สายลมนิรันดร์ (ตีพิมพ์ B2S)

ตอนที่ 18 : ตอนที่ 17 ลงโทษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25332
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1425 ครั้ง
    7 เม.ย. 62


ตอนที่ 17 ลงโทษ



 

“บังอาจ!

ทุกคนหันไปมองรวมถึงมี่หมิน ฮ่องเต้ยืนอยู่หน้าตำหนักใบหน้าเรียบเฉยแต่ดวงตาวาวโรจน์มืดทะมึนราวกับท้องทะเลที่กำลังจะเกิดพายุลูกใหญ่!

ทุกคนคุกเข่าถวายความเคารพ “ถวายบังคมฝ่าบาท”

อินฉินซูเฟยรีบถลาไปหาฮ่องเต้เกาะแขนพระองค์ไว้แล้วทูล “ฝ่าบาทเสด็จมาก็ดีแล้วเพคะ พระองค์จะได้ทรงเป็นพยานถึงสิ่งที่นางกำนัลชั้นต่ำคนนี้ทำให้เกิดความเสียหายกับผ้าไหมพระราชทานของหม่อมฉัน ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรสิ่งที่นางทำสิเพคะ”

“ข้าเห็นแล้ว” ฮ่องเต้ตรัสโดยไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น

ซูเฟยยิ้มกว้างสมใจยิ่งนัก!

มี่หมินก้มหน้ามองพื้นข่มกลั้นก้อนสะอื้นและความรู้สึกบางอย่างที่ใกล้เคียงกับความน้อยเนื้อต่ำใจ ความผิดครั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดจากความตั้งใจหรือไม่ซูเฟยก็คงตั้งใจจะไม่ปล่อยนางไป รับสั่งโบยนางห้าสิบไม้ คนทั่วไปรับได้ถึงสามสิบไม้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว หากนางรอดชีวิตก็คือปาฏิหาริย์และระหว่างคำพูดของนางกับซูเฟย แน่นอนคำพูดซูเฟยผู้สูงส่งย่อมีน้ำหนักมากกว่านางกำนัลต่ำต้อยเช่นนาง

“หม่อมฉันจึงสั่งให้คนนำนางไปโบยให้หลาบจำ นางจะได้ไม่คิดจะทำผิดอีก ฝ่าบาทเห็นด้วยหรือไม่เพคะว่าคนผิดควรถูกลงโทษ”

“คนทำผิดควรถูกลงโทษนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว นางทำให้ผ้าไหมพระราชทานของเจ้าเสียหายถูกลงโทษโบยนับว่าสมควร แต่...” เสียงทรงอำนาจเปลี่ยนเป็นเย็นชายิ่งขึ้น “เจ้าและคนของเจ้าก็ทำให้ของพระราชทานของข้าเสียหายเช่นกัน”

มี่หมินจึงกล้าเงยหน้าขึ้น ทันเห็นพระสนมทำหน้าประหลาดใจ

“ฝะ...ฝ่าบาททรงหมายความว่าอย่าไรเพคะ?

“เจ้าเห็นพู่กันสีดำอันนั้นไหม?

“เพคะ”

“นั่นคือพู่กันที่มีเพียงหนึ่งเดียว เสด็จพ่ออดีตฮ่องเต้องค์ก่อนพระราชทานให้ข้าตอนที่ข้าอายุได้สิบสี่ปี เจ้าคิดว่าระหว่างผ้าไหมแคว้นหยูกับพู่กันอันนั้นสิ่งใดสำคัญกว่ากัน”

พระสนมอึกอักก่อนจะตอบ “พะ...พู่กันเพคะ”

“ดี...” ฮ่องเต้พยักหน้าอย่างพอพระทัยหันไปจ้องหน้าพระสนม “ตอนนี้มันเสียหายเสียแล้ว ทีนี้เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไรจากเรื่องที่เกิดขึ้น?

“ฝ่าบาท!” พระสนมผงะถอยห่างปล่อยมือจากแขนที่เกาะเกี่ยวไว้ของฮ่องเต้ ก่อนจะชี้มือมาทางนาง “เพราะนางเพคะ ทั้งหมดเพราะนางไม่ระมัดระวัง ทั้งหมดเป็นความผิดของนาง หากฝ่าบาทจะหาคนรับผิดชอบก็ต้องเป็นนางคนเดียว หม่อมฉันจะให้คนมาลากตัวนางไป...”

“ไม่ต้อง!” ฮ่องเต้ตัดบทเสียงเย็นชา ตวัดมองนางด้วยดวงตามังกรคู่นั้นและคล้ายจะจับจ้องที่รอยแดงบนใบหน้านางนานเป็นพิเศษซึ่งทำให้ในแววตาพระองค์มีประกายคล้ายเปลวไฟลุกฮือขึ้น “นางเป็นคนของข้า ในเมื่อนางทำผิดแน่นอนข้าย่อมลงโทษ ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องภายในตำหนักใหญ่”

“ฝ่าบาท...” ใบหน้าพระสนมแดงก่ำ

“และเจ้าต้องไม่ลืมว่าเจ้ากับคนของเจ้าก็มีส่วนต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ พระสนมบอกข้าสิว่าข้าควรลงโทษเจ้ากับคนของเจ้าอย่างไรดี”

คราวนี้ใบหน้างดงามที่ตบแต่งไว้อย่างดีซีดเผือด “ฝ่าบาท...หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นจะ...จะเอาผิดหม่อมฉันได้อย่างไรเพคะ”

คิ้วข้างหนึ่งเลิกขึ้น “เจ้ากำลังกล่าวหาว่าข้าไม่ยุติธรรมรึ?

