สายลมนิรันดร์ (ตีพิมพ์ B2S)

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 9 เสียนเฟยแห่งแคว้นเย่ รีไรท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28574
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1917 ครั้ง
    2 ก.ค. 62

 

ตอนที่ 9 เสียนเฟยแห่งแคว้นเย่



 

มี่หมินเองก็มองตามแผ่นหลังของซูเฟยผู้สูงส่งเช่นกัน นางไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้มาเป็นพยานรักระหว่างฮ่องเต้กับพระสนมคนโปรดเลยสักครั้ง

ฮ่องเต้นั้นแม้จะดูเย็นชาไว้ตัวเหลือเกินแต่ก็มีใบหน้าคมคายและทรงเป็นบุรุษที่อยู่เหนือทุกคนบนแผ่นดิน ส่วนพระสนมนั้นก็งดงามหมดจดดุจดอกไม้สีแดงสดท่ามกลางหิมะขาวโพลน ทั้งสองช่างเหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก แต่นางไม่เข้าใจหากทั้งสองต้องการแสดงความรักใคร่ เหตุใดต้องให้นางยืนเป็นสักขีพยาน?

ระหว่างมี่หมินยืนคิดด้วยความสงสัย นางกำนัลห้องเครื่องก็ยกอาหารเข้ามา อาหารทุกอย่างล้วนถูกจัดเตรียมอย่างประณีตไร้ที่ติทั้งอาหารคาวหวาน

“เจ้ายืนคิดอะไรอยู่ตรงนั้น?

นางหยุดคิดเพ้อเจ้อมองหน้าฮ่องเต้ “เพคะ?

“ข้าถามเจ้าว่าคิดอะไรอยู่”

นางไม่อาจเปิดเผยความในใจจึงปฏิเสธ “ไม่มีเพคะ”

“โกหก”

“ฝ่าบาทหม่อมฉันไม่ได้...” พอเห็นตาคมๆที่จ้องมานางจึงโกหกอีกไม่ได้ “หม่อมฉันคิดว่าฝ่าบาทกับพระสนมเมื่ออยู่ด้วยกัน ช่างเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยกเพคะ”

มุมปากสีสดยกขึ้น “เจ้าไม่โกรธนางหรือที่สั่งลงโทษเจ้าอย่างไร้เหตุผล”

มี่หมินไม่คิดว่าฮ่องเต้จะทราบเรื่องนี้ “ไม่เพคะ”

“ต่อไปเมื่อมีใครลงโทษเจ้าอย่างไร้เหตุผลเช่นนั้น เจ้าสมควรจะโกรธพวกเขา”

“หม่อมฉันเป็นเพียงนางกำนัล จะบังอาจไม่พอใจพระสนมได้อย่างไรเพคะ”

“นั่นสินะ นางกำนัลฐานะเช่นเจ้าจะทำอะไรได้” พูดจบฮ่องเต้ลุกจากที่นั่งไปที่โต๊ะเสวย

ขันทีรับใช้จัดเตรียมตะเกียบและถ้วยชามเตรียมไวพร้อม แต่ก่อนจะลงมือเสวยหัวหน้านางกำนัลได้จัดการใช้ช้อนเงินชิมอาหารทุกอย่างเพื่อทดสอบพิษ เมื่อทุกอย่างปกติฮ่องเต้จึงลงมือเสวย

บรรยากาศบนโต๊ะเสวยนั้นเงียบเชียบอ้างว้างและเดียวดายอย่างประหลาด แวบหนึ่งที่นางอดรู้สึกสงสารฮ่องเต้ไม่ได้

ราวกับฮ่องเต้ทรงทราบว่านางกำนัลมองอยู่ พระองค์เงยหน้าขึ้นสบตานางนิ่ง ดวงตาสีนิลทอประกายดังเช่นที่นางเห็นในวันนั้น อ้างว้างขมขื่น!

มี่หมินรีบหลบตามองพื้น...นางช่างโง่เหลือเกิน ชายที่นั่งอยู่ตรงนั้นแม้จะอ้างว้างเดียวดายก็เป็นถึงฮ่องเต้ นางมีสิทธิ์อะไรไปสงสารฮ่องเต้ คนที่ควรสงสารที่สุดคือตัวนางเองต่างหาก เห็นชัดว่าวันนี้นางได้สร้างศัตรูโดยไม่ตั้งใจ และโชคร้ายอย่างที่สุดที่นางทำให้ซูเฟยคนโปรดของฮ่องเต้ไม่พอใจ!

ตกบ่ายมี่หมินได้รับอนุญาตให้หยุดพักผ่อนช่วงสั้นๆ หลังจากฮ่องเต้ออกไปว่าราชการที่ท้องพระโรงกับเหล่าขุนนาง นางจึงใช้โอกาสนั้นสำรวจตามแปลงดอกไม้ในสวนของตำหนักใหญ่ พบสมุนไพรน่าสนใจอยู่หลายชนิดที่คนอื่นไม่สนใจ นางบอกตัวเองว่าจะหาเวลามาเก็บสมุนไพรเหล่านี้ไว้ใช้งาน หรือไม่ก็แบ่งปันให้ข้ารับใช้คนอื่นเวลาที่พวกเขาเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ

ฮ่องเต้กลับจากว่าราชการด้วยสีหน้าเคร่งขรึม มีข่าวแว่วว่าพระองค์ไม่พอพระทัยที่อ๋องแคว้นเย่กำลังสั่งสมกำลังทหารเกินกว่าที่ราชสำนักจะไว้ใจได้!

