สายลมนิรันดร์ (ตีพิมพ์ B2S)

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1 ชายผู้อ้างว้างและขมขื่น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 31130
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2153 ครั้ง
    21 มิ.ย. 62

 

ตอนที่ 1 ชายผู้อ้างว้างและขมขื่น



 

“วันนี้เป็นวันคล้ายวันประสูติของชางกุ้ยเฟย แม้ไม่อาจจัดงานใหญ่โตเท่าวันประสูติของฮองเฮา แต่ข้าได้ยินคนจากตำหนักพระสนมเอกเล่าว่าฝ่าบาทพระราชทานของขวัญให้พระสนมและองค์ชายมากมาย สมแล้วที่นางเป็นสนมที่ฝ่าบาททรงโปรดที่สุด”

“ข้าได้ยินมาว่าในเร็วๆ นี้ฝ่าบาทอาจแต่งตั้งโอรสของกุ้ยเฟยให้เป็นรัชทายาท ไม่ทราบว่าจะจริงหรือไม่”

“ก็ไม่แน่ในเมื่อฮองเฮาไม่มีโอรส อีกทั้งกุ้ยเฟยก็เป็นถึงพระสนมเอก โอรสของนางย่อมมีสิทธิ์ขึ้นเป็นรัชทายาท”

“แต่ชาติกำเนิดของนางเป็นเพียงลูกพ่อค้าคนหนึ่ง ไหนเลยจะสู้ฮองเฮาหรือสนมคนอื่น”

“ชาติกำเนิดนางต่ำต้อยหรือไม่ตอนนี้นางก็เป็นถึงกุ้ยเฟยแล้ว เจ้าคิดหรือว่าเรื่องนั้นจะยังมีความหมายอยู่อีก?

บทสนทนาของนางกำนัลที่เดินผ่านตำหนักพระสนมซือเสียนทั้งสองค่อยๆ เงียบหายไปจนมี่หมินจับใจความไม่ได้ นางลดไม้กวาดในมือลงบนพื้น บรรจงปาดเหงื่อที่ซึมออกมาตามหน้าผาก เงยหน้ามองท้องฟ้าอันแสนสดใสแล้วถอนใจออกมาแผ่วเบา

นางอยู่ที่นี่มาหนึ่งปีแล้ว...หนึ่งปีที่นางเข้ามาอยู่ในวังหลวงในฐานะสาวใช้ของพระสนมตามที่นางได้รับมอบหมายจากฮูหยิน หนึ่งปีที่ผ่านมาในสถานที่อันแสนน่ากลัวที่ฉาบเคลือบไว้ด้วยความงดงามหรูหราทำให้นางทราบเรื่องราวมากมาย

อย่างแรกคือคุณหนูของนางพระสนมซือเสียนนั้นเป็นหนึ่งในบรรดาสนมที่ฮ่องเต้ละเลยอย่างแท้จริง นางมาอยู่ที่ตำหนักหลังเล็กของพระสนมได้สองปี แต่ไม่เคยเป็นฮ่องเต้เสด็จมาที่นี่เลยสักครั้งเดียว หนิงลี่นางกำนัลของพระสนมบอกกับนางว่าตอนเข้าวังครั้งแรกฮ่องเต้เคยเสด็จมาที่ตำหนักสองครั้ง ไม่ทราบเพราะเหตุใดหลังจากนั้นไม่เคยเสด็จมาอีก อาจเพราะพระสนมปรนนิบัติฝ่าบาทได้ไม่เป็นที่พอพระทัย หรืออาจเพราะมีสนมอีกมากมายให้ชื่นชม

พอฮ่องเต้ไม่ทรงโปรด เหล่าข้ารับใช้ก็พลอยละเลยพระสนมราวกับไม่มีตัวตน ทั้งอาหารและความเป็นอยู่ล้วนไม่ดีไปกว่านางกำนัลทั่วไป ตำหนักหลังนี้มีนางกำนัลเพียงคนเดียวคอยดูแลความเรียบร้อยซึ่งก็คือหนิงลี่ ทำให้เมื่อเข้าวังมี่หมินต้องทำหน้าที่คอยปัดกวาดเช็ดถูรอบๆ ตำหนักไปด้วย ชีวิตความเป็นอยู่ของไฉหนวี่ช่างแตกต่างจากพระสนมคนอื่นที่ฮ่องเต้โปรดปรานยิ่งนัก

อย่างที่สองคือการต่อสู้ชิงดีชิงเด่นเพื่อจะได้เป็นคนโปรดของฮ่องเต้นั้นช่างน่ากลัวเหลือเหลือเกิน นางได้ยินมาว่าพระสนมทุกพระองค์ที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ล้วนมาจากตระกูลขุนนางใหญ่หรือองค์หญิงต่างแคว้นที่มีความสำคัญ ทุกพระองค์มีความสามารถรอบด้าน อ่อนหวานงดงามไร้ที่ติ หากเทียบแล้วคุณหนูของนางเป็นเพียงตระกูลขุนนางเล็กๆ ไม่แปลกหากฮ่องเต้จะทรงละเลยไม่ใส่ใจ

อย่างที่สามคือแม้จะอยู่ในวังมานานนับปี นางก็ไม่ทราบว่าฮ่องเต้มีรูปร่างหน้าตาเช่นไร เป็นชายแบบไหน เพราะไม่เคยเข้าเฝ้าเลยสักครั้ง ไม่แม้แต่มองเห็นไกลๆ ทราบจากคำบอกเล่าของนางกำนัลคนอื่นว่าฮ่องเต้เป็นชายทรงอำนาจที่รูปงามดุจเทพบนสวรรค์ เป็นนักปกครองชั้นยอด ฉลาดเฉลียวหาตัวจับยาก ขุนนางน้อยใหญ่ล้วนให้ความเคารพยำเกรงในอำนาจและสติปัญญาอันเฉียบแหลมของพระองค์ แต่มีบางคนกระซิบกระซาบว่าฝ่าบาทเป็นชายที่ห่างเหินและไว้ตัวอย่างยิ่ง!

