สายลมนิรันดร์ (ตีพิมพ์ B2S)

ตอนที่ 11 : ตอนที่ 10 ขันทีน้อยนอกวัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27312
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1671 ครั้ง
    23 มี.ค. 62


ตอนที่ 10  ขันทีน้อยนอกวัง


 

“ฝ่าบาทมีจดหมายจากนอกวังพะยะค่ะ”

เฟยหลงลดตำราในมือลงเดาว่าจดหมายที่ถูกส่งมาครั้งนี้คงเป็นจดหมายของเจียวเมิ่งที่เขาเฝ้ารอมาหลายวัน

เขาเปิดจดหมายออกอ่านโดยไม่สนใจว่ามี่หมินจะอยู่ด้วยหรือไม่ นี่เป็นบททดสอบแรกของนางว่าสามารถเชื่อใจได้มากแค่ไหน ในนั้นเจียวเมิ่งขอให้เขาไปพบนอกวังเพื่อหารือเรื่องสำคัญ

เขาหันไปสั่งจูกงกง “คืนนี้ข้าจะออกนอกวังไปพบเจียวเมิ่ง ปิดเรื่องนี้เป็นความลับอย่าให้ใครรู้เด็ดขาด”

“พะยะค่ะฝ่าบาท”

ใกล้ๆนั้นเขาได้ยินเสียงคล้ายเสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอก เฟยหลงปรายตามองสตรีข้างกาย มุมปากกระตุกยิ้ม “เจ้าก็ต้องไปด้วย”

นางก้มหน้าลงตอบด้วยน้ำเสียงกลัดกลุ้มว่า “เพคะฝ่าบาท”

มี่หมินขยับเสื้อผ้าไปมาด้วยความไม่คุ้นเคยเมื่อต้องอยู่ในชุดของผู้ชายแทนเสื้อผ้านางกำนัลชุดเดิมที่นางสวม แถมผมยังถูกรวบเรียบร้อย ตอนนี้นางดูไม่ต่างบัณฑิตคนหนึ่ง นางเหลือบมองฮ่องเต้ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แม้จะสวมชุดธรรมาดาเช่นชาวเมืองคนอื่นแต่ถึงอย่างไรเสื้อผ้าก็ไม่อาจปกปิดรัศมีแห่งอำนาจของพระองค์ได้ ทำให้ผู้คนบนถนนพยามเดินเลี่ยงหลบองเต้ในคราบสามัญชนโดยไม่รู้ตัว

 ทั้งสองนั่งรถม้าออกจากวังหลวงไม่นานนัก มีเพียงทหารองครักษ์หนึ่งคนคอยอารักขาความปลอดภัย มี่หมินไม่ห่วงตนเองนัก ห่วงก็แต่ฮ่องเต้อาจตกอยู่ในอันตรายหากมีคนไม่หวังดีทราบฐานะที่แท้จริงของพระองค์

“มานี่สิ”

นางหยุดคิดเดินเข้าไปหาเขา “ฝ่า...เอ่อ...นายท่านต้องการให้ข้ารับใช้อะไรหรือขอรับ”

ฮ่องเต้ยิ้มเอามือไพล่หลังมองไปยังจุดที่คนจำนวนมากกำลังมุงดู “เจ้าเห็นหรือไม่ว่าชาวบ้านกำลังมุงอะไรกัน”

นางยืดคอมองตาม เห็นว่าตรงกลางที่ชาวบ้านกำลังมุงนั้นเป็นชายคนหนึ่ง เขาคล้ายกำลังอวดอ้างท่อนไม้สีดำมือว่าเป็นยาสมุนไพรชั้นเยี่ยม

“...เร่เข้ามาเร่เข้ามา...นี่เป็นสมุนไพรหายากที่ข้าเดินทางหลายปีกว่าจะได้มา สมุนไพรนี่รักษาได้ทุกโรค ข้าในฐานะหมอที่เดินทางไปเจ็ดดินแดนนำมาขายให้ทุกคนในราคาไม่แพง จ่ายเงินเพียงไม่กี่อีแปะก็ได้ไปครอง”

ชาวบ้านให้ความสนใจกับสมุนไพรเป็นอย่างมากและพร้อมที่จะจ่ายเงินให้กับชายที่อวดอ้างว่าหมอคนนั้น

“ในฐานะที่เจ้ารู้จักสมุนไพร เจ้าคิดว่าสมุนไพรนั่นรักษาได้ทุกโรคจริงหรือ?” ฮ่องเต้ทรงถามนาง

ฮ่องเต้ทรงทราบได้อย่างไรหนอกว่านางมีความรู้เรื่องสมุนไพร นางส่ายหน้าทันที “ไม่เพคะ”

“รักษาไม่ได้อย่างนั้นหรือ?

นางรีบอธิบาย “หม่อมฉันหมายถึงหม่อมฉันไม่ทราบว่าสมุนไพรในมือชายคนนั้นรักษาโรคได้จริงหรือไม่ แต่ที่ชัดเจนคือเขาไม่ใช่หมอเพคะ”

“เจ้ามองเพียงแวบเดียวก็ดูออกเลยหรือว่าเขามิใช่หมอ?