พระสนมสะดุ้ง นางรีบยกมือโบกไปมา “ไม่เพคะ...หม่อมฉันมิกล้า”

“ดี...ดีที่เจ้ายังรู้ว่าอะไรควรไม่ควรและในฐานะซูเฟยเจ้าจะต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนอื่น ในเมื่อเจ้ามีส่วนในความผิดไม่ว่าจะมากหรือน้อยข้าก็ต้องลงโทษเจ้า” ทรงหันไปหาจูกงกง “นับแต่วันนี้ให้ลดข้ารับใช้ในตำหนักอินฉินซูเฟยลงครึ่งหนึ่ง ย้ายจากตำหนักเยว่เสี่ยงไปที่ตำหนักกู่เจิ้นให้นางเก็บตัวในตำหนักสวมมนต์ทบทวนความผิดสามเวลาทุกวันเป็นเวลาสิบวันเพื่อเป็นการลงโทษนางที่ทำให้สิ่งของพระราชทานของอดีตฮ่องเต้เสียหาย ระหว่างนั้นห้ามออกจากตำหนักเด็ดขาด หากขัดคำสั่งให้ปลดนางออกจากตำแหน่งซูเฟย!

เมื่อได้ฟังที่ฮ่องเต้ตรัส ซูเฟยถึงกับทรุดตัวลงกองกับพื้น “ฝ่าบาท!

แม้ซูเฟยกับคนของนางจากไปแล้วแต่มี่หมินก็ยังไม่ยอมนางทราบภายในหลังว่าตำหนักกู่เจิ้นที่ซูเฟยย้ายไปนั้นเป็นตำหนักเก่าแก่คับแคบยิ่งนัก การถูกลดข้ารับใช้ย้ายตำหนัก แม้ไม่ถูกลดฐานะโดยตรงซูเฟยก็เท่ากับถูกลดฐานะทางอ้อม

 “ลุกขึ้นได้แล้ว”

มี่หมินเงยหน้ามองพระพักตร์ฮ่องเต้ไม่กล้าขยับ “ฝ่าบาท...”

“เจ้าไม่ลุกขึ้นหรือกำลังรอให้ข้าสั่งลงโทษเจ้าอยู่ หากเจ้านั่งต่อข้าอาจทำตามที่ซูเฟยแนะนำ”

มี่หมินอยากลุกขึ้นเต็มแก่แน่นางคุกเข่านานไปจนเหน็บกินทำให้ขยับไม่ได้ นางสำลักลมหายใจ “ฝ่าบาทหม่อมฉันลุก...ยังลุกไม่ได้เพค”

ทรงถอนใจ หันไปสั่งจูกงกง “ประคองนางลุกขึ้นได้แล้วและไปตามหมอหลวงมาดูอาการนาง”

“หม่อมฉันไม่ได้ป่วยไข้ เหตุใดต้องให้หมอหลวง...”

ทรงยกมือขึ้นแตะลงบนแก้มที่คงทิ้งรอยนิ้วมือไว้เป็นแนวเบาๆ ทำให้นางจำต้องเงียบเสียงลง “หน้าเจ้าแดงขนาดนี้ยังปากเก่งอีก”

นางหลบตาลงมองมือตนเอง จู่ๆน้ำตาก็ไหลออกมาด้วยความคับข้องใจที่ถูกทำร้ายและไม่สามารถขัดขวางหรือช่วยตนเองได้ หากฮ่องเต้ไม่เสด็จมาป่านนี้นางอาจถูกโบยจนตายไปแล้ว

“เจ้าร้องไห้ทำไม เจ็บหรือว่าเสียใจ”

“ไม่เพคะ”

“โกหก”

“หม่อมฉันแค่...แค่รู้สึก...”

“ต่ำต้อย”

นางส่ายหน้า “ไม่เพคะ คนที่ต่ำต้อยอยู่แล้วจะร้องไห้เพราะเรื่องนั้นได้อย่างไร เพียงแต่รู้สึกไร้หนทางสู้เท่านั้น”

“ไร้หนทางสู้ดี...” ทรงส่งผ้าเช็ดหน้าให้นางซับน้ำตา “หากเจ้าอยากสู้เพื่อปกป้องตนเอง ต่อไปใครรังแกเจ้าโดยไร้เหตุผลไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ข้าอนุญาตให้เจ้าตอบโต้กลับโดยไม่มีความผิด”

มี่หมินอดถามไม่ได้ “แม้แต่ฝ่าบาทหรือเพคะ?

