สายลมนิรันดร์ (ตีพิมพ์ B2S)

ตอนที่ 31 : ตอนที่ 30 จอหงวน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22334
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1253 ครั้ง
    19 มิ.ย. 62

 

ตอนที่ 30 จอหงวน

 


          ในท้องพระโรงประเด็นเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาทถูกกล่าวถึงอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่เสนาบดีกรมพระคลังหย่งเยี่ยที่สนับสนุนกุ้ยเฟยเพราะหย่งเยี่ยรู้ดีว่าตอนนี้ชื่อเสียงของพระสนมเอกไม่สู้ดีนักนับตั้งแต่นางกำนัลคนสนิทของนางถูกตัดสินว่ามีความผิดลอบวางยาพิษนางกำนัลในวังถึงสองคน แต่คนที่หยิบยกเรื่องนี้มาพูดเป็นเสียนส่างเสนาบดีกรมโยธาบิดาของฮุ่ยเจินเต๋อเฟย

            “ฝ่าบาทนี่ก็ผ่านมาเกือบครึ่งปีแล้วนับแต่พระสนมฮุ่ยเจินประสูติองค์ชายหนิงเจี้ยน กระหม่อมคิดว่าอาจถึงเวลาที่พระองค์ต้องตัดสินพระทัยเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาทเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับราชบัลลังก์พะยะค่ะ”

            เสียนส่างเป็นขุนนางที่ฉลาดคนหนึ่ง คงรู้ว่าตอนนี้เหมาะจะเอ่ยถึงฮุ่ยเจินและลูกของนางที่สุด

            หย่งเยี่ยกัดฟันสีหน้าอัดอั้นไม่กล้าออกหน้า คนที่ออกหน้าแทนเขาคือมู่เทียนหลิว

“ใต้เท้าตอนนี้องค์ชายยังเยาว์ยิ่งนัก อายุเพียงหกเดือนเท่านั้น อีกทั้งตอนนี้พระสนมกับองค์ชายไม่ได้ประทับในวัง การจะให้ฝ่าบาทแต่งตั้งองค์ชายที่ยังไม่ได้พิสูจน์ตนเองว่าคู่ควรกับตำแหน่งรัชทายาทย่อมไม่เหมาะสม”

เสียนส่างไม่ยอมแพ้ “แต่องค์ชายเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขฝ่าบาท เป็นสายเลือดมังกร มีหรือสายเลือดมังกรจะไร้ความสามารถ หรือว่าใต้เท้ามู่กำลังดูหมิ่นพระบารมีของฝ่าบาท”

มู่เทียนหลิวหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที “ท่าน!...ท่านก็ทราบดีว่าข้าไม่เคยคิดบังอาจดูหมิ่นพระบารมีของฝ่าบาท ข้าเป็นเพียงแค่ขุนนางคนหนึ่งที่ต้องการเห็นบ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง มีรัชทายาทที่เหมาะสมคู่ควรบัลลังก์เท่านั้น”

มู่เทียนหลิวคงเสียดายไม่น้อยที่อินฉินไม่ได้ให้กำเนิดองค์ชายแก่เขา หากอินฉินมีองค์ชายมู่เทียนหลิวจะยิ่งออกหน้าขัดขวางไม่ให้องค์ชายองค์อื่นไม่ให้ได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาท ตอนนี้เขาก็แค่กันท่าหวังว่าสักวันบุตรสาวของตนจะตั้งครรภ์

“ข้าเองก็อยากเห็นบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองจึงได้เสนอให้ฝ่าบาทแต่งตั้งรัชทายาทเพื่อความมั่งคงของราชบัลลังก์”

หลี่กันฝูทนไม่ไหวลูบหนาวเคราสีขาวของตนเองแล้วก้าวออกมา ในฐานะอัครมหาเสนาบดีคำพูดของเขามีน้ำหนักที่สุด “ใต้เท้าเสียนข้าทราบดีว่าท่านปรารถนาดีต่อบ้านเมืองและราชสำนัก แต่การรีบร้อนเกินไปในเรื่องสำคัญย่อมไม่เหมาะ ดังที่ใต้เท้ามู่กล่าวไปว่าตอนนี้ทั้งพระสนมและองค์ชายล้วนไม่อยู่ในวัง ข้าว่าไม่สู้รอให้ทั้งสองพระองค์เสด็จกลับมาวังหลวงพร้อมไทเฮา เราค่อยคุยเรื่องนี้ก็ยังไม่สายเกินไป”

ขุนนางฝั่งเสียนส่างไม่เห็นด้วย ขุนนางฝั่งหลี่กันฝู มู่เทียนหลิวและหย่งเยี่ยต่างอยู่ฝั่งเดียวกัน นี่เป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์!

