย่างฮุ่ยเจินไม่มีวันสู้รบปรบมือกับนางได้ นางบอกตัวเองว่าจะไม่เป็นอย่างสนมทั้งหมดพวกนั้นเด็ดขาด ฟางเซียนหันไปถามนางกำนัล “องค์ชายใหญ่ประทับอยู่ที่ไหน?

“ทูลพระสนมองค์ชายประทับอยู่ที่ตำหนักกำลังศึกษาตำรากับท่านอาจารย์เพคะ”

นางหันไปหานางกำนัลรับใช้ที่นางไว้ใจ “ไปเตรียมขนมที่องค์ชายโปรดปรานมาและนำไปให้องค์ชายที่ตำหนัก ข้าจะไปรออยู่ที่นั่น”

“เพคะพระสนม”

 

 “ฝ่าบาท...ท่านพ่อของหม่อมฉันทำความผิดอันใดหรือเพคะเหตุใดฝ่าบาทจึงทรงปลดท่านพ่อออกจากตำแหน่ง?

เสียงฮุ่ยเจินนั้นเต็มไปด้วยความตกใจ เสียใจจนปิดไม่มิด นางทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้าเขา มาเพื่อร้องขอความเมตตาให้กับบิดาของนาง ในฐานะบุตรสาวนางกำลังแสดงความกตัญญูน่ายกย่อง เขาอดชื่นชมนางไม่ได้ที่กล้าบากหน้ามาหาเขา แต่นางไม่ทราบจริงหรือว่าเหตุใดเขาต้องปลดเสียนส่างจากตำแหน่ง?

เขาทำทั้งหมดเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู แสดงให้ขุนนางตระกูลเสียนที่คิดจะคิดคดทรยศและขุนนางคนอื่นๆ ที่กำลังสับสนวุ่นวายกับการแก่งแย่งอำนาจดูไว้เป็นเยี่ยงอย่างว่าจะมีจุดจบอย่างไรหากพวกเขาไม่ทำหน้าที่ของตนเองนั่นคือจงรักภักดี ดูแลราษฎร

“ลุกขึ้นได้แล้ว”

นางส่ายหน้าสะอื้นออกมา “ไม่เพคะ จนกว่าฝ่าบาทจะบอกหม่อมฉันว่าเหตุใดจึงปลดท่านพ่อออกจากตำแหน่ง หม่อมฉันจะไม่ลุกขึ้นเด็ดขาด”

เขาหันหลังให้นาง “เจ้าจะคุกเข่าอยู่ตรงนั้นต่อก็ตามใจ ข้าไม่มีอะไรจะบอกเจ้า”

“ฝ่าบาท!” นางคลานเข้ามาเกาะขาเขา “ได้โปรดเพคะ หม่อมฉันไม่ทราบว่าท่านพ่อทำความผิดใด ท่านพ่อเองก็ไม่ทราบ ขอฝ่าบาททรงได้โปรดเห็นแก่ความดีความชอบที่ท่านพ่อเคยทำมา ให้โอกาสท่านพ่อสักครั้งเถิดเพคะ”

เขาก้มลงมองนาง “เจ้าไม่ทราบจริงหรือว่าพ่อเจ้าทำความผิดอะไร?

นางส่ายหน้า “ไม่เพคะ หม่อมฉันไม่ทราบ”

“ข้าไม่เชื่อ”

“ฝ่าบาท...”

“เจ้าต้องรู้บางอย่างไม่มากก็น้อย เจ้าคงได้ยินเรื่องที่ข้าสั่งกักบริเวณไทเฮาแล้ว เจ้าสนิทสนมคุ้นเคยกับไทเฮาเป็นอย่างดีไม่ทราบเลยหรือว่านางทำอะไรลงไป”

คราวนี้นางก้มหน้าหลบตาเขา “ไม่ว่าไทเฮาจะทำสิ่งใด สิ่งที่ไทเฮาทำไม่เกี่ยวกับท่านพ่อนี่เพคะ”

“เจ้าก็ทราบดีพอๆ กับข้าว่าบิดาเจ้าคอยส่งเสริมไทเฮาเสมอ เช่นเดียวกับที่ไทเฮาส่งเสริมเขา เขาจะไม่รู้เลยหรือว่านางทำอะไร?

