สายลมนิรันดร์ (ตีพิมพ์ B2S)

ตอนที่ 1 : บทนำ : ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์โจว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 38478
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1552 ครั้ง
    21 มิ.ย. 62


บทนำ : ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์โจว

 

 

ในรัชสมัยของจ้าวเฟยหลง ฮ่องเต้ลำดับที่ 21 แห่งราชวงศ์โจว ทรงได้ชื่อว่าเป็นฮ่องเต้ผู้ปราดเปรื่องเรืองอำนาจที่สุดพระองค์หนึ่ง ทรงปกครองแผ่นดินด้วยความยุติธรรม เจ้าเฟยหลงไม่ใช่ฮ่องเต้ที่โปรดปรานการทำสงครามช่วงชิงดินแดนของแคว้นต่างๆ ทรงใช้การเจรจาทางการทูต สร้างสัมพันธ์ผ่านกลวิธีต่างๆ สิ่งที่พระองค์ต้องการที่สุดคือการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับแผ่นดิน สร้างความผาสุกร่มเย็นให้ราษฎร

แม้จะไม่ใช่ฮ่องเต้ที่โปรดปรานการทำสงครามเช่นฮ่องเต้องค์อื่น แต่พระองค์มีกองทัพที่เกรียงไกรและแม่ทัพที่เก่งกล้า พร้อมจะจัดการกับข้าศึกที่มารุกรานแผ่นดิน ไม่มีใครไม่เกรงกลัวกองทัพของฮ่องเต้    

 

ราชวงศ์โจวก่อตั้งมากว่าเจ็ดร้อยปี ฮ่องเต้จ้าวเฟยหลงอยู่ในวัยยี่สิบเก้าชันษา ทรงปกครองดินแดนที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล เป็นใหญ่เหนือทุกคน พระองค์ได้รับยกย่องในฐานะโอรสสวรรค์

สตรีที่คอยอยู่เคียงข้างโอรสสวรรค์คือฮองเฮาผู้สูงส่ง นอกจากฮองเฮาในวังหลังยังมีสนมที่งดงามล่มเมืองจากตระกูลขุนนางและองค์หญิงแคว้นต่างๆ ที่พร้อมจะช่วงชิงความโปรดปราน ความโปรดปรานจากฮ่องเต้ หมายถึงอำนาจที่พวกนางจะมี หากพวกนางสามารถให้กำเนิดโอรสแก่ฮ่องเต้ อำนาจนั้นยิ่งเพิ่มขึ้นเท่าทวี      

 


“ฝ่าบาท....ฝ่าบาทชางซูเฟยประสูติแล้ว เป็นองค์ชายเพคะ”

เฟยหลงซึ่งกำลังยืนหันหลังเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาเปล่งประกายแห่งความยินดีออกมาแวบหนึ่งเมื่อได้ยินว่าพระสนมคนโปรดได้ให้กำเนิดองค์ชาย นี่เป็นโอรสองค์แรกของเขา ดังนั้นเขาจึงรู้สึกยินดียิ่งนัก

“นางเป็นอย่างไรบ้าง?” เขาหันไปหานางกำนัลคนสนิทฟางเซียน พระสนมเอกขั้นสองที่เขาเป็นผู้คัดเลือกเข้าวังด้วยตนเอง

นางเป็นสตรีที่เขารู้สึกโปรดปรานมากที่สุดในบรรดาสนมทั้งหมดในวังหลัง อาจเป็นเพราะนางไม่มีบิดาหรือญาติพี่น้องเป็นขุนนางที่จ้องจะอาศัยฐานะของนางเป็นใบเบิกทางสู่อำนาจในราชสำนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่เขายอมรับไม่ได้

“ซูเฟยปลอดภัยดีเพคะ”

“ดี บอกให้หมอหลวงดูแลซูเฟยกับองค์ชายให้ดี อย่าให้ทั้งสองเป็นอะไรเด็ดขาด”