 

ตกค่ำวันนี้นางคิดว่าฮ่องเต้คงจะพักผ่อนที่ตำหนักเงียบๆ หลังจากทรงงานมาทั้งวัน ปรากฏว่าหลังจากไม่ได้เลือกป้ายสนมคนใดมาหลายวัน วันนี้ทรงเลือกป้ายเสียนเฟยและมีรับสั่งให้นางตามเสด็จไปที่ตำหนักของเสียนเฟยด้วย

มี่หมินถอนใจ เป็นนางกำนัลตำหนักใหญ่ไม่ง่ายเลย ครั้งหน้าหากซูเฟยเสนอให้หานางกำนัลคนอื่นมาทำหน้าที่แทนนาง นางน่าจะสนับสนุนพระสนมอีกแรง

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นางได้ตามเสด็จไปที่ตำหนักพระสนมระหว่างฮ่องเต้เสด็จประทับที่นั่นและเป็นครั้งแรกที่นางได้พบเสียนเฟยผู้สูงศักดิ์

พระสนมสวีเจาเป็นสตรีร่างบอบบางอ้อนแอ้น ผิวกายของนางเป็นสีขาวเนียนละเอียดราวหยกเนื้อดี ทั้งคิ้วจมูกปากและดวงตางดงามเหมาะเจาะกับใบหน้าเล็กๆ  นางดูเหมือนตุ๊กตากระเบื้องที่มีชีวิตก็ไม่ปาน

มี่หมินคิดภาพตอนฮ่องเต้เสด็จเยือนตำหนักพระสนมไว้มากมาย ชายที่เย็นชาเย่อหยิ่งอย่างฮ่องเต้จะปฏิบัติต่อสตรีที่ทรงโปรดอย่างไร จะเหมือนกับที่ปฏิบัติต่อซูเฟยหรือไม่ นางไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพการต้อนรับที่แสนเย็นชาไร้ความกระตือรือร้นจากเสียนเฟยที่มีให้ฮ่องเต้

พระสนมลุกขึ้น ใบหนางดงามนั้นเรียบเฉย “ฝ่าบาทหม่อมฉันไม่คิดว่าจะเสด็จมาวันนี้”

พี่ลี่เคยบอกนางว่าสวีเจาเสียนเฟยเป็นคนแคว้นเย่ นางถูกส่งมาที่นี่เมื่อแคว้นเย่ยอมสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก การอยู่ที่นี่ของนางคือการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองแผ่นดิน

ฮ่องเต้เหยียดยิ้ม “ทุกครั้งที่ข้ามาเจ้ามักจะกล่าวเช่นนี้ จนข้าเริ่มจะเชื่อแล้วว่าเจ้ารังเกียจข้าจริงๆ”

พระสนมเม้มปากแน่นเบือนหน้าหนีราวกับไม่อาจทนมองใบหน้าของฮ่องเต้ได้อีก

ฮ่องเต้มองไปรอบๆ แล้วเอ่ยถามพระสนมเรื่ององค์หญิงน้อย “เผยหนิงอยู่ที่ไหน พานางมาหาข้าสิ?

องค์หญิงน้อยถูกพามาเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ องค์หญิงเผยหนิงอายุเพียงสองขวบหน้าตาคล้ายเสด็จแม่ยิ่งนัก มี่หมินพยายามมองหาความคล้ายคลึงระหว่างองค์หญิงกับฮ่องเต้แต่ก็หาไม่พบ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด

ฮ่องเต้อุ้มองค์หญิงขึ้นสีหน้าอ่อนโยนลงเล็กน้อย นอกนั้นไม่มีความรู้สึกอย่างอื่นอีก แต่แปลกที่เสียนเฟยกลับมีสีหน้าปวดร้าวเมื่อมองทั้งสองอยู่ด้วยกัน

หลังจากทักทายองค์หญิงไม่น้อยฮ่องเต้ส่งองค์หญิงให้นางกำนัลพี่เลี้ยงดูแลต่อ ก่อนจะโบกมือให้ข้ารับใช้คนอื่นออกไป นอกจากพระองค์กับเสียนเฟย ในตำหนักเหลือเพียงนางและจูกงกงที่ยังยืนอยู่

“องค์หญิงโตขึ้นทุกวัน นางหน้าตาเหมือนเจ้าไม่มีผิด” ฮ่องเต้ทรงตรัสเรียบๆ

“เพคะ” พระสนมตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบพอกัน

“วันเกิดครบรอบสามขวบของเผยหนิงข้าอยากให้หลิวเหวินอ๋องแคว้นเย่ มาร่วมอวยพรวันเกิดนาง เจ้าคิดว่าอย่างไร?

พระสนมเชิดหน้าขึ้น “ระยะทางระหว่างแคว้นเย่กับเมืองหลวงห่างไกลนับพันลี้ หม่อมฉันคิดว่าไม่สมควรที่จะรบกวนท่านอ๋องเพคะ”

รอยยิ้มของฮ่องเต้ช่างดูลึกลับนัก “แต่ข้ากลับคิดว่าต่อให้ไกลกว่าพันลี้เขาก็ยินดีจะมา หากเขาทราบว่าที่นี่มีสิ่งใดรอเขาอยู่”

พระสนมหันกลับมาจ้องฮ่องเต้ ใบหน้างดงามเผือดสีลง “ฝ่าบาทเพคะ....”

“เจ้าคงได้ข่าวแล้วว่าหลิวเหวินเริ่มสะสมกำลังทหารมากขึ้นทุกวัน ข้าไม่ทราบว่าเขาเพียงแค่ต้องการปกป้องแผ่นดินแคว้นเย่ หรือต้องการก่อสงครามกับข้ากันแน่”

พระสนมส่ายหน้าช้าๆ “หม่อมฉันเชื่อว่าท่านอ๋องต้องการเพียงฝึกฝนทหารเพื่อปกป้องแคว้นเท่านั้น หาได้คิดจะก่อสงคราม ท่านอ๋องเป็นคนมีสัจจะย่อมรักษาสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะภักดีต่อฝ่าบาท”

ฮ่องเต้ทรงมองพระสนมด้วยแววตาชนิดหนึ่งซึ่งคงทำให้คนถูกมองหนาวเหน็บถึงหัวใจ มันเต็มไปด้วยความหมิ่นแคลน “ข้าได้เรียนรู้มานานแล้วว่าคำพูดคนเชื่อถือไม่ได้ที่สุด จิตใจคนก็เช่นเดียวกัน เจ้าเองก็น่าจะทราบดี”

เสียนเฟยสะอึกพูดไม่ออก ดวงตางามนั้นคล้ายมีน้ำตาเอ่อคลอทั้งรักทั้งเจ็บช้ำปะปนกันจนแยกไม่ออก

“หากเจ้ายังอยากให้แคว้นเย่อยู่อย่างสงบก็ควรตักเตือนเขาเรื่องที่เขาคิดการใหญ่ แต่หากไม่...” ฮ่องเต้เว้นจังหวะให้เสียนเฟยได้ใจหายใจคว่ำเล่นๆ “...ถึงตอนนั้นอย่าหาว่าข้าไร้เมตตา”

มี่หมินลอบมองทั้งสองสลับกันไปมา ฮ่องเต้กับพระสนมสนทนากันอย่างเปิดเผยก็จริง แต่ราวกับมีเรื่องที่ทั้งสองเข้าใจแต่คนอื่นไม่เข้าใจซ่อนอยู่ในทุกประโยค หรือว่านี่คือเป็นหนึ่งในเรื่องรักๆ ใครๆ อันแสนลึกลับของฮ่องเต้กับพระสนมที่นางเคยแอบได้ยินพี่ลี่หรือขันทีบางคนเล่าให้ฟัง

ฮ่องเต้ไม่ได้ประทับที่ตำหนักของเสียนเฟยอย่างที่นางคิดไว้ หลังจากกดดันพระสนมด้วยสายตาจนสาแก่ใจก็เสด็จกลับตำหนักใหญ่ เมื่อไปถึงตำหนักใหญ่กลับหยุดยืนถามนางทั้งที่หันหลังอยู่เช่นนั้น

“เจ้าดูคนเก่ง บอกข้าสิว่าในสายตาเจ้าเสียนเฟยเป็นคนเช่นไร?