นางพยักหน้า “เพคะ เพราะหมอทุกคนล้วนมีมือที่มั่นคงและจะไม่ยอมแตะต้องสุราเด็ดขาด” นี่คือสิ่งที่หลวนเฉิงย้ำกับนางหลายครั้ง ดังนั้นเขาจึงไม่เคยดื่มสุราเลย “เพื่อเวลาฝังเข็มรักษาคนไข้จะได้ทำอย่างแม่นยำ แต่ชายคนนั้นกลับมีมือที่สั่นเทาคล้ายคนติดสุรา การที่เขาอวดอ้างว่าเขาเป็นหมอจึงไม่น่าจะใช่เรื่องจริงเพคะ”

ฮ่องเต้มีสีหน้าพอพระทัย ทรงเรียกราชองครักษ์ที่ติดตามมากระซิบบางอย่างและพยักหน้าให้นางถอยออกมายืนห่างๆ ไม่นานนักองครักษ์คนนั้นก็ล้วงหยิบเหรียญทองโยนเข้าไปให้หมอกำมะลอ หมอกำมะลอรีบตะครุบเงินกลางอากาศ

“คุณชายท่านคงอยากได้สมุนไพรของข้า...”

“ใครบอก ข้ากำลังจ่ายเงินเพื่อให้เจ้าเลิกหลอกลวงทุกคนต่างหาก ทุกคนชายคนนี้ไม่ใช่หมอจริง เขากำลังหลอกลวงพวกท่าน”

 “เจ้า...” ชายนักต้มตุ๋นหน้าแดงคำรามลั่นชี้หน้าองครักษ์ “เจ้าโกหก เจ้าเอาอะไรมาพูดว่าข้าไม่ใช่หมอ!

มีเสียงพึมพำจากชาวบ้านคนอื่นๆที่มองคนทั้งสองไปมา

 “มือเจ้าไง” เขาชี้ไปที่มืออีกฝ่าย “มือเจ้าสั่นเทาราวกับคนติดสุรา มือเช่นนี้ไม่ใช่มือของหมอที่รักษาคนไข้”

“จริงด้วย มือเขาสั่นไม่หยุดเลย มือเช่นนี้ไม่มีทางรักษาใครได้แน่” ชาวบ้านเริ่มเห็นด้วยกับราชองครักษ์ของฮ่องเต้

นักต้มตุ๋นหน้าซีดเผือด ถอยหลังกรูด ไม่นานนักทุกคนก็เริ่มส่งเสียงโห่ร้อง ทำให้ชายคนนั้นรีบเก็บของหวังจะเผ่นหนีไป แต่เขายังไปไม่ถึงไหนก็ถูกทหารที่ผ่านมาหิ้วตัวไปสอบสวน เมื่อหมดเรื่องน่าสนชาวบ้านจึงแยกย้ายกันไปทางใครทางมัน มีเสียงบ่นว่าชายคนนั้นไม่ขาดปาก

มี่หมินเฝ้ามองเหตุการณ์เหล่านั้นตั้งแต่ต้นจนจบ นางไม่พูดอะไร ฮ่องเต้ก็เช่นกัน จากนั้นเขาจึงพยักหน้าพานางออกเดินขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ นางตั้งใจจะขึ้นไปนั่งด้านหน้าข้างคนขับกับราชองครักษ์ แต่ฮ่องเต้ห้ามไว้ สั่งให้นางเข้าไปนั่งในรถม้าด้วย นางก้าวขึ้นมานั่งแทบจะชิดอีกด้านของรถม้า อดเหลือบมองใบหน้าองค์ฮ่องเต้ไม่ได้ สีหน้าพระองค์สงบนิ่งเยือกเย็นดุจผืนน้ำนิ่งสนิทไร้ระลอกคลื่น

หรือเมื่อสักครู่ฮ่องเต้กำลังทดสอบนาง?

ฮ่องเต้ทดสอบนางไปเพื่ออะไร ทรงพานางมาที่นี่เพราะเหตุใดกันแน่ จนถึงตอนนี้มี่หมินก็ยังไม่ทราบจุดประสงค์ของการเดินทางและการปลอมตัว นางไม่คิดว่าตนเองจะมีโอกาสได้นั่งรถม้าเคียงข้างฮ่องเต้ โชคชะตาช่างประหลาดนัก ก่อนหน้านี้ไม่นานแม้แต่ใบหน้าของฮ่องเต้นางยังไม่ทราบว่ามีสีหน้าเช่นไร แต่บัดนี้กลับได้มานั่งอยู่ข้างพระองค์

รถม้าเคลื่อนไปบนถนนเรื่อยๆ เสียงทุ้มต่ำจึงเอ่ยขึ้นหลังจากเงียบมานาน “เจ้าอาจอยากทราบว่าข้าพาเจ้ามาทำไมที่นี่”

“เพ...เอ่อ...ขอรับ” นางทราบเพียงแต่ว่าฮ่องเต้นัดหมายกับคนๆหนึ่งไว้นอกวังแต่ไม่ทราบว่าเป็นใครและที่ใด คงต้องเป็นเรื่องสำคัญมากจึงไม่สามารถพบคนๆนั้นในวังหลวงได้