นางยิ้มกว้าง “เพคะฝ่าบาท หม่อมฉันจะคอยกำชับหมอหลวงให้ดูแลซูเฟยกับองค์ชายให้ดี” จากนั้นนางจึงทำความเคารพเขากลับไปด้านในตำหนักเพื่อคอยรับใช้นายหญิงของตนเอง

องค์ชาย...เด็กคนนี้จะทำให้ฐานะของมารดามั่นคงขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะฟางเซียนไม่ได้เกิดมาในตระกูลขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์เช่นเดียวกับฮองเฮาหรือสนมคนอื่นในวังหลัง

นางเกิดในตระกูลพ่อค้าที่มีฐานะร่ำรวยก็จริง แต่ก็ยังถูกมองว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่งซูเฟย เนื่องจากเขายังไม่ได้แต่งตั้งสนมคนใดเป็นสนมเอกกุ้ยเฟย ดังนั้นในวังหลังฐานะฟางเซียนจึงเป็นรองเพียงไทเฮากับฮองเฮาเท่านั้น

เขามองไปที่ประตูตำหนักซึ่งมีนางกำนัลรับใช้เดินเข้าออกแล้วกดยิ้มมุมปาก ฟางเซียนเป็นสตรีที่อ่อนหวานและฉลาดเฉลียว ทุกครั้งที่นางมองเขาแววตามักเปล่งประกายด้วยความรักใคร่ลึกซึ้ง นางไม่เหมือนฮองเฮาและสนมคนอื่นๆ ที่ถูกแต่งตั้งเข้าวังมาด้วยเหตุผลทางการเมือง ดังนั้นนางจึงแตกต่าง เขาจึงปฏิบัติกับนางต่างออกไป   

เขาหวังว่านางจะไม่เปลี่ยนไป แม้จะรู้ดีว่าวังหลวงมักเปลี่ยนแปลงผู้คนไปในทางที่เลวร้ายเสมอ มีตัวอย่างให้เห็นมากมายสำหรับคนที่หลงระเริงในอำนาจลาภยศจนละทิ้งตัวตนของตนเอง ท้ายที่สุดก็ถูกกลืนกินจนไม่หลงเหลือแม้แต่จิตสำนึกใดๆ ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี เขาหวังว่านางจะไม่เป็นเช่นคนเหล่านั้น   

เฟยหลงหันไปหาจูกงกงหัวหน้าขันที “พรุ่งนี้ประกาศราชโองการเลื่อนตำแหน่งพระสนมชาง จากซูเฟยเป็นกุ้ยเฟย”

“พะยะค่ะฝ่าบาท”

 


“เด็กน้อยเจ้าใจลอยไปถึงไหนแล้ว เหตุใดยังไม่เดินหมากของเจ้าอีก”

เด็กสาวที่ถูกเรียกว่าเด็กน้อย ละสายตาจากก้อนเมฆบนท้องฟ้าหยุดฝันกลางวันชั่วคราว นางก้มลงมองกระดานหมากและตัวหมากของตนที่กำลังจะถูกกิน มี่หมินถอนใจ “เฉิงเฉิงข้าแพ้ท่านอีกแล้ว ข้าคงไม่มีวันเอาชนะท่านได้”

ชายตรงหน้าเผยรอยยิ้มอ่อนโยนใสกระจ่างราวกับสายน้ำในลำธารที่มองทะลุไปถึงพื้นหินเบื้องล่าง “เจ้ายังไม่ได้พยายามก็ยอมแพ้เช่นนี้ได้อย่างไร ไม่เห็นหรือว่าเจ้ายังมีหนทางชนะ”

นางกวาดตามองกระดาน จริงอย่างเขาว่านางยังมีหนทางเอาชนะอยู่ เขาสมแล้วเป็นผู้มีความสามารถรอบด้านทั้งวิชาด้านการแพทย์รวมถึงการเล่นหมากล้อม มองปราดเดียวก็ดูออกทั้งกระดาน นางรู้จักสหายนายท่านหลายคนที่เก่งกาจแต่ไม่มีใครเก่งเท่าเขา  

