สายลมนิรันดร์ (ตีพิมพ์ B2S)

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 11 เด็กโง่!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27449
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2137 ครั้ง
    24 มี.ค. 62


ตอนที่ 11 เด็กโง่!

 


            มี่หมินฝนหมึกช้าๆในใจให้นึกสงสัย วันนั้นหลังออกจากหอนางโลมนางกลับมาถึงห้องพักได้อย่างไร นางจำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงเสียแล้ว!

            นางเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของฮ่องเต้ขณะทรงเขียนราชโองการ นางไม่กล้าเอ่ยถามพระองค์ ในฐานะนางกำนัลนางช่างบังอาจนักที่ทำหน้าที่ไม่ทันลุล่วงก็เมามายไม่ได้สติ แต่นางไม่เคยดื่มเหล้ามาก่อนและหญิงคณิกาเหล่านั้นก็ช่างคะยั้นคะยออยากจะปฏิเสธ นางนอกจากจะไม่ทำความดีความชอบยังทำตัวเองขายหน้า ที่คิดว่าจะสร้างความชอบเพื่อขอต่อรองออกจากวังหลวงในอนาคตดังที่พระสนมแนะนำคงสูญเปล่า!

            “หน้าข้ามีสิ่งใดติดอยู่ เจ้าจึงได้จ้องไม่วางตาเช่นนี้” ฮ่องเต้ตรัสถามทั้งที่ไม่หยุดมือและไม่ละสายตาจากราชโองการตรงหน้า

            นางรีบปฏิเสธ “ไม่มีเพคะ”

            “ไม่มีหรือไม่อยากพูดกันแน่”

            ฮ่องเต้เองก็เป็นยอดนักอ่านใจคนเช่นกัน

“หม่อมฉันไม่แน่ใจว่าควรพูดออกมาหรือไม่เพคะ”

“เจ้าไม่พูดจะทราบได้อย่างไรว่าควรหรือไม่ควร” ทรงตวัดมืออย่างคล่องแคล่ว ลายพระหัตย์ของฮ่องเต้นั้นเป็นระเบียบและหนักแน่น หลวนเฉิงเคยบอกนางว่าลายมือบ่งบอกลักษณะผู้คนได้เช่นเดียวกัน

ในเมื่อฮ่องเต้เปิดโอกาสเพียงนี้ มี่หมินจึงหยุดฝนหมึก ตัดสินใจที่จะถามเอาตรงๆ “เมื่อวันก่อนฝ่าบาทเสด็จไปที่...เอ่อ...หอเยว่เป่ย หม่อมฉันจำได้ว่าไปอย่างไรแต่จำไม่ได้ว่ากลับถึงวังหลวงอย่างไร ไม่ทราบว่า...ว่าทำตัวเป็นภาระทำให้ฝ่าบาทไม่พอพระทัยหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นขอได้โปรด...”

ฮ่องเต้ทำเสียงเหอะเบาๆในลำคอขัดจังหวะนาง “เจ้านี่ประหลาดนัก ข้าไม่คิดเอาเรื่องแต่เจ้ากลับรื้อฟื้นขึ้นมาให้ข้าเอาเรื่องเจ้า”

“หม่อมฉันไม่ได้หมายความเช่นนั้นเพคะ”

ในที่สุดก็ทรงละสายตาจากราชโองการมาจ้องหน้านาง “แล้วเจ้าหมายความว่าอย่างไร?

ภายใต้สายตาคมกริบสีนิลที่ทำให้ใบหน้านางร้อนผ่าว มี่หมินนึกอยากวิ่งไปซ่อนหลังจูกงกงผู้ยืนไม่รู้ร้อนรู้หนาวอีกฟากของห้องนัก “หม่อมฉันหมายความว่าเอ่อ...โปรดให้อภัยในความสะเพร่าของหม่อมฉันด้วยเพคะ”

“หากเจ้าสะเพร่าก็คงเป็นเพราะเจ้าไม่เคยลิ้มรสสุรา ข้าไม่ถือสาที่เจ้าเมามายไม่ได้สติ”

นางหลบตาฮ่องเต้ที่เหมือนจะกวาดตามองใบหน้านางช้าๆด้วยแววตาประหลาด มองมือตนเองที่วางอยู่บนตัก ในเมื่อไม่คิดเอาเรื่องนางในครั้งนี้ มี่หมินจึงไม่คิดจะเซ้าซี้ให้ฮ่องเต้ลงโทษตนเองอีก แม้นางจะมีเรื่องสงสัยอยู่มากว่าชายที่ฮ่องเต้ไปพบคนนั้นคือใคร มีความสำคัญอย่างไร เหตุใดต้องเสด็จไปที่หอนางโลมแทนที่จะหารือกันในวังหลวง

แต่...นางก็ไม่กล้าถาม

ฮ่องเต้กล่าวขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย “เจ้าคิดว่าชายคนนั้นเชื่อถือได้มากแค่ไหน”

มี่หมินสะดุ้ง “ใครหรือเพคะ?

“คนที่เจ้ากำลังคิดถึงเขาอยู่”

ฮ่องเต้ราวกับเข้ามานั่งอยู่กลางหัวนาง ถือโอกาสไขข้อสงสัยให้ตนเอง “เขาคือใครเพคะ?