นางไม่แปลกใจเรื่องนั้น ฮ่องเต้ถูกเลี้ยงดูมาเพื่อเป็นฮ่องเต้ตั้งแต่เยาว์วัย ขึ้นเป็นฮ่องเต้ตั้งแต่อายุเพียงสิบสี่ปี ผ่านมาสิบกว่าปีแล้วนับแต่ทรงครองราชย์ หากจะทรงเย่อหยิ่งไว้ตัวต่อคนทั่วไปจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด

นางอยู่ที่นี่มาหนึ่งปีแล้ว เมื่อใดหนอจึงจะได้ออกไป มี่หมินเผลอยกมือแตะกำไลข้อมือเล็กๆ ที่หลวนเฉิงมอบให้ เขาให้สาวใช้ที่บ้านนายท่านส่งมาให้นางพร้อมจดหมายซึ่งมีข้อความสั้นๆ ว่า

“ข้าจะรอเจ้ากลับมาเดินหมากของเราอีกครั้ง นานเท่าใดก็รอ”                                     

แม้จะผ่านมาหนึ่งปีแต่สุขภาพพระสนมนั้นยังคงอ่อนแอ เป็นพราะที่ผ่านมาถูกละเลย เจ็บป่วยแล้วไม่ได้รับการรักษาให้หาย นางจึงต้องอยู่ที่นี่ต่อ ไม่ทราบว่าอีกนานเพียงใดจึงจะได้ออกไป

“มี่หมิน...เจ้าใจลอยไปถึงไหนแล้ว ข้าเรียกเจ้าตั้งนาน”

มี่หมินสะดุ้งหันขวับไปหาหนิงลี่ “พี่ลี่ท่านนั่นเอง ข้าตกใจแทบแย่นึกว่าใคร”

หนิงลี่หรือพี่ลี่มองไปรอบๆ “ในตำหนักนอกจากพระสนมก็มีข้ากับเจ้า ยังจะมีใครอีก”

นางยิ้ม “นั่นสินะ พระสนมบรรทมแล้วหรือ?

“ใช่ บรรทมหลับไปแล้ว ข้าจึงออกมาคุยกับเจ้านี่ไง”

นางลงมือกวาดลานต่อเงียบๆ พี่ลี่ทนไม่ไหวเป็นฝ่ายชวนคุยเหมือนทุกครั้ง “เจ้าได้ยินเรื่องกุ้ยเฟยหรือไม่?

“ข้าได้ยินแล้ว เรื่องที่เขาว่ากันว่าฝ่าบาทพระราชทานของขวัญให้กุ้ยเฟยมากมาย”

“ใช่ ฝ่าบาทพระราชทานของขวัญล้ำค่าให้กุ้ยเฟยทำให้ฮองเฮากับซูเฟยไม่พอใจ” พี่ลี่ยิ้ม “เจ้าคงพอจะทราบว่าฮองเฮาเป็นใหญ่ที่สุดในวังหลัง แต่กลับได้รับความโปรดปรานน้อยที่สุด นางคงรู้สึกเสียหน้ามากที่ฝ่าบาทให้ความสำคัญน้อยกว่ากุ้ยเฟยส่วนซูเฟยนั้น...”

ชื่อเสียงด้านร้ายๆของซูเฟยตระกูลมู่นั้นนำหน้าสนมคนอื่นมาแต่ไกล เนื่องจากนางเป็นถึงบุตรสาวคนเดียวของอัครเสนาบดี ดังนั้นฐานะนางจึงไม่ธรรมดา นอกจากนี้นางยังได้ชื่อว่างดงามล่มเมือง นางเป็นที่โปรดปรานนับแต่เข้าวัง ความโปรดปรานนางนั้นเคียงคู่มากับกุ้ยเฟย

พี่ลี่ตาเป็นประกายเดินไปนั่งบนขอบกระถางต้นไม้ “น่าอิจฉากุ้ยเฟยเหลือเกินมีฐานะเป็นถึงพระสนมเอกที่ฝ่าบาทโปรดปราน ทั้งยังประสูติองค์ชายใหญ่ให้กับฝ่าบาท เป็นองค์ชายเพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้” พูดจบพี่ลี่ก็ถอนใจ “น่าเสียดายที่พระสนมของเราไม่มีโอกาสเช่นนั้น หากพระสนมเป็นที่โปรดปรานเราสองคนคงโชคดีไปด้วย”

“ท่านอย่าพูดเรื่องนี้ให้พระสนมได้ยินเป็นอันขาด” นางเตือนด้วยสภาพจิตใจของพระสนมนั้นไม่สู้ดีนัก

พี่ลี่หน้าเสียลดเสียงลง “ข้าทราบแล้วเป็นข้าปากไม่ดีเอง อ้อ...วันนี้ตำหนักใหญ่จะมีงานเลี้ยงต้อนรับคณะทูตจากแคว้นเฉิน ไม่ทราบว่าครั้งนี้แคว้นเฉินจะเลียนแบบแคว้นเย่สร้างความดีความชอบส่งองค์หญิงมาถวายเป็นสนมของฝ่าบาทหรือไม่”

พี่ลี่เคยเล่าให้นางฟังว่าเมื่อสามปีก่อนแคว้นเย่สวามิภักดิ์กับฮ่องเต้และได้ส่งองค์หญิงมาถวายเป็นพระสนมวังหลัง ปัจจุบันองค์หญิงผู้นั้นมีฐานะเป็นเสียนเฟย นามสวีเจา พระสนมเอกขั้นสี่ผู้สูงส่ง หลังจากนั้นไม่นานเสียเฟยก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดองค์หญิงน้อย ฮ่องเต้ยินดีละเว้นบรรณาการให้แคว้นเย่ถึงสองปี นอกจากเสียนเฟยจะเป็นที่โปรดปรานยังถือว่าได้สร้างความดีความชอบให้บ้านเกิด หลายแคว้นจึงคิดเอาอย่างแคว้นเย่ หวังว่าองค์หญิงของตนจะเป็นที่พอพระทัย