“เมื่อถึงจุดหมายเจ้าจะทราบเอง ถึงอย่างไรก็อย่าลืมเปิดหูและตาให้กว้างไว้ บางทีข้าอาจต้องใช้ความสามารถในการดูคนของเจ้าให้เป็นประโยชน์”

ทั้งสองนั่งเงียบมาตลอดทางจนกระทั่งรถม้าหยุดลง ประตูรถม้าถูกเปิดออกกลิ่นหอมฉุนของดอกไม้กลางคืนลอยอวนอยู่ในอากาศ ฮ่องเต้ก้าวลงไปเป็นคนแรก มี่หมินก้าวตามไปและพบว่ารถม้าพาทั้งสองมาจอดที่หอนางโลมใหญ่โตแห่งหนึ่ง

นางชะงักกึก...สงสัยว่าใครกันที่ฮ่องเต้ต้องการพบในหอนางโลมแห่งนี้?

นางยังไม่ทันก้าวพ้นประตูรถม้าดีนักร่างก็ถูกฉุดด้วยมือเล็กหลายคู่ของนางโลมหน้าตางดงามสะสวยในชุดหลากสีสัน พวกนางส่งเสียวเจื้อยแจ้วไม่หยุด

“คุณชายเข้าไปในหอกับพวกเขาก่อนสิเจ้าคะ เราจะดูแลพวกท่านอย่างดี”

“แม่นางเดี๋ยวก่อน...” นางพยามมองไปยังองค์ฮ่องเต้และปัดมือพวกนางออกไม่ให้แตะต้องเนื้อตัว นางถูกห้อมล้อมด้วยหญิงงามเมืองแต่ข้างกายพระองค์กลับว่างเปล่า คงเพราะท่าทียโสชวนครั่นครามนั้นทำให้ไม่มีใครกล้าเฉียดใกล้ นางหวังว่าจะทรงแบ่งเบาภาระนางบ้าง “แม่นางข้ามากับคุณชายของข้าเหตุใดพวกเจ้าไม่ดูแลเขาให้ดีเล่า”

หนึ่งในหญิงงามเหล่านั้นตีต้นแขนนางเบาๆ “คุณชายใจกว้างนักเช่นเดียวกับนายท่านของท่าน เขาสั่งพวกเขาแล้วว่าคืนนี้ให้ดูแลท่านให้ดี ตัวเขาขอเพียงท่านมีความสุขเขาก็มีความสุขแล้วเจ้าค่ะ”

จากนั้นมี่หมินก็ถูกทั้งฉุดทั้งดึงเข้าไปในหอนางโลมโดยมีฮ่องเต้เดินตามมาอย่างสง่าผ่าเผยยิ่งนักและตอนนั้นเองที่จู่ๆก็มีคุณชายท่าทางเมามายมาคว้าคอเสื้อนางเอาไว้ถามอย่างสนิทสนมว่า

“บอกข้าหน่อยสิน้องชายว่าเหตุใดเจ้าจึงมีหญิงงามหลายคนตามติดเป็นเงาตามตัวเช่นนี้” เขาถามเสียงอ้อแอ้ กวาดมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า “เจ้าคงกระเป๋าหนักน่าดู”

มี่หมินงงงันไปชั่วขณ พยามปัดมืออีกฝ่ายออก “คุณชายข้าไม่ได้...”

เขาชี้หน้านาง “เห้...ไม่ต้องปฏิเสธ เอาอย่างนี้ไหมข้าจองห้องไว้สำหรับฟังพวกนางเล่นดนตรี เจ้าไปร่วมกับข้าสิ ห้องที่ข้าจองไว้อยู่ชั้นสองนี่เอง มาๆ” จากนั้นนางก็ถูกฉุดไปอีกครั้งโดยชายร่างหน้าตาขาวเกลี้ยงเกลา นอกจากนี้ยังมีเหล่าหญิงคณิกาตามติดเขาและนางมาเป็นพรวน!

“คุณชาย...” มี่หมินหันไปหาฮ่องเต้และอ้าปากจะขอความช่วยเหลือ แต่สายตาที่พระองค์ใช้มองชายที่กำลังฉุดนางนั้นน่ากลัวนัก เกรงว่าหากนางเอ่ยปากคงเกิดเรื่องใหญ่โต นางจึงจำต้องหุบปากเงียบ

 

เจียวเมิ่งคงทราบดีว่าต่อให้ระมัดระวังก็อาจถูกติดตามโดยคนที่ไม่หวังดี ดังนั้นจึงนัดหมายที่หอนางโลมชื่อดัง เฟยหลงทราบเรื่องนี้ดีจึงไม่ว่าอะไรและมาตามนัด ที่นี่มีผู้คนมากหน้าหลายตาเข้าออกเป็นประจำ พวกเขาจะไม่ถูกสงสัย จะไม่มีใครทราบฐานะที่แท้จริง

แต่ที่เขาไม่ชอบใจคือเหตุใดเจียวเมิ่งต้องมาฉุดนางกำนัลของเขาในคราบหนุ่มน้อยราวกับกระสอบเก่าๆด้วย!