ทรงเลิกคิ้วจ้องหน้านางอย่างเอาเรื่อง  

นางเม้มปากแน่นรู้ตัวว่าใช้โชคของตนเองมากเกินไปในวันเดียวจึงก้มหน้าหลบตาพระองค์เช่นเดิม “ขอบพระทัยที่ทรงเมตตาเพคะ หม่อมฉันหวังว่าจะไม่ต้องทำสิ่งใดเพื่อปกป้องตนเอง”

นางได้ยินเสียงคล้ายเสียงหัวเราะ จากนั้นจึงรับสั่งให้จูกงกงประคองนางเข้าตำหนักไปพร้อมพระองค์ หมอหลวงมาถึงตรวจดูใบหน้านางและมอบยาทาแก้ฟกช้ำให้กำชับให้นางทายาทุกวันสามเวลาจนกว่าจะหายดี

ฮ่องเต้ที่ประทับอยู่ห่างออกไปข่มขู่ว่า “หากเจ้าไม่ทำตามที่หมอหลวงบอกข้าจะเอาเรื่องเขา”

หมอหลวงสะดุ้งรีบร้อนคุกเข่าลงกับพื้น “ฝ่าบาท...”

“ฝ่าบาท...” มี่หมินเองก็เดือนร้อนไม่น้อยไปกว่าหมอหลวง นางหันไปหาหมอหลวง “ใต้เท้าท่านไม่ต้องห่วง ข้าจะทำตามที่ท่านบอกอย่างเคร่งครัดที่สุด ไม่นานข้าก็จะหายดี”

หมอหลวงมองนางอย่างซาบซึ้งราวกับนางได้ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ หลังจากเขากลับออกไปฮ่องเต้ก็เรียกนางเข้าไปหา มี่หมินกลั้นใจหรือฮ่องเต้จะลงโทษนางที่ทำให้สิ่งของพระราชทานของพระองค์เสียหายถึงสองชิ้น

เมื่อเอาแต่มองหน้านาง นางจึงอดถามไม่ได้ “ฝ่าบาทเรื่องบทลงโทษหม่อมฉัน...”

“เจ้าอยากถูกลงโทษนักหรือ?

นางรีบปฏิเสธ “ไม่เพคะ แต่ฝ่าบาทตรัสว่า...คนทำผิดต้องถูกลงโทษ”

“นั่งลงก่อนสิ”

นางอ้าปากค้างมองไปยังเก้าอี้ว่างข้างพระองค์ “ฝ่าบาทหม่อมฉันมิบังอาจเพคะ”

ทรงตวัดสายตามองขานางก่อนไล่ขึ้นมาที่ใบหน้านาง “หยุดพูดแล้วก็นั่งได้แล้ว นี่เป็นคำสั่ง”

มี่หมินจึงจำต้องนั่งลง “ขอบพระทัยเพคะ”

ฮ่องเต้ทรงรินชาใส่ถ้วยสองใบไม่สนใจเรื่องที่นางพูดแต่กลับถามนางแทน “เล่าให้ข้าฟังสิว่าเกิดอะไรขึ้น”

นางเล่าให้พระองค์ฟังโดยละเอียด บอกว่านางไม่ได้ตั้งใจและไม่เห็นว่าคนของซูเฟยอยู่ตรงหน้าเพราะโถพู่กันในอ้อมแขนนั้นหนักหนาเอาการทำให้นางไม่ทันระวัง พอชนเข้ากับนางกำนัลของซูเฟยที่ถือม้วนผ้าไหมมาจึงเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น

หลังเล่าจบฮ่องเต้ก็เลื่อนถ้วยชามาให้นางหนึ่งถ้วย “ทีหลังเจ้าก็ให้คนอื่นทำความสะอาดพู่กันจะได้ไม่เกิดเรื่องอีก ดื่มนี่เสียสิ”

นางค่อยๆหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ ความอบอุ่นและหอมกรุ่นของชาแบบที่นางไม่เคยได้ลิ้มรสทำให้มี่หมินเผลอถอนใจ นางแอบเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของฮ่องเต้ที่กำลังจิบชาเช่นกัน นึกสงสัยว่าจะฮ่องเต้จะไม่สั่งลงโทษนางใช่หรือไม่

คล้ายพระองค์จะทราบว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ “เรื่องลงโทษเจ้าไม่ต้องห่วง เจ้าต้องได้รับโทษแน่”

นางแทบทำถ้วยชาหลุดมือ! “พะ...เพคะ”

ทรงหันมาจ้องหน้านางด้วยแววตาเป็นประกายคมกล้า “แต่จะให้คนอื่นมาลงโทษเจ้านั้นคงไม่ได้ เจ้าคงไม่ลืมว่าชีวิตเจ้าเป็นของใคร”

“เพคะ” นางจำเดิมพันได้ดี

“เอาไว้เมื่อไหร่ที่ข้าคิดออกว่าควรลงโทษเจ้าอย่างไร ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ก่อนใคร”

มี่หมินแทบถอนใจ สวรรค์...ใช่ว่านางอยากถูกลงโทษ แต่การรอคอยว่าฮ่องเต้จะลงโทษนางอย่างไรนั้นคงทำให้นางกินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวัน!

 

ข่าวเรื่องที่ฮ่องเต้กริ้วอินฉินซูเฟยจนมีรับสั่งลงโทษนาง ลดนางกำนัลรับใช้ ต้องย้ายไปอยู่ในตำหนักที่เล็กกว่าและถูกสั่งกักบริเวณถึงสิบวันเป็นที่โจษจันอยู่หลายวัน ทุกคนต่างสงสัยว่าฝ่าบาททรงกริ้วซูเฟยคนโปรดด้วยเหตุผลใด?