เฟยหลงวางมือลงบนหัวมังกรทองบนบัลลังก์มองเหล่าขุนนางโต้เถียงกันอย่างเพลิดเพลิน บางครั้งขุนนางเหล่านี้ก็เหมือนนักแสดงที่กำลังเล่นงิ้วบนเวที ทุกคนมีบทบาทที่ต้องแสดงให้ดีที่สุด หากไม่สมบทบาทคนดูคงแหนงหน่ายและอาจไม่กลับมาชมการแสดงของพวกเขาอีก สิ่งที่แตกต่างคือขุนนางตรงหน้าเขาไม่ได้ต้องการเพียงคำชม พวกเขาต้องการอำนาจบารมี ยิ่งเข้าใกล้บัลลังก์มากเท่าใด เขาก็ยิ่งมีอำนาจมากเท่านั้น

เสียนส่างดูเหมือนจะสู้เสียงส่วนใหญ่ไม่ไหว จึงหันมาหาเขา “ฝ่าบาทไทเฮาพระสนมกับองค์ชายเสด็จออกไปประทับนอกวังนานหลายเดือนแล้ว ได้โปรดทรงมีรับสั่งให้ทั้งสามพระองค์กลับมาด้วยเถิดพะยะค่ะ”

เฟยหลงมองสบตาขุนนางใหญ่ที่ทุ่มเถียงกันเมื่อสักครู่ทีและคนและหยุดลงที่เสียนส่าง “ใต้เท้าเสียนข้าทราบดีถึงความห่วงใยของท่านในฐานะบิดา แต่ทั้งไทเฮาและเต๋อเฟยต่างต้องการการพักผ่อนอยู่นอกวังหลวงที่มีกฎระเบียบเข้มงวด ข้าไม่อาจขัดขวางความต้องการของพวกนางได้ ข้าแน่ใจว่าเมื่อใดที่ทั้งสองอยากกลับวังหลวงจะต้องกลับมาแน่นอน ท่านไม่จำเป็นต้องรีบร้อนตัดสินใจแทนพวกนาง”

เสียนส่างไม่เห็นด้วย “ฝ่าบาทแต่ว่า...”

“ใต้เท้าเสียน...” หลี่กันฝูเตือนเสียนส่างเสียงเข้ม “ท่านไม่ได้ยินที่ฝ่าบาทตรัสหรือว่าท่านไม่จำเป็นต้องรีบร้อน หรือแม้แต่คำพูดของฝ่าบาทท่านก็ไม่คิดจะรับฟัง”

เสียนส่างหน้าซีดรู้ตัวว่าใจร้อนเกินไป รีบคุกเข่าลง “ฝ่าบาทกระหม่อมมิกล้าพะยะค่ะ”

“ไม่ต้องห่วงข้าไม่คิดจะถือสา เข้าใจดีว่าท่านห่วงใยเต๋อเฟยกับองค์ชาย ลุกขึ้นได้แล้ว”

“ขอบพระทัยพะยะค่ะฝ่าบาท”

เฟยหลงตัดสินใจจะพูดสิ่งที่อยู่ในใจแม้จะเป็นเพียงสิ่งที่อยู่ในใจบางส่วนเท่านั้น “ข้าเคยบอกพวกท่านแล้วว่าเรื่องตำแหน่งรัชทายาทให้รอไปก่อน ข้ายังไม่อยากรีบร้อนตัดสินใจ สิ่งสำคัญที่สุดของข้าตอนนี้คือความเป็นอยู่ของราษฎรและบ้านเมือง หวังว่าพวกท่านจะคิดเช่นเดียวกัน”

ไม่มีใครคัดค้านโต้แย้งอีก ทุกคนคุกเข่าลงกับพื้น กล่าวยกยอว่าเขาช่างปรีชาสามารถและน้อมรับพระบัญชา เขามองผ่านขุนนางด้านหน้าไปยังจ้านหลิวเจ้าเมืองหลวนซางซึ่งเป็นเมืองที่มีภูเขาล้อมลอบเดินทางยากลำบากกว่าจะไปถึง ครั้งนี้จ้านหลิวเดินทางผ่านหิมะมาเข้าเฝ้าเขา

“ใต้เท้าจ้าน”

จ้านหลิวก้าวอกมาจากแถว “พะยะค่ะฝ่าบาท”

“ข้ามีเรื่องจะหารือกับท่าน ไปพบข้าที่ตำหนักกุนชิง”

“พะยะค่ะฝ่าบาท”

“เอาในเมื่อไม่มีเรื่องอะไรแล้ว พวกท่านกลับไปได้แล้ว” เขาโบกมือให้ทุกคนออกไป

จ้านหลิวไปพบเขาตามคำบัญชา ทันทีที่ไปถึงศาลาริมหน้าตำหนักกุนชิงเขาก็ผายมือเชิญจ้านหลิวนั่งลงร่วมดื่มชากับเขา จ้านหลิวมีสีหน้าเกรงใจอย่างยิ่งแต่เพราะไม่อาจขัดพระบัญชาจึงยอมตาม แต่เมื่อไม่เห็นเขาเอ่ยปากเสียทีจ้านหลิวจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน

“ฝ่าบาทที่ทรงให้กระหม่อมเข้าเฝ้าในวันนี้ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเอ่อ..ฎีกาที่กระหม่อมถวาย...”