หลังจากปล่อยให้มี่หมินถูกทั้งเจียวเมิ่งและหญิงคณิกาฉุดไปฉุดมาจนถึงห้องรับรอง เจียวเมิ่งก็ออกปาก

“เอาล่ะ พวกเจ้าไปเตรียมเหล้ากับอาหารมาได้แล้ว ข้าจะเลี้ยงต้อนรับคุณชายทั้งสองท่านในฐานะสหายใหม่ของข้า...เร็วเข้า”

พอหญิงคณิกาออกจากห้องไปจนหมด เจียวเมิ่งรีบปิดประตูเปลี่ยนท่าทีจากคุณชายเจ้าสำราญเป็นสายลับที่องอาจดุดัน คุกเข่าลงกับพื้น “ฝ่าบาท...”

“ไม่ต้องมากพิธี”

เจียวเมิ่งหันไปหามี่หมิน “ท่านขันทีขออภัยที่ล่วงเกินท่าน”

 มี่หมินซึ่งยังดูสับสนงงงันอ้าปากคิดจะแก้ความเข้าใจของเจียวเมิ่ง เขาจึงตัดบทสั่งให้ทุกคนนั่งลงและเอ่ยปากถาม “ช่างเถอะ เจ้าขอให้ข้าออกมาพบมีเรื่องสำคัญอะไร”

“ทูลฝ่าบาทหม่อมฉันพบเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับการกักตุนสินค้าในเขตตะวันออกพะยะค่ะ” เจียวเมิ่งรายงาน “ดูเหมือนเรื่องทั้งหมดจะชี้ไปที่พ่อบ้านตระกูลชางของบิดาพระสนมฟางเซียนกุ้ยเฟยพะยะค่ะ”

เจียวเมิ่งเล่าให้เขาฟังว่ามีหลักฐานหลายอย่างแสดงให้เห็นว่าพ่อบ้านตระกูลชางทำการติดสินบนขุนนางและเจ้าหน้าที่ในหลายเมืองของเขตตะวันออกเพื่อให้เว้นการเก็บภาษีสินค้าของพวกเขาและเก็บภาษีสินค้าของพ่อค้าคนอื่นที่เป็นคู่แข่งแพงขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่มีพ่อค้าคนใดอยากไปทำการค้าที่นั่น หรือหากจะค้าขายก็ต้องไปซื้อจากจากตระกูลชาง ทำให้พวกเขาสามารถขึ้นราคาสินค้าให้แพงขึ้นได้ตามต้องการเพราะปราศจากคู่แข่ง นั่นจึงเป็นเหตุให้สินค้าราคาแพง ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปไม่สามารถหาซื้อสินค้าจำเป็นได้ เมื่อขายไม่ได้ก็ไม่มีการส่งไป เมื่อไม่ส่งไปขายบางอย่างก็เริ่มขาดแคลน

แม้จะคาดเอาไว้แล้วแต่เฟยหลงก็ยังอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ที่คนในตระกูลของฟางเซียนมีส่วนรู้เห็น “เรื่องนี้บิดาของพระสนมมีส่วนรู้เห็นหรือไม่?

“หม่อมฉันยังไม่มีหลักฐานพะยะค่ะว่าเขารู้เห็นหรือไม่”

“ข้าต้องการหลักฐานของขุนนางที่รับสินบนทั้งหมด”

เจียวเมิ่งล้วงอกเสื้อหยิบกระดาษที่พับไว้อย่างดีส่งให้เขา “นี่เป็นรายชื่อขุนนางกังฉินและจำนวนเงินที่พวกเขาได้รับจากพ่อบ้านตระกูลชางพะยะค่ะ”

เฟยหลงคลี่กระดาษออกอ่านในนั้นมีทุกสิ่งตามที่เจียวเมิ่งบอก เขาเม้มขุนนางที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนจนละเลยความถูกต้องและความเดือดร้อนของราษฎรจะต้องถูกจัดการถอนรากถอนโคนให้สิ้น

เสียงฝีเท้าและพูดคุยของหญิงคณิกาที่ใกล้เข้ามาทำให้ทั้งสองหยุดสนทนากันชั่วคราว เขาพยักหน้าให้ราชองครักษ์เปิดประตูต้อนรับพวกนางเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย ทันทีที่ประตูเปิดออกพวกนางก็ก้าวเข้ามาพร้อมอาหารคาวหวานและสุรา พิณถูกยกเข้ามาเช่นกัน หญิงคณิกาซึ่งเป็นสตรีที่สวยที่สุดในบรรดาหญิงคณิกาทั้งหมดก้าวเข้ามาในห้อง หญิงที่ดูเจนจัดกว่าใครเพื่อนเป็นคนแนะนำ

“นายท่านเจ้าค่ะนี่คือเยว่ซินของพวกเรา นางเป็นนักดนตรีที่มีความสามารถเล่นพิณได้ไพเราะไม่เป็นสองรองใคร เราเห็นว่าพวกท่านดู...” นางเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “เหมาะสมจึงอยากให้นางเล่นให้พวกท่านฟังเจ้าค่ะ”

เจียวเมิ่งหันมาสบตาเขา เขาพยักหน้าอนุญาต เจียวเมิ่งจึงเอ่ยปากหัวเราะร่าเชื้อเชิญหญิงงามเยว่ซิน “ดี พวกเราอยากฟังดนตรีอยู่พอดี” 