คนจากตำหนักของซูเฟยไม่ยอมปริปากเล่าเรื่องขายหน้าของนายหญิงเพราะถูกคาดโทษหนัก ส่วนคนจากตำหนักใหญ่ที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ถูกสั่งไม่ให้พูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน มีเพียงคนไม่กี่คนที่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น หนึ่งในนั้นคือฟางเซียนกุ้ยเฟย!

 

“ฝ่าบาทถึงกับมีรับสั่งลงโทษอินฉินเพราะนาง”

ฟางเซียนเม้มปากแน่นใบหน้าที่เคยงดงามเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยความเกลียดชังจนบดบังความงามโดยที่นางไม่รู้ตัว

“เพคะ ทั้งที่ตลอดมาซูเฟยทำสิ่งใดผิดฝ่าบาทมักปล่อยผ่านไม่เอาเรื่องเพราะเห็นแก่ใต้เท้ามู่เทียนหลิว ครั้งนี้ฝ่าบาทถึงกับจัดการลงโทษพระสนมด้วยตนเอง มีคนกล่าวว่านางแม้ไม่ถูกลดตำแหน่งโดยตรงแต่เมื่อถูกลดข้ารับใช้ ต้องไปอยู่ตำหนักเช่นนั้นก็เท่ากับถูกลดตำแหน่งทางอ้อม อินฉินซูเฟยคงไม่กล้าคิดจะลงมือกับมี่หมินอีก ได้ยินมาว่านางนอนร้องไห้ทุกวันเพราะไม่เคยถูกฝ่าบาทกริ้วหนักเช่นนี้มาก่อน”

นางทุบที่เท้าแขนเบาๆ “ข้าน่าจะรู้ว่าคนโง่เขลาเบาปัญญาอย่างอินฉินพึ่งพาสิ่งใดไม่ได้”

“พระสนมจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดีเพคะ”

“เราอาจต้องรอไปก่อน” หากนางลงมือตอนนี้ฮ่องเต้อาจสงสัยว่าเป็นฝีมือนาง “ใกล้ถึงวันคัดเลือกพระสนมแล้ว เอาไว้เราค่อยคิดอีกทีว่าจะจัดการนางอย่างไร”

“พระสนมเพคะ ตอนนี้พระองค์อาจจำเป็นต้องหาคนมาคอยช่วยเหลือ”

“คนช่วย?

“ฮองเฮาเองก็มีพวกพ้อง นางผูกสัมพันธ์กับพระสนมหลายคนที่นางสามารถควบคุมได้ หากพระสนมทำเช่นเดียวกับฮองเฮาบาง ผูกใจพระสนมไว้สักคนสองคนเป็นพวก บางทีในอนาคตเมื่อทำสิ่งใดอาจจะง่ายขึ้นกว่าเดิมนะเพคะ”

ฟางเซียนพิจารณาคำพูดของอิ๋งกุ้ย ที่ผ่านมานางไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใครเพราะมีฮ่องเต้หนุนหลัง ตอนนี้สถาการณ์ทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิมแล้ว

“ได้ ข้าจะลองคิดดูว่าใครที่เหมาะและไว้ใจได้” หรือใครที่หัวอ่อน มักใหญ่ใฝ่สูง โง่เขลาพอที่นางจะชักเชิดได้ง่ายๆ “แล้วเรื่องใต้เท้าหย่งว่าอย่างไร เขาได้หารือขุนนางคนอื่นหรือไม่เรื่องการขอให้ฝ่าบาทแต่งตั้งองค์ชายเป็นรัชทายาท”

“ใต้เท้าหย่งเยี่ยส่งข่าวมาว่าตอนนี้เขากำลังรวบรวมขุนนางที่ภักดีเพื่อนำฎีกาถวายฝ่าบาทอีกครั้งเพคะ”

“บอกให้เขารอไปก่อนอย่าเพิ่งถวายฎีกา”

“ทำไมเล่าเพคะ? หากองค์ชายได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาทฐานะของพระสนมจะยิ่งมั่นคง”

นางถอนใจ “เจ้าก็เห็นสถานการณ์ของข้าไม่สู้ดีนัก เรื่องนี้จะส่งผลต่อองค์ชายโดยตรง เอาไว้ให้ข้าสามารถจัดการกำจัดเด็กคนนั้นให้พ้นทางก่อน เราค่อยดำเนินการเรื่องนี้”

 

“นี่คือรายพระนามของสตรีที่ผ่านการคัดเลือก ฮองเฮาให้หม่อมฉันนำมาถวายฝ่าบาทเพื่อให้ฝ่าบาทตัดสินพระทัยพะยะค่ะ”

เฟยหลงมองรายชื่อ คุณสมบัติและภาพวาดของสตรีสิบคนที่วางอยู่ตรงหน้าผ่านๆ โบกมือให้ขันทีจากตำหนักฮองเฮาออกไป เมื่อขันทีออกไปพ้นจากห้องทรงงานเขาจึงสั่งให้จูกงกงไปเตรียมของขวัญมอบให้ฮองเฮาและบรรดาพระสนมทั้งหลายที่มีส่วนช่วยเหลือกนางในการคัดเลือกครั้งนี้

เมื่อในห้องเหลือเพียงเขากับมี่หมิน เขาเหลือบมองนางนั่งฝนหมึกให้เขาอย่างขะมักเขม้น นางไม่แม้แต่ชายตามอง ใบหน้าที่เคยปรากฏรอยมือของอินฉินหายไปแล้วซึ่งทำให้เขาดีใจ เพียงคิดภาพวันนั้นความขุ่นเคืองก็ท้วมท้นในอก น่าประหลาดที่เขายังระงับโทสะไว้ได้ไม่สั่งปลดอินฉินจากตำแหน่งซูเฟย ในเมื่อนางมีฐานะเป็นเพียงนางกำนัล การทำเช่นนั้นจะทำให้มี่หมินถูกจับตามอง ถูกกดขี่ ถูกใช้เป็นเครื่องมือ

นางจะไร้ซึ่งความสุขอย่างสิ้นเชิง!