มี่หมินตัดสินใจบอกไปตามตรง “เสียนเฟยเป็นสตรีที่...ที่น่าสงสารเพคะ”

ฮ่องเต้หันมาหานาง “เหตุใดเจ้าจึงคิดว่านางน่าสงสาร”

“เพราะพระสนมคล้ายคนที่แบกความลับอันยิ่งใหญ่แต่ไม่อาจบอกใคร เมื่อไม่อายเปิดเผยนางจึงเป็นทุกข์ เมื่อมีความทุกข์นางจึงไม่มีความสุข เพราะเหตุนี้นางจึงน่าสงสารเพคะ”

มุมปากของฮ่องเต้ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหมิ่นๆ “เจ้าคิดว่าข้าเป็นหนึ่งในความทุกข์ของนางหรือไม่?

มี่หมินช่างใจอยู่ชั่วขณะก่อนพยักหน้าบอกเสียงอ่อย “เพคะ” ตอบไปแล้วก็ภาวนาให้ฮ่องเต้ไม่กริ้วที่นางบอกไปตามตรง

“เจ้าล่ะ...ข้าเป็นความทุกข์ของเจ้าหรือไม่?

นางไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไร นางทุกข์ทรมานหรือ...อาจจไม่ แต่จะเรียกว่าสุขก็คงไม่ได้เสียทีเดียว ดังนั้นนางจึงไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนี้ “คำถามของฝ่าบาทยากจะตอบเพคะ”

มีเสียง หึ เบาๆ “เช่นนั้นข้าคงต้องเปลี่ยนคำถาม เจ้าอยากออกจากวังแต่ก็ออกไปไม่ได้ เจ้ามีคู่หมั้นแต่ก็แต่งให้เขาไม่ได้ ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้าพ่ายแพ้ในการเดินหมากกับข้า ชีวิตเจ้าจึงตกเป็นของข้า เช่นนี้เจ้าทุกข์หรือไม่ทุกข์”

สายตาของฮ่องเต้ช่างกดดันยิ่งนัก มี่หมินแทบหายใจไม่ออกต้องก้มหน้าหลบสายตา “ฝ่าบาททุกครั้งที่หม่อมฉันเอาชนะพระองค์ หม่อมฉันทราบว่ามีหลายสิ่งที่ฝ่าบาทไม่ต้องการจะทำ แต่ก็ยังรับปากและทำตามที่หม่อมฉันขอทุกครั้ง แม้หม่อมฉันมีฐานะต่ำต้อยไม่สูงส่งเท่าฝ่าบาทแต่ในเมื่อหม่อมฉันพ่ายแพ้แล้วก็ต้องรักษาสัจจะเช่นกัน ดังนั้นความจริงการอยู่ที่นี่จึงไม่นับว่าเป็นทุกข์เพคะ”

 


การอยู่ที่นี่จึงไม่นับว่าเป็นทุกข์

หลังจากได้ฟังประโยคนี้ของนางกำนัลฐานะต่ำต้อย เฟยหลงเผลอคิดตามโดยไม่รู้ตัว อยู่กับเขานางไม่ทุกข์และนางไม่สุข นางคงรู้สึกว่างเปล่า

น่าขำที่นางสามารถปล่อยวางได้ถึงเพียงนี้ ในวังหลวงซึ่งเต็มไปด้วยการแก่งแย่งมากมายของคนทุกชนชั้นตั้งแต่ต่ำต้อยจนถึงสูงศักดิ์ ที่นี่เป็นสถานที่สุดท้ายบนแผ่นดินที่จะทำให้ใครปล่อยวาง

“ฝ่าบาททรงคิดอะไรอยู่หรือเพคะ?

เฟยหลงตื่นจากภวังค์ความคิดเหลือบมองฟางเซียน นางเป็นหนึ่งในสตรีที่คงไม่มีวันปล่อยวางเรื่องราวต่างๆ อย่างง่ายดายเช่นนั้น ในเมื่อนางแบกทั้งอำนาจ ความหยิ่งยโส คาดหวังและความทะเยอทะยานเอาไว้เต็มบ่า

“ข้ากำลังคิดว่าตอนนี้สนมตำแหน่งจิ่วผินว่างลงหนึ่งตำแหน่ง ข้าจะเลื่อนตำแหน่งให้เหม่ยอิงให้เป็นจิ่วผิน เจ้าคิดว่าอย่างไร?

สีหน้านางเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มหวานให้เขา “หากฝ่าบาททรงโปรดนาง ก็เลื่อนตำแหน่งให้นางเถิดเพคะ”

“ดี” เขาบอกเรื่องนี้กับหัวหน้าขันที

จูกงกงนำไปบอกกับเหม่ยอิงที่กำลังแสดงศิลปะการชงชาที่อยู่ห่างออกไป นางเป็นบุตรสาวของแม่ทัพผู้ภักดีและเพิ่งทำความดีความชอบปราบปรามโจรชายแดนทำให้บ้านเมืองกลับมาสงบสุข นางเข้าวังมาเมื่อหนึ่งปีก่อนความโปรดปรานที่เขามีต่อนางขึ้นอยู่กับความภักดีและความสามารถบิดานางด้วยเช่นกัน

เมื่อเหม่ยอิงทราบนางคุกเข่าลงต่อหน้าเขา สีหน้ายินดีจนปิดไม่มิด “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตาเพคะ”

เขาพยักหน้าให้นาง เอ่ยปากชมเชยนางพอเป็นพิธีจากนั้นก็ชวนนางมาร่วมดื่มน้ำชากับเขาและฟางเซียน

สนมของเขามีความสุขเมื่อได้เลื่อนตำแหน่งหรือได้รับความโปรดปราน เขาเหลือบมองมี่หมิน นางเล่าสิ่งใดทำให้นางมีความสุข?