“เจ้าอาจจะได้ยินเรื่องที่เจ้าเมืองเหอเจี้ยนถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมเมื่อสองเดือนก่อนแล้ว”

“เพคะ หม่อมฉันได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง” ข่าวนั้นสร้างความตกใจให้กับทุกคนไม่น้อย

“ชายคนนั้นคือคนที่ข้าให้ไปสืบการลอบสังหารเจ้าเมืองเหอเจี้ยนว่าเกี่ยวข้องกับใครบ้าง เขาชื่อเจียวเมิ่งเป็นสายลับที่มีความสามารถ”

นางไม่อยากเชื่อว่าชายหน้าตาล่อภมรคนนั้นจะเป็นสายลับของฮ่องเต้

“เจ้าก็ได้ยินแล้วเมื่อคืนเขาบอกว่าเรื่องนี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลของพระสนมฟางเซียนกุ้ยเฟย”

“หม่อมฉันได้ยินเพคะ ทั้งหมดที่เขาเล่าให้ฝ่าบาทฟัง” ตอนนั้นนางยังเผลอมองฮ่องเต้ว่าทรงรู้สึกอย่างไรกับข่าวที่อาจเกี่ยวพันกับพระสนมคนโปรดผู้มีฐานะเป็นถึงกุ้ยเฟยและมีทายาทให้กับฮ่องเต้ “ฝ่าบาทถามหม่อมฉันว่าไว้ใจได้หรือไม่ เหตุใดฝ่าบาทจึงไม่ไว้ใจเขาเพคะ”

มุมปากสีสดยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน “เพราะเขาเป็นญาติห่างๆของไทเฮา เป็นคนในตระกูเสียน เจ้าอยู่ในวังคงทราบดีว่าตอนนี้สถานการณ์ระหว่างตระกูลเสียนกับกุ้ยเฟยไม่ปกตินัก”

หนึ่งในตระกูลขุนนางที่เป็นใหญ่ในราชสำนักในมานานคือตระกูลเสียนของไทเฮา ฮุ่ยเจินเต๋อเฟยเพิ่งประสูตรองค์ชายให้กับฝ่าบาท ฟางเซียนกุ้ยเฟยเองก็มีโอรส ทั้งสองฝ่ายต่างก็มุ่งหวังตำแหน่งรัชทายาท “แต่ฝ่าบาทก็ยังใช้เขาไปสืบเรื่องนี้นี่เพคะ”

“ไม่ผิด”  

“หากไม่ไว้ใจเขาเหตุใดจึง...” นางคิดถึงชายที่ชื่อเจียวเมิ่ง ครั้งแรกเขาเหมือนคุณชายเจ้าสำราญต่อมาเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง เขาเป็นชายที่มีหลายบุคลิกสามารถปรับเปลี่ยนบทบาทได้ตามสถานการณ์ แต่แววตาผู้คนนั้นไม่เคยหลอกลวงใครแม้แต่ตนเอง “หม่อมฉันอาจไม่สามารถตอบคำถามฝ่าบาทได้ทั้งหมด แต่หม่อมฉันเชื่ออย่างหนึ่งว่าคนที่สามารถสบตาเราอย่างเปิดเผยจะไม่มีวันโกหกเพคะ”

“เจ้าจะบอกว่าเขาเชื่อใจได้ ทั้งที่เพิ่งพบเขาแค่ครั้งเดียว”

“เพคะ”

ทรงยื่นหน้ามาใกล้ “เจ้ากล้าเอาชีวิตเป็นเดิมพันหรือเปล่า?

มี่หมินยกมือกุมอกกลืนน้ำลายเฮือก นางต้องมีกี่ชีวิตกันจึงจะสามารถรอดพ้นออกไปได้! “พะ...เพคะ”

จู่ฮ่องเต้ก็ยิ้มกว้างด้วยรอยยิ้มน่ากลัว “เจ้ากล้าเอาคอขึ้นเขียงแทนเขาทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เจียวเมิ่งได้ยินคงซาบซึ้งในตัวเจ้านัก” จากนั้นก็บอกนางหน้าตาเฉยว่า “เจ้าไม่ต้องห่วง เจียวเมิ่งเป็นคนของตระกูลเสียนก็จริงแต่เขาเกิดและโตในวังหลวงรับใช้ใกล้ชิดข้ามานาน หากจะทรยศข้าเขาจะเป็นคนสุดท้ายที่ทำ”

มี่หมินพูดไม่ออก ที่แท้ก็ถูกฮ่องเต้ทดสอบอีกครั้งหรือนี่!

 

ฟางเซียนซึ่งเพิ่งก้าวพ้นบันใดมาอยู่หน้าประตูตำหนักถูกขันทีหน้าตำหนักรั้งเอาไว้

 “พระสนมฝ่าบาทกำลังทรงงานอยู่ด้านในมีรับสั่งว่าห้ามใครรบกวนพะยะค่ะ”  

นางปรายตามองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา “แม้แต่ข้าก็ห้ามรบกวนรึ? เจ้าก็ทราบฝ่าบาทไม่เคยปฏิเสธข้า ทูลฝ่าบาทว่าข้ามาขอเข้าเฝ้า”

“แต่ว่า...”

“บังอาจนัก! กุ้ยเฟยรับสั่งเจ้ายังกล้าไม่ฟังหรือ?” อิ๋นกุ้ยออกหน้าแทนนางเค้นเสียงถามขันทีเสียงห้วนอย่างวางอำนาจ

“กุ้ยเฟยแต่ฝ่าบาทมีรับสั่ง หม่อมฉันไม่สามารถ...”