“ข้าคิดคงจะไม่สามารถทำได้เพราะองค์หญิงแคว้นเฉินแต่งงานไปหมดแล้ว เหลือเพียงองค์หญิงที่อายุไม่ถึงห้าขวบอยู่สองคน”

พี่ลี่ทำหน้าแปลกใจ “เจ้าทราบเรื่องนี้ได้อย่างไร”

“ข้าได้ยินนางกำนัลตำหนักฮองเฮาคุยกันในอุทยาน”

มี่หมินเคยเห็นเสียนเฟยจากที่ไกลๆ ครั้งหนึ่งโดยบังเอิญ ในอุทยาน นางคิดว่าเสียนเฟยนั้นช่างดูเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวอย่างประหลาด  

พี่ลี่หัวเราะ “เจ้ามาอยู่หนึ่งปีตอนนี้เริ่มปรับตัวได้แล้วสินะ จำไว้ให้ดีนางกำนัลอย่างพวกเรานั้นต้องเปิดหูและตาให้กว้างไว้ หากไม่รับรู้สิ่งใดเลย นอกจากจะไม่สร้างประโยชน์แก่พระสนมที่เรารับใช้อยู่ยังอาจทำให้ตนเองเดือดร้อนตามไปด้วย”

มี่หมินเกือบถอนใจ นางไม่ทราบว่าควรดีใจหรือเสียใจที่บัดนี้กลายเป็นคนช่างสอดรู้สอดเห็น แต่หากปิดหูปิดตาไม่รับรู้เรื่องอะไรเลยเมื่ออยู่ที่นี่ก็ไม่อาจทำได้ ชีวิตในวังหลวงไม่เหมือนนอกวัง พลาดเพียงนิดทุกอย่างคงสูญสิ้น!

พี่ลี่พูดคุยเรื่องราวในวังอย่างออกรสอยู่นานก็เอ่ยขอตัวไปดูแลพระสนมในตำหนักด้วยเกรงว่าจะตื่นบรรทมและไม่พบใคร 

มี่หมินเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง...นับวันนับคืนรอวันที่จะได้ออกจากวังหลวงไปใช้ชีวิตนอกวัง แม้นางจะเป็นเพียงบ่าวรับใช้ แต่นายท่านกับฮูหยินและทุกคนที่บ้านตระกูลลี่ดีกับนางมาก ยังมีคำสัญญาของหลวนเฉิงที่นางเชื่อว่าเขาจะรักษาสัญญารอพบนาง

คืนนั้นก่อนเข้านอน พี่ลี่กระซิบกับนางว่า...

“คืนนี้ฮ่องเต้เลือกป้ายตำหนักเฉิงชุนของเสียนเฟย นานแล้วที่พระองค์ไม่ได้เสด็จไปประทับที่ตำหนักอื่นนอกจากตำหนักใหญ่”

“ฮ่องเต้อาจจะอยากใช้เวลาร่วมกับเสียนเฟยและองค์หญิงน้อย”

“นั่นก็ใช่...องค์หญิงน้อยน่ารักนัก เสียนเฟยโชคดียิ่งนักสามารถให้กำเนิดองค์หญิงกับฝ่าบาท ทั้งที่สนมคนอื่นไม่อาจทำได้ แต่...หากพูดถึงเรื่องนี้ คนที่น่าสงสารที่สุดคงเป็นเต๋อเฟย”

“เต๋อเฟย?

พี่ลี่ถอนใจเสียงดัง “เจ้าไม่ได้ยินหรือว่าพระสนมฮุ่ยเจินตั้งครรภ์กับฝ่าบาทแล้ว แต่นับตั้งแต่วันที่ฝ่าบาททรงทราบก็ไม่เคยเสด็จไปหานางที่ตำหนักอีกเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยโปรดปรานนางมากทีเดียว”

นางไม่ทราบเลย “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ เหตุใดฝ่าบาทจึงละเลยพระสนมที่กำลังตั้งครรภ์เช่นนี้?

พี่ลี่ทำตาดุใส่นาง “ห้ามเจ้าเอ่ยคำนี้อีกเด็ดขาด ห้ามบอกว่าฝ่าบาทละเลยพระสนม แม้ว่า...ช่างเถิด เอาเป็นว่าที่ข้าได้ยินมานั่นเพราะเต๋อเฟยเป็นคนตระกูลเสียนเป็นหลานสาวไทเฮา”

เสียนไทเฮา...พี่ลี่เคยบอกนางว่าฝ่าบาทกับไทเฮามีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน ก่อนฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ไทเฮากับตระกูลเสียนเคยกุมอำนาจแทนพระองค์อยู่หลายปี เมื่อฮ่องเต้ยึดอำนาจคืนไทเฮาจึงไม่พอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ในเมื่อเต๋อเฟยเป็นคนของไทเฮา ฮ่องเต้จึงอาจไม่พอใจนักที่พระสนมตั้งครรภ์

มี่หมินคิดนี่เป็นเรื่องประหลาด หากฮ่องเต้ไม่ต้องการให้เต๋อเฟยตั้งครรภ์ก็ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับนางตั้งแต่แรก ฮ่องเต้มีสนมมากมาย พระองค์น่าจะทราบดีว่าหากชายหญิงมีสัมพันธ์ลึกซึ้งจะเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง...ฝ่าบาทดูเหมือนเป็นคนปากอย่างใจอย่าง หรือเพราะความงามของเต๋อเฟยทำให้ไม่อาจหักห้ามใจ?

 


หลายวันต่อมาระหว่างมี่หมินกำลังกวาดลานหน้าตำหนัก  พี่ลี่ก็ประคองพระสนมออกมาหน้าตำหนัก นางรีบวางไม้กวาดก้มศีรษะลงเมื่อเห็นว่าพระสนมกำลังยืนอยู่ตรงหน้า “พระสนมหม่อมฉันไม่ทราบว่าเสด็จมา หม่อมฉัน...”