เสียงพิณถูกบรรเลงอย่างไพเราะสมกับอวดอ้าง เฟยหลงโบกมือปฏิเสธเมื่อหญิงคณิกาจะเข้ามารินเหล้าให้เขา พวกนางจึงพากันไปรุมล้อมเจียวเมิ่งและมี่หมินแทน

เขาปรายตามองมี่หมิน นางนั่งทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกพยามปฏิเสธเมื่อสุราถูกยกขึ้นจ่อริมฝีปาก แต่เหล่าหญิงคณิกาคือผู้มีความสามารถหว่านล้อมชั้นเลิศ ไม่นานนักมี่หมินก็ถูกหว่านล้อมให้ดื่มสุราลงไปจนได้

เขาละสายตาจากนางไปมองเยว่ซินนักดนตรีสาว นางเงยหน้าสบตาเขาหลายครั้งด้วยแววตายั่วยวน นางเป็นสตรีที่งดงามมีเสน่ห์คงทำให้เหล่าบุรุษยอมสละเงินทองเพื่อนางมากมาย แต่เขามีสนมมากมายในวังหลวงที่ทั้งงดงาม ยั่วยวนและมีเล่ห์เหลี่ยม เสน่ห์ของนางจึงใช้ไม่ได้ผล

เจียวเมิ่งซึ่งแสร้งเมามายยื่นหน้ามากระซิบ “ฝ่าบาทจะให้หม่อมฉันสืบเรื่องนี้ต่อหรือหยุดลงเพียงเท่านี้พะยะค่ะ”

“สืบต่อไป ข้าอยากรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด”

เจียวเมิ่งมีสีหน้าพอใจ หันกลับไปรับสุราจากนางคณิกาต่อ เจียวเมิ่งนั้นแสร้งเมามายแต่...เฟยหลงหันกลับไปมองมี่หมิน ดูเหมือนนางกำนัลคนใหม่ของเขาจะไม่ได้แสร้งทำ ดวงตาที่แสนเปิดเผยนั้นฉ่ำปรือใบหน้านางแดงก่ำริมฝีปากเป็นสีจัด

นางดันมือหญิงคณิกาที่พยามป้อนเหล้านางอออก “พะ...พอแล้ว ข้าดื่มไม่ไหวแล้ว”

เสียงหญิงคณิกาคนหนึ่งดังขึ้น “คุณชายท่านคงไม่เคยดื่มสุรา ดื่มไปไม่กี่จอกก็เมามายเสียแล้ว”

“ข้า...” นางพูดได้เพียงเท่านั้นก็ฟุบลงไปกองกับพื้น แน่นิ่งไปทันที

“คุณชาย...คุณชาย...” หญิงคณิกาเขย่าร่างนางหวังจะปลุกให้ตื่น

เฟยหลงกดยิ้มมุมปาก โยนเงินในถุงให้เหล่าหญิงคณิกา “พวกเราจะกลับแล้วนี่เป็นค่าจ้างของพวกเจ้า”

มี่หมินถูกเหล่าหญิงคณิกาประคับประคองไปส่งที่รถม้าตามคำสั่งเขา เขาให้เงินพวกนางอีกถุงเป็นรางวัลพวกนางดีใจกันถ้วนหน้าขอให้พวกเขามาเที่ยวอีก

พวกนางถอยออกไปและกลับไปในหอนางโลม เจียวเมิ่งมองมี่หมินแล้วเราะหึๆ กระซิบกับเขาว่า “ฝ่าบาทขันทีของพระองค์คงไม่เคยแตะต้องสุราเลยสักหยดจึงเมาง่ายดายเช่นนี้”

“นางไม่ใช่ขันที นางเป็นนางกำนัล”

พูดจบเขาก็ก้าวขึ้นรถม้า ไม่สนใจว่าเจียวเมิ่งจะคิดอย่างไร

 

บนรถม้าที่ค่อนข้างคับแคบแต่โอ่อ่าเฟยหลงมองสตรีที่นอนซบอยู่บนเบาะของรถม้าใกล้ๆ ผมที่ถูกรวบไว้อย่างดีบางปอยหลุดลุ่ยตกระข้างแก้ม ดวงตานางหลับพริ้ม ผิวแก้มปลายจมูกโด่งและริมฝีปากเป็นสีจัดขึ้นจากฤทธิ์สุรา

สภาพนางคล้ายคุณชายน้อยที่เพิ่งลิ้มรสสุราเป็นครั้งแรกและกำลังเมามายสุดขีด หรือมองอีกทีก็ดูคล้ายเด็กที่เล่นซนมาทั้งวันจนหมดแรง!

เฟยหลงยิ้มกว้างไม่แปลกที่เจียวเมิ่งคิดว่านางเป็นขันที เขาเผลอยื่นมือไปปัดไล้เส้นผมปอยหนึ่งที่ตกลงมาปิดบังเปลือกตานางขึ้น

นางคว้ามือเขาไว้หมับ พึมพำว่า “ฝ่าบาทหม่อมฉันชนะพระองค์อีกแล้ว หม่อมฉันสมควรตาย...” จากนั้นนางก็หลับต่อทั้งที่ยังกำมือเขาไว้แน่น

หัวคิ้วขององค์ฮ่องเต้กระตุก แม้แต่ในความฝันนางก็ยังไม่ยอมอ่อนข้อให้เขา?!

