สายลมนิรันดร์ (ตีพิมพ์ B2S)

ตอนที่ 33 : ตอนที่ 32 ใคร?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21451
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1048 ครั้ง
    25 เม.ย. 62

 

ตอนที่ 32 ใคร?


 

ทันทีที่เขากล่าวจบทหารราชองครักษ์กระโดดขึ้นม้ากระตุ้นให้มันวิ่งไปยังกระท่อมล่าสัตว์ เฟยหลงพานางขึ้นหลังม้าตามไปติดๆ กระท่อมถูกเตรียมไว้พร้อมแล้วทั้งกองไฟ ผ้าห่มและความอบอุ่น เจ้าของกระท่อมออกมายืนทำหน้าแปลกใจอยู่หน้าประตู เขาไม่สนใจใครทั้งสิ้น พามี่หมินที่เริ่มไม่ได้สติพึมพำไม่ได้ศัพท์ลงจากหลังม้าและตรงเข้าไปทันที เมื่อเจียวเมิ่งจะก้าวตามเข้ามาหวังจะช่วย เขารีบห้าม

 “นอกจากจูกงกงคนอื่นไม่ต้องเข้ามา ให้ใครก็ได้ไปตามหมอมาที่นี่เร็วที่สุด”

ไม่มีใครกล้าทักท้วงหรือสอบถาม เขาพานางเข้าไปในกระท่อม เหล้าถูกจูกงกงนำเข้ามาและตรงไปยังเตาผิง ใส่ฟืนเพิ่มเข้าไปจนรับรู้ได้ถึงความร้อน เขาวางมี่หมินลงบนเตียงที่มีผ้าห่มปูอยู่ นางตัวสั่นราวใบไม้ต้องลมพายุ เนื่องจากไม่มีสตรีร่วมเดินทางในครั้งนี้และเฟยหลงไม่คิดจะให้ชายใดดูแลนางแม้แต่จูกงกงที่เป็นขันที ดังนั้นหน้าที่ดูแลนางจึงตกเป็นของเขา เขาเริ่มลงมือเปลื้องเสื้อผ้าเปียกชื้นหนาวเหน็บออกจากร่างมี่หมินโดยมีจูกงกงนั่งหันหลังให้

“ฝ่าบาท...” นางสั่นสะท้านไปทั่วกายและคล้ายจะรู้สึกตัวขึ้นบ้าง ยกมือขึ้นหวังจะหยุดยั้งการกระทำของเขาแต่ก็ทำไม่ได้มือบางจึงร่วงผลอยลงข้างกายไร้เรี่ยวแรงขัดขืน

“ดี เจ้าห้ามหลับตอนนี้” เขากระตุ้น

นางพึมพำอีกครั้ง ขณะที่ผิวกายนางยังเย็นจัด หากปล่อยไว้นางกว่านี้นางจะต้องตายเพราะอาการป่วยแน่ “ฝ่าบาท...จะทำสิ่งใดเพคะ”   

เขาเสื้อคลุมตัวนอกและตัวในที่เปียกชื้นแนบตัวของนางออกมาได้สำเร็จ “ถอดเสื้อผ้าให้เจ้า”

“อะไรนะ!” นางอุทานเบาๆด้วยความอับอาย พยามห่อตัวหนีอย่างไร้หนทางแต่ก็เหมือนจะสิ้นสติทุกขณะเพราะความหนาวเหน็บที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันตอนหล่นลงไปในทะเลสาบ นับว่านางโชคดีมากที่ไม่หมดสติไปก่อน พอเขาเอื้อมมือไปที่ชุดชั้นในสีขาวสะอาดซึ่งเป็นเสื้อผ้าชิ้นสุดท้ายบนกายนางที่แทบปิดบังเรือนร่างของนางไว้ไม่มิดเพราะความเปียกชื้นเขาก็หันไปสั่งจูกงกง 

“เจ้าออกไปได้แล้ว”

            “แต่ว่าฝ่าบาทเองก็...”

