สายลมนิรันดร์ (ตีพิมพ์ B2S)

ตอนที่ 36 : ตอนที่ 35 ใครกันแน่ที่ละเมอ?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22963
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1156 ครั้ง
    29 เม.ย. 62

 

ตอนที่ 35 ใครกันแน่ที่ละเมอ?

 


ทันทีที่เขากล่าวจบทุกคนในห้องล้วนชะงักงั้น มี่หมินหันมามองเขาช้าๆ นางมีสีหน้าโล่งใจและยินดีที่เขาปรากฏกายขึ้น เขาก้าวเข้าไปในห้องมองสบตาไทเฮาที่มองเขาอยู่เช่นกัน

“ว่าอย่างไรพะยะค่ะ เหตุใดดึกป่านนี้ไทเฮายังเรียกคนของหม่อมฉันมาเข้าเฝ้าอีก เรื่องมีเร่งด่วนอันใดหรือพะยะค่ะ”

นางไม่ตอบคำถามเขาแต่กลับเป็นฝ่ายตั้งคำถามแทน “ฮ่องเต้เดินทางมาทั้งวันอีกทั้งดึกดื่นป่านนี้ยังไม่เข้าบรรทมอีกหรือ?

เฟยหลงหยุดยืนข้างมี่หมินที่คุกเข่าอยู่กับพื้น “หม่อมฉันนอนไม่หลับ ไทเฮาก็คงเช่นกัน”

นางยอมรับอย่างเสียไม่ได้ “ใช่ ข้านอนไม่หลับเห็นว่านางกำนัลเจ้าน่าสนใจดีจึงอยากสนทนากับนาง”

เขาปรายตามองมี่หมิน “นางมีสิ่งใดน่าสนใจหรือพะยะค่ะ นางก็เป็นเพียงนางกำนัลคนหนึ่งเท่านั้น คงไม่สามารถให้ในสิ่งที่พระองค์ต้องการได้”

ไทเฮายิ้มกว้าง รอยยิ้มอ่านได้ยาก “ก็ไม่แน่ บางทีนางอาจมีสิ่งที่ข้าต้องการอยู่ สิ่งที่คนอื่นอาจจะให้ไม่ได้”

ไทเฮาคือสตรีที่เจ้าเล่ห์ที่สุดคนหนึ่ง ในอดีตเขาอยู่ต่อหน้านางต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว ตอนนี้เขาเป็นฮ่องเต้คงถึงเวลาแล้วที่นางจะต้องเป็นฝ่ายระมัดระวังบ้าง “แม้แต่ฮ่องเต้อย่างหม่อมฉันก็ให้ไทเฮาไม่ได้หรือพะยะค่ะ ได้ยินไทเฮากล่าวเช่นนี้ทำให้หม่อมฉันอยากรู้ว่าทรงปรารถนาสิ่งใด”

ไทเฮากรีดนิ้วไปตามผ้าไหมเนื้อดีที่นางสวมอยู่ “ในฐานะไทเฮาสิ่งที่ข้าต้องการก็คือความมั่งคงของราชบัลลังก์และความสงบสุขของบ้านเมือง ไม่มีสิ่งใดต้องการมากกว่านี้”

เขาสะกดกลั้นรอยยิ้มเยาะหยันเอาไว้ “ความปรารถนาของพระองค์ช่างเหมือนกับของหม่อมฉันเหลือเกินพะยะค่ะ ต่างกันตรงที่หม่อมฉันเป็นฮ่องเต้แต่พระองค์เป็นไทเฮา”

แวบหนึ่งนางมองเขาด้วยแววตาไม่พอใจ ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว นางยื่นมือออกไปหานางกำนัลคนสนิท อีกฝ่ายเข้ามาประคอง “นี่ดึกแล้วอย่างที่ฮ่องเต้ว่าคงถึงเวลาต้องไปพักผ่อนเสียที”

“น้อมส่งเสด็จไทเฮา” เขาทำความเคารพนางตามฐานะ

ไทเฮาและคนของนางจากไปเงียบๆ เขารู้ว่านางอาจกำลังวางแผนบางอย่าง แต่ไม่รู้ว่านางจะทำอะไร ทางที่ดีเขาไม่ควรจะอยู่ที่นี่นานเกินไปนักเพราะคนที่จะเดือดร้อนมากกว่าเขายังมีอยู่

เขาหันไปมามี่หมิน “ลุกขึ้นได้แล้ว”

นางเงยหน้าสบตาเขา สีหน้าคล้ายคนกำลังได้รับเจ็บปวดแต่ก็ไม่ร้องขอความช่วยเหลือ

เขามองไปด้านในตำหนักที่ไทเฮาประทับอยู่ด้วยดวงตาเย็นชา มี่หมินคงคุกเข่าอยู่ตรงนี้นานแล้ว ผู้หญิงคนนั้นจงใจเรียกมี่หมินมาเพื่อล้วงความลับ...น่าขำ! มี่หมินไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางมีความลับที่คนอื่นต้องการอยากจะรู้

เขาหันไปด้านหลังออกคำสั่งกับจูกงกง “ช่วยนางลุกขึ้น”

จูกงกงประคองมี่หมินให้ลุกขึ้นยืน เขาจึงออกจากตำหนักไทเฮากลับไปยังตำหนักที่พักตนเองโดยมีมี่หมินและจูกงกงตามมาเงียบๆ พอไปถึงตำหนักเขาก็สั่งจูกงกงประคองนางไปนั่งบนเก้าอี้ในห้องและให้เขาไปนำยาแก้ฟกช้ำจากหมอหลวงมาให้ เมื่อยาถูกนำมาให้จูกงกงจึงถอยไปยืนอยู่หน้าประตูที่ปิดสนิทเงียบๆ

มี่หมินยังนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา พอเขาเอื้อมมือไปแตะที่ชายชุดยาวระพื้นของนางโดยไม่สนใจเรื่องความเหมาะสมไม่เหมาะสมใดๆ นางกลับสะดุ้งเอื้อมมือออกมาคว้ามือเขาไว้แน่น “ฝ่าบาท!