มี่หมินอาศัยอยู่ที่บ้านท่านลู่มาตั้งแต่อายุหกขวบ จำได้ว่าตอนนั้นบิดามารดานางเสียชีวิตจากโรคระบาด ครอบครัวนางยากจนเป็นเพียงคนชั้นต่ำไร้ฐานะ เมื่อไร้บิดามารดานางจึงเคว้งคว้างอย่างยิ่ง นางถูกส่งตัวไปหาญาติห่างๆ ของท่านพ่อที่ไม่เต็มใจจะรับเลี้ยงนางนักและเกือบถูกญาติคนนั้นขายให้กับหอคณิกา โชคดีตอนนั้นท่านลู่ซึ่งเป็นขุนนางเล็กๆ เดินทางผ่านมาพบนางเข้าพอดี ด้วยความสงสารเขาจึงรับนางมาเลี้ยงไว้ให้เป็นผู้ช่วยสาวใช้ในคฤหาสน์คอยดูแลเรือนรับรองหลังเล็กที่หมอเทวดาอย่างหลวนเฉิงมักแวะเวียนมาพักผ่อนหลังการเดินทางไกลในแต่ละปี

หลวนเฉิงซึ่งเป็นหมอหนุ่มหน้าใสราวสาวน้อยแรกรุ่นจนนางไม่เชื่อนักว่าเขาจะมีความสามารถและชื่อเสียงโด่งดังด้านการแพทย์ เขาเอ็นดูนางตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ

“เด็กน้อยแววตาเจ้าดูเปิดเผยและจริงใจอย่างยิ่ง ข้าไม่เคยพบใครมีแววตาเช่นนี้มาก่อน”

กล่าวจบก็มอบตำราเล่มหนึ่งให้นาง บอกว่าครั้งหน้าเมื่อเขากลับมานางอ่านออกเขียนได้เขาจะรับนางเป็นศิษย์ นางใช้เวลานับเดือนอ้อนวอนให้หัวหน้าพ่อบ้านสูงวัยสอนนางอ่านเขียน เขายอมสอนเมื่อนางรับปากว่าจะคอยเก็บกวาดห้องเก็บสุราของนายท่านเป็นเวลาหนึ่งปี

นางอ่านออกเขียนได้หลังจากนั้น หลวนเฉิงกลับมาเขาพอใจยิ่งนักที่นางเอาใจใส่การเรียน เขาจึงรักษาสัญญายอมสอนการใช้สมุนไพรและสอนนางเล่นหมากล้อมเป็นเพื่อนเขาแก้เบื่อ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ยอมให้นางเรียกเขาว่าอาจารย์

นางอมยิ้มถึงอย่างไรนางก็แอบเรียกเขาว่าอาจารย์อยู่ในใจเสมอ

ศิษย์ย่อมไม่อาจมีฝีมือเทียบเท่าอาจารย์ แต่อย่างน้อยศิษย์ก็จะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ทำให้อาจารย์ขายหน้า หลังจากถูกสั่งสอนว่าไม่ให้ยอมแพ้ถอดใจง่ายดาย มี่หมินเงยหน้าสบตาเขาแวบหนึ่ง ก่อนขยับหมากของตนเองแล้วยิ้มกริ่มรอคอย

เขาชะงักไปวูบหนึ่ง สายตาไม่คลาดจากตัวหมากนิ่งเงียบอยู่นาน ท้ายที่สุดก็หัวเราะออกมาเบาๆ “มี่เอ๋อร์เจ้าขยับหมากเพียงตัวเดียวแต่ทำให้ข้าแทบเดินหมากไม่ได้ทั้งกระดาน สักวันเจ้าคงทำให้ข้าพ่ายแพ้ราบคาบ”

“ท่านชมเกินไปแล้ว”

เขายังคงยิ้มให้นางด้วยแววตาอ่อนโยนคู่เดิม หลวนเฉิงเป็นสหายและผู้มีพระคุณของนายท่าน เขาเคยรักษาอาการป่วยด้วยโรคประหลาดของนายท่านจนหายดี  ดังนั้นในทุกปีนายท่านจึงมักชวนเขามาที่คฤหาสน์เพื่อพักผ่อนเงียบๆ