“ข้าไม่เป็นไร”

จูกงกงเหลือบมองมี่หมินอีกครั้ง ถอนใจคล้ายมีบางอย่างหนักอกและถอยออกจากกระท่อมไป ปิดประตูตามหลังอย่างแน่นหนา

เฟยหลงดึงเสื้อคลุมของตนเองที่จูกงกงนำมาให้คลุมลงบนกายมี่หมินปกปิดเรือนร่างนางและความอับอายขัดเขินของนางให้สิ้นไปและจัดการเสื้อตัวสุดท้ายบนกายมี่หมินสำเร็จ ดึงปิ่นปักผมแสนธรรมดาของนางออกจากกลุ่มผมจนผมเปียกๆ ทิ้งตัวลงกับหมอน

“หนาว...” นางตัวสั่นระริกห่อตัวเข้าหาเขา พึมพำราวกับคนละเมอ

“อดทนอีกนิด” เขาโยนชุดของนางทิ้งไปส่งๆ ไม่สนใจ พยามไม่คิดว่าร่างที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่มีสิ่งใดอีกนอกจากเสื้อคลุมเขาคลุมกายอยู่ บอกตนเองว่าชีวิตนางกำลังแขวนอยู่บนเส้นดายหน้าที่ของเขาคือช่วยชีวิตนาง ขณะประกายไฟคุโชนอยู่ใกล้ๆ มี่หมินพึมพำบางอย่าง ขยับเข้าไปใกล้กองไฟ เขานวดกายนางผ่านเสื้อคลุมถูกายนางแรงๆ เพื่อให้เลือดไหลเวียน นางส่ายหน้าคล้ายปฏิเสธสัมผัสของเขา ก่อนจะถอนใจเมื่อผิวกายซีดเซียวเริ่มอุ่นขึ้นบ่งบอกว่าจังหวะชีพจรและชีวิตของนางห่างไกลจากความตายแล้ว

นางยกมือสั่นๆ ขึ้นวางบนข้อมือเขา เรียกเขาแผ่วเบาด้วยชื่อที่ไม่มีใครกล้าเรียก? “หลงเอ๋อ...” จากนั้นก็หลับสนิทมีลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่านางหลับไม่ได้สิ้นชีวิตดังที่เขากลัว

ภาพสตรีที่หลับไหลไม่ได้สติปรากฏตรงหน้าทำให้เขาชะงักไปชั่วขณะ...ความคิดร้ายกาจมากมายวิ่งพล่านอยู่ในหัว จนแม้แต่เขายังตกใจกับความไร้สติ!

เฟยหลงหลับตาและถอนใจ จู่ๆก็เป็นเขาที่ทั้งร้อนและหนาวราวจะจับไข้เสียเอง เขาถอนใจลึกในอกตัดสินใจรั้งผ้าห่มขึ้นคลุมร่างนางอกชั้น บอกตนเองว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา เขาซึ่งได้รับการยอย่องว่ามีความอดทนเป็นเลิศเหตุใดจึงพร้อมจะสูญสิ้นความอดทนเพราะเพียงได้เห็นเรื่องร่างของนางด้วยเล่า?

เมื่อไม่ไว้ใจตนเองเฟยหลงจึงลุกขึ้นจากเตียงลงมือปลดเปลื้องเสื้อผ้าที่เปียกโชกจากกาย คว้าชุดที่จูกงกงนำมาให้จากใต้อานม้าสวมเข้าไปก่อนจะหันไปสนใจเส้นผมที่ยังเปียกชื้นบนศีรษะนาง เฟยหลงแบ่งผมนางออกเป็นส่วนๆ ค่อยๆ ใช้ผ้าซับน้ำออกจากเส้นผมจนเริ่มหมาดชื้นมากพอจะลดความหนาวเย็นเพิ่มความอบอุ่นให้นางมากขึ้น

เมื่อทุกอย่างแล้วเสร็จเขาเกิดความประหลาดใจเล็กน้อยที่การมีชีวิตอยู่หรือไม่มีของนางส่งผลให้เขาทำในสิ่งที่ทั้งชีวิตจะไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือการดูแลสตรีคนใดเหมือนที่เพิ่งทำกับมี่หมินโดยไม่ถือว่าตนเองเป็นถึงฮ่องเต้

เขาไล้แก้มนางแผ่วเบา พึงใจกับความอบอุ่นของเรียวแก้มจนลืมความประหลาดใจนั้นไปเสียสิ้น จากนั้นจึงเรียกจูกงกงให้เข้ามา

จูกงกงเปิดประตูเข้ามาในกระท่อม พอเห็นว่ามี่หมินนอนหลับอยู่บนเตียงเพียงลำพังและเห็นเขายืนตะหง่านข้างเตียงก็ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่

เขาเขม่นมองขันทีเฒ่า หรือจูกงกงคิดว่าเขาจะถือโอกาสล่วงเกินนางระหว่างนางไม่ได้สติ เขาเป็นถึงฮ่องเต้มีสนมมากมาย เขาดูเป็นชายที่หื่นกระหายจนแม้แต่ขันทีรับใช้คนสนิทยังไม่ไว้ใจเชียวหรือ?

