สายลมนิรันดร์ (ตีพิมพ์ B2S)

ตอนที่ 15 : ตอนที่ 14 แมงเม่าบินเข้ากองไฟ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25420
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1583 ครั้ง
    30 มี.ค. 62


ตอนที่ 14  แมงเม่าบินเข้ากองไฟ



 

ภายในตำหนักของพระสนมสวีเจาเสียนเฟยองค์หญิงแห่งแคว้นเย่ ฮ่องเต้มองหน้าสวีเจาและกล่าวช้าๆ

“เพราะเจ้าส่งจดหมายไปหาอ๋องแคว้นเย่ เขาจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะก่อสงคราม ข้ายังไม่ได้ขอบใจเจ้าในเรื่องนั้น แต่ข้ายังไม่มีโอกาสได้ถามเลยว่าเจ้าเขียนอะไรในจดหมายนั่น”

นางสูดหายใจเบาๆ มองเขาด้วยแววตาเจ็บปวด “ฝ่าบาทเป็นคนฉลาดน่าจะทราบดีว่าหม่อมฉันเขียนสิ่งใดลงไปเพื่อเตือนสติท่านอ๋อง”

เขายิ้มมุมปากมองนางอย่างเย้ยหยัน “ข้าฉลาดไหนเลยจะฉลาดเท่าเจ้ากับเขาที่คิดจะหลอกข้า”

“ฝ่าบาทเพคะ!” สวีเจาอุทานเบาๆ ใบหน้างดงามซีดเผือด เหลือบมองมี่หมินที่ยืนอยู่ข้างประตูไม่ห่างจากโต๊ะที่ทั้งสองนั่งคุยกันนักด้วยความไม่สบายใจ

“ไม่มีอะไรต้องห่วง นางเป็นคนของข้า นางเก็บความลับได้” นอกจากเขาและสวีเจาไม่มีใครทราบความลับระหว่างเขานางและเพราะความลับนี้ทำให้เขาได้เปรียบนางและอ๋องแคว้นเย่ เป็นความลับที่เขาไม่คาดคิดมาก่อนแต่เมื่อทราบเฟยหลงก็ไม่คิดจะปล่อยให้เสียเปล่า

คราวนี้นางมองมี่หมินนิ่งและเชิดหน้าขึ้น “หม่อมฉันไม่ทราบมาก่อนว่าฝ่าบาทไว้ใจคนอื่นถึงเพียงนี้ ทั้งที่ตลอดมา...” จากนั้นนางก็เงียบไปเสียเฉยๆ

ไว้ใจ...คำนี้ไม่เคยเกิดกับเขามานานมากแล้ว “เพราะความไม่ไว้ใจของข้ามิใช่หรือที่ทำให้ข้าทราบความจริงบางอย่าง บทเรียนแห่งความไว้ใจของข้าราคาแพงยิ่งกว่าสิ่งใด เจ้าเองก็น่าจะรู้แล้ว”

สีหน้าละอายใจและเสียใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสวีเจาแวบหนึ่ง นางหลุบตาลงต่ำ “หากฝ่าบาทต้องการมาที่นี่เพื่อตกย้ำความผิดพลาดในอดีตของหม่อมฉัน ได้โปรดอย่ามาเลยเพคะ”

เขายกจอกสุราขึ้นชูให้นาง “พระสนมเจ้ายังเย็นชากับข้าเสมอ” จากนั้นจึงจิบช้าๆ ลิ้มรสชาติของสุราจากแคว้นเย่อันนุ่มละมุนซึ่งเป็นหนึ่งไม่มีสอง

“เย็นชา?” นางหัวเราะเบาๆ ด้วยความขมขื่น “ฝ่าบาทกล่าวผิดคนแล้วเพคะ คนที่เย็นชาเป็นฝ่าบาทต่างหาก ส่วนหม่อมฉัน...หม่อมฉันและลูกเป็นเพียงเบี้ยบนกระดานเท่านั้น”