“อยู่นิ่งๆ ข้าจะใส่ยาให้” เขาสั่งนางเสียงเข้ม ทราบดีว่าตามธรรมเนียมชายหญิงที่ไม่ใช่สามีภรรยาไม่ควรใกล้ชิดกันเพียงนี้ และทราบยิ่งกว่าว่าในฐานะฮ่องเต้เขายิ่งไม่ควรลดตัวลงปรนนิบัตินางกำนัลเล็กๆ คนหนึ่งเช่นนี้ แต่เขาไม่สนใจมารยาทและธรรมเนียมปฏิบัติทั้งสองเรื่องในเมื่อนางกำนัลเจ็บปวดเช่นนี้ซึ่งสาเหตุล้วนมาจากเขา

นางอยู่นิ่งแต่นางยังยึดข้อมือเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ใบหน้าแดงก่ำ “หม่อมฉันทำเอง...ได้เพคะ”

เขาบิดข้อมือจากมือนางได้อย่างง่ายดายแทบไม่ต้องออกแรง พร้อมออกคำสั่งอีกครั้ง “เงียบเถอะ”

“แต่ว่า...”

“เจ้าไม่ไว้ใจข้าหรือ?

“แล้วฝ่าบาทเล่าเพคะ เคยไว้ใจใครหรือไม่” จู่ๆ นางก็ถามเขาขึ้นมา แล้วก็หน้าแดงยกมือปิดปากคล้ายเมื่อสักครู่นางเพิ่งหลุดปากพูดในสิ่งที่ไม่สมควร

เขากุมมือนางแล้วบีบเบาๆ “หากเป็นเจ้าข้าอาจจะลองเชื่อใจคนอื่นดูสักครั้งเพราะฉะนั้นตอนนี้อยู่นิ่งๆ ข้าจะใส่ยาให้”

นางทำหน้าเหมือนเขาสั่งโบยนางสักห้าสิบไม้ พอเขาตวัดชายชุดของนางขึ้นเหนือเข่า นางก็ทำเสียงอึกอักในลำคอยกมือปิดหน้าตนเองไว้แน่นราวกับไม่อาจทนมองได้

เฟยหลงเกือบหัวเราะขบขันแต่พอมองเรียวขาเรียวงามผุดผ่องที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าที่มีรอยแดงน่าเกลียดเขาก็หัวเราะไม่ออก!

เขาข่มความไม่พอใจลงบอกตนเองว่าไทเฮาจะต้องชดใช้สิ่งที่ทำในสักวัน แตะยาสมุนไพรในกล่องแตะลงบนหัวเข่าซึ่งมีรอยแดงเพราะคุกเข่าเป็นเวลานาน ทันทีที่นิ้วเขาสัมผัสผิวกายนางก็สะดุ้งอีก

“เจ็บมากนักหรือ?

นางค่อยๆ ลดมือลง “เพคะ...เอ่อ...ไม่เพคะ”

“ตกลงแล้วเจ้าเจ็บหรือไม่เจ็บกันแน่” เขาค่อยๆ เกลี่ยยาไปรอบรอยแดง มันจะช่วยรักษาอาการช้ำให้หายเร็วขึ้น

“หม่อมฉันทนได้เพคะ”

เขาสบตานางโกรธๆ “ทนได้...เจ้าช่างมีความอดทนเป็นเลิศเหลือเกิน”

นางก้มหน้ามองมือที่กำแน่นบนตักไม่ตอบอะไร ทำให้เขาเผลอทายาแรงขึ้นจนเกรงว่านางจะเจ็บจึงชักมือกลับ เขาลุกขึ้นถอนใจ “ไทเฮาพูดอะไรเจ้าบ้าง?

ไม่ทราบเพราะเหตุใดผิวแก้มเนียนของมี่หมินจึงปรากฏสีระเรื่อขึ้น “ไทเฮาทรงถามว่าในสายตาหม่อมฉัน ฝ่าบาทเป็นคนเช่นไรเพคะ”

“แล้วเจ้าตอบนางว่าอย่างไร?

“หม่อมฉันตอบตามความจริง ฝ่าบาทเป็นฮ่องเต้ที่เอาใจใส่ราษฎรและทรงพระปรีชาเพคะ”

เขาช้อนปลายคางนางขึ้น นางสบตาเขาไม่หลบบอกได้ว่านางพูดความจริง เฟยหลงเกิดความพึงพอใจแปลกๆ กับคำชมของสตรีตรงหน้าทั้งที่มันแทบจะไม่ต่างจากคำเยินยอของคนอื่น นางเห็นว่าเขาเป็นฮ่องเต้ที่ดีและปรีชาสามารถจริงหรือ? “เจ้าตอบเช่นนี้จริงหรือ?

“เพคะ”

“นางถามว่าอะไรอีก?