จูกงกงไม่ปล่อยเขาไว้กับความคิดนอกลู่นอกทางเป็นฝ่ายถามเขาแทน “ฝ่าบาทต้องการให้หม่อมฉันรับใช้สิ่งใดหรือพะยะค่ะ”

“หมอมาหรือยัง?

“ยังมาไม่ถึงพะยะค่ะ คงต้องใช้เวลาสักพักกว่าหมอจะมาถึงเพราะที่นี่ค่อนข้างห่างไกลจากหมู่บ้านพะยะค่ะ”

เขามองมี่หมินและมองไปยังประตูที่ปิดสนิทนึกอยากออกไปคุยกับเจียวเมิ่งข้างนอกกระท่อมแต่เพราะร่างกายเขาก็ได้รับผลกระทบจากความเย็นจัดเช่นกันจึงต้องการความอบอุ่นของเปลวไฟในกระท่อมเพื่อรักษาร่างกาย “ให้เจียวเมิ่งเข้ามาในนี้ข้ามีเรื่องจะคุยกับเขา ระหว่างนั้นเจ้าไปเข้าหน้ากระท่อมอย่าให้ใครเข้าใกล้บริเวณนี้” 

“พะยะค่ะฝ่าบาท”

ไม่นานนักเจียวเมิ่งก็เปิดประตูเข้ามา คุกเข่าตรงหน้าเขาสายตาไม่วอกแวกไปทางอื่น “ฝ่าบาทมีรับสั่งให้หาหม่อมฉัน”

“ตอนนี้ม้าตัวนั้นอยู่ที่ใด”

“โชคดีที่มันแข็งแรงมันจึงไม่ตายทั้งที่คิดว่ามันคงไม่รอด ตอนนี้หลี่ผิงกับรองแม่ทัพเสวี่ยหยางช่วยมันขึ้นมาจากทะสาบได้แล้วพะยะค่ะ พวกเขากำลังก่อไฟไล่ความหนาวเหน็บให้กับมันที่คอม้าใกล้กับกระท่อมที่ฝ่าบาทประทับอยู่”

“ข้าอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดม้าของนางจู่ๆ จึงเกิดพยศ”

เจียวเมิ่งแปลกใจ “ฝ่าบาททรงหมายถึง...”

“ม้าตัวนั้นถูกฝึกอย่างดี มันเป็นม้าที่เชื่องและเชื่อฟังคำสั่งมาก” เพราะเหตุนี้เขาจึงให้มี่หมินขี่มันเมื่อเห็นว่าม้าอีกตัวพยศไม่เชื่อฟัง “ข้าไม่เชื่อว่ามันจะพยศโดยไร้เหตุผล ข้าอยากให้เจ้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ให้ละเอียด ตรวจดูว่าใครผูกอานม้าให้นางหรืออยู่ใกล้ๆนางกับม้าก่อนจะเกิดเรื่องแล้ว”

เจียวเมิ่งเป็นคนฉลาดเข้าใจอะไรได้ง่ายดายและรวดเร็ว เขารับคำสั่ง “ไม่ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นอุบัติเหตุหรือความตั้งใจ หม่อมฉันจะสืบให้แน่ใจ แต่...มีสิ่งหนึ่งที่หม่อมฉันยังสงสัย”

“เรื่องอะไร?

“ม้าสีดำตัวนั้นความจริงเป็นม้าของฝ่าบาท แต่ทรงเปลี่ยนกับม้าสีขาวของมี่หมินก่อนออกเดินทางไม่นาน หากนี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ...”

เพราะมัวแต่เป็นห่วงมี่หมินเขาลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเสียสิ้น “เจ้ากำลังจะบอกว่ามีคนคิดร้ายกับข้าอย่างนั้นหรือ?

เจียวเมิ่งไม่ตอบหรืออาจจะไม่กล้าตอบคำถามเพราะการลอบปลงพระชนต์ฮ่องเต้นั้นเป็นความผิดที่ใหญ่หลวงยิ่งนักและส่งผลต่อความมั่นคงของราชบัลลังก์ เฟยหลงกำมือแน่น “ข้าเข้าใจแล้ว ไปสืบและนำทุกอย่างที่เจ้าพบเจอมาบอกข้า อย่าให้ใครรู้เด็ดขาด ข้าจะพิจารณาเรื่องนี้ด้วยตนเองอีกครั้ง”