“ใครมาส่งเสียงอยู่ข้างนอกนั่น?” เสียงทรงอำนาจดังขึ้น

ประตูตำหนักเปิดออก ทุกคนรีบทรุดตัวลงคุกเข่าให้ฮ่องเต้ที่ยืนอยู่ตรงข้ามนางพอดี ฟางเซียนย่อกายลงถวายความเคารพ “ฝ่าบาทหม่อมเองเพคะ”

“ที่แท้ก็เป็นเจ้าเองที่มาส่งเสียงดังอยู่หน้าตำหนักข้า”

นางหน้าเสียหรือว่าฮ่องเต้ล่วงรู้เรื่องนั้นแล้วและกำลังหมางเมินต่อนาง “เพคะ หม่อมฉันไม่คิดว่าจะถูกขัดขวางไม่ให้เข้าเฝ้าฝ่าบาทมาก่อน” นางปรายตามองขันทีรับใช้ เขาก้มหน้างุดหน้าซีดเผือด

“เป็นคำสั่งข้าเองเพราะข้ามีเรื่องสำคัญต้องหารือกับจูกงกง แต่ในเมื่อเจ้ามาแล้วก็เข้ามาก่อน ข้าคิดถึงเจ้าอยู่พอดี”

ฟางเซียนได้ฟังที่ฮ่องเต้ตรัสจึงค่อยคลายความกังวล ทรงปฏิบัติกับนางเช่นเดิม นางคิดมากไปเอง

อิ๋นกุ้ยประคองนางตามฮ่องเต้เข้าไปภายในห้อง ในนั้นมีจูกงกงยืนอยู่ใกล้โต๊ะทรงอักษรและข้างๆจูกงกงคือนางกำนัลคนหนึ่งที่ยืนก้มหน้านิ่งท่าทางสงบเสงี่ยม ฟางเซียนจำไม่ได้ว่าเคยพบนางกำนัลคนนี้มาก่อน แต่นางไม่คิดสนใจ คนอย่างฮ่องเต้จะไม่มีวันลดตัวไปใส่ใจนางกำนัลฐานะต่ำต้อยที่ไม่อาจช่วยค้ำจุลบัลลังก์

ฮ่องเต้นั่งลงบนเก้าอี้น้ำชา ทรงรับชาจากจูกงกงขึ้นจิบและเอ่ยถามนางผ่านถ้วยชา “พระสนมมาพบข้ามีธุระอะไร?

นางนั่งลงข้างฮ่องเต้ เย้าว่า “ฝ่าบาทจะถามหม่อมฉันเช่นนี้ทุกครั้งที่หม่อมฉันมาเข้าเฝ้าหรือไม่เพคะ”

ฮ่องเต้เงียบไปอึกใจก่อนตอบ “คงจะไม่”

นางยิ้มหวาน “หม่อมฉันดีใจที่ได้ยินเช่นนี้เพคะ หากฝ่าบาททรงถามหม่อมฉันเช่นนี้ทุกครั้งเช่นเดียวกับสนมคนอื่น เกรงว่าคงอดกังวลไม่ได้ว่าจะไม่ได้รับความเมตตาจากฝ่าบาทอีก”

ความจริงฟางเซียนมีเรื่องจะถามฮ่องเต้มากมาย แต่หากนางถามเรื่องบิดาไปอย่างเปิดเผยเกรงว่าในพระทัยฮ่องเต้ซึ่งอาจระแคะระคายเรื่องนี้จะคิดว่านางกำลังเข้ามาก่ายกาย นางควรปล่อยให้บิดาจัดการเก็บกวาดปัญหาที่มีเสียก่อน “หม่อมฉันเห็นว่าช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก อีกอย่างฝ่าบาทก็ไม่ได้เสด็จไปที่ตำหนักเลี่ยงเฟิงหลายวันแล้ว หม่อมฉันจึงเป็นห่วงเกรงว่าฝ่าบาทจะประชวรจึงมาเข้าเฝ้าเพื่อให้แน่ใจว่าเหล่าข้ารับใช้ในตำหนักใหญ่จะดูแลพระวรกายฝ่าบาทเป็นอย่างดี หาได้มีธุระอย่างอื่นเพคะ”

            “ที่แท้พระสนมก็ห่วงใยข้ามากเพียงนี้”

“เพคะ หม่อมฉันมีเพียงฝ่าบาทกับองค์ชายเท่านั้นที่ห่วงกังวลที่สุด เมื่อเห็นเช่นนี้จึงอดห่วงไม่ได้เพคะ”

ฮ่องเต้คล้ายรอดูว่านางจะพูดอะไรต่ออีกหรือไม่ เมื่อนางไม่ถามถึงเรื่องของขุนนางเขตตะวันออกจึงทรงมีท่าทางผ่อนคลายลงและชวนนางดื่มชาด้วยกัน ทรงปฏิบัติต่อนางดังเคยไร้วี่แววไม่พอใจ ฟางเซียนแอบมองใบหน้าคมคายของพระองค์หลายครั้ง ฮ่องเต้เป็นชายที่อ่านใจได้ยาก นางดูไม่ออกว่าพระองค์ทรงคิดอะไรอยู่ ส่วนจูกงกงนั้นก็พึ่งพาไม่ได้ เขาภักดีกับฮ่องเต้ที่สุด นางมองไปที่นางกำนัลอีกคน บางทีหากนางซื้อใจนางกำนัลคนนี้เอาไว้อาจได้เบาะแสอะไรบ้าง

“นางกำนัลของฝ่าบาทหม่อมฉันไม่คุ้นหน้านัก เป็นนางกำนัลคนใหม่หรือเพคะ?