“นาง...” คราวนี้แก้มของมี่หมินเป็นสีจัดขึ้น “นางถามว่าในฐานะบุรุษคนหนึ่ง หม่อมฉัน...หม่อมฉันคิดว่าฝ่าบาทเป็นคนเช่นไรเพคะ”

“เจ้าตอบว่าอะไร?” เขารู้สึกอยากรู้ขึ้นมาทันที

นางส่งยิ้มเปิดเผยจริงใจให้เขา “หม่อมฉันตอบไทเฮาว่าฝ่าบาทเป็นถึงฮ่องเต้ที่อยู่เหนือคนทั้งปวง ในฐานะข้ารับใช้ หม่อมฉันไม่กล้าสิ่งใดนอกเหนือจากคิดว่าทรงเป็นฮ่องเต้เพคะเพราะมันเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะคิดกับฝ่าบาทเช่นนั้น”  

ปลายนิ้วที่แตะปลายคางนางเกิดอ่อนแรงขึ้นมาดื้อๆ เขาลุกขึ้นยืน บอกกับนางเนือยๆ “เจ้าเดินทางมาเหนื่อยทั้งวัน คืนนี้เจ้าก็นอนเสียที่นี่ไม่ต้องกลับไปที่เรือนนอนของนางกำนัล” เพราะหากปล่อยนางกลับไปไม่แน่ไทเฮาจะทำอะไรอีก เขาต้องป้องกันไว้ก่อน อีกอย่างการที่บางครั้งนางกำนัลรับใช้จะนอนพักในตำหนักฮ่องเต้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หรือต่อให้ไทเฮาคิดเรื่องนี้เขาก็ไม่อยากเสี่ยงอยู่ดี ถึงอย่างไรตอนนี้นางคงคิดไปแล้ว

“เพคะ” นางมอบไปรอบห้องนอนเขา สายตาหยุดที่พรมหน้าเตียงหลังใหญ่ที่มีม่านกั้นหลายชั้น แล้ววกกลับมามองหน้าเขา

“ให้จูกงกงจัดที่นอนให้เจ้า ตรงนั้นคงใช้ได้” เขาชี้ไปที่หน้าเตียง จากนั้นก็ผละไปที่เตียง ขันทีรับใช้ที่รออยู่เปิดม่านกั้นให้เขาเข้าไปด้านในและปิดลงทุกด้านปกป้องสายตาคนภายนอก สร้างความอบอุ่นให้เตียงหลังใหญ่อันบ่งบอกฐานะของผู้ครอบครอง

ขณะแสงสว่างในห้องถูกดับลงจนความมืดปกคลุมไปทั่วห้อง เฟยหลงรอจนกระทั่งได้ยินเสียงคนซึ่งเขาเดาว่าเป็นมี่หมินเดินมาหยุดที่พรมหน้าเตียง เสียงเนื้อผ้าเสียดสีคล้ายคนกำลังคลี่ผ้าห่มออกก่อนทิ้งตัวลงนอนและการเคลื่อนไหวก็หยุดไป เขารอจนแน่ใจว่ามี่หมินหลับไปแล้วจึงแหวกม่านคลุมเตียงออก นางหลับสนิทอยู่บนพรมดังที่เขาคิดไว้มีผ้าห่มคลุมกายเอาไว้มิดชิด ความมืดสลัวทำให้เห็นใบหน้านางเพียงเลือนลางแต่ก็ทำให้ทราบว่าเป็นใคร

เขากดยิ้มมุมปากเคลื่อนกายลงไปยืนอยู่เหนือร่างสตรีที่หลับสนิท ก่อนจะย่อกายลงช้อนร่างบอบบางขึ้นสู่วงแขนและพานางไปที่เตียง เมื่อเขาวางนางลงบนเตียงหนานุ่ม นางพลิกกายแสวงหาความอบอุ่นจากผ้าห่มขนสัตว์ผืนหนาบนเตียงเขา เขาจึงยื่นมือออกไปรั้งผ้าห่มขึ้นห่มให้นาง

“อืมมมม” นางพึมพำในลำคอคล้ายพอใจกับความอบอุ่นที่ได้รับและหลับสนิทไปอีกครั้ง

เฟยหลงก้าวขึ้นเตียง ทิ้งตัวลงนอนข้างร่างบอบบาง เขามองหน้านางผ่านความมืดอยู่นานด้วยความรู้สึกแปลกๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขานอนบนเตียงกับสตรีโดยไม่คิดถึงความสัมพันธ์ทางกาย เป็นครั้งแรกที่สตรีบนเตียงไม่ได้พยามสุดชีวิตเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับเขาเพราะนางหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางมานอนอยู่บนนี้และเป็นครั้งเช่นกันที่เขาไม่ได้พยามยามแสวงหาความสุขสมจากเรือนร่างของสตรีที่อยู่ข้างกายเพื่อปลดปล่อยความต้องการ เพื่อแสดงความเมตตาในฐานะโอรสสวรรค์ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงไปถึงความมั่นคงของราชบัลลังก์

เขานิ่วหน้าเมื่อคิดว่าการนอนร่วมเตียงระหว่างเขากับมี่หมินครั้งแรกทั้งที่ไม่ได้แตะต้องนางเป็นความใกล้ชิดยิ่งกว่าการร่วมรักเสียอีก!

เฟยหลงมองหน้านางอีกครั้ง หลับตาลงโดยไม่แตะต้องสตรีข้างกายเลย แต่ไม่นานนักเป็นนางที่ขยับตัวหยุกหยิกใต้ผ้าห่ม พึมพำบางอย่างฟังไม่ได้ศัพท์และค่อยๆ ขยับมาซุกศีรษะลงกับซอกคอเขา แขนเรียวงามนั้นวาดออกมากอดเขาไว้แนบแน่น นางทำราวกับเขาเป็นหมอนข้างใบโปรดของนาง นางละเมอพูดอีกครั้ง

“เฉิงเฉิง...”