เขาเม้มปากโดยไม่รู้ตัวจ้องนางนิ่ง มี่หมินละเมอซ้ำอีก “เฉิงเฉิงท่านทำดีมาก ข้าเอาชนะฝ่าบาทได้แล้ว ช่วยพระสนม...ข้าจะ...อึก...คุกเข่าคำนับท่านเป็นอาจารย์...”

คราวนี้เฟยหลงหน้าบึ้ง เฉิงเฉิงคือใคร? หรือว่าจะเป็นหลวนเฉิงคนนั้น

“เฉิงเฉิงท่านคงไม่ทราบ ข้าในใจ...อึก...คิดจะคำนับท่านเป็นอาจารย์มานานหลายปี แต่...ท่านไม่เคยอนุญาตให้ข้า...อึก...ทำ”

เฟยหลงยกมือเท้าคางจ้องมองมี่หมินนิ่ง แสดงว่านางไม่ได้โกหกนางไม่รู้เรื่องการหมั้นหมายและไม่รู้ว่าหลวนเฉิงคิดไม่ซื่อกับนาง

มุมปากองค์ฮ่องเต้คลี่ยิ้มกว้างดวงตาสีนิลฉายแววขบขัน

หมินเอ๋อเอ๋ยหมินเอ๋อ...เจ้าใช้เวลาใกล้ชิดกับหลวนเฉิงคนนั้นมาหลายปี เจ้าไม่ทราบเลยหรือว่าเขาคิดกับเจ้าอย่างไร ความจริงแล้วเจ้าฉลาดหรือซื่อบื้อกันแน่!

ล้อของรถม้าตกลงไปในหลุมตื้นๆบนถนน มี่หมินสะดุ้งผวาเบาๆคล้ายจะหล่นจากเบาะแต่ก็ไม่หล่น นางยึดมือเขาไว้แน่น ขยับตัวไปมาเพื่อหาท่านอนที่นอนบนเบาะให้มั่นคงขึ้น...และท่านอนที่มั่นคงที่สุดของนางคือการวางศีรษะลงบนตักเขา จากนั้นจึงดึงมือเขาที่กุมไว้อย่างแน่นหนาสอดมือเข้าใต้แก้มของนาง หลับต่ออย่างคนไม่รู้ร้อนรู้หนาว!

เฟยหลงจ้องมองนางนิ่ง ตกตะลึงร่างแข็งทื่อไปชั่วขณะกับความหาญกล้าของนางกำนัลฐานะต่ำต้อยเช่นมี่หมิน มือที่ถูกแก้มเนียนอิงแอบอยู่นั้นให้ความรู้สึกประหลาด เขาค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ความร้อนจากพวงแก้มและชีพจรของนางอันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่านางมีชีวิตอยู่ค่อยๆลามเลียไปทั่วฝ่ามือ

 

วันต่อมาฮ่องเต้มีราชโองการหลายฉบับ หนึ่งในนั้นคือการโยกย้ายขุนนางเขตตะวันออกหลายสิบคนเข้าสู่วังหลวงและมีราชโองการให้เสนาบดีอู่เหวินเป็นผู้ตรวจสอบทรัพย์สมบัติของขุนนางเหล่านี้โดยละเอียดว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร จากนั้นก็คัดเลือกขุนนางคนใหม่ไปทำหน้าที่ที่นั่นแทน ทุกคนล้วนเป็นที่ฮ่องเต้และเสนาบดีกรมยุติธรรมอู่เหวินคัดเลือกโดยตรง

            ทุกคนต่างแปลกใจกับเหตุการณ์นี้ราวกับฮ่องเต้กำลังทำเรื่องสำคัญบางอย่างซึ่งจะส่งผลกระทบกับใครหลายคนในราชสำนักและหนึ่งในนั้นก็เริ่มเคลื่อนไหว

 

            ตำหนักเลี่ยงเฟิ่งของฟางเซียนกุ้ยเฟย

            ฟางเซียนมองหน้าบิดาด้วยความหนักอกเมื่อได้ฟังท่านพูดจนจบ ไม่อยากเชื่อว่าบิดาจะทำเรื่องใหญ่เพียงนี้และเพิ่งมาบอกนาง “นี่...นี่ท่านพ่อกำลังจะบอกข้าว่าที่ฝ่าบาทมีราชโองการย้ายขุนนางเขตตะวันออกเข้าวังหลายสิบคนนั่นเป็นเพราะ...เพราะท่านอย่างนั้นหรือ...ท่านพ่อ...ท่านทำอะไรลงไป!

            บิดานางชางฟู่เวยพ่อค้าผู้ร่ำรวยและทรงอิทธิพลในเขตตะวันออกถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม “พระสนมหม่อมฉันเองก็ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเจ้าเมืองเหอเจี้ยนคนเดียวที่นำฎีกามาถวายฝ่าบาท”

“ท่านจึงส่งมือสังหารไปสังหารเจ้าเมืองเหอเจี้ยนคนนั้น” นางจำได้ว่าฮ่องเต้ทรงกริ้วมากที่ขุนนางของพระองค์ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม

“เขารนหาที่เอง” น้ำเสียงท่านพ่อยังคงเต็มไปด้วยความไม่พอใจที่เจ้าเมืองผู้นั้นเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการค้าของท่าน “ทั้งที่พ่อเคยส่งคนนำทองไปมอบให้เขานับพันชั่ง เขากลับปฏิเสธและยืนยันจะยื่นฎีกาถึงฝ่าบาท เราน่าจะจัดการเขาก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ ไม่น่าปล่อยให้เขาก่อเรื่องให้เราเดือดร้อน”

“ท่านพ่อ....”