เฟยหลงมองหน้านาง...ใบหน้าที่งดงาม น่าเสียดายที่นางกล้าคิดปกปิดความจริงหลอกลวงเขาราวกับคนหน้าโง่ อาจเพราะก่อนหน้านี้ก่อนจะมาเป็นเสียนเฟยของเขานางยังไม่รู้จักเขาดีพอ นางจึงคิดจะว่าจะหลอกเขาได้ ตอนนี้ผ่านมาสองปีกว่า นางได้ลิ้มรสชาติของความพ่ายแพ้และผิดหวังแล้ว  

“เจ้าคงไม่ลืม เจ้ากับเขาเริ่มเรื่องนี้ก่อน และข้าก็ไม่ใช่คนขี้หลงขี้ลืมที่พร้อมให้อภัยกับใครง่ายๆ”

“เพคะเพราะหม่อมฉันเองที่เริ่มเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น ดังนั้น...” แววตานางสั่นไหว “...ดังนั้นจึงอดรู้สึกเสียดายไม่ได้ ถ้าหากว่าเพียงแต่หม่อมฉันพบกับ...” จากนั้นนางก็ก้มลงมองกำไลมือตนเองและไม่พูดอะไรอีก

เขารู้ว่ากำไลนั่นคือกำไลของหลิวเหวินอ๋องแคว้นเย่ที่มอบให้นางก่อนส่งตัวนางมาเป็นสนมของเขาที่เมืองหลวง สวีเจากับหลิวเหวินเป็นญาติกัน พวกเขาสองคนผูกพันใกล้ชิดมาตั้งแต่เล็กจนโตและความผูกพันก็ได้พัฒนาไปสู่สิ่งที่ไม่ควร!

“เจ้ายังใส่กำไลอันนี้อยู่อีกหรือ?

นางชักมือหลบสายตาเขา ซ่อนกำไรไว้ภายใต้แขนเสื้อที่สวมอยู่ “นี่เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวหม่อมฉันเอาไว้กับบ้านเกิด”

“เจ้าภักดีกับบ้านเกิดเมืองนอนทั้งที่พวกเขาส่งเจ้ามาที่นี่ในฐานะบรรณาการ นับว่าอ๋องแคว้นเย่เสียสละได้ถูกคน” เขาวางจอกสุราลงบนโต๊ะ “อ๋อนแคว้นเย่ยังไม่แต่งงานบางทีข้าควรหาเชื้อพระวงศ์ที่เหมาะสมสักคนไปแต่งงานกับเขาเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เจ้าคิดว่าอย่างไร?

มีความตกตะลึงแวบหนึ่งปรากฏในแววตาของนาง ก่อนนางจะก้มศีรษะ “เรื่องนี้หม่อมฉันไม่มีความเห็น คงต้องแล้วแต่ฝ่าพระเมตตาของฝ่าบาทและความพึงพอใจของท่านอ๋องเพคะ”

“เจ้าไม่เสียใจรึ?

นางไม่ตอบคำถามแต่แววตาและสีหน้านางแสดงให้เห็นว่านางไม่เสียใจหากอ๋องแคว้นเย่จะแต่งงาน

เขายื่นมือออกไปช้อนปลายคางนางขึ้น ก้มลงประกระซิบข้างหูเบาๆ “นับว่าเกือบสามปีที่ผ่านมาความพยามของข้าไม่เสียเปล่า มีคนบอกว่าจิตใจคนเราเปรียบดังสายน้ำไหล เจ้าทำให้ข้าเห็นแล้วว่ามันจริง”

ใบหน้างดงามของเสียนเฟยแดงก่ำก่อนจะซีดเผือดลงช้าๆ นางสะบัดหน้าหนีเขาไปอีกทาง

เฟยหลงเหลือบมองมี่หมินด้วยหางตา นางมองสวีเจาด้วยความสนใจแต่พอทราบว่าเขามองอยู่ก็หน้าแดงก่ำรีบก้มหน้าหลบตาด้วยท่าทางสำนึกผิด

เมื่อเขาลุกขึ้นเตรียมตัวกลับ สวีเจาจึงขยับตัวและเอ่ยกับเขา “คงจะมีสักวันที่ฝ่าบาทจะเข้าใจความรู้สึกของหม่อมฉันว่ารู้สึกอย่างไร ความรู้สึกที่เหมือนแมงเม่าบินเข้ากองไฟ ทั้งๆที่รู้ดีว่าไฟนั่นร้อนเพียงใด”