เฟยหลงตัวแข็งทื่อที่นางละเมอเรียกหลวนเฉิงในขณะหลับในอ้อมแขนเขา เขาเกือบจะลุกขึ้นปลุกนางขึ้นมาถามว่านางฝันถึงหลวนเฉิงว่าอย่างไรหากนางไม่ละเมออีกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“...ข้าเล่นหมากล้อมแพ้...แพ้ฝ่าบาทอีกแล้ว ข้า...คงออกจากวังหลวงไม่ได้แล้ว” ตอนท้ายเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อย

เฟยหลงเหลือบมองใบหน้าหมดจดที่ซุกอยู่กับอกแล้วคลี่ยิ้มกว้าง ยกมือขึ้นโอบไหล่บอบบางไว้ นางเข้าใจถูกแล้วนางจะไปไหนไม่ได้อีกหากเขาไม่อนุญาตและนางจะไม่มีวันเสียใจ

ตลอดคืนนั้นเขาไม่ทราบระหว่างเขาและนาง ใครกอดใครไว้มากกว่ากัน รู้แต่ว่าเขาหลับสนิทโดยไม่ฝันอะไรเลย  

 

ความอบอุ่นนุ่มนวลแบบที่นางไม่เคยสัมผัสมาก่อนทำให้มี่หมินปรารถนาให้ตนเองนอนหลับไปเช่นนี้นานแสนนาน แต่นางก็จำเป็นต้องตื่นลืมตาขึ้นมาเพียงเพื่อจะพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงหลังใหญ่ที่บนเพดานถูกสลักเสลาเป็นรูปมังกรสีทองกำลังมองตอบนางจากบนเพดานและผ้าห่มสีขาวที่นางห่มคลุมอยู่บนกายนั้นก็มีภาพมังกรปักอยู่เช่นกัน!

มี่หมินสะดุ้งเฮือก! ผวาลุกขึ้นนั่ง มองไปข้างเตียงก็เห็นฮ่องเต้กำลังยืนอยู่ตรงนั้นมองมาที่นางด้วยดวงตาสีนิลคมกล้า สีหน้าอ่านไม่ออก!

“ฝะ...ฝ่าบาท...” นางก้มลงมองตนเองแล้วหน้าแดงก่ำ จำไม่ได้เลยว่านางขึ้นมาอยู่บนนี้ได้อย่างไร นางจึงตัดสินใจจะถามฮ่องเต้ “...หม่อมฉัน...เอ่อ...ขึ้นมาอยู่บนนี้ได้อย่างไรเพคะ”

สุรเสียงของฮ่องเต้ช่างเต็มไปด้วยความเรียบเฉยพอๆ กับสีหน้า “ข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเหตุใดเจ้าจึงขึ้นมานอนบนเตียง พอรู้สึกตัวเจ้าก็ขึ้นมานอนบนเตียงเสียแล้ว”

มี่หมินเม้มปากแน่นหลับตาลงด้วยความอับอาย หรือขณะนอนอยู่หน้าเตียงนางจะเผลอนอนละเมอแล้วขึ้นไปบนเตียงระหว่างฮ่องเต้บรรทมอยู่บนนั้น

พระสนมคนหนึ่งบังอาจเข้าเฝ้าฮ่องเต้ยามวิกาลยังถูกลงโทษตบหน้าเพราะหาว่ายั่วยวนฮ่องเต้ นางเป็นเพียงนางกำนัลฐานะต่ำต้อยแต่บังอาจขึ้นมานอนบนเตียงของฮ่องเต้...ช่างน่าตกใจนัก! บางทีฮ่องเต้อาจสั่งโบยนางที่บังอาจเพียงนี้

นางรีบก้าวลงจากเตียง เพราะแข้งขาที่ไม่มั่นคงทำให้เสจนเกือบล้มหากไม่ได้มือแข็งแรงสูงส่งของฮ่องเต้คว้าเอาไว้เสียก่อน นางตั้งจะจะคุกเข่าตรงหน้าฮ่องเต้แต่กลับคว้าแขนนางเอาไว้ เสียงที่เปล่งจากริมฝีปากสีสดนั้นคล้ายจะตำหนิกลายๆ

“หัวเข่าเจ้ายังไม่หายไม่ใช่หรือ จะคุกเข่าทำไมอีก”

มี่หมินเลยได้แต่ยืนก้มหน้าสำนักผิด เสียงนางสั่นพร่าเมื่อเอ่ยออกมา “หม่อมฉัน...สมควรตายเพคะที่บังอาจล่วงเกินฝ่าบาท แต่หม่อมฉันสาบานได้เพคะว่าไม่เคยคิดยั่วยวนฝ่าบาทเลยแม้แต่น้อย”

“ยั่วยวน?” ทรงตรัสช้าๆ ก่อนจะทรุดนั่งลงบนเตียงที่นางเพิ่งลุกขึ้น ไล้มือบนผ้าห่มที่นางคงแย่งมาห่มทั้งคืน “ใช่ ความผิดของเจ้าใหญ่หลวงนักที่บังอาจล่วงเกินฮ่องเต้ แม้ข้าจะแน่ใจว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจยั่วยวนข้า แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อคืนเจ้านอนดิ้นมากรู้ไหม ทั้งยังแย่งผ้าห่มไปจนหมด”

มี่หมินหน้าเสียอย่างหนัก! “ฝ่าบาทหม่อมฉัน...”