“ไม่ผิด”

นางกวาดมองนางกำนัลที่ยืนก้มหน้าอยู่อีกครั้ง “หน่วยก้านนางดูไม่เลว”  

“ใช่ หน่วยก้านนางดูไม่เลวเลย” ตรัสจบก็จิบชาอีก

“นางกำนัลตำหนักใหญ่ล้วนคัดเลือกมาอย่างดีและมาจากลูกหลานของชนชั้นสูง นางมาจากที่ใดหรือเพคะ” เนื่องจากในตำหนักใหญ่ต้องรับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้ ดังนั้นนางกำนัลตำหนักใหญ่จึงมีคุณสมบัติที่โดดเด่นและแตกต่างจากนางกำนัลตำหนักอื่น หากนางรู้ว่านางกำนัลคนนี้เป็นลูกหลานใคร ตระกูลไหนอาจช่วยได้มาก

“นางเคยเป็นนางกำนัลในตำหนักซือเสียนเหม่ยเหรินมาก่อน”

ฟางเซียนชะงัก ไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะเป็นคนของซือเสียนซึ่งกำลังเป็นที่โปราดปรานไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้หรือฮองเฮา อา...ดูเหมือนนางจะประมาทเหม่ยเหรินคนนี้เกินไปแล้ว “งั้นหรือเพคะ หวังว่าซือเสียนเหม่ยเหรินคงเลือกคนที่เหมาะสมมารับใช้ฝ่าบาท”

“แน่นอน นางเหมาะสมที่สุดแล้ว”

นางกำนัลที่ก้มหน้าก้มตามานานเงยหน้ามองฮ่องเต้แวบหนึ่งแล้วรีบก้มหน้าต่อเมื่อเห็นว่านางกำนัลมองอยู่ ฟางเซียนระงับความแปลกใจไว้สุดความสามารถเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายช่างมีแววตาเปิดเผยจริงใจไร้เล่ห์เหลี่ยมราวเด็กน้อยไร้เดียงสา นางไม่เคยเห็นใครมีแววตาเช่นนี้มาก่อน ทั้งใบหน้านั่นก็...

ฟางเสียนรู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาดที่เห็นสตรีผู้นี้คอยรับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้ นางแสร้งยิ้มให้พระองค์ “เพคะ หม่อมฉันเองก็เชื่อว่าซือเสียนเหม่ยเหรินคงไม่สะเพร่าถึงกับเอาคนไร้หัวนอนปลายเท้ามารับใช้ใกล้ชิดฝ่าบาทที่ตำหนักใหญ่แน่นอน”

มุมปากฮ่องเต้ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแปลกๆ ทรงจิบชาและไม่กล่าวสิ่งใดอีกเลย

ฟางเซียนจึงตัดสินใจจะไปดูหน้าซือเสียนสักครั้งว่าหลังจากได้รับความโปรดปรานนางมีท่าทางหยิ่งผยองขึ้นมาหรือว่ายังเป็นสตรีอ่อนแอคนเดิม

ซือเสียนต้อนรับนางด้วยท่าทางแปลกใจที่ปิดไม่มิด “...ขออภัยที่ไม่ได้เตรียมตัวต้อนรับให้ดี หม่อมฉันไม่คิดว่าพระสนมจะเสด็จมาในเวลาเช่นนี้”

ฟางเซียนแสร้งทำเป็นยิ้ม “เจ้าได้เลื่อนตำหนักและได้รับพระราชทานตำหนักใหม่แต่ข้าเป็นคนเดียวที่ยังไม่ได้มาแสดงความยินดี   ตำหนักใหม่ของเจ้าโอ่อ่าไม่เลว ฝ่าบาทเมตตาเจ้านับเป็นเรื่องดี อิ๋งกุ้ยนำของที่เตรียมมาให้พระสนม”

“เพคะพระสนม” อิ๋งกุ้ยนำโสมไปมอบให้นางกำนัลของซือเสียน

“นี่เป็นโสมชั้นดีช่วยบำรุงร่างกายและพละกำลัง เจ้าเพิ่งฟื้นไข้ต้องบำรุงให้มาก”

ซือเสียนกล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อม “ขอบพระทัยเพคะที่ทรงเมตตาหม่อมฉัน”

“เจ้ากับข้าต่างก็เป็นสนมของฝ่าบาท เราไม่ใช่คนอื่นไกล ไม่ต้องพิธีรีตองให้มาก”

ซือเสียนนั่งนิ่ง ฟางเซียนมองสำรวจอีกฝ่ายเงียบๆ ผู้หญิงคนนี้งดงามก็จริงแต่ไร้ชีวิตชีวา ฮ่องเต้คงโปรดนางได้ไม่นานก็เบื่อหน่าย สตรีในวังหลังก็เหมือนดอกไม้ ทุกดอกล้วนงดงาม แต่หากงดงามดาษเดื่อนไม่โดดเด่นสะดุดตา งดงามเพียงใดก็ถูกลืมได้ง่ายๆ

ฟางเซียนหยิบถ้วยชาขึ้นมาถือ “ข้าได้ยินมาว่าเจ้ามอบนางกำนัลของเจ้าคนหนึ่งให้ไปรับใช้ฝ่าบาทที่ตำหนักใหญ่”

เรื่องนี้กระตุ้นให้ซือเสียนตื่นตัวขึ้น “เอ่อ...เพคะ”

ฟางเซียนจิบช้าเอ่ยช้าๆ “ข้าไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน” นางต้องการให้ซือเสียนรู้ว่าต่อไปจะข้ามหน้าข้ามตานางไม่ได้อีกไม่ว่าเรื่องอะไร

ซือเสียนสบตานางกำนัลที่ยืนอยู่ข้างกายแวบหนึ่ง “หม่อมฉัน...ไม่ทราบว่าเรื่องนี้พระสนมจะถือสา”