ฟางเซียนคงเกรงว่าเขาจะให้ความสนใจเหม่ยอิงมากกว่านาง นางพยักหน้าให้นางกำนัลนำของมาถวาย “ฝ่าบาทเพคะนี่เป็นไข่มุกจากทะเลสาบทะเลตงไห่ที่ท่านพ่อขอให้หม่อมฉันนำมาถวายฝ่าบาทเพคะ”

เขามองไข่มุกสีฟ้างดงามล้ำค่าที่นางมอบให้ อดนึกในใจไม่ได้ว่ามีชาวบ้านกี่คนที่ต้องอดยากเพื่อให้ได้มันมา “เป็นไข่มุกที่ไม่เลว”

“เพคะ นอกจากไข่มุกเม็ดนี้ยังมีของขวัญอีกหลายชิ้นที่ท่านพ่อให้คนนำมามอบให้หม่อมฉันกับองค์ชาย แต่ไขมุกเม็ดนี้ล้ำค่าที่สุดเพคะ”

เขามองหน้าฟางเซียน มีเรื่องราวมากมายที่เขาอยากจะถามนางแต่ไม่อยากทำให้นางระแคะระคายเรื่องที่เขากำลังสืบอยู่ ฟางเซียนเป็นคนฉลาดนางอาจจะช่วยบิดาปิดบังความจริง

“ชางฟู่เวยมีของขวัญล้ำค่ามอบให้เจ้ากับลู่เสียนไม่เคยขาด ไม่เสียที่เขาเป็นถึงพ่อค้าผู้มีฐานะมั่งคั่งแห่งเขตตะวันออก”

 

ฟางเซียนมองใบหน้าคมคายของฮ่องเต้ รอยยิ้มของพระองค์ที่น้อยนักจะได้เห็น บัดนี้เมื่อเผยให้เห็นกลับไปไม่ถึงดวงตา ในรอยยิ้มของฮ่องเต้ราวกับมีบางอย่างซ่อนอยู่?

นางมองหน้าจิ่วผินคนใหม่ เหม่ยอิงดีใจจนเนื้อเต้นคงไม่ทราบว่าฮ่องเต้เพียงต้องการแสดงความเมตตานางเพื่อแสดงให้บิดานางเห็นและแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์จนตัวตายเท่านั้น หาได้รู้สึกสนิทเสน่หาในตัวนางแต่อย่างใด

ช่างเขลาโง่นัก!

จู่ๆ ฮ่องเต้ก็ตรัสขึ้น “เห็นไข่มุกสีฟ้าเม็ดนี้แล้วทำให้ข้าคิดถึงฮองเฮา ชื่อของฮองเฮาแปลว่าไข่มุกสีฟ้า เจ้าคงไม่ว่าอะไรหากข้าจะมอบไข่มุกเม็ดนี้ให้ฮองเฮา”

ฟางเซียนหน้าเสีย ฮ่องเต้ทำเช่นนี้ราวกับต้องการดูหมิ่นนางต่อหน้าคนอื่น นำของขวัญที่นางมอบให้ไปให้ฮองเฮา! แต่พอคิดถึงเหตุผลข้อหนึ่งขึ้นมาได้นางก็พยักหน้ายิ้มกว้าง “เพคะ ไข่มุกเม็ดนี้เหมาะกับฮองเฮาอย่างยิ่ง เหมาะสมแล้วเพคะที่จะมอบให้นาง”

การที่ฮ่องเต้มอบของขวัญจากบิดานางให้ฮองเฮา เท่ากับแสดงให้เห็นถึงฐานะของตระกูลชางว่ามีความมั่งคั่งเพียงใด ทำเช่นนี้เป็นการตบหน้าฮองเฮาทางอ้อมมากกว่า ดังนั้นนางจึงไม่ควรเสียใจหรือขุ่นเคือง  

ฮ่องเต้ส่งไข่มุกให้จูกงกง “นำไปมอบให้ฮองเฮา บอกว่าเป็นของขวัญจากข้าและกุ้ยเฟย”

“พะยะค่ะฝ่าบาท”

 


มี่หมินเฝ้ามองพฤติกรรมของฮ่องเต้แล้วได้แต่ขบคิดในใจว่าฮ่องเต้ช่างรู้วิธีสร้างความบาดหมางระหว่างสตรีในวังหลังได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!  

นางก็อดคิดไม่ได้ว่าสาเหตุที่พระสนมต่างชิงดีชิงเด่นกันอย่างดุเดือดนั้นส่วนหนึ่งอาจจะมาจากสิ่งที่ฮ่องเต้ได้กระทำลงไป ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่...คนอย่างฮ่องเต้นะหรือจะไม่รู้ มี่หมินค่อนข้างแน่ใจว่าทรงรู้ดี สิ่งที่ควรถามคือฮ่องเต้ต้องการสิ่งใดจากสิ่งที่ทำต่างหาก

หลังจากสร้างความแตกแยกให้ฮองเฮากับกุ้ยเฟยแล้ว ฮ่องเต้จึงได้บอกกับหัวหน้าขันทีว่าคืนนี้จะเสด็จไปที่หอส่องดาวเพื่อพักผ่อนเพียงลำพัง สร้างความผิดหวังให้กับทั้งกุ้ยเฟยและจิ่วผินคนใหม่ยิ่งนัก ทั้งที่เมื่อสักครู่เพิ่งสร้างความหวังให้กับพวกนางว่าบางทีอาจจะเลือกตำหนักหลังใดหลังหนึ่งเป็นที่ประทับในคืนนี้

ฮ่องเต้ช่างเป็นชายที่เลือดเย็น!

 


ฮองเฮาน้อมรับของขวัญจากฮ่องเต้ผ่านหัวหน้าขันที นางเก็บความไม่พอใจไว้ภายใต้สีหน้ายินดี พอหัวหน้าขันทีจากไปนางจึงปัดไข่มุกสีฟ้ากระเด็นไปไกลด้วยความแค้นเคือง

 “นางจงใจเอาหน้าต่อฝ่าบาทและดูหมิ่นข้า บังอาจนัก!