เขาแค่นยิ้ม “มีแต่คนโง่เท่านั้นที่พาตนเองไปอยู่ในจุดที่เจ้าอยู่ บินเข้ากองไฟทั้งๆที่รู้ว่าจะถูกทำลาย”

นางหลับตาส่ายหน้าช้าๆและสะอื้นออกมาครั้งหนึ่ง “สักวันเถิดเพคะ สักวันจะมีคนทำให้ฝ่าบาทรู้สึกเช่นนั้น”

 

มี่หมินมองตามแผ่นหลังของฮ่องเต้ซึ่งสวมฉลองพระองค์สีทองลายมังกรที่เดินนำหน้าทุกคน ในตำหนักพระสนมสวีเจาเสียนเฟยนั้น บทสนทนาระหว่างฮ่องเต้และพระสนมคือศิลปะแห่งการพูดคุยชั้นยอด คล้ายจะเผยความลับอะไรบางอย่าง แต่ไม่เปิดเผยเลยสักอย่าง!

นางไม่ทราบเลยว่าทั้งสองคุยเรื่องอะไร โกรธแค้นกันด้วยเรื่องใด เหตุใดพระสนมคิดว่าตนเองและลูกเป็นเบี้ย เหตุใดฮ่องเต้จึงคิดว่าทั้งหมดเป็นความผิดนางและ...เขาคนนั้น คือใคร?

หรือว่าจะเป็นอ๋องแคว้นเย่!

แล้วยังถ้อยคำเปรียบเทียบของพระสนมอีก แมงเม่าที่บินเข้ากองไฟ ราวกับพระสนมกำลังตัดพ้อต่อว่าฮ่องเต้...จะว่าไปใครๆก็ทราบว่าฮ่องเต้โปรดเสียนเฟยไม่น้อย นางจะตัดพ้อฮ่องเต้ไปทำไม หรือนางเข้าใจผิดไปเอง?

เพราะมัวแต่ใจลอยมี่หมินจนเดินชนกับแผ่นหลังของฮ่องเต้ที่หยุดยืนอยู่ตรงหน้าอย่างจัง นางสะดุ้งรีบทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นไม่กล้ามองพระพักตร์ฮ่องเต้ “ฝ่าบาท!...หม่อมฉัน...หม่อมฉันไม่ระวัง หม่อมฉันสมควร...”

“สมควรอะไร?

มี่หมินกัดปากไม่กล้าบอกว่าตนเองสมควรตาย เพราะนางไม่อยากตาย “เอ่อ...หม่อมฉัน...”

“เจ้าจะคุกเข่าอยู่ตรงนี้อีกนานแค่ไหน ลุกขึ้นได้แล้ว” สิ้นเสียทรงอำนาจมือแข็งแรงก็ฉุดนางขึ้นยืน ได้ยินเสียงกระซิบว่า “ซุ่มซ่าม”

มี่หมินไม่กล้าแม้แต่เงยหน้ามอง ก้าวถอยหลังถึงสองก้าวเต็มๆ “หม่อมฉัน...”

“เจ้ากำลังใจลอยถึงบางอย่างข้าเข้าใจ เอาล่ะไปได้แล้ว”

นางได้แต่ถอนหายใจเฮือกรีบตามเสด็จ ข้างๆได้ยินเสียงจูกงกงถอนหายใจเฮือก เช่นเดียวกับขันทีและนางกำนัลคนอื่นๆ

“เจ้านี่จะทำให้ข้าหัวใจวาย”

นางก็เกือบหัวใจวายเช่นกัน!

ภาพเหตุการณ์ที่กินเวลาเพียงสั้นๆนั้นไม่ได้มีเพียงคนจากตำหนักใหญ่เท่านั้นที่เห็น แต่ยังมีฟางเซียนกุ้ยเฟยที่บังเอิญจะเข้าเฝ้าฮ่องเต้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด!