พระสนมยิ้มส่งให้นาง ใบหน้านั้นงดงามนักหากไม่ติดว่าซีดเซียวจนเกินไปเพราะความป่วยไข้ของร่างกาย “ช่างเถิด...เจ้ากวาดลานหน้าตำหนักอีกแล้วหรือ หมินเออร์เจ้าขยันเกินไปแล้วตำหนักหลังนี้ไม่จำเป็นต้องปัดกวาดทุกวัน ถึงอย่างไรนอกจากพวกเรากับขันทีที่คอยส่งอาหารก็ไม่มีใครมาอีก อย่าเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้เลย”

แววตางดงามของพระสนมฉายแววเศร้าลึกๆ ช่างน่าเสียดายที่ดอกไม้งดงามต้องมาโรยราอย่างเดียวดายในวังหลวง ก่อนถึงวัยอันควร หากอยู่นอกวังพระสนมจะเป็นสตรีที่มีบรรดาบุรุษมากมายต่างหมายปอง นางอาจพบชายที่คู่ควรแต่งงานสร้างครอบครัวอันแสบอบอุ่น มิใช่ถูกยกย่องในฐานะพระสนมแต่กลับไร้สิ้นความสุขไร้คนเหลียวแลจนน่าใจหายเช่นนี้

“ฮูหยินมักสั่งสอนหม่อมฉันเสมอว่าบ้านเรือนจะให้น่าอยู่ต้องปัดกวาดให้สะอาด ตำหนักพระสนมก็เช่นกันเพคะ”

“เจ้าเชื่อฟังคำสั่งสอนท่านแม่มาก มิน่านางจึงไว้ใจส่งเจ้ามาอยู่กับข้าที่นี่ การมีเจ้าอยู่ด้วยทำให้ข้าสบายใจขึ้นมาก”

“หม่อมฉันยินดีเพคะที่ทำให้พระสนมพอพระทัย”

ดวงตาพระสนมหลุบต่ำลง “พูดถึงท่านแม่ ข้าก็อดคิดถึงที่บ้านไม่ได้ ป่านนี้ไม่ทราบเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าเล่าคิดถึงหรือไม่?

“เพคะ หม่อมฉันคิดถึงที่นั่นเช่นกัน บ้านตระกูลลู่คือบ้านของหม่อมฉันเพคะ” นางหวังว่าจะมีคนคิดถึงนางเช่นกัน

“น่าเสียดายที่อาการป่วยข้ายังไม่สู้ดี หากข้าแข็งแรงกว่านี้จะให้เจ้ากลับไป แต่เจ้าไม่ต้องกังวลเมื่อใดที่เจ้ากลับออกไป ข้าจะขอให้ท่านพ่อท่านแม่มอบรางวัลให้เจ้าที่เสียสละมา...” พระสนมไอออกมาเบาๆ ก่อนจะรีบยกมือห้ามมือพี่ลี่ทำท่าจะเข้ามาประคอง

“พระสนมอากาศภายนอกหนาวเย็นนัก พระองค์เพิ่งหายประชวร กลับเข้าไปในตำหนักก่อนเถิดเพคะ” พี่ลี่เตือนด้วยความห่วงใย

“ข้าไม่เป็นไร...ข้าอยู่แต่ในตำหนักอุดอู้มาหลายวัน อยากออกมาสูดอากาศข้างนอกบ้าง ความจริงข้าตั้งใจจะไปชมดอกไม้ในอุทยาน ได้เห็นดอกไม้มีสีสันงดงามคงดีไม่น้อย”

นางมองชุดที่พระสนมสวมอยู่จึงอดออกปากเตือนไม่ได้ “จริงอย่างที่พี่ลี่ว่าอากาศข้างนอกหนาวเย็นเกินไป หากพระสนมจะเสด็จไปอุทยานควรสวมเสื้อผ้าให้หนากว่านี้เพคะ”

“นั่นสิเพคะ” พี่ลี่เห็นด้วย “ได้โปรดให้ให้หม่อมฉันไปหยิบเสื้อคลุมมาถวายด้วยเถิดเพคะ”

พระสนมถูกหว่านล้อมไม่หยุดจึงยอมตามใจ “เจ้าสองคนพูดเช่นนี้จะให้ข้าปฏิเสธอย่างไร ก็ได้ไปหยิบมาเถิด”

พี่ลี่กลับเข้าไปในตำหนักและกลับออกมาในเวลาไม่นานนัก ในมือมีเสื้อคลุมขนสัตว์สีม่วงอ่อนและดูงดงามและล้ำค่าติดมาด้วย นางจำได้พระสนมเคยบอกว่าเสื้อคลุมตัวนี้คือเสื้อคลุมพระราชทานจากฮ่องเต้หลังจากนางถวายตัวครั้งแรก สร้างความริษยาแก่บรรดาพระสนมคนอื่นไปทั่ววังหลัง แต่...เสื้อคลุมเพียงหนึ่งตัวมีค่าน้อยนิดนักสำหรับฮ่องเต้ผู้ เพราะมันมิได้บ่งบอกเลยว่าสตรีที่ได้รับจะมีฐานะมั่นคงหรือได้รับความเอาใจใส่ต่อไปอีกนานเพียงใด

มี่หมินคิดว่าฮ่องเต้ช่างเป็นชายที่เลือดเย็น!

พระสนมสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ ไล้มือไปตามเส้นขนอันหนานุ่มแล้วถอนใจออกมาแผ่วเบาด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความอาวรณ์ ก่อนจะส่งยิ้มให้นาง “เจ้าเองก็เลิกทำความสะอาดได้แล้ว เข้าไปในตำหนักเถิด”

นางก้มศีรษะ “เพคะ”

จากนั้นพระสนมก็ชวนพี่ลี่ออกเดิน ก่อนทั้งสองจะค่อยๆเดินออกจากประตูด้านหน้าของตำหนักจนกระทั่งลับหายไปในแนวกำแพง

มี่หมินเห็นว่าลานหน้าตำหนักหลังเล็กสะอาดดีแล้วจึงเก็บไม้กวาด เข้าไปทำความสะอาดในตำหนักต่อ ห้องพระสนมพี่ลี่คอยดูแลอยู่แล้ว นางจึงดูแลห้องนั่งเล่นกับห้องพักของตนเองที่ใช้ร่วมกับพี่ลี่จนเสร็จเรียบร้อย ไม่ทราบเวลาผ่านมานานเพียงใดจนกระทั่งได้ยินเสียงพระสนมเสด็จกลับมา

นางรีบออกไปที่ห้องนั่งเล่นหวังจะเตรียมน้ำชาอุ่นๆ ไว้ต้อนรับพระสนม ไม่คิดว่าจะเห็นภาพพี่ลี่ประคองพระสนมที่ใบหน้าซีดจัดเสื้อคลุมสีม่วงหายไป เสื้อผ้าด้านในมอมแมมด้วยคราบฝุ่นดิน ใบหน้ามีรอยคราบน้ำตา บนแก้มมีบวมช้ำคล้ายถูกตบตี!

“พระสนมเกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ?” นางอุทานรีบเข้าไปช่วยประคอง

พระสนมกลั้นสะอื้นส่ายหน้า “ไม่...ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรทั้งนั้น ข้า...ข้าไม่เป็นไร”

นางสบตาพี่ลี่ อีกฝ่ายหลบตาไม่กล้าสู้หน้าคงเพราะละอายใจที่ปกป้องนายหญิงไม่ได้ ทั้งสองพาพระสนมเข้าไปในห้องนอนโดยไม่มีใครถามอะไรอีก พี่ลี่จัดการเปลี่ยนเครื่องแต่งกายและเช็ดทำความสะอาดร่างกายพระสนม มี่หมินนำยามาทาตามรอยฟกช้ำและบาดแผล ก่อนขอให้พระสนมนอนพักผ่อนบนเตียงและเลี่ยงออกมา

นางยังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม พี่ลี่ก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้นางฟังด้วยน้ำเสียงอัดอั้น “เป็นความผิดของข้าเองที่ทำให้พระสนมถูกกลั่นแกล้ง”

พี่ลี่เล่าว่าระหว่างนางนำพระสนมชมอุทยาน ซูเฟยจากตระกูลมู่นามอินฉินนั้นได้มาเดินเล่นที่อุทยาน ทันทีที่เห็นชุดคลุมที่พระสนมสวมอยู่ซูเฟยก็เกิดโมโหโกรธาเข้ามาหาเรื่องรังแก พระสนมถูกคนของซูเฟยทำให้ล้มลงกับพื้นแล้วยังถูกนางตบตี ส่วนพี่ลี่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่คุกเข่าอยู่ตรงนั้นแม้จะร้องห้ามยังไม่กล้าปริปาก!

มี่หมินกำมือแน่น “ซูเฟยรังแกผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้ เราควรจะทูลฝ่าบาทให้คืนความเป็นธรรมให้พระสนม”

พี่ลี่หัวเราะเสียงแห้ง “เจ้าอยู่ในวังมาหนึ่งปียังไม่ทราบอีกหรือว่าอะไรเป็นอะไร ใครๆ ก็ทราบพระสนมอินฉินเป็นอีกคนที่ฝ่าบาททรงโปรด ทั้งยังเป็นถึงบุตรีของอัครเสนาบดี เจ้าคิดว่านอกจากฝ่าบาทกับฮองเฮาจะมีใครกล้าเอาเรื่องนาง”

มี่หมินพลันเกิดความหม่นหมองกับสิ่งที่ได้ยิน ความยุติธรรมไม่มีในวังหลวง นั่นคือความจริงที่เจ็บปวด!

พี่ลี่น้ำตาร่วง “เพราะข้า...”

นางลูบแขนปลอบใจอีกฝ่าย “ท่านอย่าโทษตัวเองเลย มันไม่ใช่ความผิดของท่าน ท่านเป็นเพียงนางกำนัลจะไปสู้อำนาจสนมผู้เป็นถึงซูเฟยได้อย่างไร สิ่งที่เราพอทำได้คือช่วยกันดูแลพระสนมให้ดีที่สุด มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่คนฐานะเช่นเราทำได้”

พี่ลี่เช็ดน้ำตาลวกๆ “ข้าได้แต่หวังว่าพระสนมจะไม่เป็นอะไรมาก”

“ข้าก็หวังเช่นนั้น”

คืนนั้นนางกับพี่ลี่คอยรับใช้อยู่ข้างเตียงในห้องบรรทมจนเผลอหลับไป พอตื่นเข้าขึ้นมาก็พบว่าอาการป่วยของพระสนมกลับมาอีกครั้ง ผิวกายร้อนจัด พระสนมแทบลุกจากเตียงไม่ได้ ลืมตาไม่ขึ้น ทั้งสองตกอยู่ในความกังวล นางพอจะช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ใช่หมอ ตอนนี้พระสนมป่วยหนักความสามารถที่นางมีคงช่วยอะไรไม่ได้

“ครั้งนี้ดูเหมือนอาการป่วยของพระสนมจะหนักเกิดกว่าที่ข้าคนเดียวจะช่วยได้” นางบอกกับพี่ลี่ เขาวังมาหนึ่งปีนี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกจนปัญญา “เราต้องตามหมอหลวงมารักษาพระสนม”

พี่ลี่ลังเล “หมอหลวงไม่เคยใส่ใจพระสนมมานานแล้ว ข้าเกรงว่าครั้งนี้พวกเขาก็คงไม่ยอมมา แต่...ข้าจะลองไปขอร้องพวกเขาอีกสักครั้ง”

พี่ลี่จากไปไม่นานก็กลับมาพร้อมความผิดหวัง “สำนักหมอหลวงบอกว่าไม่มีหมอหลวงเหลืออยู่ที่นั่น พวกเขาอ้างว่าใกล้ถึงเวลาที่เต๋อเฟยจะประสูติโอรสมังกร หมอหลวงจึงไปอยู่ที่ตำหนักพระสนมจนหมด ฟังพวกเขาพูดจาล้วนมีเหตุผลแต่ข้าไม่เชื่อพวกเขาสักนิด คงเพราะพระสนมของเราไม่เป็นที่โปรดปราน พวกเขาจึงไม่ใส่ใจมากกว่า” พี่ลี่แค้นจัด หน้าแดงก่ำ

มี่หมินไม่อาจรอความเมตตาจากใคร หากหมอหลวงไม่ยอมมา ทางเดียวที่พอทำได้คือนางจะต้องนำความรู้อันน้อยนิดที่มีมาช่วยรักษาอาการป่วยพระสนมให้ได้!