“ระ...เรื่องนี้หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ”

เขาขยับขาออกจากมือนาง “ในเมื่อเจ้าไม่ทราบอะไรเลยหรือคอยแต่หลับหูหลับตาเชื่อฟังคำสั่งไทเฮา เช่นนั้นข้าก็คงช่วยเจ้าไม่ได้”

“ฝ่าบาท...” นางเรียกเขาเสียงสั่น

เขามองนางอย่างเย็นชา “ครั้งหนึ่งเจ้าเคยบอกว่าขอเพียงได้อยู่ข้างกายข้า เท่านี้เท่านั้นเจ้าไม่ขออะไรอีก แต่ตอนนี้มีคนคิดร้ายข้าเจ้ากลับไม่คิดจะทำอะไร ข้าไม่ทราบว่าเจ้าโกหกข้าหรือพูดความจริงกันแน่”

นางส่ายหน้า “ไม่จริงเพคะหม่อมฉันไม่ได้โกหก ตอนนั้นหม่อมฉันพูดความจริงว่าต้องการอยู่ข้างกายฝ่าบาท ตอนนี้หม่อมฉันก็ยังรู้สึกเช่นนั้น แต่ว่าหม่อมฉันไม่อาจ...”

ปฏิกิริยาของฮุ่ยเจินและความลำบากใจของนางบอกให้ทราบว่าเสียนส่างบิดานางต้องรู้เห็นในสิ่งที่ไทเฮาทำไม่มากก็น้อย นางจึงไม่กล้าบอกความจริงกับเขาเพราะโทษของการลอบปลงพระชนม์นั้นร้ายแรงยิ่งนัก คนตระกูลเสียนทั้งตระกูลอาจถูกประหารชีวิต!

ไทเฮาบอกว่าเขาไม่มีหลักฐาน ตอนนี้เขาหามี่หมินไม่พบ เขาไม่จำเป็นต้องรอนาน เขาอาจสามารถสร้างหลักฐานขึ้นมาได้ด้วยตนเองล้างมลทินให้นาง เมื่อนางกลับมานางจะไม่มีสิ่งใดต้องหวาดกลัว แต่นางอาจจะไม่ชอบก็ได้ที่เขาทำแบบนั้น

เฟยหลงเดินกลับไปหาฮุ่ยเจิน ประคองนางขึ้น “ข้ารู้เจ้ากตัญญูต่อบิดายิ่งนัก เรื่องนี้ข้าไม่โทษเจ้า”

สีหน้านางเริ่มดีขึ้น ดวงตามีความหวัง “จริงหรือเพคะ?

“แต่ข้ามีข้อเสนอ”

“ข้อเสนออะไรหรือเพคะ?

“ข้าจะให้อภัยบิดาเจ้าและไม่เอาผิดเขาในความผิดที่ก่อ แลกกับการที่เจ้ายอมอยู่ข้างข้า ยืนยันว่าไทเฮาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลอบวางยาพิษข้าใส่ร้ายมี่หมิน หากเจ้ายอมข้าจะยกโทษให้เจ้าและบิดาเจ้า”

“ฝ่าบาท!” นางผงะ

“เจ้าว่าอย่างไร?

“ฝะ...ฝ่าบาทไทเฮาทรงเป็น...เป็นท่านป้าของหม่อมฉันนะเพคะ นางดูแลหม่อมฉันมาตลอด หม่อมฉันจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร”

เขามองนางด้วยแววตาเย้ยหยัน “นางเป็นป้าเจ้าแต่นางเคยคิดกับเจ้าว่าเป็นหลานจริงหรือ? หรือว่าเห็นเจ้าเป็นเพียงหุ่นเชิดของนางมาตลอด เจ้าคงคิดว่าชีวิตเจ้ากับลูกจะปลอดภัยเมื่ออยู่ในกำมือนาง ไม่เลย...นางจะทำให้เจ้าต้องทุกข์ทรมานแสนสาหัส”

ฮุ่ยเจินส่ายหน้าท่าทางลังเลกึ่งยอมรับกึ่งไม่ยอมรับ แต่คนอย่างเขาไม่เคยสูญสิ้นความพยาม ขอเพียงหว่านเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวง ความไม่แน่ใจและความหวังลงไป เพียงเท่านี้ไม่นานนางจะเห็นดีเห็นงามไปกับเขา ไทเฮาใช้ฮุ่ยเจินเป็นหุ่นเชิดมานาน ถึงคราวที่เขาต้องเป็นฝ่ายใช้นางบ้าง