            จูกงกงถามเขาหลังจากเจียวเมิ่งกลับออกไปจากกระท่อม “ฝ่าบาทจะเสด็จกลับวังหลวงตอนนี้เลยหรือไม่พะยะค่ะ”

            การเคลื่อนย้ายมี่หมินตอนนี้ยังไม่อาจทำได้และการปล่อยนางไว้ก็ทำไม่ได้เช่นกัน อีกอย่างเขายังต้องสืบหาความจริงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอุบัติเหตุหรือเพราะอะไร “ยังก่อน รอจนพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับ คืนนี้บอกให้พวกเขาตั้งกระโจมพักค้างแรมที่นี่ ไม่มีคำสั่งข้าห้ามใครกลับไปเด็ดขาด”

            จูกงกงนำรับสั่งของเขาไปบอกแก่เหล่าขุนนางทั้งหลายด้านนอก ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงตั้งกระโจมที่พัก เจียวเมิ่งหายไปทำหน้าที่ของเขาแล้ว ด้านนอกกระท่อมมีราชองครักษ์ของเขาคุ้มกันแน่นหนา

            เขามองไปยังมี่หมิน สงสัยว่าเป้าหมายในการปองร้ายครั้งนี้เป็นเขาหรือนาง?

             

            มี่หมินลืมตาตื่นขึ้นมาช้าๆ ความหนาวเหน็บเย็นเฉียบจับขั้วหัวใจที่นางเผชิญในความฝันอันลางเลือนได้หายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความอบอุ่นที่กำลังโอบล้อมรอบกาย นางมองไปยังเตาผิงใกล้ๆ เปลวไฟยังคงคุโชนอยู่ในนั้น นั่นคงเป็นที่มาของความอบอุ่นที่นางรู้สึก

นางวางมือลงบนเตียงคิดจะลุกขึ้นแล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อพบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงของใครที่ไหนก็ไม่ทราบ!

            นางผวาเฮือกลุกขึ้นนั่ง คนที่ถลาเข้ามาหานางคนแรกคือจูกงกง

“ในที่สุดเจ้าฟื้นแล้ว”

นางยกมือแตะศีรษะ ทั้งศีรษะและร่างกายปวดร้าวไปทั่ว “ฟื้นแล้วท่านหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าข้าฟื้นแล้ว?

“นี่เจ้า...เจ้าจำไม่ได้หรือว่าเมื่อวานเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าบ้าง”

“ข้า...” นางกำลังจะปฏิเสธก็พลันคิดได้ว่าร่างตนเองใต้ผ้าห่มไม่มีสิ่งใดสวมอยู่และภาพม้าพยศกับความเย็นจัดของน้ำในทะเลสาบน้ำแข็งก็โผล่ขึ้นมาในห้วงความคิด อา...ใช่แล้วเมื่อวานนางเกือบตายเพราะจมน้ำในทะเลสาบน้ำแข็งและคนที่เสี่ยงชีวิตลงมาช่วยนางก็คือ...

นางคว้ามือจูกงกงมากุมไว้ ถามด้วยความร้อนรน “ตอนนี้ฝ่าบาทอยู่ที่ไหน พระองค์ไม่เป็นอะไรใช่ไหมเจ้าคะ?

จูกงกงตบหลังมือนางเบาๆ “ไม่ต้องห่วง ตอนนี้ฝ่าบาทประทับอยู่ด้านนอกกับเหล่าขุนนาง ฝ่าบาทไม่เป็นอะไร”

มี่หมินถอนใจออกมาด้วยความโล่งอก หากฮ่องเต้ตกอยู่ในอันตรายนางมีกี่ชีวิตก็คงไม่อาจชดใช้ นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่พระองค์ช่วชีวิตนางเอาไว้ หนี้บุญคุณที่ฮ่องเต้มีต่อนางดูเหมือนจะยิ่งทับถมเท่าทวี!

“เมื่อคืนหมอมาตรวจร่างกายเจ้าแล้ว หมอบอกว่าเจ้าได้รับไอเย็นมากไปคงจะเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ดังใจอีกสองสามวัน แต่นอกนั้นไม่มีสิ่งใดให้ห่วง ว่าแต่มี่หมินเมื่อวานเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?