“แล้วก็ยังนอนละเมอ”

“ละเมอหรือเพคะ?” นางไม่ทราบตนเองเผลอพูดอะไรออกไปบ้าง

มุมปากสีสดเผยยิ้มเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ “ไม่ต้องห่วง ความลับของเจ้าจะยังเป็นความลับต่อไป ข้าจะไม่แพร่งพรายให้ใครทราบเด็ดขาด”

นางตัวสั่นยะเยือกเมื่อเสียงของฮ่องเต้คล้ายจะกระซิบอยู่ข้างหู

“และในฐานะฮ่องเต้ผู้มีเมตตาข้าจะอภัยให้เจ้าสักครั้งและช่วยปกปิดความลับให้เจ้า”

นางถอนใจด้วยความโล่งอก “จริงหรือเพคะ?

“ข้าเคยโกหกเจ้างั้นหรือ?

นางทำหน้าไม่แน่ใจ เขาเขม่นมองนาง

มี่หมินหน้าแดงรีบก้มศีรษะลง “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตาเพคะ”

 

เฟยหลงมองหน้าโล่งอกโล่งใจของมี่หมินแล้วรู้ดีว่าเป็นประโยคที่น่าขำที่สุด คนที่พานางขึ้นไปบนเตียงก็คือเขา กอดนางไว้ทั้งคืนก็คือเขา เขายังถือโอกาสสร้างความชอบให้ตนเองด้วยการให้อภัยสำหรับความผิดที่นางไม่ได้ก่อ ใครกันแน่ที่ละเมอ?

แต่สำหรับนางเขาจำเป็นต้องสร้างบุญคุณความชอบต่อนางมากมาย มากจนนางไม่อาจหนีไปไหนได้

 “ฝ่าบาททรงตื่นบรรทมแล้วหรือพะยะค่ะ? ห้องสรงน้ำถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วพะยะค่ะ” เสียงจูกงกงดังอยู่นอกห้อง

เขาตวัดสายตาไปทางมี่หมิน นางก้มหน้าหลบตา เขาจึงหันไปทางประตูเอ่ยปากอนุญาต “ข้าตื่นแล้ว เข้ามาได้”

 

“ถวายบังคมฝ่าบาท ถวายพระพรไทเฮา ขอให้ทั้งสองพระองค์มีพระชนมายุยืนนานหมื่นปีหมื่นๆ ปี”

“ลุกขึ้นได้ไม่ต้องมากพิธี” เฟยหลงบอกกับอ๋องแคว้นฉิงที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า พอทราบว่าเขาจะมาที่เมืองอันฉีเมืองที่ตำหนักซิ่วฮวาตั้งอยู่และอยู่ใกล้กับแคว้นฉิง ฉิงลี่ฉุนอ๋องแห่งแคว้นฉิงก็รีบร้อนเดินทางมาเข้าเฝ้าเขาทันที

“ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอบพระทัยไทเฮาที่ทรงเมตตาพะยะค่ะ” ฉิงลี่ฉุนเงยหน้ายิ้มให้เขาและหันไปยิ้มให้ไทเฮา

ฉิงลี่ฉุนผู้นี้มีใบหน้างดงามอ่อนหวานเสียยิ่งกว่าสตรี หากจับชายคนนี้สวมใส่เสื้อผ้าสตรีอาจมีชายหลายคนเข้าใจผิด แต่นิสัยชายคนนี้แตกต่างจากใบหน้างดงามราวหน้ามือกับหลังมือ ฉิงลี่ฉุนได้ชื่อว่ามีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวทำตัวดุจสุนัขจิ้งจอก ละโมบโลภมากไร้ความเมตตา มีความอ่อนแอและความวิกลจริตบางอย่างซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้างดงามและเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหราที่เขาสวมอยู่ เมื่อไม่นานมานี้ฎีกาส่งถึงเขาร้องเรียนอ๋องผู้นี้ที่เขายังไม่ได้สะสาง

“หม่อมฉันทราบว่าฝ่าบาทเสด็จมาที่เมืองอันฉีจึงเดินทางมาถวายพระพร หวังว่าจะไม่รบกวนฝ่าบาทจนเกินไปนัก”

“ไม่เลย ข้าเองก็อยากพบเจ้าอยู่พอดี”

แววตาเจ้าเล่ห์นั้นเกิดความระแวงขึ้นมาชั่วขณะและถูกปกปิดเอาไว้ด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ “หม่อมฉันซาบซึ้งยิ่งนักที่ฝ่าบาทต้องการให้เข้าเฝ้า”

“อ๋องฉิงเจ้าช่างมาได้จังหวะเหมาะ ฮ่องเต้ประทับอยู่ที่นี่เจ้ามีสิ่งใดจะหารือกับพระองค์ก็สามารถทำได้” ไทเฮาช่างแสดงความเมตตาต่ออ๋องแคว้นฉิงยิ่งนักจนเขานึกว่าทั้งสองเป็นญาติกันมาก่อน หรือว่าที่ฉิงลี่ฉุนมาจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเป็นความตั้งใจของฉิงลี่ฉุนคนเดียว?