เขาจึงถือโอกาสถามนาง “เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร?

นางทำหน้าแปลกใจ “เพคะ?

เขาส่งกระดาษทั้งหมดให้นาง “สตรีทั้งสิบคนนี้ล้วนเป็นคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เข้าวังเป็นพระสนม เจ้าคิดว่าในสิบคนนี้ใครเหมาะสมที่สุด”

นางทำหน้าตกใจ “ฝะ...ฝ่าบาทเรื่องนี้จะให้หม่อมฉันตัดสินใจได้อย่างไรเพคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่านางกำนัลอย่างหม่อมฉันจะตัดสินใจได้ อีกอย่าง...” พูดไม่จบนางก็หน้าแดง

เขายกมือเท้าคางถามนางเสียงเรียบ “อีกอย่างอะไร?

“เอ่อ...ตำแหน่งพระสนมต้องถวายการรับใช้ใกล้ชิดฝ่าบาทที่สุด ให้คนอื่นเลือกเกรงว่าจะไม่ต้องพระทัยนัก เพราะฉะนั้นให้หม่อมฉันเลือกไม่ได้เด็ดขาดเพคะ”

ที่แท้นางก็กลัวว่าจะเลือกได้ไม่ถูกใจเขา “ทำไมจะไม่ได้ เจ้าดูคนเก่งมิใช่หรือ เจ้าย่อมดูออกว่าใครเหมาะสมกับตำแหน่งพระสนมของข้าที่สุด อีกอย่างเจ้าก็อยู่รับใช้ข้ามานาน ไม่ทราบหรือว่าข้าโปรดปรานสตรีเช่นไร” เขาอยากรู้นางจะเลือกสตรีเช่นไรให้เขา นางคิดว่าคนแบบไหนเหมาะกับตำแหน่งพระสนมของฮ่องเต้

“แต่ว่า...”

“ไม่มีแต่เลือกมาซะ”

นางยื่นมือมารับกระดาษเหล่านั้นไปด้วยสีหน้าไม่สบายใจและอดถามอีกครั้งไม่ได้ “จะให้หม่อมฉันเลือกจริงหรือเพคะ?

“ไม่ผิด”

“ใครก็ได้”

“ใช่”

“มากกว่าหนึ่งคน”

“ถูกแล้ว มากกว่าหนึ่งคน”

เขานั่งมองเปิดกระดาษแต่ละแผ่นและอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยใบหน้าครุ่นคิดจนคิ้วแทบชนกันคล้ายว่านางมีเรื่องหนักใจสุดประมาณ หลายครั้งเฟยหลงนึกอยากยื่นมือไปเกลี่ยรอยขมวดมุ่นนั่นของนางให้หายไป

เขานั่งอยู่อย่างนั้น จิบชาอุ่นๆหอมกรุ่นมองนางด้วยความเพลิดเพลินจนกระทั่งนางเลือกได้สองคน คนแรกคือ ไป่ชิง ลูกสาวแม่ทัพใหญ่แดนใต้ที่เพิ่งมีผลงานน่าพอใจออกรบเอาชนะโจรสลัดมาได้ คนที่สองคือ หนิงเหอ องค์หญิงแคว้นหยูที่หลายคนคาดว่านางต้องได้รับเลือกเป็นพระสนมของเขา

“เหตุใดเจ้าจึงเลือกพวกนางสองคน?

“เพราะคนแรกนางมีหน้าตางดงามราวตุ๊กตากระเบื้องตามแบบที่ฝ่าบาททรงโปรดปราน...”

ตามแบบที่เขาโปรดปราน? เฟยหลงมองภาพไป่ชิงเห็นว่านางมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงอินฉินและสนมอีกหลายคน มี่หมินคงคิดว่าเขาต้องชอบสตรีหน้าตาเช่นนี้

“....นอกจากนี้นางยังได้ชื่อว่าเล่นผีผาได้เป็นเลิศเหนือใครและหม่อมฉันทราบมาว่าบิดานางเพิ่งสร้างความดีความชอบ ฝ่าบาทคงอยากหาหนทางตอบแทนความดีความชอบของเขา นางจึงเหมาะสมแล้วเพคะ”

“แล้วองค์หญิงแคว้นหยูล่ะ?