 

ฟางเซียนหยุดมองภาพฮ่องเต้ฉุดนางกำนัลคนนั้นขึ้นจากพื้นทั้งที่นางทำผิดไร้มารยาทเดินชนแผ่นหลังฮ่องเต้อย่างไม่เชื่อสายตา นางไม่เชื่อว่าคนอย่างฮ่องเต้จะลดตัวลงไปทำเช่นนั้นกับนางกำนัลชั้นต่ำคนหนึ่งแทนที่จะสั่งลงโทษที่นางลบหลู่พระองค์!

นั่นคือคนที่หัวหน้านางกำนัลบอกกับนางว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฮ่องเต้ไม่ได้ปฏิบัติต่อผู้หญิงคนนั้นต่างจากนางกำนัลคนอื่น คนที่ยืนยันกับนางด้วยตนเองว่าเป็นเพียงนางกำนัลฐานะต่ำต้อยไม่ได้รับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้เกินกว่าหน้าที่?

ฟางเซียนยกมือขึ้นกุมอก ความเจ็บปวดนั้นทิ่มแทในใจ หลายปีแล้วที่นางไม่ได้รู้สึกหึงหวงฮ่องเต้กับหญิงคนใดมาก่อน ไม่แม้แต่กับฮองเฮาหรือสนมคนอื่นๆ นั่นเพราะนางแน่ใจว่าผู้หญิงเหล่านั้นไม่มีความหมายใดๆมากกว่าเครื่องช่วยคำจุนราชบัลลังก์หรือที่รองรับอารมณ์เท่านั้น

“พระสนม...” อิ๋งกุ้ยกระซิบเบาๆ “จะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทไม่ใช่หรือเพคะ ตอนนี้น่าจะเป็นโอกาสดีที่...”

“ตอนนี้คงไม่เหมาะ เอาไว้วันหลังค่อยไป”

“พระสนมเมื่อสักครู่นั่น...”

“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ข้าไม่อยากได้ยิน” 

อิ๋งกุ้ยไม่พูดอะไรอีก ฟางเซียนหันหลังกลับตำหนักในใจครุ่นคิดถึงภาพที่ฮ่องเต้กุมมือนางกำนัลชั้นต่ำอย่างมี่หมินไปตลอดทาง

 

“จดหมายจากคู่หมั้น เจ้าไม่อ่านหรือ?

“เอ๋?” มี่หมินหยุดมือที่กำลังฝนหมึกเงยหน้ามองพระพักตร์ฮ่องเต้ด้วยความแปลกใจ “จดหมายหรือเพคะ?

ฮ่องเต้ซึ่งไม่แม้แต่หันมามองนางขณะเขียนราชโองการตอบโดยไม่หยุดมือ “เจ้าจำไม่ได้หรือ จดหมายที่เหม่ยเหรินให้เจ้าที่ตำหนัก”

“อ้อ...เพคะ” มี่หมินคิดได้ว่าหลวนเฉิงฝากจดหมายมาให้นางและนางยังไม่ได้เปิดอ่าน บางทีเขาอาจเขียนมาสอบถามชีวิตความเป็นอยู่ของนาง ตอนนี้ฤดูฝนหลวนเฉิงน่าจะมาพักที่เรือนรับรองบ้านนายท่านแล้ว

ฮ่องเต้ถอนใจวางพู่กันลงปรายตามองนาง “ข้าถามว่าเจ้าไม่เปิดจดหมายเขาออกอ่านหรือว่าเขาเขียนมาว่าอย่างไร”

“ตอนนี้หรือเพคะ?” นางมองซ้ายมองขวา ในห้องทรงอักษรของฮ่องเต้และยังมีพระองค์นั่งอยู่จะให้นางอ่านจดหมายเหล่านั้นได้อย่างไร แม้คนอย่างนางก็ทราบว่าเป็นการเสียมารยาทมากอาจถูกลงโทษได้ง่ายๆ

“ไม่ผิด ตอนนี้”

“แต่ว่า...”

“แต่อะไร?