“ขอบพระทัยไทเฮาที่ทรงแนะนำพะยะค่ะ หม่อมฉันเองก็ตั้งใจเช่นนั้น”

“เจ้ามีเรื่องอะไรอยากปรึกษาข้า ว่ามาสิ”

เขาทำหน้าเคร่งเครียดและเริ่มต้นเล่าเรื่องราวที่เตรียมมา “ทูลฝ่าบาทเมื่อหลายเดือนก่อนในแคว้นมีขุนนางกังฉินที่สร้างความเดือดร้อนให้ราษฎรในแคว้นไปทั่ว หม่อมฉันจึงได้สั่งลงโทษเขาให้สมกับความผิดที่เขาก่อด้วยการลดตำแหน่งของเขาลง แต่ไม่คิดว่าเขาจะเจ็บแค้นจนปล่อยข่าวเสียๆ หายๆ ว่าหม่อมฉันทำเรื่องไม่ดีมากมาย ทั้งไม่สนใจดูแลบ้านเมืองเอาแต่เสพสุขไปวันๆ ขูดรีดภาษีชาวบ้าน ข่มขู่ขุนนาง รังแกราษฎร เรื่องนี้ทำให้ชื่อเสียงหม่อมฉันมัวหมองยิ่งนัก ฝ่าบาทเองอาจจะทรงได้ข่าวมาบ้าง”

ทั้งหมดที่ฉิงลี่ฉุนกล่าวมาคือฎีกาและหลักฐานความชั่วของอีกฝ่ายที่เขาได้รับจากขุนนางแคว้นฉิง ความโหดร้ายของฉิงลี่ฉุนที่ปฏิบัติต่อคนในแคว้นสร้างความรังเกียจให้แก่เฟยหลงอยู่ลึกๆ “ข้าพอได้ยินบ้าง”

ฉิงลี่ฉุนทรุดลงคุกเข่า “หม่อมฉันมาวันนี้เพราะนี้เรื่อง ขอฝ่าบาทโปรดให้ความเป็นธรรมกับหม่อมฉันด้วยพะยะค่ะ”

  เฟยหลงยกมือเท้าคางมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา “เจ้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิด เหตุใดจะต้องหวาดกลัวด้วยเล่า ในเมื่อเจ้าไม่ผิดชื่อเสียงหากมัวหมองไปย่อมสามารถกอบกู้กลับคืนมาได้ไม่ยากมิใช่หรือ?

ฉิงลี่ฉุนชะงักหน้าซีดลงเล็กน้อย หัวเราะออกมาเบาๆ “เป็นเช่นนั้นพะยะค่ะ แต่หม่อมฉันในฐานะอ๋องแคว้นฉิงไม่อยากให้มีใครเข้าใจผิดและไม่อยากให้ฝ่าบาททรงกังวลถึงสถานการณ์แคว้นฉิง”

“เจ้าพูดถูกแล้วในฐานะอ๋องแห่งแคว้นสิ่งสำคัญคือชื่อเสียงและศักดิ์ของตระกูล จะปล่อยให้ขุนนางชั่วเหยียบย่ำไม่ได้” ไทเฮาพยักพเยิดเห็นด้วยกับฉิงลี่ฉุนและถือเป็นการตบหน้าเขาทางอ้อม

เฟยหลงปรายตามองไทเฮา “ไทเฮากล่าวได้ดีเพราะในฐานะคนตระกูลเสียนของพระองค์ หากตระกูลเสียนถูกใส่ร้ายไทเฮาก็คงทุ่มเทช่วยกอบกู้อย่างสุดความสามารถ น่านับถือยิ่งนักพะยะค่ะ”

นางยิ้มให้เขาใบหน้าที่ยังคงความงดงามนั้นดูแข็งกระด้างน่ากลัวเมื่อเขาตอกย้ำให้นางรู้ตัวว่าหากไม่มีฐานะไทเฮานางก็เป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่งเท่านั้น “ฮ่องเต้เข้าใจถูกแล้ว ในฐานะคนตระกูลเสียนข้าย่อมเห็นแก่ตระกูล แต่ในฐานะไทเฮาบ้านเมืองย่อมมาก่อน”

เขาหันไปหาฉิงลี่ฉุน “เจ้าคงได้ยินที่ไทเฮากล่าวแล้ว ชื่อเสียงตระกูลอาจสำคัญ แต่บ้านเมืองย่อมมาก่อน ส่วนเรื่องที่เจ้าเอ่ยถึงเจ้าไม่ต้องห่วงในเมื่อเจ้ากล้าบากหน้ามาขอความเป็นธรรม ข้าก็จะคืนความเป็นธรรมให้เจ้าและทุกคนที่เกี่ยวข้อง จะไม่มีใครทำผิดแล้วลอยนวลไปได้ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นใคร”

รอยยิ้มของอ๋องแคว้นฉิงช่างจืดเจื่อนไร้ความสดใสยิ่งนัก “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตา เพื่อยืนยันว่าหม่อมฉันจงรักภักดีกับฝ่าบาทเหนือสิ่งใด วันนี้นอกจากมาถวายพระพรได้นำบรรณาการที่แคว้นฉิงจัดเตรียมไว้มาถวายฝ่าบาท”

เครื่องบรรณาการถูกนำเข้ามาซึ่งประกอบด้วยสมบัติล้ำค่ามากมาย ม้วนผ้าแพรพรรณนับร้อยและสมุนไพรหากยาก

ชายคนนี้ตั้งใจจะติดสินบนเขาเพื่อให้เขาลืมตาข้างหลับตาข้าง นับว่าอ๋องแคว้นฉิงยังไม่รู้จักเขาดีพอ เขาเหลือบมองไทเฮา นางนั่งเชิดหน้าอยู่ห่างจากเขาเล็กน้อย สีหน้าแสดงความพึงพอใจอยู่ลึกๆ พอบรรณาการทั้งหมดถูกวางลง อ๋องแคว้นฉิงก็เผยยิ้มเจ้าเล่ห์คาดหวังว่าจะได้รับคำชื่นชม

“บรรณาการของเจ้างดงามล้ำค่าไร้ที่ติ” คนที่เอ่ยปากชมคือไทเฮา ก่อนนางจะหันมาหาเขา “ฮ่องเต้ในเมื่อฉิงลี่ฉุนแสดงความภักดีกับพระองค์เช่นนี้ ไม่คิดจะแสดงน้ำใจกับเขาบ้างหรือ?