มุมปากของมี่หมินมีรอยยิ้มชื่นชมเมื่อมองภาพวาดของหนิงเหอ “ในทั้งหมดสิบคนที่ผ่านการคัดเลือกนางเป็นสตรีที่งดงามที่สุดเพคะ แต่เหนือความงดงามล่มเมืองก็คือการที่อ๋องแคว้นหยูภักดีต่อฝ่าบาทและราชสำนักมานานหลายปี การรับองค์หญิงแคว้นหยูเข้ามาย่อมช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายให้แนบแน่นยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าและ...” นางเลียริมฝีปาก มองหน้าเขาแล้วไม่กล้าพูดต่อ

“และอะไร? ห้ามปฏิเสธที่จะบอกเพราะเจ้าทำให้ข้าอยากรู้”

“มะ...หม่อมฉันคิดว่า...” นางกลืนน้ำลายราวกับกลัวว่าเขาจะเอาเรื่องนางหากนางทำให้เขาไม่พอใจ “...หากนางให้กำเนิดองค์ชายและอ๋องแคว้นหยูไม่มีรัชทายาทที่เหมาะสม ฝ่าบาทสามารถส่งองค์ชายไปปกครองแคว้นหยูได้อย่างชอบธรรม โดยไม่มีเสียงคัดค้านหรือมีก็น้อยนิดที่สุดเพคะ”

มือที่กำลังวางถ้วยชาบนโต๊ะของเฟยหลงชะงักค้าง นางทราบหรือไม่หนอว่าอ๋องแคว้นอยู่มีเพียงองค์ชายหนึ่งคนที่เกิดจากสนมเอกเป็นรัชทายาทและองค์ชายนั่นอ่อนแอขี้โรคคงอายุไม่ยืนยาวนัก แต่ไม่ว่านางจะทราบหรือไม่ก็ตาม นางได้วิเคราะห์และมองข้ามไปถึงอนาคตทางการเมืองระหว่างเขาและแคว้นหยูที่เขาแอบวางแผนเอาไว้ในใจเงียบๆได้อย่างทะลุปรุโปร่งเรียบร้อยแล้ว!

เขามองหน้านางอีกครั้ง...ผู้หญิงคนนี้อาจน่ากลัวกว่าที่เขาคิดไว้!

เขาลุกขึ้นยืนเดินไปหยุดที่ริมหน้าต่าง มองออกไปนอกห้องทรงอักษรและกล่าวชมนาง “เจ้าพูดได้ดีแต่ต้องไม่พูดเรื่องนี้ให้คนอื่นฟังอีกเป็นครั้งที่สอง ข้ายังไม่อยากให้เจ้าอายุสั้นเกินไปนัก”

นางหน้าซีดเผือดยกมือกุมอก ดวงตาคู่งามเบิกกว้าง! 

เฟยหลงเกือบเอ่ยปากปลอบใจนางว่าเขาไม่ได้คิดจะเอาชีวิตนางเลยสักนิด เขาแค่ไม่อยากให้นางเผลอพลั้งปากพูดเรื่องนี้ให้คนอื่นนอกจากเขาฟังอีก เขาไม่ต้องการให้ใครอื่นขัดขวางแผนการของเขา

เขาเดินย้อนกับมาหยุดตรงหน้านาง “สาบานมาสิว่าเจ้าจะไม่พูด”

นางตะกุกตะกักบอก “หม่อมฉัน...ขอสาบานเพคะ”

“ดี” จากนั้นเขาก็เขียนราชโองการและเรียกขันทีด้านนอกมาออกคำสั่ง “นี่เป็นราชโองการแต่งตั้งพระสนมคนใหม่”

หลังจากฮองเฮานำเอารายชื่อสตรีทั้งสิบคนถวายแก่ฮ่องเต้ ไม่นานนักฮ่องเต้ก็มีราชโองการออกมา ครั้งนี้มีสตรีที่ผ่านการคัดเลือกสองคน คนหนึ่งเป็นลูกสาวแม่ทัพใหญ่แดนใต้ไป่ชิง นางมีรูปร่างหน้าตางดงามได้รับแต่งตั้งเป็นไป่ชิงเจี๋ยยวี๋ พระสนมขั้นสามชั้นเอก

 ส่วนอีกคนคือองค์หญิงแคว้นหยูตามที่ทุกคนคาดไว้ มีคนกระซิบว่าฮ่องเต้ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบหน้าองค์หญิงแคว้นหยูก็ถูกตาต้องใจนางมากและแต่งตั้งให้นางเป็นจิ่วผินในตำแหน่งชงอี๋ นามว่าหนิงเหอชงอี๋ พระสนมขั้นสองชั้นเอก

 

มี่หมินมองเหล่านางกำนัลและขันทีช่วยกันประดับโคมไฟสีแดงที่หน้าทางเข้าตำหนักของพระสนมคนใหม่ซึ่งมีกำหนดจะถวายตัวต่อฮ่องเต้ในอีกสามวันข้างหน้าแล้วรู้สึกแปลกๆ นางไม่ทราบว่าควรยินดีหรือเสียใจแทนสตรีทั้งสองที่ถูกคัดเลือกเข้ามาหรือจะพูดให้ถูกคือถูกนางเองคัดเลือกเข้ามา เห็นชัดว่าฮ่องเต้ให้ความสนใจกับการคัดเลือกพระสนมคนใหม่เพียงน้อยนิดจนถึงกับให้นางกำนัลต่ำต้อยเช่นนางเป็นผู้ตัดสินใจ

แท้จริงแล้วฮ่องเต้เป็นชายที่ไร้หัวใจ หรือมีหัวใจไว้มอบให้เพียงสนมคนโปรดอย่างพระสนมฟางเซียนกุ้ยเฟยเท่านั้น เรื่องนี้มี่หมินไม่อาจทราบได้