“พระสนมตอนนี้ข้าให้โอกาสเจ้าได้ตัดสินใจ เจ้ายังไม่ต้องตัดสินใจตอนนี้ก็ได้ แต่ลองคิดดูเถิดว่าเจ้าอยากถูกนางใช้ไปตลอดชีวิตหรือเป็นฝ่ายใช้นางบ้างเพื่อช่วยชีวิตบิดาเจ้า”

เมื่อฮุ่ยเจินจากไป เขามองตามนางจนลับตา เขารู้ว่านางจะตัดสินใจอย่างไร เพียงแค่รอเวลาเท่านั้น แล้วเขาก็มองข้างกายอันแสงว่างเปล่าและกลับมาคิดถึงมี่หมินอีกครั้ง

มี่หมินเจ้าไปอยู่ที่ไหน?

 

ฮุ่ยเจินกลับมาหลังจากนั้นสามวัน นางยินดีที่จะเป็นพยานว่าไทเฮาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางยาพิษลอบสังหารเขา นางเล่าให้เขาฟังว่าได้ยินอะไรบ้าง ได้ยินไทเฮาวางแผนกับขุนนางตระกูลเสียนผู้หนึ่งซึ่งไม่ใช่บิดานาง นางไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัดนัก ทราบแต่ว่าไทเฮาตั้งใจจะใช้คนใกล้ตัวเขา คนที่เขาไว้ใจและไม่ระมัดระวังสงสัย คนที่ไม่รู้ว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือทำเรื่องนี้และจัดการฆ่าปิดปากเสีย ซึ่งคนๆ นั้นก็คือมี่หมิน!

“...ฝ่าบาทน่าจะทรงทราบว่าพระองค์ปฏิบัติต่อนางแตกต่างจากคนอื่นมาตลอด ไทเฮาทรงเล็งเห็นเรื่องนี้ตั้งแต่ที่ตำหนักซิ่วฮวา ที่ฝ่าบาทปกป้องนางจากอ๋องแคว้นฉิงและ...ไทเฮาจึงใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์”

นางจิ้งจอกเฒ่านั่นใช้มี่หมินเป็นเครื่องมืออย่างที่เขากังวลมาตลอด

“มี่หมินไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้?” เขาอดถามไม่ได้

นางมองเขาแล้วยิ้มเศร้า “เรื่องนี้ฝ่าบาทน่าจะตอบคำถามได้ดีกว่าหม่อมฉันนะเพคะว่านางมีส่วนหรือไม่ นางเป็นคนเช่นไร”

คำตอบอยู่ในใจเขามาตั้งแต่แรก ตั้งแต่ที่กลืนยาพิษจากมือมี่หมินลงไปว่านางไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลยสักนิด

การยอมเปิดปากครั้งนี้ ฮุ่ยเจินขอให้เขาเว้นโทษตายแก่ไทเฮาเพื่อเห็นแก่ความดีความชอบของไทเฮาที่รับใช้อดีตฮ่องเต้อย่างดีมาตลอด

“ได้ ข้ารับปากเจ้า” ความตายง่ายดายเกินไปสำหรับสตรีคนนั้น!

“ส่วนท่านพ่อ...”

“ข้าจะหาตำแหน่งที่เหมาะสมให้เขา แต่ตำแหน่งเสนาบดีคงไม่ได้ เขาไม่เหมาะสมที่จะรั้งตำแหน่งนี้ต่อไป จะต้องให้คนที่มีความสามารถมาทำหน้าที่แทน ข้าไม่อาจทำตามคำขอเจ้าจนละเลยราษฎร”

นางกรีดน้ำตาโขกศีรษะสามครั้ง ตอบแทนความเมตตาที่เขามอบให้นางและบิดา กล่าวเศร้าๆ ก่อนจากไปว่า “ผู้หญิงคนนั้นนางช่างโชคดียิ่งนักที่ฝ่าบาทเชื่อใจนางถึงเพียงนี้” 