มี่หมินมองหน้าจูกงกง นางเองก็ตอบไม่ได้เช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ “สิ่งที่พอจำได้คือจู่ๆ ม้าก็ไม่เชื่อฟังคำสั่งและพาข้าวิ่งไปที่ทะเลสาบนั่น นอกนั้นข้าแทบจะทำสิ่งใดไม่ได้เลยเจ้าค่ะ” นางก้มลงมองชุดที่ตนเองสวมอยู่ ชุดนี้ไม่ใช่ชุดของนางเพราะชุดของนางตากอยู่ใกล้ๆเตาผิง มี่หมินเดาว่าคงเป็นจูกงกงที่ช่วยดูแลนางระหว่างนางไม่รู้สึกตัว “ท่านช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ข้าหรือเจ้าคะ ขอบคุณท่านมาก”

จูกงกงกระแอมกระไอเบาๆ “อันที่จริง...เป็น...ฝ่าบาท...”

“ฝ่าบาท?

“เจ้าอย่าคิดมากเลย ฝ่าบาทเป็นห่วงเจ้ามากเกินกว่าจะสนใจสิ่งใด เจ้าฟื้นก็ดีแล้วดื่มยานี่เสียก่อนสิ”

เขาหยิบถ้วยยาส่งให้นาง มี่หมินยังไม่หายตะลึงที่พบว่าฮ่องเต้เป็นผู้ดูแลนางระหว่างนางไม่รู้สึกตัว นางหน้าร้อนผ่าวไม่กล้าถามจูกงกงว่าฝ่าบาทดูแลนางอย่างไรบ้าง รวมถึงเสื้อผ้าที่นางสวมและไม่ได้สวมด้วยหรือไม่!

เสียงสนทนากันด้านนอกทำให้มี่หมินเดาว่าเหล่าเชื้อพระวงศ์ ขุนนางและทหารราชองครักษ์ยังไม่ได้กลับวังหลวงเช่นกัน “เพราะข้าหรือเจ้าคะ ทุกคนจึงไม่ได้กลับวังหลวง”

“ใช่ เพราะฝ่าบาทเกรงว่าอาการป่วยของเจ้าจะแย่ลงจึงมีรับสั่งให้ทุกคนพักค้างแรมที่นี่”

นางคอตก “ข้าติดหนี้ฝ่าบาทนับครั้งไม่ถ้วน”

จูกงกงหัวเราะตบไหล่นางเบาๆ “ในเมื่อฝ่าบาทไม่ถือสา เจ้าจะถือสาได้อย่างไร พักผ่อนเถิดอีกไม่นานฝ่าบาทคงมีรับสั่งให้เดินทางกลับวังหลวง”

ฮ่องเต้เสด็จเข้ามา จูกงกงถอยห่างก้าวออกไปจากกระท่อม มี่หมินไม่กล้าสบตาพระองค์ มือกุมผ้าห่มไว้แน่น ฮ่องเต้ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้านางทรงนำเสื้อคลุมของพระองค์มาห่มให้นาง “เจ้าฟื้นแล้วก็ดี อากาศยังหนาวมากเสื้อคลุมเจ้าหายไปในทะเลสาบแล้ว สวมเสื้อคลุมตัวนี้ไว้เสีย”

นางห่อตัวในเสื้อคลุมยังรับรู้ถึงไออุ่นจากพระวรกายของฮ่องเต้ที่ติดมากับเสื้อคลุมสีดำลายมังกรตัวใหญ่ นางไม่กล้าถามว่าหลังจากช่วยนางจากทะเลสาบแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง นางควรปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปจะดีกว่ารื้อฟื้นขึ้นมาให้ตนเองต้องอับอาย

มือแข็งแรงและอบอุ่นวางทาบบนหน้าผากนาง “ตัวเจ้ายังเย็นอยู่อย่าให้ถูกลมเย็นๆ เป็นดีที่สุด ระหว่างกลับวังหลวงเจ้าก็นั่งในรถม้าเสียไม่ต้องออกมาขี่ม้าอีก”

“เพราะหม่อมฉันทำให้การเดินทางของฝ่าบาทและคนอื่นๆ ล่าช้าออกไป นอกจากนี้ยังทำให้ฝ่าบาทต้องเสี่ยงชีวิต หม่อมฉัน...”