คิดถึงพระสนมทันทีที่นางเดินกลับตำหนักใหญ่ก็พบกุ้ยเฟยกำลังอยู่กับองค์ชายลู่หรงที่ศาลาริมสระน้ำ นางรีบหยุดหวังจะหลบให้พ้นสายตาแต่กุ้ยเฟยตาดีเห็นนางเสียก่อน

นางกำนัลของพระสนมเรียกนางให้เข้าไปหา “พระสนมเอกต้องการคุยกับเจ้า”

นางตามอิ๋งกุ้ยไป พระสนมเอกต้องการคุยกับนางแต่เมื่อนางไปถึงก็ไม่สนใจยังคงสนทนากับองค์ชายและให้มี่หมินยืนรอเกือบครึ่งชั่วยาม

มี่หมินได้ยินเสียงพูดคุยของสองแม่ลูก นี่คือพระสนมเอกผู้สูงศักดิ์ผู้ให้กำเนิดองค์ชายเลือดเนื้อเชื้อไขพระราชา องค์ชายลู่หรงเป็นโอรสองค์โตของฮ่องเต้ ในอนาคตหากทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปลงองค์ชายอาจได้เป็นรัชทายาทสืบทอดตำแหน่งจากฮ่องเต้และฟางเซียนกุ้ยเฟยจะยิ่งกว่ามีฐานะมั่นคง

มีคนกล่าวว่าการเป็นฮองเฮานับว่าทรงอำนาจแล้ว แต่เป็นไทเฮาทรงอำนาจกว่า ไทเฮาไม่ต้องแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจจากบรรดาพระสนมของฮ่อง นางจะเป็นพระมารดาของฮ่องเต้ที่อยู่เหนือสตรีทุกคนอย่างแท้จริง

มี่หมินเหลือบมององค์ชายลู่หรงในวัยห้าชันษา ทรงมีพระพักตร์แจ่มใสละม้ายคล้ายพระมารดาสามในสี่ส่วน ได้ข่าวว่าทรงเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด ฮ่องเต้จึงโปรดองค์ชายมาก

หลังจากปล่อยให้นางยืนเงียบๆ พระสนมจึงมีรับสั่งกับนางกำนัลพี่เลี้ยง “พาองค์ชายกลับไปพักผ่อน ตอนบ่ายเขาจะได้ไปเรียนตำรากับท่านอาจารย์”

“เพคะพระสนม”

“เสด็จแม่ลูกทูลลาพะยะค่ะ” องค์ชายถวายความเคารพเสด็จแม่และจากไป

“พวกเจ้าก็ออกไปได้แล้ว” พระสนมรับสั่งกับนางกำนัลและขันทีรับใช้ที่ยืนอยู่ในศาลา มี่หมินเกือบคิดว่าตนเองก็ถูกสั่งให้ออกไปเช่นกัน จนกระทั่งเห็นแววตาพระสนมที่มองนาง ดังนั้นในศาลาจึงเหลือเพียงนางกับพระสนม

พระสนมเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาขึ้นมาเปิดฝาออกจิบช้าๆ สีหน้าอ่านไม่ออกแต่แววตาไม่สู้ดีนักทำให้มี่หมินรู้สึกวางตัวไม่ถูก จากนั้นพระสนมจึงพูดกับนาง “ได้ข่าวว่าฝ่าบาทรับสั่งให้เจ้าเป็นผู้ดูแลการจัดเตรียมตำหนักต้อนรับพระสนมใหม่ทั้งสองคน”

“เพคะ”

มุมปากพระสนมบิดยิ้ม “ฝ่าบาทคงไว้ใจเจ้ามาก”

นางไม่กล้าตอบ เกรงว่าจะเป็นการอวดอ้างเกินไป

พระสนมวางถ้วยชาลงเสียงดังคลิ๊ก หันมาพูดกับนางตรงๆ “ข้าอยู่ในวังรับใช้ฝ่าบาทมาหลายปี ไม่ง่ายเลยที่พระองค์จะทรงไว้วางใจนางกำนัลเช่นเจ้าให้รับใช้ใกล้ชิด...”

“พระสนมหม่อมฉันเพียงทำหน้าที่...”

กุ้ยเฟยยกมือห้าม “ให้ข้าพูดให้จบก่อน”

มี่หมินจึงจำต้องปิดปากให้สนิท

พระสนมเริ่มพูดต่อ “เจ้าคงไม่ทราบในวังหลวงแห่งนี้สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับฮ่องเต้คือบัลลังก์และอำนาจ สำหรับพระองค์การจะให้ความสำคัญกับใครล้วนคิดอย่างรอบคอบและถี่ถ้วน ทุกคนในที่นี้ไม่ว่าฮองเฮาหรือข้าล้วนเป็นเหมือนหมากบนกระดานของพระองค์”

มี่หมินก็พอจะทราบเรื่องนี้ แต่เมื่ออกจากปากพระสนมก็เหมือนจะตอกย้ำความจริงว่าฮ่องเต้นั้นมีความลึกซึ้งและแยบยลเพียงใดในการจัดการอำนาจที่มีให้เกิดความสมดุล