จ้านหลิวต้องการกำลังทหารไปช่วยปราบโจรภูเขาที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับคนผ่านทางในเมืองหลวนซาง เขาตั้งใจแล้วว่าจะมอบให้ตามคำขอ “เรื่องฎีกาท่านข้าไม่ต้องห่วง ข้าได้สั่งการไปแล้วให้เตรียมกำลังหนึ่งร้อยคนไปจัดการโจรภูเขาเหล่านั้นให้สิ้น แต่นอกจากเรื่องนี้บังเอิญข้าได้ยินเรื่องน่าสนใจของท่านมาเรื่องหนึ่งอยากท่านให้ท่านเล่าให้ฟัง”

จ้านหลิวมีสีหน้าแปลกใจ “เรื่องอะไรหรือพะยะค่ะ”

“เรื่องลูกสาวของท่าน ข้าได้ยินว่าท่านสูญเสียนางไปเมื่อนานมาแล้วในตอนที่ท่านออกเดินทางไปเป็นเจ้าเมืองทางเขตตะวันตก”

สีหน้าแปลกใจของจ้านหลิวเปลี่ยนเป็นเศร้าหมอง เขายกมือลูบหนวดเคราไปมา ดวงตาเหม่อลอยไปไกล “พะยะค่ะ กระหม่อมได้สูญเสียบุตรสาวเพียงคนเดียวไป เหตุการณ์ครั้งนั้นยังจำได้ไม่ลืม แต่...ไม่ทราบเหตุใดฝ่าบาทจึงสนใจเรื่องนี้”

เขาเตรียมคำตอบไว้อยู่แล้ว “เพราะท่านเป็นขุนนางที่ภักดีใส่ใจราษฎร ข้าอยากรู้จักภูมิหลังของขุนนางเช่นท่านให้มากขึ้นก็เท่านั้น ท่านอย่าได้กังวลไปเลย”

เขายิ้มยกมือลูบหนวด “ฝ่าบาทยกยอเกินไปแล้วพะยะค่ะ”

เขาไม่ได้ชมเกินไป จ้านหลิวเป็นขุนนางตงฉินคนหนึ่ง “เกิดอะไรขึ้นกับนาง?

จ้านหลิวเริ่มต้นเล่าสิ่งที่เขาอยากรู้ให้ฟัง “อย่างที่ฝ่าบาททรงทราบมา ครั้งนั้นกระหม่อมและครอบครัวเดินทางจากเมืองตงจินไปเมืองต๋าฝูเขตตะวันตก ระหว่างทางโจรภูเขาบุกเข้าปล้นพวกเราทำให้อี้เหมยบุตรสาวกระหม่อมซึ่งตอนนั้นอายุเพียงสองขวบ นางและพี่เลี้ยงหล่นลงแม่น้ำและหายไปต่อหน้าต่อตาพวกเรา จนถึงวันนี้กระหม่อมยังจำภาพนั้นได้ติดตา กระหม่อมและทุกคนพยายามค้นหานางกับพี่เลี้ยงคนนั้น แต่ทำอย่างไรก็หาคนทั้งสองไม่พบ ในที่สุดเราก็ถอดใจคิดว่าพวกเขาคงจากไปแล้ว”

เขารู้สึกเห็นใจจ้านหลิวที่ต้องสูญเสียบุตรสาวไป แต่ที่เขาเรียกจ้านหลิวมาถามไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆกับความเห็นใจ “ก่อนนางพรากจากท่านและภรรยา นางมีสิ่งใดติดตัวไปบ้าง?

จ้านหลิวทำหน้าขบคิด “นางมีป้ายหยกเล็กๆที่ภรรยากระหม่อมมอบให้ติดตัวพะยะค่ะ เราไม่พบทั้งป้ายหยกและตัวนาง”

“ป้ายหยกที่ท่านเอ่ยถึงมีลักษณะเช่นไร”

จ้านหลิวอธิบายกับเขาว่าป้ายหยกนั้นมีลักษณะเป็นวงกลมสลักเป็นรูปหงส์งดงามที่กำลังสยายปีก หงส์สยายปีกเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลภรรยาเขา

“เรื่องบุตรสาวของท่านเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ แต่ท่านแน่ใจหรือว่านางจากไปแล้วจริงๆ”

จ้านหลิวพยักหน้า “พะยะค่ะ กระหม่อมกับทุกๆคนได้ค้นหาอยู่นาน แต่ไม่พบแม้แต่ร่างของพวกนาง”

เขารินชาหอมกรุ่นใส่ถ้วยเลื่อนไปทางจ้านหลิว กล่าวเบาๆว่า “ตราบใดที่ยังไม่พบศพก็ยังไม่อาจแน่ใจมิใช่หรือ”

แม้จ้านหลิวจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธคำของฮ่องเต้เช่นเขา “บางทีอาจเป็นเช่นนั้นพะยะค่ะ”

“ดี ข้าเชื่อว่าไม่หมดหวังย่อมมีหวัง สักวันท่านอาจได้พบบุตรสาวของท่านที่หายไป ดื่มชาเถิดก่อนจะเย็นชืดเสียก่อน”

ครั้งนั้นจ้านหลิวกลับไปด้วยความมึนงง ในใจเขาเฝ้าสงสัยว่าเหตุใดฮ่องเต้จึงทรงให้ความสนใจกับเรื่องราวของบุตรสาวของที่หายไป เขาไม่ภายในพระทัยฮ่องเต้กำลังคิดสิ่งใดอยู่?