“ถือสา...” นางแย้มยิ้มให้อีกฝ่ายทำเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ในใจไม่พอใจอย่างมากที่ซือเสียนถือโอกาสที่ฮ่องเต้โปรดปรานส่งคนตัวเองเข้าไปที่ตำหนักใหญ่ ทั้งที่ไม่ว่านางหรือฮองเฮายังไม่เคยทำได้ ฟางเซียนวางถ้วยชาลงหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับปากเบาๆ ก่อนกล่าว “ข้าไหนเลยจะถือสา แต่เจ้าอยู่ในวังมานานน่าจะทราบว่านางกำนัลตำหนักใหญ่ล้วนได้รับการคัดเลือกอย่างดีจากฝ่ายใน การที่เจ้าส่งคนของเจ้าไปรับใช้ฝ่าบาททั้งที่นางไม่ผ่านการฝึกฝน ไม่ผ่านการคัดเลือกอย่างเหมาะสมและมีฐานะต่ำต้อยเป็นเพียงนางกำนัลรับใช้ระดับล่างเช่นนี้ เกรงว่าจะไม่เหมาะสมนัก หากนางทำอะไรผิดพลาดหรือทำให้ฝ่าบาทไม่พอพระทัย เจ้าจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย”

ซือเสียนออกรับแทนคนของนาง “มี่หมินเป็นคนฉลาด นางซื่อสัตย์และภักดีกับหม่อมฉัน หม่อมฉันเชื่อว่านางจะทำหน้าที่ของตนเองได้ดีและภักดีกับฝ่าบาทเช่นกันเพคะ”

นางจ้องหน้าซือเสียนอย่างเย็นชา “น้องซือเจ้าไม่เข้าใจคำว่า ความเหมาะสม หรอกหรือ?

เมื่อถูกตำหนิซึ่งๆหน้าซือเสียนจึงหน้าซีด นางชะงักคล้ายจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็นิ่งเงียบกัดปากแน่น

นางกำนัลที่ยืนอยู่ข้างซือเสียนจึงพูดแทนนาย “พระสนมความจริงเรื่องนี้...เอ่อ...ความจริงไม่ใช่ซือเสียนเหม่ยเหรินที่อยากส่งมี่หมินไป แต่เป็นคนของตำหนักใหญ่ที่มารับนางไปที่นั่น ทั้งหมดหาใช่ความคิดของซื่อเสียนเหม่ยเหรินเพคะ”

ครั้งนี้เป็นฟางเซียนเองที่ชะงัก “เจ้าว่าอะไรนะ?

ซือเสียนยกมือขึ้นห้ามเมื่อคนของนางจะพูด นางพูดเสียเอง “หนิงลี่พูดความจริงเพคะ เป็นคนของตำหนักใหญ่ที่รับพระบัญชาจากฝ่าบาทให้มารับนางกำนัลของหม่อมฉันไปรับใช้ฝ่าบาทที่ตำหนักใหญ่ อย่างที่หม่อมฉันทูลกุ้ยเฟย มี่หมินเป็นคนที่ภักดีและซื่อสัตย์ หม่อมฉันแน่นอนย่อมไม่อยากเสียนางไป ย่อมไม่มีทางเสนอนางให้ไปอยู่ที่อื่น”

ฟางเซียนออกจากตำหนักของซือเสียนด้วยความแปลกใจ เหตุใดฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้นางกำนัลคนนั้นไปรับใช้ที่ตำหนักใหญ่ หากฮ่องเต้พอใจนางกำนัลคนนั้นเพียงเอ่ยปากก็ได้มาครอง เหตุใดต้องยุ่งยากเพียงนี้

ระหว่างเดินกลับตำหนักนางหันไปหาอิ๋งกุ้ย “ให้คนไปตามหัวหน้านางกำนัลตำหนักใหญ่มาพบข้าที่ตำหนัก”

“เพคะพระสนม”

นางกำนัลจะเดินต่อก็เห็นแสงไฟจากโคมไฟและขบวนเสด็จของฮ่องเต้อยู่อีกฟากของอุทยาน  

“พระสนมนั่นขบวนเสด็จของฝ่าบาทนี่เพคะ”

“ใช่” นางทราบแล้วว่าฮ่องเต้ทรงเลือกป้ายของพระสนมตำแหน่งเจาหรงคนหนึ่ง นางเผลอคิดแวบหนึ่งว่าจะทรงเลือกนาง “คืนนี้พระสนมซู่เจาหรงได้รับพระเมตตา”

“พระสนมคนนี้หม่อมฉันได้ยินมาว่าทะเยอทะยานไม่น้อย”

ฟางเซียนเหยียดยิ้ม “สตรีในวังหลังใครเล่าไม่ทะเยอทะยาน”

นางมองเห็นนางกำนัลนาม มี่หมิน คนนั้นเดินอยู่ด้านหลังจูกงกงด้วยความสงบเสงี่ยมปะปนกับข้ารับใช้คนอื่นๆ

ฮ่องเต้คิดอะไรอยู่กันแน่?

 

ขณะยืนอยู่หน้าตำหนักพระสนมซู่เจาหรง พระสนมขั้นสองชั้นเอกผู้อ่อนหวานงดงามเพื่อรอฮ่องเต้ที่เสด็จเข้าไปประทับกับพระสนมอยู่ภายในตำหนัก มี่หมินไม่อาจจินตนาการว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองพระองค์บ้าง แต่นางก็ไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่ทราบว่าฮ่องเต้เสด็จมาประทับที่ตำหนักเจาหรงเพื่อสิ่งใด

เพื่อหา ความสำราญ นั่นคือคำที่เหล่าขันทีและนางกำนัลใช้เอ่ยถึงสิ่งที่ฮ่องเต้ผู้มีเลือดเนื้อเช่นเดียวกับบุรุษทั่วไปปฏิบัติมานับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไม่เว้นแม้สักพระองค์เดียว