นางยกมือแท่งหมึกให้พระองค์ดู “ตอนนี้หม่อมฉันกำลังทำหน้าที่ถวายการรับใช้ฝ่าบาทจะให้เอาเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวกับเรื่องส่วนรวมได้อย่างไรเพคะ”

“ข้ากำลังอนุญาตให้เจ้าทำ ไม่สิ...ข้าสั่งให้เจ้าทำ เปิดจดหมายนั่นออกอ่านซะ เจ้าจะได้เลิกกังวลถึงจดหมายนั่นและตั้งใจทำหน้าที่ของตนเอง”

นางไม่ทราบเลยว่านางกังวลเรื่องจดหมาย หากฮ่องเต้ไม่ตรัสถึงนางก็แทบลืมไปแล้วด้วยซ้ำเพราะตั้งใจว่าจะนำไปอ่านที่ห้อง มี่หมินเหลือบมองจูกงกงขอความช่วยเหลือ เขายืนเฉยทำเป็นไม่ได้ยินบทสนทนาระหว่างนางกับฮ่องเต้ นางจึงจำต้องหยิบจดหมายในแขนเสื้อออกมาเปิดอ่านตามพระบัญชา

หลวงเฉิงลายมือสวยงามเป็นระเบียบดังเคย เขาเขียนมาถามข่าวคราวนางดังที่นางคิดไว้ เล่าเรื่องน่าสนใจที่เขาไปพบมาระหว่างเดินทางไปตามเมืองต่างๆเพื่อรักษาผู้คน เก็บรวบรวมสมุนไพรสำหรับนำมาทำเป็นยารักษาโรค ท้ายจดหมายเขาถามนางว่าจะได้ออกจากวังหลวงเมื่อไหร่ เขายังยืนยันคำเดิมว่าเขาจะรอ

“...มี่เอ๋อข้ายังเฝ้ารอวันที่เจ้าออกจากวังหลวงเพื่อกลับมาเล่นหมากล้อมด้วยกันที่สวนไผ่เรือนรับรองอีกครั้ง”

มี่หมินมองจดหมายและเผลอถอนใจออกมาโดยไม่รู้ตัว

“เจ้าถอนใจ มีแต่คนทุกข์ใจเท่านั้นที่ถอนใจเช่นนี้ คู่หมั้นเจ้าส่งข่าวที่ไม่ดีให้เจ้าหรือไร?

นางรีบพับเก็บจดหมายเมื่อได้ยินฮ่องเต้ตรัสถาม “หามิได้เพคะ เพียงแต่จู่ๆก็คิดถึงเรื่องในอดีตขึ้นมาเท่านั้น”

“ข้านึกว่าพอเจ้าไม่อยู่เขาก็หาว่าที่เจ้าสาวคนใหม่เสียแล้ว” ฮ่องเต้บอกหน้าตาเฉยด้วยท่าทางไม่แยแสว่านางจะรู้สึกอย่างไร หากนางเป็นคู่หมั้นของหลวนเฉิงจริงๆ

นางอดแก้ตัวแทนหลวนเฉิงไม่ได้ “อาจารย์...เอ่อ...คู่หมั้นหม่อมฉันเขาไม่ใช่คนโลเลเช่นนั้นเพคะ”

“พวกเจ้าสองคนคงผูกพันกันมาก”

มี่หมินทำหน้าไม่ถูกเมื่อถูกถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้วี่แววอยากรู้ของฮ่องเต้ ราวกับกำลังพูดถึงมดปลวกสักตัว นางกับหลวนเฉิงผูกพันกันในฐานะศิษย์อาจารย์นั้นแน่นอน แต่นางไม่สามารถบอกฮ่องเต้ตรงๆได้ “เพคะ หม่อมฉันกับเขาผูกพันกันมานาน”

“เจ้าอยากเขียนจดหมายตอบเขาหรือไม่? หากเจ้าต้องการข้าจะอนุญาตให้เจ้าเขียน”

นางไม่อยากเชื่อหูว่าฮ่องเต้จะมีเมตตากับนางเพียงนี้ “จริงหรือเพคะ?

“เจ้าจำเป็นต้องถามย้ำทุกรอบที่ข้าพูดหรือ?