เสียนส่างได้รับแต่งตั้งกลับมาเป็นขุนนาง แต่เขาไม่ได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีเช่นเคย เขาเป็นเพียงขุนนางขั้นสี่ผู้ไร้ความสำคัญ ส่วนคนอื่นๆ ในตระกูลเสียนนางไม่ได้ร้องขออะไรจากเขาและเขาไม่คิดจะให้นาง

เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนขุนนางตระกูลเสียนที่ไม่เอาไหน ไร้ความสามารถและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางยาพิษถูกถอดออกจากตำแหน่งหรือจับกุมจำนวนมาก ดังนั้นในการลอบวางยาพิษเขาในครั้งนี้แม้จะทำให้เขาเกือบตายแต่ก็ทำให้เขาสามารถลดทอนอำนาจตระกูลเสียนได้อย่างหมดจด

เขายังไม่ตัดสินโทษไทเฮา ให้คนกักบริเวณนางไว้ที่ตำหนัก เขาจะต้องรอจนมี่หมินกลับมาและคืนความเป็นธรรมให้กับนาง แต่...จากวันเป็นสัปดาห์ เป็นเดือนนางก็ยังไม่ปรากฏตัวไม่ว่าที่เมืองหลวงหรือที่เมืองเจียอิน!?

ระหว่างนั้นลู่หรงโอรสองค์โตของเขาก็ล้มป่วยลงโดยไม่ทราบสาเหตุ สร้างความทุกข์ใจให้กับกุ้ยเฟยยิ่งนัก แม้จะมีความรู้สึกบางอย่างที่เปลี่ยนไปกับฟางเซียน แต่เพื่อเห็นแก่โอรสเฟยหลงจึงมักแวะเวียนไปเยี่ยมนางและลูกที่ตำหนักเสมอ

ดังนั้นข่าวที่ว่าฮ่องเต้ยังคงโปรดปรานกุ้ยเฟยจึงเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

“นางคิดจะใช้ลูกของนางมาทำให้ฝ่าบาทใจอ่อน นางช่างร้ายกาจทำได้ทุกอย่าง ใช้ได้แม้แต่สายเลือดตัวเองเพื่อรักษาอำนาจ”

ฮองเฮากล่าวกับคนสนิทแม้น้ำเสียงจะไม่ดุเดือดแต่ก็ไม่พอใจนัก นางรู้ดีว่าฟางเซียนจะทำอะไร แต่นางไม่สามารถพูดเรื่องนี้กับฮ่องเต้ได้ นางไม่มีลูกคนอื่นจะมองว่านางโหดร้ายไร้ปราณีหากนางยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการที่ฮ่องเต้เสด็จไปเยี่ยมองค์ชายที่กำลังป่วย

“ฮองเฮาคิดว่าที่องค์ชายใหญ่ทรงประชวรเป็นเพราะกุ้ยเฟยหรือเพคะ?

นางหันไปมองหลิ่งจี “เจ้าไม่คิดว่ามันประจวบเหมาะเกินไปหน่อยหรือที่องค์ชายใหญ่มาประชวรตอนที่ฟางเซียนกำลังลำบากถูกฝ่าบาทหมางเมิน”

“หากนางทำเช่นนั้นก็นับว่าเลือดเย็นมากเพคะ”

ฮองเฮาเห็นด้วยว่าฟางเซียนช่างเลือดเย็น แต่หากเป็นนางที่ตกอยู่ในสถาการณ์เช่นนี้ นางก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าจะทำเช่นเดียวกับฟางเซียนหรือไม่?

“เราจะต้องทำอะไรสักอย่าง ยังไม่ได้ข่าวมี่หมินอีกหรือ?

“เพคะ ฝ่าบาทเองก็เหมือนกำลังให้คนตามหานางเช่นกันแต่ยังคงไร้วี่แวว”

น้องชายนางเองก็หายตัวไปเช่นกัน หนึ่งเดือนแล้ว ฮองเฮาสงสัยว่าคนที่ช่วยมี่หมินอาจเป็นหลี่ผิง...หวังว่าน้องชายนางจะไม่สร้างปัญหาด้วยการคิดเกินเลยกับผู้หญิงคนนั้น เพราะมันจะทำให้แผนการของนางพังพินาศลงจนหมด บนแผ่นดินนี้มีเพียงสตรีไม่กี่คนนักที่ทำให้ฮ่องเต้สนใจและให้ความสำคัญได้เท่ามี่หมิน