 “ฮองเฮาเพคะ...” หลิ่งจีนางกำนัลคนสนิทของนางพยามปลอบใจ

“ผู้หญิงชั้นต่ำ!” โทสะยังคงร้อนแรง “ต้องเป็นความคิดของนางที่ให้ฝ่าบาทนำไข่มุกอัปมงคลนี่มาให้ข้า”

หลังจากใจเย็นลงฮองเฮาก็ถามนางกำนัล “ช่วงนี้ฝ่าบาทยังเสด็จไปที่ตำหนักซือเสียนอยู่หรือไม่?

“เสด็จไปสองครั้งเพคะ แต่ไปเพื่อเยี่ยมอาการป่วยของพระสนม”

น่าผิดหวัง! นางนึกว่าฮ่องเต้จะโปรดซือเสียนเสียอีก

“แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนเสด็จไปที่ตำหนักของเสียนเฟย”

ฮ่องเต้ไปที่นั่นต้องมีเหตุผล “คงเพราะเรื่องของแคว้นเย่”

“เพคะ หม่อมฉันก็คิดเช่นนั้น” หลิ่งจีออกความเห็น “ทุกคนต่างทราบดีว่าเสียนเฟยเย็นชากับฝ่าบาทมานานอย่างไร้เหตุผล หม่อมฉันเชื่อว่าฝ่าบาทเสด็จไปหานางอยู่บ่อยครั้งก็เพื่อเห็นแก่แคว้นเย่และองค์หญิงน้อยเท่านั้น”

ฮองเฮาเองก็อยากทราบเหตุผลเช่นกันว่าเหตุใดตลอดเวลาสองปีกว่าที่สวีเจาเข้าวังมา นางจึงเย็นชาต่อฮ่องเต้นัก ทั้งที่ฮ่องเต้เองก็ดีกับนางอาจจะมากกว่าสนมคนอื่นอีกหลายคนด้วยซ้ำ ฮ่องเต้ไม่ใช่ชายที่สตรีจะละเลยหรือเย็นชา หญิงคนนั้นมีความผิดปกติอะไร หรือสวีเจาคิดจะใช้วิธีนี้ทำให้ฮ่องเต้สนใจ นางคงไม่รู้ว่าคนอย่างฮ่องเต้นั้นไม่มีทางหลงกลกับวิธีการที่ตื้นเขินเพียงนี้

“ข้าได้ยินมาว่าตอนนี้สถานการณ์ระหว่างราชสำนักกับแคว้นเย่ไม่ค่อยราบรื่นนัก เพราะอ๋องแคว้นเย่สั่งสมกำลังทหารมากจนผิดหูผิดตา ถ้าอ๋องแคว้นเย่คิดกบฏฐานะของนางในวังจะลำบาก” ฮองเฮาไม่ทราบควรรู้สึกสาแก่ใจหรือเวทนาสวีเจา องค์หญิงจากต่างบ้านต่างเมืองอย่างสวีเจาได้เป็นสนมที่ฮ่องเต้โปรดปรานนับว่าเป็นบุญ แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับไม่สำนึกถึงเรื่องนี้

“เสียนเฟยเป็นญาติกับอ๋องแคว้นเย่ บางทีฝ่าบาทอาจต้องการให้เสียนเฟยกล่อมเย่ญาติของนางไม่ให้คิดการใหญ่เพคะ”

ฮองเฮาคิดว่านางควรใช้โอกาสนี้สร้างความดีความชอบกับฮ่องเต้ หากนางสามารถกล่อมสวีเจาให้ยอมส่งจดหมายไปเกลี่ยกล่อมอ๋องแคว้นเย่ไม่ให้ก่อเรื่อง ฮ่องเต้มีหรือจะกล้าละเลยเอาใจใส่นางอรสรพิษอย่างฟางเซียนมากกว่านาง

“บางทีข้าอาจต้องรู้สถานการณ์ระหว่างราชสำนักกับแคว้นเย่มากกว่านี้ เพื่อเราจะได้เตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น” นางสั่งหลิ่งอี่ “พรุ่งนี้เจ้าให้คนไปเชิญท่านพ่อมาพบข้าที่ตำหนัก บอกว่าข้ามีเรื่องจะหารือ”

 

มี่หมินเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีหมู่ดาวพร่างพราวเปล่งประกายแวววาวราวอัญมณีล้ำค่านับพันนับหมื่นดวง

ฮ่องเต้บอกกับนางว่าจะมาพักผ่อนที่หอส่องดาวเพียงลำพัง ในเมื่อเน้นคำว่า เพียงลำพัง ด้วยน้ำเสียงน่าเชื่อถือ เหตุใดเพียงลำพังของพระองค์จึงต้องมีนางอยู่ด้วย?

“ข้าได้ยินเจ้าถอนหายใจมากกว่าหนึ่งครั้งตั้งแต่มาถึง เจ้ามีเรื่องหนักใจอะไร หรือมีสิ่งใดที่คิดไม่ตก?” ฮ่องเต้ถามนางทั้งที่ไม่เงยหน้าจากแผนที่ดูดาวบนโต๊ะขนาดใหญ่ที่วางอยู่ไม่ห่างจากนางนัก

จูกงกงบอกว่าฮ่องเต้มีความสนใจเรื่องดวงดาวและดาราศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก หอส่องดาวจึงเป็นสถานที่โปรดปรานของพระองค์ ที่นี่เป็นจุดที่อยู่สูงที่สุดของวังหลวง สามารถมองเห็นทั้งในเขตวังหลวงและบ้านมืองที่อยู่รายรอบพระราชวัง บางทีฮ่องเต้อาจไม่มาแค่ดูดาว แต่มาเพื่อดูความเคลื่อนไหวของทั้งในและนอกวัง

“ไม่มีเพคะ เพียงแต่หม่อมฉันได้ยินว่าฝนตกเมื่อวานทำให้ลู่เหม่ยเหรินประชวรด้วยอาการไข้หวัดจึงอดเป็นห่วงไม่ได้เพคะ”

“นางมีหมอหลวงคอยดูแล เจ้าเหตุใดยังห่วงนางอีก อย่าลืมว่าตอนนี้เจ้าเป็นคนของข้า คนที่เจ้าควรห่วงใยเป็นอันคนแรกไม่ใช่นางแต่เป็นข้าต่างหาก”

ตั้งแต่มาอยู่ที่ตำหนักใหญ่ นางตามติดฮ่องเต้ยิ่งกว่าเงาตามตัว เช่นนี้ยังไม่เรียกว่าห่วงใยฮ่องเต้เป็นคนแรกจะเรียกว่าอะไร?