นางเม้มปากแน่นไม่กล้าพูดอีก

ฮ่องเต้ทำเสียง หึ ในลำคอและลุกขึ้นยืน “มานั่งนี่สิแล้วเขียนจดหมายนั่นซะก่อนข้าจะเปลี่ยนใจ”

มี่หมินลุกขึ้นอย่างเงอะงะงุ่มง่ามจนเกือบสะดุดเท้าตนเองเพราะตื่นเต้นและคาดไม่ถึง นางเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ของฮ่องเต้...หัวใจเต้นระรัวแปลกๆ ก่อนหยิบกระดาษและพู่กันขึ้นมาและเริ่มต้นเขียนจดหมายถึงหลวนเฉิงอย่างรวดเร็ว

 

เฟยหลงพิจารณาสิ่งที่มี่หมินเขียนถึงคู่หมั้นนางนอกวัง ทุกถ้อยคำเรียบง่าย นางตอบคำถามเขาว่าสบายดีและถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเขากับคนอื่นๆในบ้านซือเสียน

เขามองลายมือของมี่หมินซึ่งเป็นระเบียบจนน่ายกย่อง หากไม่ทราบฐานะนางเขาคงคิดว่านางได้รับการศึกษามาอย่างดี...บางทีด้วยแบบแผนการเล่าเรียนที่ไม่เหมือนใครนางอาจได้รับการศึกษาที่ดีเยี่ยมกว่าคนทั่วไปก็ได้เช่นกัน เฟยเหลงไล่สายตาอ่านเนื้อความที่นางเขียนช้าๆ ในจดหมายไม่มีคำหวานแม้เพียงครึ่งคำ ไม่มีคำพร่ำพรอดหวานล้ำ จดหมายฉบับนี้ไม่ควรเป็นจดหมายของคนที่หมั้นหมายกันด้วยซ้ำ มันดูเหมือนจดหมายของลูกศิษย์ผู้เคร่งครัดเขียนถึงอาจารย์มากกว่า?

เฟยหลงผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ไม่ทราบเพราะเหตุใดเขาจึงรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจอย่างประหลาด!

เมื่อมี่หมินเขียนจดหมายเสร็จ นางพบจดหมายใสในซองเรียบร้อย เขาจึงหยิบจดหมายของนางขึ้นมาถือไว้ส่งให้จูกงกง

“นำไปมอบให้คนที่ชื่อหลวนเฉิงที่บ้านพักของบิดามารดาซือเสียนเหม่ยเหริน”

“พะยะค่ะฝ่าบาท”

นางลุกขึ้นทำความเคารพเขา “ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะที่ทรงเมตตา”

เขามองหน้านาง นางคงไม่ทราบว่าระหว่างเขียนจดหมายได้ทำน้ำหมึกกระเด็นโดยข้างแก้มจนเปื้อนเป็นวงเล็กๆ เฟยหลงยื่นมือออกไป บรรจงเช็ดน้ำหมึกออกจากแก้มเนียนละเอียดเบาๆ ราวกับเกรงว่าแก้มนางจะชอกช้ำ ดวงตาของมี่หมินเบิกกว้าง นางไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว  เขาบิดยิ้มชักมือกลับอย่างอ้อยอิ่ง ด้านนอกเสียงขันทีดังขึ้น

“ฝ่าบาทฮองเฮามาขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”

เฟยหลงเม้มปากแน่นทันที มี่หมินรีบหมุมนตัวเดินลงไปยืนประจำจุดที่นางกำนัลควรยืน นางก้มหน้าอยู่ตรงนั้นไม่ปริปากพูดอะไรอีก ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เขามองไปที่ประตูและเอ่ยปาก “ให้ฮองเฮาเข้ามา”

ฮองเฮาซึ่งสวมชุดพิธีการในฤดูฝนก้าวเข้ามาพร้อมนางกำนัลรับใช้สองคน นางย่อกายถวายความเคารพเขา เขาเชื้อเชิญนางให้นั่งที่โต๊ะน้ำชา จูกงกงรินชาให้ทั้งเขาและนางตามหน้าที่

“หลายวันก่อนฝ่าบาทรับสั่งให้หม่อมฉันเตรียมการต้อนรับคณะทูตจากแคว้นหยู หม่อมฉันจึงนำกำหนดการของฝ่ายในมาให้ฝ่าบาททอดพระเนตรเพื่อชี้แนะเพคะ”

เขารับกำหนดการของนางมาเปิดออกอ่านและส่งคืน “เจ้าทำได้ดีแล้ว ข้าไม่มีสิ่งใดแก้ไขให้ดำเนินการตามนั้นได้เลย”