“ข้าไม่ได้ชมเกินไป และเจ้าก็ถ่อมตนเสมอ”

นางยิ้มให้เขา นายท่านกับนายหญิงเมตตานางเสมอ หลวนเฉิงนั้นดีกับนางที่สุด นางมีความสุขที่นี่ ไม่คิดหวังสิ่งใดไปมากกว่านี้

เขาขยับหมากของเขาด้วยปลายนิ้วเรียวงามที่ช่วยชีวิตคนมับไม่ถ้วนโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน

เพราะมัวแต่ดีใจที่เขายกยอ เมื่อก้มมองกระดานมี่หมินจึงเห็นว่านางแพ้แล้ว นางร้องเบาๆด้วยความเสียดาย “ข้าแพ้แล้วจริงๆ”

หลวนเฉิงหัวเราะ “ครั้งหน้า...ครั้งหน้าเจ้าอาจชนะ เราสองคนยังมีเวลาฝึกฝนฝีมือด้วยกันอีกนาน ไม่ต้องห่วงว่าเจ้าจะเอาชนะข้าไม่ได้”

“แต่หากท่านแต่งงานมีภรรยา ท่านอาจไม่ได้มีเวลามานั่งเล่นหมากกับข้าอีก”

เขาชะงัก “เจ้าพูดอะไรของเจ้า ใครจะแต่งงาน?

มี่หมินยกมือเท้าคางมองไปรอบๆ สวนไผ่ข้างเรือนรับรอง “ชายหญิงทุกคนเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมล้วนต้องแต่งงานออกเรือน เฉิงเฉิงว่าแต่ปีนี้ท่านอายุเท่าไหร่แล้ว?

“ข้าหรือ...ยี่สิบแปดปีพอดี”

นางยกมือนับนิ้วแล้วนิ่วหน้า “ยี่สิบแปด ฮูหยินบอกว่าชายที่อายุเท่าท่านสมควรแต่งงานได้แล้ว”

นางไม่ทราบเพราะเหตุใดผิวแก้มขาวๆ ของเขาจึงแดงระเรื่อขึ้น?

เขามองนางอย่าตำหนิราวกับนางพูดเรื่องที่ไม่ควร “มี่เอ๋อร์ชายหญิงจะแต่งงานออกเรือนต้องมีคนรักเสียก่อน เจ้ายังเด็กนักจะไปเข้าใจอะไร?

ปีนี้นางอายุสิบสี่ อีกหลายปีที่ต้องมากังวลเรื่องเหล่านี้ บางทีเมื่อนางอายุมากกว่านี้ นางอาจขอฮูหยินใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ไปตลอด มีหลวนเฉิงคอยเล่นหมากล้อมเป็นเพื่อนคล้ายเหงา...หากเป็นเช่นนั้นคงดีไม่น้อย

 

สี่ปีต่อมา....

“มี่หมินฮูหยินต้องการพบเจ้า”

มี่หมินเงยหน้าจากตำราแพทย์ที่นางกำลังอ่านอยู่มองไปด้านหลังพบผินเอ๋อร์สาวใช้ของฮูหยินลู่ที่กำลังยืนรอนางอยู่ด้วยท่าทางกระวนกระวาย

“ตอนนี้ทั้งฮูหยินกำลังรอเจ้าอยู่ที่ห้องนั่งเล่นหยกขาว นางมีเรื่องกังวลใจมาก อยากให้เจ้ารีบไปพบเดี๋ยวนี้”

 “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจท่านมากที่มาบอก” นางพยักหน้าเก็บตำราวางลงในกล่องวางรวมกับเล่มอื่น ตำราเหล่านี้ไม่ใช่ของนางแต่เป็นของหลวนเฉิง เขาให้นางยืมอ่านจึงต้องเก็บรักษาให้ดี

สีหน้าผินเอ๋อร์ดีขึ้นทันตา “ประเสริฐเรารีบไปเถิดสีหน้าฮูหยินไม่สู้ดีนัก”