ในวังหลวงมีฮองเฮา พระสนมตั้งแต่กุ้ยเฟยจนถึงระดับล่างมากมาย ฮ่องเต้ไม่สามารถเสด็จไปหาความสำราญครบทุกตำหนักเพราะพระองค์ก็มีราชกิจมากมายเช่นกันตั้งแต่เช้าถึงเย็น บางครั้งค่ำมืด ดังนั้นการชิงดีชิงเด่นเพื่อจะได้ถวายการรับใช้ฮ่องเต้ของพระสนมทุกพระองค์จึงดุเดือดนัก 

บางทีหากพระสนมซือเสียนต้องการออกไปใช้ชีวิตนอกวัง นางควรขอฮ่องเต้ให้พระราชทานอนุญาต แต่นางจะต้องทำความดีความชอบเสียก่อนจึงจะมีสิทธิ์เอ่ยปาก

มี่หมินถอนใจ...จนตอนนี้นางยังคิดไม่ออกว่าจะสร้างความชอบให้ตนเองได้อย่างไร

นางยืนอยู่ตรงนั้นและเกือบหลับเสียแล้วหากไม่ได้ยินเสียงจูกงกงกระซิบ “ฝ่าบาทเสด็จออกมาแล้ว”

มี่หมินปลุกตัวเองให้ตื่น นางหันไปมองยังประตูตำหนักที่ฮ่องเต้เสด็จออกมา ทรงอยู่ในฉลองพระองค์ชุดเดิมแม้แต่เส้นผมก็ยังเรียบร้อยดุจเดิมแต่สีหน้าดูเรียบเฉยดังเคยแต่ริมฝีปากเป็นสีจัดขึ้น นางเลื่อนสายตาจากริมฝีปากสีสดขึ้นไปที่ดวงตาสีนิลคมกล้า เผลอพึมพำออกมาว่า...“ฝ่าบาท...”

“หมินเอ๋อ...”

มี่หมินไม่เชื่อหูว่าจะได้ยินชื่อตนเองจากปากฮ่องเต้ ทรงมองสบตานางนิ่งด้วยแววตาประหลาดและคล้ายจะตรึงนางเอาไว้ด้วยแววตาคู่นั้นที่ทวีประกายขึ้นเรื่อยๆ นางกลืนน้ำลายเฮือก ตัวสั่นเทาอย่างไม่อาจห้าม

จังหวะนั้นพระสนมซู่เจาหรงผู้อยู่ในชุดคลุมผ้าไหมสีชมพูเรียบรื่นไม่เรียบร้อยนักก็ออกมาคลอเคลียข้างกาย “ฝ่าบาทจะเสด็จกลับตำหนักแล้วหรือเพคะ หม่อมฉันคิดว่าคืนนี้ฝ่าบาทจะประทับที่นี่ หรือว่า...หรือว่ามีสิ่งใดที่หม่อมฉันทำให้ฝ่าบาทไม่พอพระทัย...” พูดจบพระสนมซู่เจาหรงก็หน้าแดงระเรื่อ ใบหน้านั้นงดงามราวตุ๊กตากระเบื้องเคลือบราคาแพง นางพยามรั้งฮ่องเต้เอาไว้ให้นานที่สุด

มี่หมินรีบหลบตาก้มลงมองปลายรองเท้าที่สวม ไม่อาจมองการแสดงความสนิทเสน่หาระหว่างองค์ฮ่องเต้กับพระสนมเช่นเดียวกับข้ารับใช้คนอื่นๆ นางได้ยินเสียงฮ่องเต้ตรัสกับเจาหรง

“พระสนมซู่ช่างเรียกร้องนัก”

พระสนมซู่ผู้งดงามหัวเราะคิกคัก “ฝ่าบาท...”

ฮ่องเต้โอบประคองพระสนมในวงแขน “เกรงว่าหากข้าอยู่กับเจ้าจนถึงพรุ่งนี้เช้า ฮองเฮากับกุ้ยเฟยคงถามหาความยุติธรรมจากข้าแน่”

จู่ๆก็โยนเรื่องทั้งหมดให้ฮองเฮากับกุ้ยเฟย อา...ช่างขยันสร้างความร้าวฉานนัก!

พระสนมซู่ถอนใจอย่างอาลัยหรืออาจจะเกรงว่าฮองเฮากับกุ้ยเฟยคนโปรดอยู่บ้างเพราะถึงอย่างไรนางก็มีตำแหน่งต่ำกว่าทั้งสองมาก “เช่นนั้นหม่อมฉันน้อมส่งเสด็จเพคะ”

            ฉากร่ำลาระหว่างฮ่องเต้กับพระสนมจบลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงเสด็จออกจากพระสนมซู่ มี่หมินตามฮ่องเต้ไปห่างๆ จนกระทั่งไปถึงกลางสะพานในอุทยานที่เชื่อมบึงมรกตเข้าด้วยกันก็ทรงหยุดเดินทำให้ทุกคนต้องหยุดตาม ทรงหันมาหานาง

“มานี่สิ ข้ามีอะไรจะให้เจ้าดู”

นางเหลือบมองจูกงกง คิดว่าฮ่องเต้คงเรียกเขา แต่จูกงกงกลับไม่ขยับ จนกระทั่ง

“มี่หมิน”

ที่แท้เป็นนางนี่เอง มี่หมินขยับเข้าไปตามพระบัญชา “เพคะ”  ส่วนคนอื่นต่างก็ถอยหลังไปยืนที่หัวสะพาน

“ดูนั่นสิ” ฮ่องเต้ชี้มือไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่อีกฟากของสระมรกต

มี่หมินไม่เห็นอะไรนอกจากเงาของต้นไม้มืดๆ จนกระทั่งต้นไม้สว่างวาบขึ้นคล้ายใครนำดวงดาวมาร้อยติดบนต้นไม้นับพันดวงก่อนจะหายไปเหลือเพียงความมืดและกลับมาสว่างอีก

มี่หมินยกมือปิดปาก ถามอย่างตื่นเต้น “นั่น...หิ่งห้อยหรือเพคะ?