“พระสนมหม่อมฉันทราบดีว่าพระองค์ไม่อยากยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวดำมืดในเส้นทางการค้าของตระกูลเรา แต่...เมื่อเรื่องทั้งหมดมาถึงตอนนี้ ครั้งนี้คงเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว”

นางคิดถึงราชโองการของฮ่องเต้ “เมื่อเร็วๆนี้ฝ่าบาทมีราชโองการสั่งโยกย้ายขุนนางเขตตะวันออกให้เข้ามาที่วังหลวง นอกจากนี้ยังรับสั่งแต่งตั้งให้ใต้เท้าอู่เหวินตรวจสอบทรัพย์สมบัติของเหล่าขุนนางเหล่านั้น หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย”

ใบหน้าบิดานางหมองคล้ำยิ่งขึ้น “หม่อมฉันคิวว่าคงไม่ผิด ฝ่าบาทจะต้องรู้อะไรบางอย่าง”

ฟางเซียนถอนใจออกมาเสียงดัง  นางทราบดีว่าบิดาไม่ได้สร้างฐานะมาอย่างขาวสะอาดนัก เพียงแต่ครั้งนี้อาจทำให้นางและตระกูลเดือดร้อนมากกว่าที่คิด “ท่านน่าจะนำเรื่องนี้มาปรึกษาข้าก่อนจะลงมือ การสังหารขุนนางแห่งราชสำนักไม่ใช่เรื่องที่ฝ่าบาทจะปล่อยผ่านได้ง่ายๆ”

“ตอนนั้นหม่อมฉันไม่มีทางเลือกนอกจากกำจัดเขาและคิดว่าเรื่องทั้งหมดจะจบเพียงเท่านั้น ไม่คิดว่าเรื่องราวจะบานปลาย...”

แววตาของฟางเซียนฉายแววอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง “ท่านและคนของท่านลงมือบุ่มบ่ามไปมาก ท่านไม่รู้หรือว่าเรามีวิธีอีกมากที่จะจัดการให้เหมือนอุบัติเหตุมากกว่าลงมือสังหารเขาอย่างโจ่งแจ้งเช่นนั้น”

บิดายกมือลูบหนวดเคราไปมาอย่างกลัดกลุ้มสีหน้าเคร่งเครียด “พ่อลืมคิดถึงเรื่องนี้ไป เราจะทำอย่างไรต่อดีตอนนี้ดูเหมือนใต้เท้าอู่เหวินจะเริ่มเข้ามาขุดคุ้ยมากขึ้นเรื่อยๆ หากปล่อยไว้พวกเขาต้องสาวมาถึงตัวหม่อมฉันเป็นแน่ ถ้าสามารถกำจัดเขาและจบเรื่องทุกอย่าง...”

“ไม่นะ!” นางค้านเสียงแข็ง “ท่านพ่อใต้เท้าอู่เหวินเป็นขุนนางที่ภักดีมานาน ฮ่องเต้ทรงไว้ใจมากกว่าใคร หากเกิดอะไรขึ้นกับเขาจะต้องเกิดเรื่องใหญ่เกินกว่าที่เราจะรับไหว”

“หากไม่สามารถแตะต้องเขาได้ พระสนมคิดว่าเราควรจัดการเรื่องนี้อย่างไรจึงจะเหมาะสม”

น่าแปลกที่ฮ่องเต้ไม่เคยนำเรื่องมาปรึกษานาง อาจเพราะทรงทราบอยู่แล้วว่าเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวกับตระกูลนาง ฟางเซียนเริ่มเป็นกังวลว่าเรื่องนี้จะส่งผลต่อการแต่งตั้งรัชทายาท หากชื่อเสียงของบิดามัวหมองแน่นอนย่อมส่งผลถึงนางและลูกในอย่างไม่อาจเลี่ยง ฮ่องเต้อาจโปรดปรานนางและลูกแต่ทรงเป็นกษัตรยิ์บ้านเมืองย่อมมาก่อน

 “ท่านพ่อต้องรีบจัดการตัดไฟเสียแต่ต้นลม”

ดวงตาบิดาหรี่ลง “พระสนมหมายความว่า...”