สีหน้าไม่สู้ดี...หรือว่าจะเป็นเรื่องของคุณหนูซือเสียน

สามปีก่อนคุณหนูซือเสียนซึ่งอายุมากกว่านางหลายปีและเป็นสตรีที่หน้าตางดงามหาตัวจับยาก อีกทั้งยังอ่อนโยนจิตใจดีงามได้รับคัดเลือกเข้าวังแต่งตั้งเป็นไฉหนวี่ สร้างความยินดีให้กับนายท่านฮูหยินอย่างมาก แต่ผ่านมาสามปีแล้วฐานะพระสนมก็ยังไม่เปลี่ยนยังเป็นไฉหนวี่ ตำแหน่งสนมขั้นต่ำสุดในวัง

นางแอบได้ยินมาจากบรรดาสาวใช้ในบ้านเล่าว่าพระสนมไม่เป็นที่ทรงโปรดของฮ่องเต้นัก พลอยทำให้ท่านลู่ซึ่งเป็นเพียงขุนนางตำแหน่งเล็กๆ ไม่ได้รับความดีความชอบเลื่อนตำแหน่งตามไปด้วย  

นางเผลอมองไปยังเรือนหลังงามซึ่งบัดนี้เจ้าของไม่ได้อาศัยอยู่ น่าเศร้าสตรีที่งดงามเช่นนั้นต้องอาศัยอยู่โดยไร้ความเอาใจใส่จากคนในวังหลวง  

มี่หมินเดินตามผินเอ๋อร์ไปติดๆ ระหว่างทางนางอดเอ่ยปากถามไม่ได้ “ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าฮูหยินต้องการพบข้าเพราะเหตุใด?  

ผินเอ๋อร์ถอนใจเสียงดัง ชะลอฝีเท้าให้ช้าลงเล็กน้อย พร้อมลดเสียงลงด้วย “ข้าคิดว่าอาจจะเป็นเรื่องของพระสนมในวัง เพราะก่อนหน้านี้มีนางกำนัลจากวังหลังมาขอพบฮูหยิน พอนางกำนัลคนนั้นกลับไปไม่นาน ฮูหยินก็มีสีหน้าหมองคล้ำก่อนจะรีบสั่งให้ข้ามาตามเจ้าไปพบ”

นางเคยได้ยินว่าการเป็นพระสนมของฮ่องเต้นั้นต้องชิงดีชิงเด่นดุเดือดไม่น้อยไปกว่าสงครามในสนามรบ พลาดพลั้งอาจจบสิ้นทั้งชีวิตและอำนาจวาสนา ไม่ง่ายเลยที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นได้อย่างมีความสุข แต่น่าแปลกมีสตรีไม่น้อยมุ่งหวังจะได้เข้าไปที่นั่นเพื่อเป็นหนึ่งในสนมของฮ่องเต้

ผินเอ๋อร์เคยเล่าให้นางฟังว่าฮ่องเต้มีสนมมากมายนับสิบนับร้อยคน ด้วยจำนวนเท่านี้อาจทำให้หลงลืมสนมบางคนได้เช่นกัน การถูกลืมช่างน่ากลัวนัก นางเคยเป็นเช่นนั้นมาก่อน ก่อนจะมาอยู่ที่นี่จึงเข้าใจได้ดีว่าการไม่มีใครใส่ใจเป็นเช่นไร

ทั้งสองไปถึงห้องหยกขาว ฮูหยินพอเห็นนางก็รีบเรียกเข้ามาหา นางรีบก้มศีรษะ “ฮูหยิน...”

“เจ้ามาก็ดีแล้ว ข้ากำลังมีเรื่องร้อนใจหวังว่าเจ้าจะช่วยได้ ผินเอ๋อร์เจ้าออกไปก่อน”

ผินเอ๋อร์สบตาแวบหนึ่งก่อนถอยออกไปจากห้อง ปล่อยให้นางอยู่กับฮูหยินตามลำพัง แม้ว่าจะอายุล่วงเข้าวัยกลางคนแล้วแต่ฮูหยินยังเป็นสตรีที่งดงาม แปลกวันนี้สีหน้าฮูหยินไม่สู้ดีนักดังที่ผินเอ๋อร์บอก

ฮูหยินมีเรื่องใดร้อนใจหรือเจ้าคะ?