นางยิ้มกว้าง “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงไว้ใจหม่อมฉันเพคะ” ตั้งแต่ที่เขาชมนางต่อหน้าขุนนางน้อยใหญ่เรื่องอ๋องแคว้นเย่ ฮองเฮาก็ดูจะมีความสุขกว่าเคย

เขากดยิ้มมุมปาก “เจ้าเป็นฮองเฮาของข้า ข้าจะไม่ไว้ใจเจ้าได้อย่างไร”

“เพคะ หม่อมฉันเป็นฮองเฮาของฝ่าบาทจะไม่ไว้ใจหม่อมฉันได้อย่างไร แต่...” นางหลุบตาลงต่ำ “แต่เมื่อเทียบกับสนมคนอื่นของฝ่าบาทในวังหลัง หลายครั้งที่หม่อมฉันรู้สึกว่าในฐานะฮ่องเต้กับฮองเฮาเราช่างห่างไกลกันยิ่งนัก”

ชิงจูเป็นสตรีที่งดงามและเพียบพร้อมทุกด้านสมกับที่เกิดมาในชนชั้นสูงแต่การที่นางเคยแต่อยู่สูงสุดทำให้นางปราศจากความเห็นอกเห็นใจผู้คนที่ต่ำต้อยกว่านาง อัครมหาเสนาบดีบินางนางนั้นมีอำนาจมากในราชสำนักยิ่งมีฐานะของบุตรีหนุนหลังเขาก็ยิ่งมีอำนาจ ยิ่งมีอำนาจก็ยิ่งต้องจับตามองไม่ให้คลาดสายตา หากนางรู้สึกว่าตนเองไม่อาจสู้ฟางเซียนได้ในแง่ของการเป็นคนโปรดของเขา นั่นก็เพราะเขาต้องการทำให้นางรู้สึกเช่นนั้น

เขาสะกดความเย็นชาที่มีต่อนางเอาไว้ ในฐานะฮองเต้เขาไม่อาจเกลียดนาง ไม่...จนกว่านางจะมีเหตุผลให้เขารู้สึกเช่นนั้น “ฮองเฮาเจ้าคิดมากไปแล้วหรือเจ้ากำลังต่อว่าที่ข้าปฏิบัติต่อเจ้าไม่เท่าเทียบกับคนอื่น”

นางรีบส่ายหน้า “หามิได้เพคะ หม่อมฉันมิกล้า”

เขายกชาขึ้นจิบ “ก็ดีเพราะข้าในฐานะฮ่องเต้คงไม่อาจให้อภัยตนเองที่ละเลยเจ้าจนทำให้เข้าคิดเป็นอื่น”

หลังจากตัดพ้อเขาแต่พองามนางก็เริ่มตำหนิตัวเอง “หม่อมฉันแย่เสียจริง ทั้งที่ฝ่าบาททรงงานหนักทุกวันกลับนำเรื่องไม่ควรมาทูล อย่าถือสาหม่อมฉันเลยเพคะ” และพยักพเยิดไปทางนางกำนัลที่ถือถาดซึ่งด้านบนมีถ้วยกระเบื้องวางอยู่ปิดฝามิดชิด “หม่อมฉันเห็นว่าฝ่าบาททรงงานคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อยจึงให้คนนำรังนกตุ๋นโสมมาถวายเพคะ”

ระหว่างเขากำลังทานรังนกที่นางนำมาถวายนางก็หันไปเห็นมี่หมิน “นางกำนัลคนนี้หม่อมฉันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเป็นนางกำนัลใหม่หรือเพคะ”

มี่หมินก้มหน้างุดไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น

เขาวางถ้วยในมือลงบนโต๊ะข้างๆ ทำเหมือนไม่สนใจเมื่อตอบ “ใช่ นางเพิ่งมาอยู่ไม่นาน” ฮองเฮาไม่เหมือนอินฉินนางจะไม่แสดงความริษยาหรือไม่พอใจจนออกนอกหน้า แต่ในใจนางคิดสิ่งใดอยู่ใครจะไปทราบได้ จากนั้นจึงชวนนางเปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียนเพื่อไม่ให้มี่หมินถูกฮองเฮาเพ่งเล็ง “ข้าเห็นในกำหนดการเจ้าจัดให้มีการแสดงต่อหน้าทูตแห่งแคว้นหยู ดี...แคว้นหยูรักความสนุกรื่นเริง พวกเขาจะต้องพอใจการต้อนรับของเราซึ่งจะส่งผลต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างราชสำนักและแคว้นหยู”