“พะยะค่ะ หม่อมฉันควรแสดงน้ำใจกับเขาบ้าง” เขาอยากรู้ว่าไทเฮามีแผนอะไรจึงเสนอเรื่องเช่นนี้ขึ้นมา

“ดี ข้าขอเป็นคนเสนอน้ำใจสำหรับตอบแทนเขาเอง...” ดวงตาที่บัดนี้เจ้าเล่ห์ไม่น้อยกว่าฉิงลี่ฉุนเหลือบมองไปรอบห้องและหยุดลงที่มี่หมินซึ่งยืนก้มหน้าอยู่ข้างจูกงกง ไทเฮาเผยยิ้มลึกลับมุมปาก “ข้าได้ยินว่าเจ้ามีสนมไม่กี่คน ข้าเสนอให้ฮ่องเต้พระราชทานนางกำนัลรับใช้คนสนิทที่ชื่อมี่หมินให้เป็นสนมของฉิงลี่ฉุน นางรับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้มานานเป็นที่ไว้วางใจ ย่อมสามารถเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์และแคว้นฉิงได้ ทำเช่นนี้จะนับว่าเป็นการแสดงความเมตตาต่อเขาอย่างหาที่เปรียบมิได้”

ฉิงลี่ฉุนมีสีหน้าไม่พอใจแวบหนึ่ง แต่พอมองไปยังมี่หมินที่ยืนหน้าซีดเผือดตกตะลึงพรึงเพริด เขาก็เผยยิ้มพอใจ “ขอบพระทัยฝ่าบาทและไทเฮาที่ทรงเมตตาพะยะค่ะ”

เฟยหลงกำมือแน่น ความโกรธกริ้วแผดเผาในอก! ตอนนี้เขารู้แล้วว่าไทเฮามีแผนอะไร นางตั้งใจทดสอบเขาว่ามี่หมินสำคัญกับเขาเพียงใดโดยอาศัยฉิงลี่ฉุนมาเป็นเครื่องมือ  

เฟยหลงลุกขึ้นช้าๆ เดินไปหยุดตรงหน้าฉิงลี่ฉุนที่กำลังมองมี่หมินด้วยแววตาโลมเลียจนเขานึกอยากให้คนควักลูกตาอีกฝ่ายออกมา “แต่ข้ากลับคิดว่านางกำนัลฐานะต่ำต้อยคนหนึ่งไม่สามารถแบกรับเรื่องสำคัญเช่นนี้ได้ บางทีสตรีที่มีฐานะสูงส่งกว่านี้อาจจะเหมาะสมกว่า...” เขาหมุนกายกลับไปหาไทเฮาที่มองเขาอย่างระแวดระวัง “...ไทเฮาคิดเช่นเดียวกับหม่อมฉันหรือไม่พะยะค่ะ”

“ฮ่องเต้หมายความว่าอย่างไร?

ไทเฮามีหุ่นเชิดอยู่หนึ่งตัวที่นางเฝ้าเลี้ยงดูมานาน นางหวงหุ่นตัวนี้นัก เช่นเดียวกับที่เขาหวงคนของเขา!

เฟยหลงยิ้มกว้างให้ไทเฮา เขารู้ว่าใบหน้าเขาตอนนี้อาจดูไร้ปราณีโดยสิ้นเชิง “บางทีฮุ่ยเจินเต๋อเฟยอาจจะเหมาะกับการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นมากกว่านางกำนัลของหม่อมฉัน”

ใบหน้าที่ฉายแววเหนือกว่าของไทเฮาซีดเผือดลงพริบตา นางผุดลุกขึ้นยืนทันที “ฮ่องเต้!

เขาไม่สนใจนางหมุนกายกลับไปหาฉิงลี่ฉุนที่มองเขาสลับกับไทเฮาไปมา “หากเป็นเต๋อเฟยของข้า เจ้าคงไม่รังเกียจจะรับนางเป็นสนมใช่หรือไม่?

ฉิงลี่ฉุนทำหน้าไม่ถูก เหลือบมองไทเฮาแล้วทำเสียงอึกอักไม่กล้าตอบเขาเพราะรู้ดีว่าเรื่องนี้ทำให้ไทเฮาไม่พอใจยิ่งนัก “ฝ่าบาท...”

“ตอบมาสิ หากเจ้ายินดีข้าจะยกนางให้เจ้า บางทีข้าอาจจะให้เจ้าช่วยเลี้ยงดูองค์ชาย...”

“ฮ่องเต้พอได้แล้ว!” เป็นไทเฮาที่ตวาดเบาๆ นางเดินมาหยุดตรงหน้าเขา ใบหน้าที่เคยถือดีและเจ้าเล่ห์นั้นเลื่อนหายไปจนหมดสิ้นเหลือเพียงความวิตกกังวล “นางเป็นถึงพระสนมตำแหน่งฟูเหรินของเจ้า เจ้าจะยกนางให้คนอื่นได้อย่างไร เรื่องนี้ไม่ควรเกินขึ้น!