ฮูหยินไม่ตอบคำถามแต่เริ่มคร่ำครวญ “ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง เพราะข้าลูกซือจึงต้องไปอยู่ที่นั่น หากตอนนั้นข้าไม่คิดการณ์ใหญ่...”

ฮูหยิน...”

ฮูหยินถอนใจอีกครั้ง ก่อนเริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นางฟัง “ไม่กี่ชั่วยามก่อนนางกำนัลของพระสนมเพิ่งมาส่งข่าวบอกข้าว่านางไม่ค่อยสุขสบายนักในวังเพราะไม่มีใครคอยใส่ใจ แม้มีฐานะเป็นถึงพระสนม แต่ในวังหลังมีพระสนมมากมาย มิหนำซ้ำสนมเหล่านั้นยังเป็นบุตรสาวของขุนนางใหญ่ ฝ่าบาทไหนเลยจะมาสนใจสนมที่เป็นเพียงบุตรสาวของขุนนางเล็กๆ เช่นนาง ข้าไม่น่า...ตอนนั้นไม่น่าเลย...”  น้ำเสียงและสีหน้าฮูหยินเต็มไปด้วยความอัดอั้นและเสียใจ คงเสียใจที่ตอนนั้นสนับสนุนให้ลูกสาวคนเดียวไปคัดเลือกเป็นสนม

มี่หมินเห็นท่าไม่ดี รีบรินชาส่งให้ฮูหยินจิบแก้กระหาย

ฮูหยินถอนใจรับชาไปดื่มก่อนวางถ้วยชาลง “เพราะเหตุนี้นางจึงถูกละเลยนานนับปี ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เจ้าคงไม่ทราบว่าการถูกละเลยในวังหลวงนั้นน่ากลัวเพียงใด นางกำนัลบอกข้าตอนนี้พระสนมล้มป่วย หมอหลวงไม่ยอมใส่ใจรักษาเพราะนางไม่ใช่พระสนมคนโปรดของฮ่องเต้ อีกทั้งยังโดนพระสนมคนโปรดคนอื่นคอยกลั่นแกล้งสารพัด ข้าเกรงว่าหากข้าไม่ทำสิ่งใดเลยนางอาจ...อาจลำบากมากกว่านี้”

นางยื่นมือไปลูบแขนฮูหยินเป็นการปลอบใจ “ฮูหยินใจเย็นก่อนนะเจ้าคะ เรื่องนี้มีทางแก้ไขหรือไม่เจ้าคะ บางทีเราอาจพอคิดหาวิธีช่วยพระสนม...”

ฮูหยินมองหน้านางด้วยแววตาคาดหวัง พึมพำว่า “มีแน่นอน ทางแก้ย่อมมีแน่”

นางรอฟังฮูหยินพูดต่อเงียบๆ อยากทราบว่าพอมีสิ่งใดที่นางจะช่วยได้บ้าง แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี

ฮูหยินยกผ้าซับน้ำตาเบาๆ “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าศึกษาตำราแพทย์กับท่านหลวนเฉิงมาหลายปี ยังคอยช่วยรักษาจัดหายาให้บ่าวในบ้าน พวกเขาล้วนชื่นชมและเอ็นดูเจ้า”

นางไม่ทราบเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่นางเรียนจากหลวนเฉิงได้อย่างไร แต่ก็ตอบไปตามตรง “เจ้าค่ะ ท่านหมอมีเมตตากับข้ามาก สอนวิชาแพทย์เล็กๆ น้อยๆ ให้ข้า” บ่าวไพร่ในบ้านพอใครเจ็บป่วยไม่หนักหนานางจะช่วยเท่าที่ช่วยได้ พวกเขาต่างแสดงความขอบคุณนางในวิธีที่แตกต่างกันไป บ้างก็อาสาทำหน้าที่บางอย่างแทนนาง บ้างก็หาของมาฝาก แต่ส่วนใหญ่แล้วล้วนรักใคร่ดูแลนางดุจคนในครอบครัว

“ดี ข้าจะส่งเจ้าไปรับใช้พระสนมในวังสักพัก”

มี่หมินชะงัก “อะไรนะเจ้าคะ รับใช้พระสนมในวัง?