นางมองแผ่นหลังกว้างของฮ่องเต้ ความจริงนางควรซาบซึ้ง บัดนี้แม้จะไม่มีสิ่งใดให้เดิมพัน ฮ่องเต้ก็ยังคงเสด็จไปหาพระสนมซือเสียนอยู่บ้างเป็นครั้งคราว

ฮ่องเต้ก้าวออกไปยืนริมระเบียงของหอส่องดาวที่มีลักษณะคล้ายลำไม้ไผ่ขนาดยาวแต่แทนที่จะเป็นไม้มันกลับทำจากทองเหลืองขนาดใหญ่หน้าตาประหลาดวางอยู่ ฮ่องเต้ก้มๆ เงยๆ อยู่กับสิ่งที่นางไม่เคยเห็นนั่นแล้วเรียกนาง “มานี่สิ”

คืนนี้เป็นคืนเดือนมืดไม่มีแสงจันทร์ทั่วบริเวณจึงมืดสนิทมีเพียงแสงโคมไฟจากภายในหอส่องดาวไม่กี่อันที่ถูกจุดเอาไว้  มี่หมินก้าวเข้าไปหาพระองค์ ใบหน้าฮ่องเต้ส่วนหนึ่งซ่อนอยู่ในเงามืด ส่วนหนึ่งสะท้อนแสงเทียน สีหน้าไม่ได้บ่งบอกว่ารู้สึกเช่นไร เมื่อรับสั่งให้นางมองผ่านแท่งทองเหลืองนั้นไปบนฟ้า มี่หมินอุทานออกมาเบาๆ

“นั่น...นั่นคือดวงดาวที่เราเห็นจากตรงนี้หรือเพคะ”

“ไม่ผิด”

นางเงยหน้าขึ้นเผลอยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัว ไม่เคยเห็นสิ่งใดงดงามเช่นนี้มาก่อน “หม่อมฉันไม่เคยทราบมาก่อนว่าเราสามารถมองเห็นดวงดาวได้ชัดเจนเพียงนี้ มันช่าง...”

“ประหลาด”

“งดงามเพคะ”

ฮ่องเต้เงยหน้ามองฟ้าแล้วเปรยว่า “หน้าหนาวจะมองเห็นดวงดาวได้ชัดเจนกว่านี้”

มี่หมินไม่ทราบว่าหน้าหนาวนางจะไปอยู่ที่ไหน อาจอยู่ในวังหลวงต่อไป รับใช้ฮ่องเต้ไปจนแก่เฒ่า อาจทำให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัยจนถูกย้ายให้เป็นทำหน้าที่ที่ตำหนักอื่น หรือบางทีนางอาจโชคดีได้ออกจากวังหลวง

ทุกสิ่งล้วนไม่แน่นอน...ชีวิตในวังคล้ายแขวนอยู่บนเส้นด้าย วันนี้รุ่งโรจน์ได้รับใช้ใกล้ชิดเป็นที่โปรดปราน ใครจะรับประกันได้ว่าพรุ่งนี้จะลงเอยอย่างไร

“เจ้ากำลังใจลอยอีกแล้ว”

แม้รอบกายจะมืดมิด นางก็ยังก้มหน้าหลบตาฮ่องเต้ตามความเคยชิน “เอ่อ...คิดอะไรเรื่อยเปื่อยเท่านั้นเพคะ”

“อยู่กับข้าเจ้ายังสามารถคิดเรื่อยเปื่อยได้...นับว่าไม่เลว”

นางกลืนน้ำลายไม่ทราบทรงเอ่ยชมหรือกำลังข่มขู่ น้ำค้างเริ่มแรงขึ้นขณะอากาศเริ่มหนาวเย็นลงทุกขณะ นางจึงถือโอกาสเปลี่ยนเรื่อง “ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ฝ่าบาททรงงานมาทั้งวัน ไม่เสด็จไปพักผ่อนหรือเพคะ”

จู่ๆก็ขยับเข้ามาใกล้ ก่อนก้มลงกระซิบกระซาบเสียงต่ำ “คำพูดของเจ้าคล้ายคำพูดของพระสนมที่เชื้อเชิญข้าไปที่ตำหนักของพวกนางไม่มีผิด”

มี่หมินหน้าร้อนซู่ ไม่คิดว่าคำพูดแสนธรรมดาของนางจะทำให้ฮ่องเต้เข้าใจผิด นางรีบปฏิเสธ “ฝ่าบาทหม่อมฉันไม่ได้...ไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยเพคะ หม่อมฉันเพียงแต่เป็นห่วงเกรงว่าฝ่าบาทจะ...”

“ข้ารู้แล้ว” ฮ่องเต้ตัดบทนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย จากนั้นก็เดินห่างออกไปซ่อนตัวอยู่ในเงามืดจนแทบมองไม่เห็น “คืนนี้ข้าจะนอนที่นี่ เจ้าไปหาหัวหน้านางกำนัลให้นางจัดเตรียมที่พักให้เจ้าที่ชั้นล่างเถอะ”

“เพคะ” มี่หมินรีบรับคำสั่ง กำลังจะรีบเดินไปก็ถูกเรียกไว้เสียก่อน

“เดี๋ยว”

            นางหยุดเดินค่อยๆ หันไปหาฮ่องเต้ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในเงามือ ได้ยินเพียงเสียงไม่ได้เห็นตัวตน ราวกับพระองค์คือภูตพรายในนิทานที่นางเคยได้ยิน

“หวังว่าคืนนี้เจ้าคงไม่นอนละเมอขึ้นมาบนนี้”

“บนนี้...” นางมองไปรอบๆ แล้วรีบส่ายหน้า “แน่นอนเพคะ” จากนั้นก็รีบเดินจากมาก่อนฮ่องเต้จะเปลี่ยนใจเรียกนางอีกครั้ง

 


เฟยหลงมองตามแผ่นหลังบอบบางของมี่หมินไป มุมปากสีสดคลี่ออกเป็นรอยยิ้มในความมืด เขาบอกตัวเองว่าสักวันหนึ่ง....สักวันหนึ่งนางจะไม่รีบร้อนจากเขาไปด้วยความแตกตื่นเช่นนี้อีก

แวบหนึ่งเขาเผลอคิดว่าจะเป็นอย่างไรหากนางเป็นเช่นสตรีคนอื่น มองเขาด้วยแววตาชื่นชมบูชา เฝ้ารอด้วยหวังว่าเขาจะย่างกรายไปที่ตำหนัก

ไม่...นั่นคงน่าผิดหวังอย่างประมาณไม่ได้ เขารู้ว่าแม้ภายนอกนางจะเป็นคนว่าง่ายแต่นางเป็นคนฉลาดและหากสถานการณ์กดดันนางก็พร้อมจะตอบโต้กลับด้วยสติปัญหาและความเฉลียวฉลาดที่นางมี

เขาอยากเห็นว่านางจะฉลาดได้มากเพียงใด มากกว่าเขาซึ่งเป็นถึงฮ่องเต้หรือไม่?