“ใช่ นั่นคือหิ่งห้อย”

“นอกจากดวงดาวบนท้องฟ้า หม่อมฉันไม่เคยเห็นสิ่งใดงดงามเท่านี้มาก่อนเลยเพคะ” นางเงยหน้ายิ้มให้ฮ่องเต้อย่างลืมตัวทำให้ทราบว่าฮ่องเต้กำลังจ้องหน้านางอยู่ก่อนแล้ว ก่อนคิดได้ว่าไม่ควรทำตัวสนิทสนมกับพระองค์จึงรีบหันไปมองต้นไม้ที่กำลังเปล่งประกายวูบวาบแทน

 “ข้าเคยสงสัยมานานว่าเหตุใดพวกหิ่งห้อยจึงต้องเปล่งแสงพร้อมกันเช่นนี้ ในที่สุดข้าก็เข้าใจ”

“เพราะเหตุใดเพคะ?” นางอดถามไม่ได้

มุมปากสีสดยกยิ้ม “คงเพราะพวกมันอดไม่ได้ที่จะแสดงให้ตัวอื่นเห็นว่าตนเองก็สามารถส่องแสงได้สว่างไสวที่สุดและในเมื่อทำได้พวกมันก็จะไม่หยุดจนกว่าจะสมหวังหรือจนกว่าจะตายจากไป”

 ฮ่องเต้ตรัสถึงหิ่งห้อยแต่อาจไม่ได้หมายถึงหิ่งห้อย อาจทรงหมายถึงเหล่าขุนนางหรือพระสนม หรืออาจหมายถึงหิ่งห้อยแต่นางคิดมากไปเอง 

 “บางทีพวกมันอาจทำเพื่อความอยู่รอด”

ทรงหันมาหานาง “เพื่อความอยู่รอด?

“เพคะ หม่อมฉันเคยได้ยินมาว่าหิ่งห้อยตัวผู้เท่านั้นจะเปล่งแสงได้ มันเปล่งแสงเพื่อล่อตัวเมียให้มาหา ดังนั้นมันจึงทำเพื่อความอยู่รอดเท่านั้นเพคะ”

“เจ้าไปได้ยินเรื่องพวกนี้มาจากไหน?

“เอ่อ...จาก...จากอาจารย์ผู้หนึ่งที่เคยสอนหม่อมฉันเขียนหนังสือเพคะ”

ดวงตาของฮ่องเต้พลันดำมืดกว่าเดิม “คงจะเป็นเฉิงเฉิงคนนั้น”

“เอ๋...” ฮ่องเต้ทรงทราบได้อย่างไรว่านางแอบเรียกหลวนเฉิงลับหลังเช่นนี้  “ฝ่าบาททรงทราบ...”

“ว่าเจ้าแอบเรียกผู้มีพระคุณที่ทั้งสอนเจ้าเล่นหมากล้อม สอนเจ้าอ่านหนังสือ สอนเจ้าเรื่องสมุนไพรและการเยียวยาว่าอย่างไรนะหรือ?

นางยกมือเกาต้นคอ เกรงว่าฮ่องเต้จะหาว่านางไม่สำนึกบุญคุณ บังอาจเรียกเขาอย่างสนิทสนมเช่นนั้น “เพคะ”

ทรงทำเสีย ฮึ ในลำคอมองไปยังหิ่งห้อยอยู่นานด้วยสีหน้าเย็นชา

มี่หมินไม่ทราบว่าทรงทำสิ่งใดให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัย หรือเพราะเรื่องหิ่งห้อยที่นางเผลอพูดมากไป ครั้งหน้านางควรหุบปากให้สนิท หากไม่ทรงขอความเห็นนางต้องไม่พูด

ขณะตกอยู่ในความว้าวุ่นก่อนหันมาจ้องหน้านาง “เจ้าแอบเรียกข้าลับหลังว่าอะไร?

นางรีบส่ายหน้า “ไม่มีเพคะ หม่อมฉันไหนเลยจะกล้า”

“แล้วหากเจ้ากล้าล่ะ?

นางมองหน้าฮ่องเต้แล้วอึ้ง “เอ่อ...”

“ว่าไง?

“หม่อมฉัน...”

คิ้วเข้มๆเลิกขึ้นรอคำตอบ

มี่หมินกลั้นหายใจบอกไป “หลงเอ๋อเพคะ”

เขาจ้องหน้านางด้วยดวงตาดำทะมึน “นี่เจ้า!

มี่หมินก้าวถอยหลังกรูด “ฝ่าบาทต้องทรงไม่ลืมนะเพคะว่าขอให้หม่อมฉันเรียกพระองค์...เอง” และเพราะความรีบร้อนนางจึงพลาดลื่นพรวดตกลงไปในน้ำเย็นเฉียบเสียงดังตู้ม!

มี่หมินได้ยินเสียงตะโกนว่า “หมินเอ๋อ!” พร้อมกับร่างของฮ่องเต้ที่กระโดดตามนางลงมาในน้ำในนาทีต่อมา และเมื่อฮ่องเต้กระโดดลงมาไหนเลยเหล่าขันทีนางกำนัลและทหารองครักษ์จะอยู่เฉย พวกเขาต้องกระโจนกันลงมาไม่หยุด!