 


ปีนั้นมีจัดสอบจอหงวนเพื่อค้นหาผู้มีความสามารถเข้ามารับใช้ราชสำนัก มีผู้เข้าสอบคัดเลือกมากมายแต่ท้ายที่สุดก็ได้มาสองคน ในสองคนนี้มีเหยียนจวิ้น บัณฑิตหนุ่มฐานะยากจนแต่มีความสามารถสอบได้เป็นจอหงวนอันดับหนึ่ง ส่วนอันดับสองตกเป็นของบุตรชายคนเล็กของอัครมหาเสนาบดีนามว่าหลี่ผิง

มีคนบอกว่าหลี่ผิงนั้นแตกต่างจากทุกคนในตระกูลหลี่ที่มีความทะเยอทะยานในสายเลือด บิดาเขาเป็นอัครมหาเสนาบดีผู้ทรงอิทธิพล พี่สาวเป็นถึงฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ควบคุมวังหลัง ตัวหลี่ผิงเองเป็นคนมีความสามารถแต่ไม่คิดจะใช้เส้นสายเพื่อก้าวเข้าสู่ตำแหน่งขุนนาง เขาจึงเข้าสอบคัดเลือกเพื่อเป็นจอหงวน แม้จะไม่ได้อันดับหนึ่งอย่าที่หวังไว้แต่อันดับสองก็จะได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางเช่นกัน

ลำดับชั้นขุนนางในราชสำนักมีเจ็ดลำดับ ลำดับสี่ถึงเจ็ดเป็นขุนนางระดับล่าง ส่วนลำดับหนึ่งถึงสามเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่รับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่อัครมหาเสนาบดี อัครเสนาบดีและเสนาบดีกรมต่างๆ การที่ขุนนางระดับล่างจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นขุนนางระดับนี้ต้องใช้ความสามารถและสร้างความชอบมากมาย ไม่ง่ายที่ใครๆจะทำได้หากไม่มีคนในตระกูลและเส้นสายที่ดีพอ คนธรรมดาทั่วไปมากที่สุดก็เป็นได้เพียงขุนนางขั้นสี่ ไหนเลยจะก้าวสู่ตำแหน่งขุนนางขั้นสาม ถึงมีก็น้อยนัก มีแต่การสอบจอหงวนเท่านั้นที่จะเปิดโอกาสให้ได้เลื่อนฐานะได้เร็วกว่าขุนนางระดับล่างทั่วไป เพราะหากได้ตำแหน่งจอหงวนอันดับหนึ่งก็จะได้รับแต่งตั้งเป็นถึงขุนนางขั้นสี่ ส่วนจอหงวนอันดับสองจะได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางขั้นห้า ทั้งสองมีโอกาสสร้างความดีความชอบเพื่อยกฐานะตนเองมากกว่าขุนนางระดับล่างคนอื่น

 

ภายในตำหนักทรงงาน ต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้หลี่ผิงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าพระองค์ คนที่คุกเข่าอยู่ข้างกายเขาคือเหยียนจวิ้นชายที่สอบได้เป็นจอหงวนอันดับหนึ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองได้เข้าเฝ้าหลังผ่านการคัดเลือกเมื่อหลายวันก่อน

“ฝ่าบาทนี่คือคนทั้งสองที่ผ่านการสอบคัดเลือกเป็นจอหงวนอันดับหนึ่งและอันดับสองพะยะค่ะ” หลวนหลางชุนเสนาบดีกรมพิธีการแนะนำทั้งสองต่อหน้าพระพักตร์ วันนี้ฮ่องเต้จะแต่งตั้งพวกเขาเป็นขุนนางและมอบหมายหน้าที่ให้

เขากับเหยียนจวิ้นยกล่าวถวายพระพรฮ่องเต้ตามธรรมเนียมปฏิบัติอย่างนอบน้อม บิดาไม่เห็นด้วยที่เขาจะเข้าสอบจอหงวน ในฐานะอัครมหาเสนาบดีท่านสามารถทูลขอให้ฝ่าบาทแต่งตั้งเขาเป็นขุนนางได้ แต่เขาทราบว่าฮ่องเต้องค์นี้ไม่เหมือนองค์อื่น ทรงชื่นชมคนที่มีความสามารถอย่างแท้จริง เห็นได้จากเหล่าขุนนางอายุยังน้อยที่ใช้เส้นสายตระกูลเข้าเป็นขุนนาง แทบไม่มีใครก้าวผ่านตำแหน่งขุนนางระดับห้าได้เลยสักคน

“ลุกขึ้นได้แล้ว”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท”