บางทีวันหนึ่งเขาอาจบีบบังคับให้นางใช้ความสามารถที่มี...หรือไม่ก็ปกป้องความซื่อสัตย์เปิดเผยของนางเอาไว้ให้นานที่สุด

 

เรื่องราวระหว่างราชสำนักโจวกับแคว้นเย่นั้นในที่สุดก็หาทางออกได้สำเร็จ หลังจากหารือกับบิดาฮองเฮาก็ได้ออกหน้าเกลี่ยกล่อมเสียนเฟยให้เขียนจดหมายถึงอ๋องแคว้นเย่ ขอให้เขาเลิกคิดจะแข็งข้อกับราชสำนัก เพราะกองทัพของเขาไม่มีทางเอาชนะกองทัพของฮ่องเต้

สวีเจาได้ทำตามคำขอของฮองเฮา นางเขียนจดหมายไปหาอ๋องแคว้นเย่ เนื้อความในจดหมายนั้นไม่มีใครทราบว่าเขียนไว้อย่างไร แต่เห็นชัดว่าวิธีการของฮองเฮานั้นได้ผล ไม่นานนักอ๋องแคว้นเย่ก็ยอมอ่อนข้อล้มเลิกแผนการทั้งหมด

ในงานเลี้ยงแห่งราชสำนักที่ถูกจัดขึ้น ฮ่องเต้เอ่ยชมฮองเฮากับอัครมหาเสนาบดีต่อหน้าเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางน้อยใหญ่ ทำให้ทั้งสองได้หน้าไม่น้อย

“ฮองเฮากับใต้เท้าหลี่ช่วยข้าจัดการปัญหาแคว้น ข้าซาบซึ้งยิ่งนัก สุราจอกนี้ข้าขอดื่มให้ทั้งสอง” พูดจบเฟยหลงก็ดื่มสุราจนหมดจอก

คนอื่นต่างเอาอย่างฮ่องเต้ ยกจอกสุราขึ้นกล่าวชมเชยฮองเฮาและหลี่กันฝูโดยพร้อมเพรียง “ฮองเฮาทรงพระปรีชา ใต้เท้าหลี่มากความสามารถ จอกนี้ขอดื่มเพื่อทั้งสอง” 

หลี่กันฝูลุกจากที่นั่ง ก้าวออกมาพร้อมจอกสุราของตนเอง “ทูลฝ่าบาททั้งหมดเป็นเพราะพระบารมีฝ่าบาทและฮองเฮา กระหม่อมมีส่วนเพียงน้อยนิด สุราจอกนี้กระหม่อมขอดื่มให้ฝ่าบาทและฮองเฮาพะยะค่ะ”

ฮองเฮาเหลือบมองไปยังฮ่องเต้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ ใบหน้าที่เกือบจะขาดจัดนั้นคมคายนั้นอย่างยิ่ง ทั้งยังคงเรียบเฉยไร้ความรู้สึกอย่างที่สุด ทุกครั้งที่นางทอดสายตามองฮ่องเต้ ในใจให้รู้สึกเจ็บแปลบที่ตนไม่สามารถทำให้ฮ่องเต้สนใจได้เลยแม้แต่น้อย   

นางเองเป็นสตรีที่เกิดในตระกูลชนชั้นสูง มีชีวิตที่ดีและเพียบพร้อมมาตลอดนับแต่วันที่เกิด แม้แต่เส้นทางการขึ้นเป็นฮองเฮาของนางก็ยังมีบิดาแผ้วถางทางให้ นางแทบไม่เคยต้องพยายามเพื่อสิ่งใดสักครั้งในชีวิต แต่เมื่อได้เป็นฮองเฮาทั้งที่เคยคิดว่าอยู่เหนือคนทั้งปวงนางกลับต้องพยายามเป็นครั้งแรก พยายามเพื่อให้ฮ่องเต้สนใจใยดี พยายามเพื่อให้พระองค์รัก แต่ผ่านมาแล้วหลายปีก็ยังไม่เป็นผล

 ฟางเซียนลุกจากที่นั่งออกมายืนต่อหน้านางและฮ่องเต้ “หม่อมฉันเองก็ขอดื่มให้กับความปราดเปรื่องของฮองเฮาและความสามารถของใต้เท้าหลี่เช่นกันเพคะ”

ฮองเฮายิ้มตอบอีกฝ่าย “กุ้ยเฟยช่างมีน้ำใจต่อข้ายิ่งนัก ขอบใจเจ้ามาก” นางต้องยิ้มให้ทั้งที่เกลียดกุ้ยเฟยผู้นี้ที่สุด นี่คือผู้หญิงที่ต้องการแย่งชิงทุกอย่างไปจากนาง  

ฮองเฮาปรายตามองสนมของฮ่องเต้ อาจไม่ใช่เพียงฟางเซียนเท่านั้นที่ต้องการแทนที่นาง ในวังหลังใครบ้างไม่หมายตาตำแหน่งฮองเฮา   วันนี้สนมเกือบทุกคนต่างได้รับเชิญให้มาร่วมงานเลี้ยง ทุกคนจึงแต่งกายเต็มยศงดงามเฉิดฉายไม่มีใครน้อยหน้าใครเพื่อให้ฮ่องเต้พอพระทัย ไม่มีใครทราบว่าภายในพระทัยของฮ่องเต้นั้นคิดอย่างไร พระองค์ยกสุราขึ้นจิบท่าทางสงบนิ่ง

ฟางเซียนพยักหน้าให้นางกำนัลของนางประคองกล่องบรรจุผ้าสีสันงดงามออกมา “หม่อมฉันทราบว่าฮองเฮาทรงโปรดปรานผ้าไหมจากแคว้นฉู่ บังเอิญท่านพ่อของหม่อมฉันโชคดีได้มาหนึ่งผืนระหว่างไปทำการค้าที่นั่นและได้ให้คนนำมามอบให้หม่อมฉัน หม่อมฉันเองพอเห็นผ้าผืนนี้ก็นึกถึงฮองเฮาทันทีจึงอยากนำมาถวายเพคะ”