ทรงเลื่อนมือมาแตะริมฝีปากนางให้นางเงียบลง ความอบอุ่นของปลายนิ้วส่งให้พวงแก้มนางร้อนผ่าว “การที่ม้าไม่ยอมเชื่อฟังเจ้าไม่ใช่ความผิดของเจ้า เจ้าตกลงไปในนั้นไร้ทางช่วยเหลือตนเอง ข้าช่วยเจ้าเป็นเรื่องเหมาะสม ไม่ต้องพูดเรื่องนี้อีก”

นางเผยอยิ้มให้กับพระเมตตา “เพคะ”

“แต่...” ฮ่องเต้ทรงตอบกลับด้วยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ทำให้นางตัวสั่นสะท้านหนาวเหน็บขึ้นมาอีก “...หนี้บุญคุณระหว่างเราสองที่มากมายเกินจะนับ เจ้าถึงอย่างไรก็ต้องจดจำเอาไว้ให้ดีห้ามลืมเด็ดขาด”

ทรงรับสั่งว่าห้ามนางพูดเรื่องนี้อีก แต่พระองค์กลับยกเอาเรื่องหนี้บุญคุณมากล่าวด้วยน้ำเสียงยินดีปรีดาเช่นนี้ นางไม่ทราบแท้จริงแล้วทรงต้องการให้นางชดใช้หนี้หรือไม่ต้องการกันแน่?

 

หลังจากให้เจียวเมิ่งไปสืบหาความจริงเรื่องม้า ปรากฏว่าในตอนเช้ามีคนพบศพทหารที่ดูแลม้าให้ฮ่องเต้ก่อนออกเดินทางจมน้ำเสียชีวิตอยู่ในทะเลสาบน้ำแข็งที่อยู่ใกล้ๆ นั่นเอง!

เจียวเมิ่งพบว่าใต้อานม้าสีดำตัวนั้นมีหนามแหลมติดอยู่ หนามจะค่อยๆทิ่มแทงเข้าไปในผิวเนื้อของม้าจนกระทั่งสร้างความเจ็บปวดให้มันและทำให้มันทนไม่ไหว หากมันไม่พาคนบนหลังวิ่งเตลิดไปในทะเลสาบดังที่เกิดขึ้น มันก็คงจะสะบัดคนขี่ให้ตกลงมาในเวลาไม่นาน ยิ่งการขี่ใช้ความเร็วเท่าใด อาการบาดเจ็บก็ยิ่งจะเพิ่มมากขึ้นและอาจถึงตาย  

เมื่อนำทั้งสองเหตุการณ์และการค้นพบของเจียวเมิ่งมารวมกัน สิ่งที่เฟยหลงแน่ใจคือเหตุการณ์ครั้งนี้เป้าหมายไม่ใช่มี่หมิน แต่อาจเป็นตัวเขาเอง

เขาบอกให้เจียวเมิ่งปิดทุกอย่างเป็นความลับไม่ให้ใครรู้และให้สืบเรื่องนี้ต่อไปเงียบๆ ตอนนี้อาจยังไม่มีหลักฐานเอาผิดคนร้าย แต่เขายังมีชีวิตอยู่อีกไม่นานคนที่ต้องการเห็นเขาตายจะต้องลงมืออีกอย่างแน่นอน!

 

ขบวนล่าสัตว์กลับถึงวังหลวงในบ่ายวันนั้น เมื่อกลับถึงวังฮ่องเต้มีรับสั่งให้จัดเตรียมงานเลี้ยงเล็กๆ เฉลิมฉลองให้แก่ผู้เข้าร่วมการล่าสัตว์ในเย็นวันนั้น เป้าหมายแท้จริงของเขาคือต้องการสังเกตทุกคนๆ อย่างใกล้ชิดอีกครั้งว่าพวกเขามีปฏิกิริยาอย่างไร งานเลี้ยงครั้งนี้ฮองเฮาและบรรดาพระสนม เชื่อพระวงศ์ชั้นสูงต่างก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วม พวกนางแต่งกายงดงามด้วยเสื้อผ้าหลากสี เครื่องประดับล้ำค่า กลิ่นกายหอมฟุ้ง ต่างยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยรอยยิ้มแสนงดงาม

ขณะยกจอกสุราขึ้นจิบเขามองหน้าพวกทุกคนช้าๆ สงสัยว่าใครในคนเหล่านี้อยากให้เขาตาย ใครที่จะได้ประโยชน์หากเขาตายไป

ฮองเฮาหรือ...นางไม่มีลูก เขาตายไปนางจะไร้อำนาจ

ฟางเซียนหรือ...นางมีโอรส แต่เพราะชาติกำเนิดทำให้ฐานะนางด้อยกว่าสนมคนอื่นถึงนางจะรั้งตำแหน่งกุ้ยเฟยก็ตาม หากเขาตายไปฐานะนางและองค์ชายที่ยังไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาทจะสั่นคลอน