ทั้งสองลุกขึ้นพร้อมกัน เขามองไปยังชายผู้ทรงอำนาจที่สุดบนแผ่นดิน ฮองเต้ประทับอยู่บนเก้าอี้ทรงงานตัวใหญ่และเก่าแก่ที่ถูกส่งต่อจากฮ่องเต้องค์แล้วองค์เล่า ทรงมีใบหน้านิ่งเฉยติดจะเย็นชายากจะอ่านความรู้สึกนึกคิด แต่ดวงตาที่มองมานั้นทำให้คนถูกมองรู้สึกร้อนๆหนาวๆ พระองค์สวมเสื้อคลุมสีแดงปักลายมังกรสีดำน่าเกรงขาม ส่วนชุดด้านในเป็นสีดำสนิท มังกรเป็นสัตว์สวรรค์ในตำนาน ฮ่องเต้มีฐานะเป็นโอรสสวรรค์ ฮองเฮาเปรียบดังคู่ครองของโอรสสวรรค์ ดังนั้นบนแผ่นดินจึงมีเพียงฮ่องเต้ ฮองเฮาและสายเลือดอันสูงส่งของฮ่องเต้เท่านั้นจึงมีสิทธิ์ใช้ภาพมังกรประดับบนเสื้อผ้าและเครื่องประดับ

เขามองอาภรณ์บนพระวรกายอีกครั้ง สีดำกับสีแดงตัดกันอย่างชัดเจนและทำให้พระองค์ดูราวกับเทพบนสวรรค์จริงๆ จนน่าตกใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เหยียนจวิ้นเข้าเฝ้าฮ่องเต้ แต่เขาเคยเข้าเฝ้าพระองค์แล้วสองสามครั้ง ครั้งแรกเมื่อตอนที่พี่สาวเข้าพิธีอภิเษกสมรสได้รับแต่งตั้งเป็นฮองเฮาและอีกสองคนในงานเลี้ยงพระราชทาน

เขาเหลือบมองไปข้างพระวรกายฮ่องเต้ คนละฝากกับจูกงกงยืนอยู่มีนางกำนัลคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น นางเป็นนางกำนัลที่มีใบหน้าหมดจดคนหนึ่งหรือว่าจะเป็นนางที่ทำให้พี่สาวเขาลำบากเมื่อไม่นานมานี้ แต่หลี่ผิงไม่ได้ขุ่นเคืองนางเช่นเดียวกับคนอื่นๆ รวมถึงไม่แปลกใจด้วยเช่นกันที่ฮ่องเต้ให้นางอยู่ข้างกาย นางเองก็มองเขากับเหยียนจวิ้นด้วยความสงสัยใคร่รู้เช่นกัน เพียงแต่นางดูจะให้ความสนใจเหยียนจวิ้นมากกว่าเขาเล็กน้อยก็เท่านั้น

ฮองเต้ไม่ได้กล่าวสิ่งใดกับเขาเป็นพิเศษมากกว่าเหยียนจวิ้น มีสิ่งหนึ่งที่เขาทราบคือความสัมพันธ์ระหว่างบิดาและฮ่องเต้ไม่ราบรื่นนัก นี่คือสิ่งที่ต้องยอมรับเมื่อคนเรามีอำนาจมากเกินไปในฐานะขุนนาง ไม่แปลกที่ฮ่องเต้จะหวาดระแวงคนตระกูลหลี่จนทำให้พี่สาวของเขาในฐานะฮองเฮาไม่เป็นที่โปรดปรานตามไปด้วย ยิ่งนางไม่มีโอรสให้ฮ่องเต้นางก็ยิ่งกดดันไร้ความสุข ยิ่งสนมคนอื่นเป็นที่โปรดปรานและให้กำเนิดองค์ชาย นางก็ยิ่งทุกข์ร้อนในใจจนพลอยทำให้บิดาเขาทุกข์ร้อนตามไปด้วย คนเรายิ่งป่ายปีนขึ้นสูงเท่าใดก็ยิ่งหนาวเหน็บมากเท่านั้น คำๆ นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล

“ข้าทราบมาว่าเจ้าเดินทางมาไกลนับพันลี้กว่าจะมาถึงเมืองหลวง” ฮองเต้ทรงกล่าวกับเหยียนจวิ้น

“พะยะค่ะฝ่าบาท”

“บอกข้าสิ เหตุใดเจ้าจึงอยากเป็นขุนนางรับใช้ราชสำนัก”

เหยียนจวิ้นบอกไปตามตรงเหมือนกับที่เคยบอกเขาระหว่างทั้งสองพบกันก่อนเข้าเฝ้า “ฝ่าบาทกระหม่อมขอกราบทูลตามตรง เหตุผลข้อแรกที่กระหม่อมอยากเป็นขุนนางนั้นเพราะฐานะทางบ้านกระหม่อมยากจนข้นแค้นแสนสาหัส บิดากระหม่อมล้มป่วยมาหลายปี มารดากระหม่อมต้องแบกรับภาระทุกอย่างในบ้าน นอกจากนี้ครอบครัวเรายังมีคนอาศัยอยู่อีกหลายคนหลายปากท้องต้องเลี้ยงดู สิ่งเดียวที่จะพอยกฐานะของคนในครอบครัวให้สุขสบายได้จึงมีเพียงการเป็นขุนนางให้ได้ แต่การเป็นขุนนางนั้นไม่ง่าย การสอบจอหงวนเป็นทางเดียวที่ทำได้ กระหม่อมจึงได้พยายามสอบจนผ่านพะยะค่ะ”