ทุกคนส่งเสียงชื่นชมผ้าไหมล้ำค่าในมือกุ้ยเฟย รวมถึงชื่นชมที่กุ้ยเฟยช่างแสนจะมีน้ำใจ ฮองเฮากำมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อแน่น  ฟางเซียนนำผ้าไหมผืนนี้มามอบให้นางต่อหน้าคนอื่นคงไม่ต่างจากที่ฝ่าบาทส่งไข่มุกสีฟ้าเม็ดนั้นมาให้นาง  

ฮองเฮายิ้มกว้าง นานหลายปีแล้วที่นางฝึกฝนรอยยิ้มเสแสร้งจนคล่องแคล่ว “ขอบใจกุ้ยเฟยมากสำหรับผ้าไหมผืนนี้ หวังว่าคงจะมีโอกาสได้ตอบแทนเจ้าในสักวัน”

“ขอบพระทัยเพคะ หม่อมฉันจะนับวันรอเพคะ”

ฟางเซียนเยื้องย่างกลับไปยังที่นั่งของตนเอง ทั้งสองสบตากันช่วงสั้นๆ ต่างรู้ดีว่าในใจคิดสิ่งใด  

จากนั้นนางรำแห่งราชสำนักก็เข้ามารายร่ำสร้างความเพลิดเพลินแก่ทุกคน เมื่อการแสดงจบลงฮ่องเต้หันไปหาอินฉิน “ข้าได้ยินว่าเจ้าตั้งใจจะบรรเลงพิณให้ทุกคนได้ฟัง เหตุใดจึงเอาแต่นั่งนิ่งเฉยไม่แสดงฝีมือ”

อินฉินหน้าแดงดีใจที่ฮ่องเต้ให้ความสนใจนาง “ฝ่าบาทจำได้ด้วยหรือเพคะ”

“เจ้าคือคนที่บรรเลงพิณได้ไพเราะที่สุด ข้าจะลืมได้อย่างไร”

“ฝ่าบาท...” อินฉินยิ่งกว่ายินดีจนเนื้อเต้น เมื่อฮ่องเต้เอ่ยปากอนุญาต นางจึงแสดงความสามารถอันเลื่องลือให้ทุกคนได้ชม

ท่วงท่าของซูเฟยงดงามอ่อนช้อย เสียงพิณพลิ้วหวานสลับหนักเบา เรียกเสียงชื่นชมจากทุกคนโดยรอบ ฮองเฮายอมรับว่าในวังไม่มีใครมีความสามารถในการบรรเลงพิณเท่าอินฉิน แม้แต่นางกับฟางเซียนก็เทียบไม่ได้ แต่ที่น่าขำคือสิ่งเดียวที่อินฉินทำได้ดีมีเพียงเท่านี้ นอกนั้นนางไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง!

เสียงพิณจบลงฮองเต้มอบปิ่นปักผมอันล้ำค่าแก่นาง พร้อมกล่าวชมเชย “เสียงพิณของเจ้ายังเป็นหนึ่งไม่มีสอง”

“ขอบพระทัยเพคะ” นางรีบรับปิ่นชิ้นนั้นไว้ให้คนของนางช่วยปักบนผมที่ถูกจัดแต่งอย่างดีให้ นั่งเชิดหน้าท่าทางหยิ่งผยอง

มู่เทียนหลิวบิดาของอินฉินยิ้มหน้าบาน ปลาบปลื้มในตัวบุตรสาวยิ่งนัก “พระสนมช่างมากความสามารถ สมแล้วที่เป็นถึงซูเฟยของฝ่าบาท”

ฮองเฮากำแก้วในมือแน่น ปากยังคงยิ้มแย้มอ่อนโยนแต่รอยยิ้มไปไม่ถึงดวงตา วันนี้ฮ่องเต้ยกย่องนางต่อหน้าคนอื่น จัดงานเลี้ยงก็เพื่อนาง นางควรได้หน้าที่สุดแต่ก็ถูกทั้งฟางเซียนและอินฉินแย่งเอาไปหมด น่าเจ็บใจนัก!


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.917K ครั้ง

3,750 ความคิดเห็น

  1. #1975 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 18:34
    ฮ่องเต้ขยันใช้สาวๆคานอำนาจกันจริงๆ
    #1975
    0
  2. #1683 นิตา (@exofan-thanita) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 22:27
    รายล้อมไปด้วยสาวๆ
    #1683
    0
  3. #1581 mooklinlava2505 (@mooklinlava2505) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2562 / 21:21
    เกลี้ยกล่อม เขียนแบบนี้นะคะ
    #1581
    0
  4. #1310 nurse_teerissara (@nurseteerissara) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 22:13
    ช่วยแก้คำว่าพยามเป็นพยายามด้วยนะคะ
    #1310
    0
  5. #1044 differ21 (@differ21) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 13:46

    ตอนเปลี่ยนฉากนี่Enterลงมาอีกบรรทัดดีไหมคะ จะอ่านง่ายขึ้นมากเลยค่า แบบนี้ติดกันเกินไปน้า

    #1044
    0
  6. #1043 differ21 (@differ21) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 13:39

    ไรท์คะ ที่ว่าฮ่องเต้ออกไปว่าราชการแล้วน้องมี่ทรุดนั่งลงกับพื้นแล้วนวดขาตัวเองเพราะยืนนาน คือน้องมี่มีเก้าอี้แล้วทำไมต้องยืนล่ะคะ

    #1043
    0
  7. #979 xวาuxวาu (@mojikiss) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 16:37
    พยายาม ไม่ใช่พยาม นะคะ เห็นหลายบทละ
    #979
    0
  8. #698 ผักหวาน" (@moonlight44) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 00:04
    พยายามนะคะ
    #698
    0
  9. #650 Airika_Catcha (@Airika_Catcha) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 06:49
    ซับซ้อนยิ่งนัก
    #650
    0
  10. #580 LazyBK (@oil8e88) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 02:18
    ผ้าไหม แต่ทำไมทำมาจากขนแพะภูเขา ?
    #580
    0
  11. #303 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 11:40
    องค์หญิงแคว้นเย่ต้องมีเรื่องราวมากกว่าคนอื่นแน่ๆ
    #303
    0
  12. #281 Alienonplanet🌙🌎 (@numalangpor) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 01:20
    การทดสอบพิษน่าจะใช้เข็มทดสอบมากกว่านะคะ
    #281
    0