หรือว่าจะเป็นอินฉิน...คงเป็นนางไม่ได้ สิ่งที่นางต้องการที่สุดคือความโปรดปรานของเขา หากเขาสิ้นชีวิต นางจะเป็นเพียงสนมที่ไร้ความสำคัญคนหนึ่งไม่ต่างจากคนอื่นๆ

“ฝ่าบาท...” ฮองเฮาหันมาหาเขาชูสุราในจอกของนางขึ้น “สุราจอกนี้หม่อมฉันขอดื่มให้กับฝ่าบาทที่ประสบความสำเร็จในการล่ากวางดาวหิมะเพคะ”

ทุกคนทำตามนาง ชูจอกในมือขึ้นกล่าวเยินยอความสามารถของเขาอื้ออึง จากนั้นเหอหนิงซึ่งกำลังตั้งครรภ์ก็ยกถ้วยน้ำชาของนางขึ้นบ้าง

“หม่อมฉันได้ข่าวว่าระหว่างเดินทางกลับเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน ฝ่าบาททรงพระเมตตายิ่งนักที่เสี่ยงชีวิตช่วยนางกำนัลคนหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าแม้เป็นฮ่องเต้ก็ให้ความสำคัญกับทุกชีวิตเท่าเทียมกัน หม่อมฉันทราบซึ้งยิ่งนัก เกรงว่าในใต้หล้าจะไม่มีใครจิตใจงดงามเช่นฝ่าบาท ชาถ้วยนี้ขอดื่มให้กับฝ่าบาทเพคะ”

เขาเห็นฮองเฮา ฟางเซียนและอินฉินชะงักไปเล็กน้อยหลังหนิงเหอกล่าวชมเขาที่ช่วยชีวิตมี่หมินซึ่งไม่ได้มาร่วมงานเลี้ยงเพราะนางร่างกายยังไม่แข็งแรงมากพอ เฟยหลงกดยิ้มมุมปาก “พระสนมยกยอเกินไปแล้ว”

นางยิ้มให้เขาดวงหน้าเป็นประกายแฝงไว้ด้วยความสุข ตอนนี้นางกำนัลตั้งครรภ์ไม่แน่ว่าเด็กในท้องเป็นชายหรือหญิง ฐานะของนางและลูกขึ้นอยู่กับว่าเขามีชีวิตอยู่หรือไม่แต่แคว้นนางอยู่ใต้อาณัติของราชสำนักมานานหลายปี แน่นอนว่าย่อมหวานอมขมกลืนไม่น้อย ดังนั้นจึงใช่ว่าเขาสามารถตัดนางจากผู้ต้องสงสัยได้ทันที

ทุกคนต่างเห็นด้วยกับหนิงเหอ มีเพียงฮองเฮาและฟางเซียนที่ยังนั่งเฉยสงวนท่าที ตั้งแต่นางกำนัลคนสนิทของฟางเซียนถูกตัดสินลงโทษ ทั้งเขาและนางต่างก็ห่างเหินกัน เขาไม่เชื่อว่านางไม่มีส่วนรู้เห็น แต่เห็นแก่เรื่องราวในอดีตและองค์ชาย ดังนั้นเขาจึงปล่อยนางไปก่อน เขาไม่เชื่อว่านางคิดการใหญ่ขนาดลอบสังหารเขา

เขามองหน้าเหล่าหญิงในวังหลัง เชื้อพระวงศ์ มองเหล่าขุนนางที่คอยรับใช้ใกล้ชิดและบอกว่าซื่อสัตย์ภักดีกับเขาเหนือชีวิต ใครสักคนที่คิดลอบปลงพระชนต์จะต้องได้รับประโยชน์มากที่สุดหากเขาสิ้นชีวิตไป

อัครมหาเสนาบดีหลี่ผู้ไม่ได้ไปร่วมล่าสัตว์เพราะความแก่ชราแต่ได้รับเชิญมาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ลุกขึ้น “ฝ่าบาทในฐานะบิดาหม่อมฉันขอขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตาให้บุตรชายของหม่อมฉันเข้าร่วมในการล่าสัตว์ครั้งนี้พะยะค่ะ”

หลี่ผิงนั่งนิ่งไม่ได้แสดงออกว่ายินดีหรือเสียใจที่บิดากล่าวถึงเขาต่อหน้าฮ่องเต้ หลี่ผิงเขาร่วมล่ากวางดาวหิมะครั้งแรกก็สามารถล่ามันมาได้นับว่าหลี่ผิงคนนี้เป็นชายหนุ่มที่เก่งกาจไม่เบา สมแล้วที่เป็นถึงบุตรชายคนเล็กของอัครมหาเสนาบดีและน้องชายฮองเฮา แต่ที่เขายังไม่แน่ใจคือเหตุใดหลี่ผิงจึงไม่ใช้เส้นสายคนในตระกูลเพื่อเป็นขุนนาง ชายคนนี้ต้องการสิ่งใดกันแน่