ทั้งสองช่วยกันดูแลพระสนมทั้งวัน นางหาสมุนไพรเท่าที่พอหาได้มาต้มและนำไปป้อนพระสนม แต่ดูเหมือนอาการป่วยของพระสนมจะยังไม่ดีขึ้น จนพระอาทิตย์ตกดินความมืดมาเยือน อาการไข้ยังไม่ลดลงมีแต่ทรงกับทรุด!

มี่หมินเริ่มจนปัญญาและเกรงว่าจะไม่อาจรักษาชีวิตพระสนมเอาไว้ได้ ขณะนางแทบหมดแรงกายและใจ ด้านนอกมีเสียงฟ้าคำรามดังลั่น ไม่นานนักสายฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ข้างกายนางพี่ลี่กุมมือพระสนมร้องไห้ออกมาอย่างเสียใจ!

  นางมองพระสนมที่แทบไม่รู้สึกตัวแล้วบอกกับตนเองว่าจะไม่ยอมให้บุตรสาวของผู้มีพระคุณเป็นอะไรไปเด็ดขาด นางลุกขึ้นหันหลังเดินไปที่ประตู

“มี่หมินเจ้าจะไปไหน?” พี่ลี่ถามเสียงสั่น

“สำนักหมอหลวง”

“เสียแรงเปล่า เราเป็นแค่นางกำนัลต่ำต้อยไร้ฐานะหาใช่พระสนมที่ฝ่าบาทโปรดปราน ต่อให้อ้อนวอนเพียงใดพวกเขาก็ไม่มีวันมาที่นี่”

“เช่นนั้นข้าจะคุกเข่าอ้อนวอน”

“แต่ข้างนอกนั่นฝนกำลังตกหนัก เจ้าจะป่วยไปอีกคน”

“ฮูหยินฝากฝังให้ข้าดูแลพระสนม ข้าต้องทำจนสุดความสามารถ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ต้องทำให้สำเร็จ”

เพราะเหตุนี้มี่หมินจึงไปที่สำนักหมอหลวง คุกเข่าอ้อนวอนท่ามกลางสายฝน ขอให้พวกเขาส่งหมอหลวงสักคนไปรักษาอาการป่วยของพระสนมของนาง

 


คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด อีกทั้งยังมีฝนตกหนักทำให้ทั่วบริเวณมืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด ระหว่างกลับจากหอส่องจันทร์หากไม่ได้แสงจากโคมไฟในมือขันทีที่เดินอยู่ใกล้ๆ เขาอาจมองไม่เห็นเส้นทางเดินที่กำลังมุ่งไป

“ท่านหมอได้โปรด...ได้โปรด...”   

เสียงเศร้าสร้อยที่ดังแววผ่านสายฝนมาทำให้ ฮ่องเต้ซึ่งกำลังใช้เส้นทางลัดเดินลัดเลาะผ่านหน้าสำนักหมอหลวงกลับตำหนักใหญ่อันเป็นที่ประทับหยุดชะงัก เขามองไปยังลานหน้าสำนักหมอหลวง ตรงนั้นมีสตรีคนหนึ่งในชุดนางกำนัลกำลังคุกเข่าอยู่ นางกำลังอ้อนวอนอะไรบางอย่าง ด้วยความสนใจว่านางกำลังทำอะไรเขาก้าวไปอีกก้าว ทำให้ได้ยินเสียงชัดเจนขึ้น

“ใต้เท้าได้โปรด...ได้โปรดส่งคนจากสำนักหมอหลวงไปรักษาอาการป่วยของพระสนมด้วย...ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะ”

ที่แท้นางก็กำลังอ้อนวอนให้หมอหลวงไปรักษานายหญิงของนาง นางไม่สนใจว่าตนเองจะเปียกปอนไปทั้งตัวเพราะฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ไม่สนใจว่าอากาศอันหนาวเย็นจะทำให้นางตัวสั่นระริก นางยังคงคุกเข่าอย่างมุ่งมั่นและอ้อนวอนต่อไป

“ใต้เท้าตอนนี้พระสนมซือเสียนกำลังประชวรหนัก ได้โปรดส่งหมอหลวงไปรักษาอาการป่วยของพระสนมด้วยเจ้าค่ะ”

มุมปากสีสดยกขึ้น แวบแรกเขารู้สึกประทับใจในความจงรักภักดีของนาง ในวังหลวงแห่งนี้ยากนักจะมีผู้ใดภักดีเช่นนี้ แต่ความรู้สึกต่อมาคือ...นางอาจทำทั้งหมดเพียงเพื่อหวังจะเอาหน้ากับนายของนาง นางยอมตากฝนคุกเข่าเพียงไม่นาน จากนั้นนางก็จะได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ ได้รับรางวัลมากมายคุ้มค่ากับการต้องทนลำบากเพียงเล็กน้อย

เขาไม่เชื่อเรื่องความภักดี มันหายไปนานแล้วนับแต่เขาถูกนางกำนัลที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็กลอบสังหารตอนอายุเจ็ดขวบจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด!

ความประทับใจจึงเปลี่ยนเป็นความหมิ่นแคลน

เขารับร่มมาจากขันทีมาถือไว้เอง ก่อนออกคำสั่งกับพวกเขา “พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้”

“ฝ่าบาท...”