เขาเพียงชายตามองนางอย่างไม่ใส่ใจ รู้ดีว่าไทเฮาจะไม่มีวันปล่อยให้ฮุ่ยเจินไปอยู่กับฉิงลี่ฉุนเป็นอันขาด แต่นางอาจไม่ทราบ “หากไม่อยากให้เกิดขึ้น ไทเฮาก็ไม่ควรเสนอเรื่องนี้ตั้งแต่แรกมิใช่หรือพะยะค่ะ”

ร่างของไทเฮาสั่นสะท้าน ใบหน้าที่ตบแต่งไว้อย่างดีซีดเผือดสลับแดงก่ำ นางเอาเรื่องเขาไม่ได้จึงหันไปออกคำสั่งกับฉิงลี่ฉุนแทน “เจ้ากลับไปได้แล้ว”

 ฉิงลี่ฉุนกล่าวลาและจากไปด้วยความไม่พอใจเงียบๆ ทิ้งเขาไว้กับไทเฮาและข้ารับใช้ที่ต่างก้มหน้าไม่กล้ามองการเผชิญหน้าของทั้งสอง คนที่โล่งใจและดีใจที่สุดในห้องนี้คงไม่พ้นมี่หมิน เขาได้ยินเสียงถอนหายใจแผ่วเบาของนาง

ไทเฮาจะต้องได้รับบทเรียนที่คิดว่าเขาไม่กล้าเอาเรื่องนางเมื่อนางคิดจะดึงมี่หมินเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งของทั้งสอง “จูกงกง...”

จูกงกงก้าวออกมา “พะยะค่ะฝ่าบาท”

“เรื่องที่เกิดขึ้นต่อหน้าอ๋องแคว้นฉิง ข้อเสนออันสิ้นคิดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง ข้าคิดว่าอาจไม่ใช่ความคิดของไทเฮาตั้งแต่ต้น อาจเป็นคนอื่นที่คอยยุแยงนาง คงจะเป็น...” เขาเหลือบมองไปยังเจ้อหยูนางกำนัลที่คอยรับใช้ไทเฮามานาน “...ความคิดของเจ้อหยู ให้คนพานางออกไปส่งนางไปสำนึกความผิดที่เกาะรั่วถง”

เกาะรั่วถงเป็นเกาะเล็กๆ ห่างไกล มีไว้สำหรับให้นักโทษที่ทำความผิดในราชสำนักไปสำนึกผิดที่นั่น หรือก็คือการเนรเทศจากเมืองหลวงนั่นเอง

เจ้อหยูทรุดกายลงคุกเข่า “ไทเฮาเพคะ!

ไทเฮาผงะ เสียงเต็มไปด้วยความโกรธแค้น “นี่เจ้า!

เขาไม่สนใจนางพูดกับข้ารับใช้คนอื่นๆ ที่ตามติดรับใช้ “วันนี้ข้าตั้งใจจะออกไปสำรวจเมืองอันฉีเพื่อดูความเป็นอยู่ของราษฎร ไปกันได้แล้วข้าไม่อยากเสียเวลากับเรื่องไร้สาระอีก” พูดจบก็ก้าวเดินไปยังประตูไม่เหลือบแลไปยังไทเฮาที่คงมองเขาอย่างคลั่งแค้นแทบกระอักเลือด!




_______________________________________________

ฝ่าบาท...เนียนๆ  >_<


ยังๆ ย้ายบ้านอีกวันสองวัน 555


ช่วงนี้ใครไปอุดหนุน E-book ก็ขอบคุณด้วยนะคะ 


ณ เชิงดอย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.156K ครั้ง

3,748 ความคิดเห็น

  1. #1788 T--dZ (@lllvioletlll) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 15:26

    โอ้ยยยย ดีงามมากเด้ออ

    ฮ่องเต้ชัดเจนขึ้นทุกวั้นนนทุกวัน

    คริคริ

    #1788
    0
  2. #1465 06Lookpad (@06Lookpad) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2562 / 01:52
    ให้เชื่อมสัมพันกะนางกำนัล

    ไทเฮาคงลืมใช้สมองคิดอ่ะ

    เฮ้อออ
    #1465
    0
  3. #1168 jaaey0110 (@jaaey0110) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 16:06
    แรงมาแรงกลับไม่โกง!!!
    #1168
    0
  4. #1152 NRAI (@NRAI) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 09:02

    5555สะใจ ไทเฮาโดพี่เต้สวนกลับ

    #1152
    0
  5. #970 Nulak Saiyasit (@lukzaa) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 14:35

    อย่าบังอาจแตะน้องมี่ของพี่เต้????????

    #970
    0
  6. #663 Somluck (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 11:16

    ไทเฮาเป็นคนแฟ่งเท้าหาเสี้ยนเองนะคะช่วยไม่ได้

    #663
    0
  7. #648 galaxy_ann1 (@galaxy_ann1) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 04:59
    สนุกมากกก
    #648
    0
  8. #415 Whanzaaaa (@Whanzaaaa) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 14:01

    ฮ่องเต้แก้เผ็ดได้เจ็บแสบจริง ๆ

    #415
    0
  9. #384 Barbara13 (@paning13) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 17:05
    สมน้ำหน้า
    #384
    0
  10. #372 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 13:51
    คือแบบสิบ สิบ สิบ ไปเลยจร้าาา
    #372
    0
  11. #203 kikkhun (@kikkhun) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 / 21:26
    สนุกกก
    #203
    0
  12. #45 InthiraP (@IP31122518) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 21:18

    ใครแหลมมายุ่งกับหมินเอ๋อได้หน้าแตกยับกันไป

    #45
    0
  13. #44 jipjip_7 (@jipjip_7) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 20:37
    ฝ่าบาทจัดการทุกคนได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก 555 อินแปป
    #44
    0