ฮองเฮาหมดความสนใจในตัวมี่หมินทันที “เพคะ หม่อมฉันทราบดีว่าฝ่าบาทให้ความสำคัญกับแคว้นหยูมาตลอด จึงตั้งใจเตรียมการต้อนรับพวกเขาไม่ให้ดี”

แม้จะเป็นเพียงแคว้นเล็กๆแต่แคว้นหยูเป็นเหมือนเมืองหน้าด่าน เป็นฐานที่มั่นสำคัญระหว่างแผ่นดินของของราชวงศ์เจ้ากับชนกลุ่มน้อยนอกด่าน เขาไม่ต้องการให้มีสงครามดังนั้นการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างราชสำนักกับแคว้นหยูจึงเป็นสิ่งจำเป็น

ฮองเฮายกชาของนางขึ้นจิบ กล่าวช้าๆว่า “หม่อมฉันได้ยินมาว่าองค์หญิงแคว้นหยูในวัยสิบเก้าปีงดงามโดดเด่น”

เขาไม่พูดอะไรในใจนั้นมีแผนการสำหรับแคว้นหยูและองค์หญิงคนนั้นอยู่แล้วเพียงแต่เขาจะไม่บอกกับฮองเฮาให้นางทราบเท่านั้น

เมื่อเห็นเขาไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับนางจึงปล่อยผ่าน “หม่อมฉันรบกวนเวลาทรงงานของฝ่าบาทนานแล้ว ถึงเวลาต้องขอตัวกลับตำหนักแล้วเพคะ”

ฮองเฮาและคนของนางกลับไป เขาหันไปถามจูกงกงเบาๆไม่ให้มี่หมินได้ยิน “กำหนดคัดเลือกพระสนมคือเมื่อไหร่”

จูกงกงทำหน้าคิดก่อนตอบ “อีกหนึ่งเดือนพะยะค่ะ”

มุมปากเฟยหลงคลี่ยิ้มเล็กน้อย “ดี ทูตแคว้นหยูมาได้ตรงเวลาพอดี”




---------------------------------------------------------------------------- 

ขอบคุณค่า 

ณ เชิงดอย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.583K ครั้ง

3,750 ความคิดเห็น

  1. #1981 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 19:23
    แตะตัวน้องเก่งงง
    #1981
    0
  2. #1108 NRAI (@NRAI) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 20:21

    ฟางเซียนรุแล้วววววว!!!

    #1108
    0
  3. #1020 Chichaya Pongkun (@plengzaha) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 00:50
    สนุกๆมากเลยค่ะ รออยู่นะคะ love u
    #1020
    0
  4. #738 mntp_ (@mntp_) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 01:13
    เอาล่ะระหว่าง หมินเอ๋อ ปะทะ มี่เอ๋อ ใครจะเป็นคนชนะ55555555555555
    #738
    0
  5. #730 Phoomesri567 (@Phoomesri567) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 22:18
    สนุกมากกกก อ่านรวดเดียวเลย
    #730
    0
  6. #413 pemipond (@pemipond) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 13:45

    ทำไมต้องไม่ให้มี่หมินได้ยินด้วย

    #413
    0
  7. #368 Barbara13 (@paning13) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 12:43
    ส่งมห้อ๋องเย่ว รึว่าจะเอาไว้เองคะ
    #368
    0
  8. #349 YuuuuuY (@YuuuuuY) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 00:30

    ร้ายกาจจจยิ่งนักเพคะ 5555
    #349
    0
  9. #286 Alienonplanet🌙🌎 (@numalangpor) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 02:27
    ฝ่าบาททรงร้ายกาจนัก วางแผนให้ทราบข้อความในจดหมาย หึหึ
    #286
    0
  10. #3 rotee (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 23:41

    สนุกมากๆ อย่าหายไปนะค่ะ

    #3
    0