เขาไม่สนใจก้าวเดินเข้าไปหานางกำนัลคนนั้นช้าๆ นางไม่รู้ตัวสักนิดว่ามีคนอื่นอยู่ที่นี่ด้วย จนกระทั่งเข้าไปหยุดยืนกางร่มเหนือตัวนางและเอ่ยปากถามเสียงเรียบ

“เจ้ามาคุกเข่าอยู่เช่นนี้ในตอนที่ฝนตกหนัก เจ้าทำเพราะถูกบังคับหรือเพราะภักดีจากใจจริงกันแน่”

นางเงยหน้ามองเขา ใบหน้านางซีดเผือด ริมฝีปากเป็นสีม่วงคล้ำเพราะความหนาวเย็น เขาไม่เคยพบสตรีในสภาพทรุดโทรมไม่น่าดูเช่นนี้มาก่อน สตรีทุกคนเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาล้วนงดงามหมดจดไม่ว่าจะเป็นฮองเฮา กุ้ยเฟย สนมหรือนางกำนัลคนอื่น การพบสตรีผู้นี้ในสภาพดูไม่ได้จึงทำให้เขาดูไม่ออกว่านางงดงามหรือธรรมดา เขารู้แต่ว่าใบหน้านางได้สัดส่วนดี

นางคงไม่ทราบว่าเขาเป็นใครเพราะเขาแต่งกายด้วยชุดสีดำสนิทตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าดูไม่ต่างคนทั่วไป หากทราบนางคงไม่ยกมือเช็ดน้ำฝนจากตาและตอบโต้กลับราวกับเข้ามานั่งอยู่กลางใจเขาก็ไม่ปาน

“ท่านคงมักดูหมิ่นความภักดีของผู้อื่นเช่นนี้เสมอ?

เขาเกือบจะอ้าปากบอกว่านางช่างบังอาจนัก แต่ก็คิดได้ว่านางไม่ทราบฐานะที่แท้จริงของเขา เขารู้สึกไม่พอใจจึงเปลี่ยนเป็นบางอย่างที่เขาเองก็บอกไม่ได้ “หากข้าหมิ่นแคลนแล้วเจ้าจะทำอะไรข้าได้”

“ท่าน...” แทนที่นางจะแสดงความโกรธเคือง นางกลับจ้องเขามาในดวงตาเขาแล้วเอ่ยวาจาที่คล้ายกับความสงสารเห็นใจ “ท่านคงเป็นชายที่อ้างว้างขมขื่นมากจึงได้คิดเช่นนี้”

เฟยหลงชะงักจ้องหน้านางนิ่ง ไม่เคยมีใครบอกว่าเขาอ้างว้างและขมขื่นมาก่อน เขาซึ่งเป็นถึงฮ่องเต้จะอ้างว้างและขมขื่นได้อย่างไร นางช่างบังอาจนัก

“เจ้าทราบได้อย่างไรว่าข้าอ้างว้างและขมขื่น?

“เพราะแววตาท่านมันบอกเช่นนั้น”

เขาเกือบเผลอยกมือขึ้นสัมผัสเปลือกตา “อย่างนั้นหรือ?

“เจ้าค่ะ” นางคงเริ่มสงสัยว่าอาจกำลังสนทนากับคนสำคัญสักคนจึงรีบบอก “ข้า...ข้าขอโทษหากทำให้ท่านไม่พอใจ”

แปลกที่เขาไม่คิดจะถือสานาง อาจเพราะนางไม่ทราบฐานะที่แท้จริงของเขา หรืออาจเพราะคำพูดนางช่างกระทบใจเขา อาจเพราะแท้จริงนางพูดถูกทุกคำ “เจ้าตรงไปตรงมาเช่นนี้อยู่เสมอเลยอย่างนั้นหรือ?

นางก้มหน้าเม้มปากน้อยๆ ไม่ตอบคำถาม

เขายื่นมือออกไปรั้งปลายคางนางขึ้น “เจ้าคงไม่ทราบว่าในวังหลวงแห่งนี้ คนที่ตรงไปตรงมามักมีชีวิตรอดไม่นานนัก”

นางผงะเงยหน้ามองสบตาเขาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความใสซื่อราวกับเด็กทารก แววตาที่ทำให้หัวใจเขากระตุกไปวูบหนึ่ง เสียงที่เปล่งออกมาสั่นสะท้านเพราะความหนาวหรือกลัวเขาไม่แน่ใจ

“ขะ...ข้าทราบดีว่าที่นี่น่ากลัวเพียงใด เพียงแต่ไม่ทราบว่าความตรงไปตรงมาสามารถเข่นฆ่าผู้คนได้”

น่ากลัว...นางเป็นคนแรกที่บอกว่าวังหลวงน่ากลัว นางพูดไม่มีผิด ที่นี่ช่างน่ากลัวนัก ก้าวพลาดเพียงนิดชีวิตคงปลิดปลิว!

“หากเจ้าอยู่นานกว่านี้ เจ้าจะได้ทราบในสักวัน” เขากระตุกยิ้มครั้งหนึ่งก่อนถอยกลับ

นางไม่สนใจเขา ราวกับเขาไม่มีความสำคัญพอให้ใส่ใจอีกต่อไป นางยังนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน

“พระสนมล้มป่วย เหตุใดจึงไม่มีหมอหลวงไปดูแลนาง” เขาถามขันทีที่ยืนอยู่ใกล้ๆ  

“ทูลฝ่าบาท วันนี้พระสนมฮุ่ยเจินมีพระประสูติกาล หมอหลวงจึงไปคอยรับใช้ที่ตำหนักพระสนมพะยะค่ะ”

“หมอหลวงมีมากมาย เหตุใดต้องไปที่นั่นทุกคน?

เฟยหลงทราบดีว่าวันนี้ฮุ่ยเจินคลอดลูก แต่เขาไม่ได้คิดจะไปที่ตำหนักของนาง เขาต้องการแสดงให้นางทราบว่าต่อให้นางฝ่าฝืนคำสั่งเขาไม่ดื่มยาจนตั้งครรภ์ในครั้งสุดท้ายที่นางรับใช้เขา นางก็หาได้มีความสำคัญต่อเขา ส่วนไทเฮาหากคิดจะใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ก็อย่าหวังว่าจะทำได้ง่ายดาย

สองปีที่แล้วไทเฮาคัดเลือกหลานสาวมาเป็นสนมของเขา หวังจะใช้นางมาควบคุมเขา พวกนางคงไม่ทราบว่าเขามิใช่คนที่จะยอมให้ใครมาควบคุมง่ายๆ “ให้คนไปตามหมอหลวงออกมาและทำตามคำขอของนาง”

“แต่ว่าฝ่าบาท...”