ฮ่องเต้มีสีหน้าพอพระทัยเงียบๆ “เจ้าเป็นคนมีความมุ่งมั่นและมีความยากลำบากรวมถึงแรงสนับสนุนจากครอบครัวคอยผลักดัน นับว่าไม่เสียแรงที่สอบได้เป็นถึงจอหงวนอันดับหนึ่ง” จากนั้นจึงหันมาถามเขา “แล้วเจ้าล่ะ เจ้าเป็นคนตระกูลหลี่ เจ้าไม่จำเป็นต้องสอบจอหงวนก็สามารถเป็นขุนนางได้ เส้นทางการเป็นขุนนางของเจ้าหากเทียบกับเขานับว่าง่ายดายราวพลิกฝ่าบาท เหตุใดจึงมาสอบจอหงวน”

“ทูลฝ่าบาทแม้เกิดในตระกูลหลี่ก็จริง แต่กระหม่อมต้องการลิขิตเส้นทางชีวิตตนเองในการรับใช้ฝ่าบาทและราชสำนักพะยะค่ะ”

ฮ่องเต้ปรายตามองเขา ทรงกล่าวช้าๆ “ดี แล้วข้าจะรอดูเส้นทางที่เจ้าเลือกเดิน แน่นอนหากคนเราสามารถคงไว้ซึ่งความตั้งใจย่อมสำเร็จสมหวัง แต่หากความตั้งใจนั้นไม่หนักแน่นมากพอก็จะสร้างหายนะให้กับตนเองในที่สุด”

หลี่ผิงน้อมรับพระบัญชาแม้ไม่แน่ใจว่านี่เป็นคำอวยพรหรือคำเตือนก็ตาม

จากนั้นฮ่องเต้กับเขาและเหยียนจวิ้น “ในฐานะจอหงวนอันดับหนึ่งและอันดับสองพวกเจ้าทั้งสองล้วนเป็นผู้มีความสามารถ บ้านเมืองต้องการคนเช่นนี้เข้ามาเป็นขุนนาง ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะจงรักภักดีต่อราชสำนัก เอาใจใส่ดูแลราษฎรปฏิบัติหน้าที่ในฐานะขุนนางแห่งราชสำนักอย่างสุดความสามารถ...” พระองค์พยักหน้าให้หัวหน้าขันทีที่ยืนรออยู่ใกล้ๆ “ประกาศราชโองการได้แล้ว”  

หัวหน้าขันทีถือราชโองการก้าวออกมาประกาศด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เหยียนจวิ้น หลี่ผิงคุกเข่ารับราชโองการ...” จูกงกงประกาศราชโองการแต่งตั้งเหยียนจวิ้นเป็นขุนนางขั้นสี่และเขาได้รับตำแหน่งขุนนางขั้นห้า

ในฐานะคนตระกูลหลี่เขาทราบดีฐานะขุนนางขั้นห้าช่างแสนต่ำต้อย แต่ในฐานะคนที่อยากจะพิสูจน์ตนเองต่อฮ่องเต้และก้าวออกจากเงาตระกูลแล้วมันช่างยิ่งใหญ่นัก

 


มี่หมินมองดูคุณชายทั้งสองที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางด้วยความสนใจ คนหนึ่งมาจากตระกูลใหญ่เป็นชนชั้นสูงเป็นถึงบุตรชายคนเล็กของอัครมหาเสนาบดีและเป็นน้องชายฮองเฮา ส่วนอีกครั้งเป็นเพียงบัณฑิตยากไร้แต่เปี่ยมด้วยความสามารถ พวกเขาอาจจะแตกต่างด้วยฐานะ แต่มีความคล้ายคลึงอยู่หนึ่งอย่าง ทั้งสองต่างก็ต้องแบกรับภาระและความหวังของครอบครัวเอาไว้เต็มบ่า

เหยียนจวิ้นนั้นยากจนยิ่งนัก ไม่ง่ายเลยที่เขาจะสามารถศึกษาตำราจนสอบได้เป็นจอหงวนอันดับหนึ่ง หลี่ผิงเป็นบุตรชายอัครมหาเสนาบดี ไม่ง่ายเลยที่จะออกจากร่มเงาของบิดาและพี่สาว เขาแน่นอนย่อมถูกฮ่องเต้จับตามอง ถูกกดดันจากคนในตระกูล และถูกบีบคั้นด้วยเหตุผลอีกมากมาย อย่างที่ฮ่องเต้บอกกับเขา หากเขาตั้งใจจะรับใช้ราชสำนักจริงก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่หากเขาไม่หนักแน่นพอ ท้ายที่สุดตกเป็นเครื่องมือให้กับคนในตระกูลไม่ต่างจากคนอื่น  

ในฐานะคนที่เคยเผชิญชะตากรรมที่ยากลำบากนางอดเอาใจช่วยเหยียนจวิ้นไม่ได้ ในฐานะข้ารับใช้ข้างกายฮ่องเต้ นางอดไม่ได้เช่นกันที่อยากจะเห็นพระองค์มีขุนนางที่ซื่อสัตย์ภักดีและหาญกล้าเช่นหลี่ผิงเคียงข้างบัลลังก์ ฮ่องเต้คือเจ้าชีวิตของทุกคนบนแผ่นดิน ทั้งยังฉลาดเฉลียวการที่หลี่ผิงจะพิสูจน์ตนเองต่อพระองค์นั้นคงต้องใช้เวลา