“ท่านบอกข้าเองไม่ใช่หรือว่าเรื่องนี้ท่านให้พ่อบ้านชาจัดการทั้งหมด ทั้งการค้าขายในแถบนั้นและติดสินบนขุนนาง”

“ใช่ เรื่องนี้ชางชาเป็นคนออกหน้าจัดการกับมือ พ่อคอยควบคุมอยู่ห่างๆ”

นางผุดยิ้ม “ดี นี่อาจเป็นทางออกของเรา ท่านกลับไปให้จัดการโยงหลักฐานที่จะเอาผิดท่านทั้งหมดไปที่เขาเสียให้หมด”

“และปิดปากคนที่ควรปิดปาก”

“ถูกแล้ว...ปิดปากคนที่ควรปิดปากให้สนิทถึงตอนนั้นปัญหาก็จะไม่เกิด ท่านเป็นถึงบิดาของกุ้ยเฟยเมื่อไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนย่อมไม่มีขุนนางคนใดกล้าเอาผิดท่าน ต่อให้คนๆเป็นอู่เหวินก็ตาม ข้าอยู่ทางนี้จะหารือกับเสนาบดีหย่งช่วยพูดแทนท่านกับฝ่าบาทอีกทาง”

บิดานางหัวเราะออกมาเบาๆ “พระสนมไม่เสียแรงที่เป็นถึงกุ้ยเฟยที่ฝ่าบาทโปรดปรานมานานหลายปี หม่อมฉันภูมิใจในตัวพระองค์ยิ่งนัก แต่เรื่องการค้าของเราหากถูกจับตามองเช่นนี้เกรงว่า...”

นางแตะมือลงบนหลังมือบิดาเพื่อปลอบใจ “ท่านพ่อขอให้ท่านรออีกไม่นาน เมื่อใดที่หลานชายท่านได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาท เมื่อนั้นจะไม่มีใครกล้าแตะต้องพวกเราอีก”

ท่านพ่อหัวเราะในลำคอ “อา...ย่อมเป็นเช่นนั้นพะยะค่ะ”

เมื่อบิดาจากไปฟางเสียนสั่งให้นางกำนัลคนสนิทเข้ามาสั่งการ “ข้าจะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทให้คนไปเตรียมตัว”

“เพคะพระสนม”

 




_____________________________________________________

ณ เชิงดอย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.671K ครั้ง

3,750 ความคิดเห็น

  1. #2013 chm1234 (@chmp2549) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 18:50
    ผู้ชายต้องใช้คำว่ากระหม่อมค่าาาแต่แค่นี้ก็สนุกแย้วววสู้ๆค่ะ
    #2013
    0
  2. #1976 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 18:53
    ไม่มีอีกแล้วคนที่เคยไว้ใจ..
    #1976
    0
  3. #1583 mooklinlava2505 (@mooklinlava2505) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2562 / 21:41
    ใช้ผิดมาตลอดคำว่าหม่อมฉันเนี่ย แสดงว่าไรต์ไม่อ่านคอมเม้นท์เลย เซ็งอ่ะ
    #1583
    2
    • #1583-1 moonbless (@moonbless) (จากตอนที่ 11)
      18 มิถุนายน 2562 / 08:22
      เห็นด้วยค่ะ ชายต้องใช้แทนตัวเป็น กระหม่อม แทน หม่อมฉัน ใช่มั้ยคะ
      #1583-1
    • #1583-2 ณ เชิงดอย (@sarok147) (จากตอนที่ 11)
      18 มิถุนายน 2562 / 08:34
      อ่านค่า แก้ไขในตอนต่อๆ เพราะไรท์แต่งตอนมีคนแนะนำเรื่่องนี้ตอนที่ 40 ปลายๆ แล้วจ้า รอรีไรท์ทีเดียว
      #1583-2
  4. #1099 NRAI (@NRAI) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 19:26

    รุสึกตงิดๆมานานล่ะหม่อมฉันนี่ใช้สำหรัลผุ้หญิงรึเปล่า????

    #1099
    1
    • #1099-1 Misaki_Rr (@Panda3126) (จากตอนที่ 11)
      12 มิถุนายน 2562 / 20:02
      เห็นด้วย คือ ไม่ทราบว่าไรท์ไม่อ่านคอมเม้นท์หรือไม่มีเวลาแก้ ในเมื่อเลือกแต่งแนวจีนก็ควรใช้ศัพท์ให้ถูก ถ้าเจอเยอะมันก็ไม่อินอ่ะ😅
      #1099-1
  5. #1046 differ21 (@differ21) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 14:42

    ตกลงพ่อของฟางเซียนจะแทนตัวเองว่า พ่อ หรือ หม่อมฉัน คะ

    #1046
    0
  6. #653 Airika_Catcha (@Airika_Catcha) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 08:31
    ยัยฟางนี่ร้ายกาจนัก รู้สึกสมน้ำฮ่องเต้เล็กน้อยถึงปานกลาง ยกย่องจนเหลิงเลยอ่ะ
    #653
    0
  7. #558 ฝนโปรยไพร (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 16:50

    นางเอกสงสัยเป็นเนิร์ด

    #558
    0
  8. #390 pemipond (@pemipond) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 20:54
    จะแทนตัวเองว่าพ่อ หรือ หม่อมฉัน
    #390
    0
  9. #304 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 12:03
    นางมั่นเกินว่าเป็นที่โปรดปราน
    #304
    0
  10. #283 Alienonplanet🌙🌎 (@numalangpor) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 01:45
    อำนาจทำให้คนเปลี่ยน..
    #283
    0
  11. #75 vviiwwyy (@vviiwwyy) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 12:41

    ทำตัวเองแท้ๆ

    #75
    0