“ใช่ ข้าคิดว่ามีคนจากที่นี่ไปจะดูแลนางใส่ใจมากกว่านางกำนัลในวัง อย่างน้อยเจ้าก็เป็นคนของนาง นอกจากนี้เจ้ายังจะได้ใช้ความรู้ด้านการแพทย์ที่เจ้ามีรักษานางให้หายเป็นปกติ อย่างน้อยก็ดีกว่าข้าไม่ทำอะไรเลย”

นางมองฮูหยินอย่างไม่แน่ใจเพราะความรู้ด้านการแพทย์ของนางนั้นไม่ได้เชี่ยวชาญประดุจหมอนัก นางได้เรียนรู้เรื่องสมุนไพรและวิชาแพทย์จากหลวนเฉิงมาบ้างก็จริง แต่นางไม่ใช่หมอ ไม่เคยคิดว่าตนเองเป็นด้วยซ้ำ  

ฮูหยินคงเห็นสีหน้านางจึงรีบกล่าว “เจ้าไม่ต้องห่วงว่าข้าจะให้เจ้าอยู่ที่นั่นตลอดชีวิต หากเจ้าสามารถช่วยให้คุณหนูหายดีเจ้าก็สามารถออกมาอยู่ที่นี่อีกครั้งได้ ถึงอย่างไรในตำหนักก็ไม่ใช่พระสนม ไม่มีกฎห้ามออกจากวังหลวง อีกอย่างข้าอยู่ทางนี้จะรีบหาหนทางส่งคนไปคอยรับใช้พระสนมให้ไปอยู่เป็นเพื่อนนาง  เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่มีใครเหมาะสมเท่าเจ้า”

ได้ยินแบบนี้นางค่อยหายใจด้วยความโล่งอก นางคิดภาพตนเองต้องติดอยู่ในวังหลวงอันได้ชื่อว่ากฎระเบียบเข้มงวดและแสนน่าหวาดหวั่นไปตลอดชีวิตไม่ออก หากต้องอยู่ที่นั่นนางคงไม่มีโอกาสได้พบหลวนเฉิงอีก ไม่มีโอกาสได้นั่งทอดอารมณ์ในสวนไผ่ เล่นหมากประลองฝีมือกับเขาอย่างเพลิดเพลิน   

นางมีความสุขทุกครั้งที่เขามาเยือน อาจเป็นเพราะนางใกล้ชิดกับเขามาหลายปี เขาเป็นดังอาจารย์ บิดาและสหายคนสำคัญ นางจึงอดรู้สึกใจหายไม่ได้หากจะไม่มีโอกาสได้พบเขาอีก

มี่หมินมองออกไปนอกหน้าต่าง นี่ใกล้จะถึงฤดูหนาวที่เขาจะกลับจากการเดินทางแล้ว นางไม่รู้เลยว่านางนับวันรอที่เขาจะกลับมาทุกวัน

“เจ้าว่าอย่างไร ยินดีทำตามคำขอของข้าหรือไม่?

นางคุกเข่าลงกับพื้นหน้าฮูหยิน กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ “นายท่านกับฮูหยินและพระสนมมีบุญคุณกับข้ายิ่งนัก หากไม่ได้พวกท่านข้าเองก็ไม่ทราบจะมีชีวิตอย่างไร ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไรเจ้าคะ ข้ายินดีทำตามคำสั่งของท่านเข้าไปดูแลพระสนมจนสุดความสามารถเจ้าค่ะ”

ฮูหยินลุกขึ้นเข้ามาประคองนาง สีหน้าเปลี่ยนเป็นยินดี “ดี เพียงเท่านี้ข้าก็เบาใจแล้ว”