“แม้แต่คำสั่งข้าเจ้ายังไม่คิดจะฟัง เจ้าหรือข้าที่เป็นฮ่องเต้”

ขันทีรีบคุกเข่า “กระหม่อมมิกล้าพะยะค่ะ กระหม่อมจะรีบไปเดี๋ยวนี้พะยะค่ะ”  

เขาชายตามองไปยังสตรีที่นั่งคุกเข่ากลางฝน “พรุ่งนี้เช้าข้าต้องการทราบว่านางเป็นใคร”

 “กระหม่อมจะรีบทูลถวายพะยะค่ะ เอ่อ...วันนี้พระสนมฮุ่ยเจินทรงมีพระประสูติกาล ฝ่าบาทไม่ทรงเสด็จ...”

“ไม่”

ขันทีก้มหน้าไม่กล้าพูดสิ่งใดอีกเมื่อได้ยินคำปฏิเสธของเขา

“ไปได้แล้ว ข้าจะกลับตำหนักใหญ่”

 “พะยะค่ะฝ่าบาท”

 




------------------------------------------------------------

รีไรท์

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.153K ครั้ง

3,748 ความคิดเห็น

  1. #1961 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 15:57
    น้องฟาดๆองค์ฮ่องเต้มาก ถ้ารู้ว่าคนที่ฟาดปากใส่เป็นใครน้องจะเป็นลมไหม 55555
    #1961
    0
  2. #1841 Sauypring (@Sauypring) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 09:13

    ใช่คะอยุ่กับคนเลวๆๆ​ ความจริง​ และตรง​ ตรง​ ฆ่าเราได้​ ถ้าเราต่ำต่อยกว่า....

    #1841
    0
  3. #1630 T--dZ (@lllvioletlll) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 21:29

    หนูมู่


    เล่นใหญ่ระดับฮ่องเต้เลยหรือลูกก หุหุ

    #1630
    0
  4. #1592 นิตา (@exofan-thanita) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2562 / 23:00
    ติดแล้วว
    #1592
    0
  5. #1557 mooklinlava2505 (@mooklinlava2505) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2562 / 13:17
    เป็นสนมชั้นไฉเหรินยังไม่ต้องใช้ราชาศัพย์ใช้คำนอนหลับไม่ใช่บรรทมค่ะ
    #1557
    0
  6. #1316 EleJEEN (@jeenjoong) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 02:35
    งุ้ย เจอกันแล้วๆๆๆ มีการจับคงจับคางงงง >\\\\\\\\<
    #1316
    0
  7. #1153 H-ray (@H-ray) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 09:03
    แต่เราเคยเจอทั้งหม่อมฉัน และกระหม่อมนะที่ใช่เรียกแทนตัวเองของขันที เช่น หม่อนฉันมิกล้าเจ้ามะฮะแต่โดยส่วนมากจะใช้คำนามแทนขันทีว่า กระหม่อมมากกว่า นะคะ
    #1153
    0
  8. #1092 AomJanya (@AomJanya) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 19:01
    ขันทีต้องแทนตัวเองว่ากระหม่อมค่ะ
    กระหม่อมมิกล้าพะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบไปเดี๋ยวนี้ ประมาณนี้ค่ะ หม่อมฉันใช้แทนผู้พูดที่เป็นผู้หญิงค่ะ
    #1092
    0
  9. #1022 Callmeyou (@MARKTUAN190) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 01:07
    คำพูดกระแทกใจมาก
    #1022
    0
  10. #968 \\^o^// miNi_Mint \\^o^// (@ni_mint) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 14:11
    เสด็จ เป็นคำราชาศัพท์อยู่แล้ว ไม่ต้องมีทรงนำหน้าค่ะ
    ทรงจะใช้นำหน้าคำธรรมดาเพื่อให้เป็นราชาศัพท์ เช่น ทรงโปรด หรือใช้นำหน้าคำที่ต่อด้วยพระ- เช่น ทรงพระเจริญ แต่คำราชาศัพท์อยู่แล้ว อย่าง เสด็จ เสวย ไม่ต้องมีทรงนำหน้า
    #968
    0
  11. #659 hana (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 09:35

    แก้คำผิดหน่อยนะ ทรงเหย่อยิ่ง แก้เป็น เย่อหยิ่ง แล้วพระสนมมธุรรินที่ใครเอ่ย แล้วก็จริงที่คนไม่มีอำนาจแต่ได้ครอบครองสิ่งที่คนอื่นอิจฉาก็น่าจะระวังไม่นะมาใช้ให้คนอื่นเห็นก็ย้อมเป็นภัยแก่ตัวเช่นนี้แล

    #659
    1
    • #659-1 ณ เชิงดอย (@sarok147) (จากตอนที่ 2)
      5 มิถุนายน 2562 / 11:37
      ขอบคุณค่า ไรเตอร์ตาลายมาก
      #659-1
  12. #550 ฝนโปรยไพร (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 12:48

    นางเอกหลักแหลมดีครับ

    #550
    0
  13. #462 AmpornArahan (@AmpornArahan) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 14:21
    วสใใ@@,ใใใใใอ
    #462
    0
  14. #306 pemipond (@pemipond) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 12:39

    เจ้าหรือข้าที่เป็นฮ่องเต้ อันนี้จริง ขันทีที่ไม่รู้ความ

    #306
    0
  15. #276 Pat72 (@Pat44772) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 23:32
    ชอบเรื่องนี้ติดตามคะ
    #276
    0
  16. #242 Mareach (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 / 12:28

    สำนวนการแต่งดีมากเลยค่ะ. อ่านเพลิน

    #242
    0
  17. #89 ดิเดียร์ (@pdeer11) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 22:05
    เวรกรรมำระสนมจะตายมั้ย
    #89
    0