“ใต้เท้าหลี่บุตรชายท่านเป็นคนมีความสามารถ ท่านไม่จำเป็นต้องขอบใจข้า ข้าในฐานะฮ่องเต้รู้สึกยินดีที่คนอย่างหลี่ผิงซึ่งเก่งทั้งบุ๋นและบู๊มาเป็นขุนนางรับใช้ราชสำนัก ตอนนี้เขาได้รับตำแหน่งขุนนางด้วยตนเอง หนทางข้างหน้าจะรุ่งโรจน์เพียงใดล้วนขึ้นอยู่กับเขา”

หลี่กันฝูมองบุตรชายคนเล็กด้วยประกายตาแห่งความหวัง เขากระตุ้นลูกชาย “เจ้ายังไม่รีบขอบพระทัยฝ่าบาทอีก”

หลี่ผิงลุกขึ้นก้าวออกมาจากที่นั่งของตน คุกเข่าลงกับพื้นหินอ่อนตรงหน้าเขา “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตาพะยะค่ะ”

ฮองเฮาหันมาหาเขา หากเป็นดังเช่นสตรีทั่วไปที่มีสติปัญญาตื้นเขินนางคงจะขอให้เขาเมตตาน้องนางหรือมอบตำแหน่งสำคัญให้ แต่นางรู้ดีกว่านั้น นางจึงเพียงเอ่ย “ฝ่าบาทน้องผิงฉลาดและเรียนรู้ได้เร็ว ไม่ว่าจะทำหน้าที่ใด เขาจะไม่ทำให้ฝ่าบาทผิดหวังแน่นอนเพคะ”

เขามองคนตระกูลหลี่ทั้งสามช้าๆ หลี่กันฝูรับใช้เขามานาน ฮองเฮาเองก็อยู่ข้างกายเขา แต่เขาไม่เชื่อใจสองพ่อลูกแม้เพียงนิดเมื่อเป็นเรื่องของการเมืองและอำนาจ เฟยหลงยกสุราขึ้นจิบช้าๆ เอ่ยว่า “ในเมื่อฮองเฮายืนยันเช่นนี้ข้าจะไม่เชื่อได้อย่างไร”

หลี่ผิงก้มหน้านิ่งไหล่เกร็งเครียด ความกดดันถาโถมไปที่เขาทันใด “ในฐานะขุนนางแห่งราชสำนักหม่อมฉันจะถวายการรับใช้ฝ่าบาทและราษฎรจนสุดความสามารถพะยะค่ะ”    

            “หลี่ผิงแล้วข้าจะรอชื่นชมผลงานเจ้า”



_____________________________________________________

 ช่วงนี้อากาศร้อนว๊ากกกก ยังไงก็รักษาสุขภาพด้วยนะคะ


ลับลวงพรางดุจมิใช่นิยายรัก 555


ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ณ เชิงดอย




           

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.048K ครั้ง

3,750 ความคิดเห็น

  1. #694 Natacha_i-sen (@sroyson47) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 22:41
    ซือเสียน?คนทำ? ระแวงซือเสียนไงม่รุ้อ่ะ
    #694
    0
  2. #692 Hoshi_Akemi (@Vivian_N) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 21:31
    น่าจะเป็นไทเฮาหรือเปล่า อยู่นอกวังกับสนมแล้วก็มีลูกชายของสนมนั่น ถ้าไม่มีฝ่าบาทนางก็จะยึดอำนาจได้
    #692
    0
  3. #628 jongkolnee9620 (@jongkolnee9620) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 23:33
    เป็นนิยายที่แต่งได้ดีมาก และน่าติดตามมากๆเรื่องหนึ่ง
    #628
    0
  4. #366 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 12:35
    เอาละสิๆ
    #366
    0
  5. #40 RT121043 (@catthai) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 25 เมษายน 2562 / 22:48

    ตอน ใคร..........ฆ่า ใครทายถูก ไรต์ให้รางวัล เป็นอัพเพิ่ม 2 ตอน แฮะๆๆๆๆ จายมานร้อนง่ะ

    #40
    1
    • #40-1 (@sarok147) (จากตอนที่ 33)
      25 เมษายน 2562 / 23:50
      เดี๋ยวๆ 5555
      #40-1