เพราะเหตุนี้มี่หมินจึงได้เดินทางจากบ้านตระกูลลู่เข้าสู่วังหลวงในฐานะข้ารับใช้ประจำตัวของลู่ไฉหนวี่ พระสนมที่ถูกฮ่องเต้ละเลย นางไม่ทราบเลยว่าเมื่อเข้าไปแล้วนางจะไม่สามารถกลับออกมาเป็นมี่หมินสาวใช้ฐานะต่ำต้อยได้อีก




-------------------------------------------------------------------------

รีไรท์

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.552K ครั้ง

3,748 ความคิดเห็น

  1. #2287 popeye1a (@popeye1a) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2562 / 07:52
    หลวนเฉิงง น่าสงสัยนะคะ5555
    #2287
    0
  2. #1960 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 15:56
    ก้าวขาเข้าวังก็เหมือนก้าวขาลงเหวไปข้างนึง
    #1960
    0
  3. #1760 Princess@My id (@My-Princess123) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 06:53
    ฉินหยวน(ใช่มั้ยนะ55ที่เปยอาจารย์นั่นแหละ))เปนรัชทายาทรึเปล่า555
    #1760
    0
  4. #1627 T--dZ (@lllvioletlll) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 21:10

    แต่งดีค่ะ


    พล็อตแปลกดีด้วย


    ติดตามค่ะๆ อิอิ

    #1627
    0
  5. #1588 นิตา (@exofan-thanita) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2562 / 22:16
    แง เพิ่งได้มาอ่าน สนุกค่ะ
    #1588
    0
  6. #1021 Callmeyou (@MARKTUAN190) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 00:51
    แอบเสียดายความสัมพันธ์ของหลวนเฉิงนิดๆ
    #1021
    0
  7. #658 hana (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 09:14

    คนนอกวังสามารถเข้าไปรับใช้พระสนมได้ง่ายๆเลยเหรอทั้งที่ไม่ใช่คนติดตามไปแต่แรก

    #658
    1
    • #658-1 kpumja (@kamlangjai-dd) (จากตอนที่ 1)
      9 มิถุนายน 2562 / 17:59
      สงสัยเหมือนกัน เพราะเคยอ่านๆมา ให้มีนางรับใช้ใกล้ชิดตามไปได้แค่คนนึงหรือเปล่า

      เข้าออกยากมาก

      เหมือนกลัวความลับในวังจะรั่วไหล ต้องคอยแอบส่งข่าวมาบ้านกันนี่ก็อยากรู้เหมือนกัน
      #658-1
  8. #634 galaxy_ann1 (@galaxy_ann1) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 00:17

    รักเลย อ่านแค่ตอนแรกก็น่าติดตามแล้วว
    #634
    0
  9. #633 galaxy_ann1 (@galaxy_ann1) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 00:17
    แค่ตอนแรกก็สนุกแล้ว ชอบมากค่ะ
    #633
    0
  10. #588 kittysmall (@lekwasanaDek-D) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 09:56
    เพิ่งเข้ามาอ่านก็เริ่มสนุกแล้ว
    ไรท์อย่าเพิ่งลบนะคะ พลีสสสสส
    #588
    0
  11. #549 ฝนโปรยไพร (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 12:35

    น่าสนใจครับ

    นางเอกล้อมรอบด้วยคนดี

    อ่านแล้วสบายใจดีครับ

    #549
    0
  12. #443 Adis (@adis) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 22:31
    ปภาดา คือใคร?
    #443
    0
  13. #325 fai_btam (@fai_btam) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 18:50
    สงสรทั้งอาจารย์แหะ ท่านอาจารย์แอบชอบรึเปล่านะ
    #325
    0
  14. #275 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 23:21
    บรรยายดีค่ะ เราอ่านไม่สะดุดเลย
    #275
    0
  15. #227 biojib (@moujib) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 21:02
    ชั่วโมง - ไม่น่าใช่นะคะ น่าจะ ชั่วยาม
    #227
    0
  16. #85 ดิเดียร์ (@pdeer11) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 21:52
    ดีนะไม่หลงรักอาจารย์ไม่งั้นทำใจลำบากแน่เข้าวัง
    #85
    0