“ตอนนี้ฮ่องเต้เมตตาเจ้า ให้ความสำคัญกับเจ้ามากกว่านางกำนัลคนอื่น แต่เจ้าคงไม่เผลอคิดว่าตนเองสำคัญจนลืมคิดถึงฐานะที่แท้จริงของตนเอง ลืมว่าเจ้าเป็นใคร ลืมว่าเจ้ามีฐานะอะไร”

ที่แท้พระสนมเอกก็เรียกนางมาเพื่อตอกย้ำความจริงถึงฐานะอันต่ำต้อยของนาง มี่หมินเข้าใจแล้วตอนนี้ว่าเหตุใดพระสนมจึงมีท่าทางเย็นชาต่อนางอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ความหึงหวงทำให้คนทำเรื่องน่าละอายที่สุด แม้แต่การเหยียบย่ำคนอื่นก็ทำได้โดยไม่รู้สึกผิด เพียงแต่นางไม่เข้าใจเหตุใดพระสนมต้องหึงหวงนางในเมื่อฮ่องเต้ไม่เคยคิดสิ่งใดกับนางมากกว่าในฐานะนางกำนัลเท่านั้น!

“พระสนมโปรดวางพระทัย หม่อมฉันไม่เคยลืมฐานะที่แท้จริงของตนเองว่าเป็นใครมาจากไหน”

พระสนมยิ้ม รอยยิ้มบนใบหน้างดงามช่างขัดแย้งกับแววตาที่แสนอำมหิต! “ดี ในเมื่อเจ้าทราบฐานะตนเองดีอยู่แล้วก็อย่าได้คิดการณ์ใหญ่ หวังจะแทนที่ข้าในพระทัยฝ่าบาท ข้าเป็นถึงกุ้ยเฟยที่ฝ่าบาทแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง ในพระทัยฝ่าบาทไม่มีใครแทนที่ข้าได้”





_______________________________________________

กลับมาแล้วค่ะ หายไปหลายวัน ^^


ขอบคุณที่ติดตาม

ณ เชิงดอย

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.425K ครั้ง

3,749 ความคิดเห็น

  1. #1984 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 19:45
    เหน่ยจัยแทนน้อง
    #1984
    0
  2. วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 09:19
    ที่จริงองค์หญิงแคว้นหยูไม่ควรโผล่ในรายชื่อคัดเลือกนะคะเพราะยังไงองค์หญิงก็ถือเป็นบรรณาการที่ฝ่าบาทต้องได้รับอยู่แล้ว แล้วก็คัดสนมจะเอาเข้ามาแค่ไม่กี่คนเองเหรอคะปกติควรมากกว่านี้สิ
    #1696
    0
  3. #1117 NRAI (@NRAI) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 21:19

    ทำไมมีแต่คนคิดว่ามี่หมินยั่วยวนฝ่าบาท...มี่หมินไม่เข้าใจ//ถอนหายใจ~~

    https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-03.png

    #1117
    0
  4. #744 Pangg42 (@Pangg42) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 14:27
    ตกลงลูกชื่อลู่เสียนหรือลู่หรง?
    #744
    0
  5. #714 Xuehua_ns (@manaw_ns) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 12:39
    ว่าคนอื่นต่ำต้อย หล่อนก็ต่ำไม่แพ้กันล่ะวะ ทั้งต่ำต้อยและต่ำตมเลยล่ะ หึ
    #714
    0
  6. #704 วิภา (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 06:17

    อยากได้ ebook ไม่ทราบว่าจะออกเมื่อไหร่คะ

    #704
    0
  7. #599 25142551 (@25142551) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 16:45

    เป็นถึงกุ้ยเฟยแต่มาร้อนรนกับนางกำนัลต่ำต้อย ช่างน่าสมเพชจริงๆ เลยค่ะ

    #599
    0
  8. #564 ฝนโปรยไพร (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 19:36

    นางเอกดวงแข็งจริงๆ

    #564
    0
  9. #371 Barbara13 (@paning13) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 13:12
    พี่เต้บอกว่า ไม่ต้องยอมใคร สู้ใครก็ไม่มีความผิด ท่องไว้ ท่องไว้
    #371
    0
  10. #314 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 15:42
    ถ้ามั่นใจขนาดนั้นจะไปขู่คนอื่นทำไม
    #314
    0
  11. #288 Alienonplanet🌙🌎 (@numalangpor) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 02:50
    ตั้งได้ก็ปลดได้
    #288
    0
  12. #263 r123123 (@r123123) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 12:13

    โอรสคนโตของกุ้ยเฟย เดิมเขียนว่าชื่อ 'ลู่เสียน'

    แต่มาบทนี้ว่าชื่อ'ลู่หรง'

    ผิดหรือเปล่าคะ?

    ขอบคุณที่ลงให้อ่านเรื่องสนุกๆค่ะ

    #263
    0
  13. #257 dreaminfo (@dreaminfo) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 / 18:14
    เกลียจนางจังเลยมโนเก่งจิง
    #257
    0
  14. #97 ดิเดียร์ (@pdeer11) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 23:38
    น้องดอกเนี้ยร้ายจริงๆแค่ลูกพ่อค้านะเนี้ย
    #97
    0
  15. #7 rotee (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 05:17

    หลงตัวเอง มากเลยนะเจ้ฟาง

    #7
    0