 


เฟยหลงรู้ว่ามี่หมินกำลังมองชายทั้งสองอยู่นับตั้งแต่พวกเขาก้าวเขามา เขาไม่อยากรู้สิ่งใดกับคนทั้งสองอีก อยากรู้เพียงว่าในใจนางคิดอย่างไร

นางดูจะให้ความสนใจกับเหยียนจวิ้นมากกว่าหลี่ผิง นางเป็นคนฉลาดแต่มักคิดอะไรแตกต่างจากคนอื่นอย่างเช่นกรณีนี้เป็นต้น เหยียนจวิ้นมีความสามารถฉลาดปราดเปรื่องเป็นจอหงวนอันดับหนึ่งก็จริงแต่เขามีฐานะยากจน คงต้องใช้เวลาหลายปีและสร้างความดีความชอบชนิดพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินเขาจึงจะยกฐานะได้เทียบเท่าคนตระกูลหลี่ที่รับใช้ราชสำนักมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี นางรู้สึกชื่นชมเหยียนจวิ้นมากกว่าหลี่ผิง คนอื่นอาจคิดว่านางประหลาดแต่เขาคิดว่าเมื่อเป็นมี่หมิน เรื่องนี้ย่อมไม่เหนือความคาดหมาย

เขาอนุญาตให้นางชื่นชมความสามารถเหยียนจวิ้นได้ แต่ไม่อนุญาตให้นางคิดกับชายคนนี้มากไปกว่านั้นและถ้านางขอให้เขาเป็นพ่อสื่อให้เหมือนที่เคยเกริ่นกับเขาไว้เมื่อหลายวันก่อน เขาจะขังนาง!

จูกงกงอ่านราชโองการเสร็จ เหยียนจวิ้นกับหลี่ผิงรับราชโองการและรอฟังคำสั่งเขา

“ข้าหวังว่าในฐานะขุนนางแห่งราชสำนักพวกเจ้าจะเป็นขุนนางที่ดีและไม่ทำให้ข้าผิดหวัง” เขาแต่งตั้งให้เหยียนจวิ้นเป็นผู้ช่วยเจ้าเมืองหวงเมืองที่อยู่ใกล้บ้านเกิดเขาเพื่อที่เขาจะได้ดูแลครอบครัวได้ ส่วนหลี่ผิงเขาแต่งตั้งให้ประจำในกรมยุติธรรมซึ่งจะดูแลด้านบันทึกของกฏหมายต่างๆ ไม่สามารถเข้าไปยุ่งกับการพิจารณาคดีของศาลใดได้และด้วยตำแหน่งขุนนางขั้นห้าของหลี่ผิง หากเขาต้องการเลื่อนตำแหน่งเขาจะต้องพยายามมากกว่าเหยียนจวิ้นหลายเท่า!

เนื่องจากอยากทำความรู้จักขุนนางทั้งสองให้มากขึ้น เขาจึงเอ่ยปาก “พรุ่งนี้ข้าจะออกไปล่าสัตว์ อยากให้พวกเจ้าสองคนเข้าร่วมขบวนล่าสัตว์ด้วย”

“ฝ่าบาททรงมีพระเมตตา ขอบพระทัยพะยะค่ะ” ทั้งสองแทบจะเอ่ยพร้อมกัน

“ดี” จากนั้นเขาจึงโบกมือ

พวกเขาทั้งสองทูลลาและกลับไป

เขาหันไปถามมี่หมิน “เจ้าคิดอย่างไรกับพวกเขาบ้าง”

“พวกเขาเป็นขุนนางของฝ่าบาทและล้วนมีความสามารถโดดเด่นทั้งคู่ สำคัญด้วยหรือเพคะว่าหม่อมฉันคิดอย่างไร”

“ข้าไม่ได้หมายถึงในฐานะขุนนาง”

“เอ๋?” นางทำหน้าประหลาดใจอย่างแท้จริง “หากมิใช่ในฐานะขุนนาง ฝ่าบาททรงหมายถึงในฐานะใดหรือเพคะ”

เฟยหลงตัดสินใจจะไม่ชี้โพรงให้กระรอกซื่อๆ ตัวนี้ “ไม่มีอะไร ข้าแค่ถามดูเท่านั้น พรุ่งนี้เจ้าจะไปล่าสัตว์กับข้าแต่ดูเหมือนเจ้ายังไม่มีชุดที่เหมาะสมเลยสักชุด” แม้ว่านางจะได้ครอบครองเสื้อคลุมเขาแล้วถึงสองชุดและเขาไม่ได้ทวงกลับคืน

นางก้มหน้าหลบตาเขา “หากฝ่าบาททรงเห็นว่าหม่อมฉันไม่เหมาะจะออกไปล่าสัตว์กับฝ่าบาท...”