คิดแล้วช่างน่าขำนัก แต่เป็นความขบขันที่นางหัวเราะไม่ออก!ฮ่องเต้มีสตรีมากมายให้เลือก แต่ทรงเลือกที่จะสนใจนางกำนัลชั้นต่ำ แม้แต่ฮองเฮาอย่างนางยังสู้ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้

“คนของท่านพ่อที่ข้าให้ไปหาน้องชายข้าล่ะ”

“ยังไม่มีใครได้ข่าวคุณชายเล็กเช่นกันเพคะ”

“เขาไปอยู่ที่ไหนนะ?” ฮองเฮาถอนใจเบาๆ “บอกท่านพ่อให้ส่งคนไปตาหาเขาอีก มี่หมินจะต้องอยู่กับเขาแน่นอนข้าเชื่อเช่นนั้น แต่ห้ามให้คนของฝ่าบาททราบว่าเรื่องนี้เด็ดขาด”

หลิ่งจีเงยหน้าขึ้นถามนางด้วยความไม่เข้าใจ “ทำไมหรือเพคะ บางทีหากร่วมมือกันอาจจะตามหาทั้งคุณชายและมี่หมินได้เร็วขึ้น ในเมื่อฮองเฮาทรงมั่นใจว่าฝ่าบาทจะไม่เอาเรื่องมี่หมินเรื่องวางยาพิษและทรงหาทางทวงความเป็นธรรมให้นาง คุณชายยื่นมือเข้าไปช่วยนางไว้จากการถูกประหารจริง ฝ่าบาทอาจจะยกย่องคุณชายก็ได้นี่เพคะ”

หลิ่งจีรับใช้นางมานาน ไม่เคยมีคนรัก ไม่เคยมีครอบครัวคงไม่เข้าใจเรื่องละเอียดอ่อนลึกซึ้งเล่านี้ ฮองเฮาเหยียดยิ้มกล่าวช้าๆ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาทั้งขมขื่นทั้งเย็นชา “เจ้าคงไม่ทราบความหึงหวงนั้นเป็นเช่นไร ที่ข้าปกปิดเรื่องทั้งหมดเอาไว้จากฝ่าบาทก็เพราะยังไม่อยากให้น้องชายข้าถูกตัดหัว”



__________________________________________________

ช่วงนี้ฝนตก อากาศที่ร้อนมากๆ ก็ค่อยดีขึ้น 

อากาศร้อนแล้วคิดอะไรไม่ออก อากาศเย็นพอช่วยได้ ยิ่งฝนตกนี่คือฟินนน


ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ณ เชิงดอย

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.081K ครั้ง

3,748 ความคิดเห็น

  1. #3735 Suchaya39 (@Suchaya39) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 / 15:53
    เรื่องนีมีอีบุคมั้ยคะ
    #3735
    1
    • #3735-1 ณ เชิงดอย (@sarok147) (จากตอนที่ 41)
      22 กรกฎาคม 2562 / 19:57
      มีค่ะ จะออกหลังจากหนังสือประมาณ 2 เดือนค่ะ
      หนังสือออกประมาณ ก.ย. 62
      #3735-1
  2. #728 รศยย (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 22:14

    บอกตรงๆไม่ชอบนิสัยนางเอกเรื่องนี้เป็นคนฉลาดที่อวดโง่

    จริงๆคือแต่งนิยายออกมาดีมากกกกก แต่ติดตรงตัวเองไม่ได้จริงๆ

    #728
    0
  3. #63 Anutsara10 (@Anutsara10) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 / 11:32

    อยากให้เจอกันเร็วๆ

    #63
    0
  4. #61 มมมม (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 / 01:01

    เจอมี่หมินเร็วๆ

    #61
    0
  5. #60 memmer (@tansinan) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 23:48
    อ่านรวดเดียว ฟินมากค่ะ ฝ่าบาทรีบเจอน้องไวๆนะคะ
    #60
    0
  6. #59 rotee (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 20:57

    แสดงว่ายิ่งฝนตก จะเป็นผลดีกับรีดมากขึ้น เพราะไรฅ์สมองวิ่งปรื๊ด

    #59
    0