มี่หมินโผล่พรวดขึ้นมาจากน้ำตามแรงกระชากและการถีบตัวของนางเอง สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือใบหน้าเปียกปอนของฮ่องเต้ เนื่องจากนางว่ายน้ำไม่เป็นนางจึงคว้าไหล่ฮ่องเต้ไว้เป็นหลักไม่ให้จมลงไปอีกตามสัญชาตญาณเอาตัวรอด สำลักไอและพึมพำว่า “ฝ่าบาท...” อ้อมแขนแข็งแรงโอบประคองนางไว้ใต้น้ำเย็นๆ มี่หมินซาบซึ้งจนเกือบน้ำตารินที่ฮ่องเต้ถึงกับกระโดดลงน้ำมาช่วยนางกำนัลที่แสนต่ำต้อยอย่างนาง  นางกำลังจะอ้าปากขอบพระทัยฮ่องเต้ แต่...

ฮ่องเต้ผู้สูงส่งซึ่งอยู่ในสภาพเปียกปอนไม่ต่างจากนางกลับคำรามเบาๆด้วยน้ำเสียงชวนครั่นครามว่า “เด็กโง่...เจ้าไม่ทราบหรือมีแต่เสด็จแม่ที่กล้าเรียกข้าว่าหลงเอ๋อ”

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.137K ครั้ง

3,750 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 / 02:01
    ตลกตรงขันทีกระโดดตามไป 555
    #2750
    0
  2. #2747 Whatever it is (@oil-sup) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 23:03
    5555 ชอบนางเอกอะ
    #2747
    0
  3. #2661 Darkness and Lighting (@guinnapoon) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 16:46
    ขำ 55555 เห็นภาพขันทีนางกำนันกระโดดน้ำตามกันไป
    #2661
    0
  4. #2278 Mameaw555 (@thatcharisa) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2562 / 21:00
    แหมเกือบจะซึ้งละเชียว หึ้ย!!!
    #2278
    0
  5. #2265 Nonglallaaa (@Nonglallaaa) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2562 / 16:36
    กลายเป็นเด็กโง่แล้ว
    #2265
    0
  6. #2202 MaKnowZa (@MaKnowZa) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 19:07
    อยากโดนเรียกว่า เด็กโง่ บ้างอะ
    #2202
    0
  7. #2009 cchenjj (@cchenjj) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 14:41
    เด็กโง่ฮื่ออออออออ
    #2009
    0
  8. #1978 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 19:02
    นี่มันสถานการณ์อะไรกัน 5555555555
    #1978
    0
  9. #1815 kulchari (@kulchari) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2562 / 10:55
    โดดตามมาด่า555
    #1815
    0
  10. #1755 T--dZ (@lllvioletlll) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 21:36

    ฉากนี้!!!!


    ข้ามขั้นมากข่าาาาา


    ถึงกลับกระโดดตามมมมม


    อร้ายยยยยยยย

    #1755
    0
  11. #1602 YukiKiyu (@YukiKiyu) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 15:27
    ก็ข้าเป็นแม่เจ้านี่
    #1602
    2
    • #1602-1 Sunny Pie (@1162658) (จากตอนที่ 12)
      17 มิถุนายน 2562 / 17:51
      โอ๊ยลั่น555
      #1602-1
    • #1602-2 (@sarok147) (จากตอนที่ 12)
      17 มิถุนายน 2562 / 22:11
      ฝ่าบาทไม่ถูกใจสิ่งนี้ค่ะ 555
      #1602-2
  12. #1331 OrawanParkkoo (@OrawanParkkoo) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 13:11

    ขำหนักมาก 55555
    #1331
    0
  13. #1101 NRAI (@NRAI) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 19:41

    ทำไมเราขำ5555555+

    https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-big-08.png

    #1101
    0
  14. #1047 ub1688707 (@ub1688707) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 14:59

    ทำมั้ยน่ารัก
    #1047
    0
  15. #1038 Aum110440 (@Aum110440) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 11:42

    555+ทำไมน่ารัก
    #1038
    0
  16. #988 ExOne_08 (@ExOne_08) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 17:53
    โดดน้ำเป็นทอดๆ55555555
    #988
    0
  17. #985 xวาuxวาu (@mojikiss) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 17:05

    555555 น่ารัก แต่ขำพวกที่กระโดดตาม
    #985
    0
  18. #844 SorayaKaewsook (@SorayaKaewsook) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 16:57
    5555ทำไมน่ารัก
    #844
    0
  19. #737 mntp_ (@mntp_) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 00:34
    อ้อไม่ได้อยากให้เป็นแม่นี่เนอะ อยากให้เป็นม
    #737
    0
  20. #703 Bemybobi (@pb-bakeryhouse) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 04:58
    แต่งดีมากเลยค่ะ ทำเอาอ่านยาวจนเช้าเลยยย
    #703
    0
  21. #661 Airika_Catcha (@Airika_Catcha) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 09:54
    ถึงกับโดดน้ำลงไปช่วยเลย ท่านหมอผู้อาภัพของข้าคงต้องเสียคู่หมั้นแล้ว
    #661
    0
  22. #597 25142551 (@25142551) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 14:53

    555 ฮ่องเต้ไม่เคยเจอใครที่เป็นแบบนางหล่ะสินะ

    #597
    0
  23. #560 ฝนโปรยไพร (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 17:15

    นางเอกเป็นเนิร์ดจริงๆ

    #560
    0
  24. #354 Barbara13 (@paning13) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 06:03
    ข้าจะดื่มนมจากเต้าของเจ้า เพื่อเป็นการทำโทษ
    #354
    1
    • #354-1 Ma_meowww (@chokearn) (จากตอนที่ 12)
      4 มิถุนายน 2562 / 17:26
      เม้นท์แบบนี้เราก็ไม่ควรนะ มันออกแนวไม่ดีเกินไปอะ
      #354-1
  25. #322 Tenebris (@fahkorn) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 18:21
    แม่ทูนหัว สินะ555
    #322
    0