เขาไม่พูดมากแต่หันไปสบตาจูกงกง ไม่นานนักจูกงกงก็นำชุดที่เตรียมไว้ในกล่องออกมาส่งให้นาง พร้อมบอกกล่าว

“นี่เป็นเสื้อคลุมที่ฝ่าบาทพระราชทานให้เจ้า วันพรุ่งนี้ขอให้เจ้าสวมเสื้อคลุมตัวนี้ร่วมเสด็จไปล่าสัตว์นอกวังกับขบวนเสด็จ”

นางรับกล่องไปถือไว้ ทั้งแปลกใจและดีใจในคราเดียวกัน ยื่นนิ่งอยู่เช่นนั้นจนจูกงกงต้องเตือนนาง

“เจ้ายังไม่รีบคุกเข่าขอบพระทัยฝ่าบาทอีก”

นางทำตามคำแนะนำจูกงกง คุกเข่าลง “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตาเพคะ”

 

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.253K ครั้ง

3,750 ความคิดเห็น

  1. #2481 popeye1a (@popeye1a) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2562 / 21:02
    มี่หมินใช่มั้ย เอ้ะๆ
    #2481
    0
  2. #2302 Baby.Aimer' (@santa-nutwara) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2562 / 19:25
    หรือว่านางจะเป็นลูกขุนนางคนนั้น!?
    #2302
    0
  3. #1834 kulchari (@kulchari) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2562 / 23:05
    ฮ่องเต้จะทำให้นางกลายเป็นลูกขุนนางที่ลูกตายสินะ
    #1834
    0
  4. #1826 Princess@My id (@My-Princess123) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2562 / 19:50
    มี่หมินต้องเป็นลูกขุนนางเเละขึ้นเปนฮองเฮา5555
    #1826
    0
  5. #1797 ks9462 (@ks9462) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 18:00
    เคยได้ยินแต่คำว่า ตำแหน่ง "จอหงวน" ค่ะ
    #1797
    0
  6. #1761 T--dZ (@lllvioletlll) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 10:31

    อ่านได้เรื่อยๆจริงๆเรื่องนี้


    รอลุ้นให้น้องหมี่โตไวๆ

    #1761
    0
  7. #1141 ฉันก็เดาเอาทั้งนั้นแหละ (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 01:06

    น้องมี่มีหยกล่ะก็เป็นลูกพ่อจ้านชัว ฟันธง!!!!!!

    #1141
    0
  8. #1140 NRAI (@NRAI) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 00:48

    ทั้งสองคนอาจมีความสำคัญใอนาคต....งึมงำ~

    #1140
    0
  9. #1056 xวาuxวาu (@mojikiss) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 16:14

    เฮียเต้ 55555
    #1056
    0
  10. #998 PPIMMEME (@PPIMMEME) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 19:56
    มีการจะขังน้องไว้ด้วยอะ หวงก็บอกกก
    #998
    0
  11. #914 F. sugarchan (@slp9011) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 22:21
    อี้เหมยคือมี่เมินชัวร์ #เพิ่งอ่าน
    #914
    0
  12. #810 แพนด้า (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 23:20

    ใให้นางเข้มแข็งขึ้นเพื่อตัวเอง

    #810
    0
  13. #724 Yoky_boo (@Yoky_boo) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 19:14
    เขียนยังมีคำขาดบ้างเกินบ้างนะคะ แต่สนุกมากๆ
    #724
    0
  14. #391 Whanzaaaa (@Whanzaaaa) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 21:47
    ขอโทษที่ไม่ได้คอมเมนท์เลย มาถึงตอนนี้ รู้สึกชอบเรื่องนี้ที่มีการชิงไหวชิงพริบ พลาดบ้าง สำเร็จบ้าง แต่ก็อดสงสารมี่หมินไม่ได้ หวังชีวิตสงบ แต่ดันโดนใจฮ่องเต้ซะแล้ว อยากรู้ว่ามี่หมินจะเปลี่ยนเป็นคนที่เข้มแข็งได้มั้ย
    #391
    0
  15. #362 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 11:43
    สงสารคนดีใจได้เสื้อผ้าใหม่ 5555
    #362
    0
  16. #291 Alienonplanet🌙🌎 (@numalangpor) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 04:52
    ทรงเตรียมกรุยทางแล้ววว
    #291
    0
  17. #79 vviiwwyy (@vviiwwyy) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 20:43
    ลูกขุนนางเรอน้องงง
    #79
    0
  18. #68 susu@dcvc (@260939) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 / 15:09
    ถ้ามี่หมินไม่ได้เป็นลูกที่พลัดพลาดของหลิวจ้าน นี่คิดว่าที่ฮ่องเต้ถามอย่างนี้ คือจะสร้างฐานะให้มี่หมินนะ แบบวางแผนสร้างหลักฐานว่าน้องคือลูกที่หายไปของหลิวจ้านไรงี้
    #68
    1
    • #68-1 (@sarok147) (จากตอนที่ 31)
      12 พฤษภาคม 2562 / 10:12
      ฮุๆๆๆๆๆ
      #68-1
  19. #38 9peony (@9peony) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 24 เมษายน 2562 / 16:38
    ขอเดาว่าน้องมี่ เป็นลูกสาวที่พลัดพรากของใต้เท้าจ้าน ใช่ปะ
    #38
    0