[Fic one piece] ♂ Someone beside you in the New world ♀

ตอนที่ 6 : Mystery of the Sea : chapter 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,950
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    19 ส.ค. 55








The best and most beautiful things in the world cannot be seen or even touched.They must be felt with the heart.
- - Helen Keller - -

สิ่งที่ดีและสวยงามที่สุดในโลกนั้นไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้ แต่จะรับรู้ได้ด้วยหัวใจ




ยามบ่ายที่เงียบสงบเป็นสิ่งที่ผมชอบอีกอย่างหนึ่งรองจากการทอดสายตาชมท้องทะเลยามกลางวัน มันเป็นเวลาที่เหมาะแก่การอ่านหนังสือใหม่ๆ--การแพทย์และศัลยศาสตร์เป็นสิ่งที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และหมอคนใดก็ตามที่หยุดศึกษาเรียนรู้ก็เท่ากับว่าเขากลายเป็นคนล้าหลัง

โดยปกติก็จะไม่มีใครเข้ามาอยู่กับผมในห้อง เบโปะเองก็เข้ามาพบเพียงครั้งคราวเพื่อแจ้งสถานการณ์ภายนอกและนำอาหารมาให้เท่านั้น แต่ในหลายวันมานี้ ชีวิตประจำวันของผมกำลังเปลี่ยนไปช้าๆ มันดูแนบกลืนไปกับสิ่งเดิมๆที่เคยปฏิบัติ และทำเสมือนว่ามันเคยเป็นเช่นนั้นมาแล้วตั้งแต่ต้น

พวกลูกเรือต่างเห็นเป็นเรื่องอัศจรรย์ของเวลาหกวันที่ผมใช้เวลายามสายและบ่ายขลุกอยู่ในห้อง--สองต่อสองกับจิลเวรี่ บอนนี และถึงแม้พวกเขาจะคาดเดาซุบซิบไปต่างๆนานา แต่ก็ไม่เคยมีใครตามเข้ามาพิสูจน์ว่าเกิดอะไรขึ้นเบื้องหลังประตูโลหะ พวกเขารับรู้แค่ว่าเธอกำลังช่วยแปลตำราการแพทย์จากแถบเซาท์บลูให้ผม

“อันนี้แปลว่าอะไรนะ ฉันไม่เคยเห็นเลย”

เธอเดินรี่ข้ามห้องมา ในมือหอบเอาหนังสือเล่มหนาไว้--หนังสือเล่มที่สามจากสี่เล่มที่เธอต้องแปลทั้งหมด

บอนนีหย่อนสะโพกลงนั่งที่ขอบเก้าอี้ยาวก็ตัวเดียวกับที่ผมกำลังนั่งอยู่นั่นแหละ หลังจากล่วงเข้าหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา เธอก็วางตัวง่ายๆ เกือบไร้ระยะห่างราวกับว่าเรารู้จักกันมาค่อนชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นไปงีบหลับอย่างหน้าตาเฉยบนเตียงของผมเมื่อสองวันก่อน หรือว่าเมื่อวานที่นั่งเขียนอยู่ดีๆก็วิ่งปึงปังออกไปข้างนอกแล้วกลับมาพร้อมกับน้ำมะนาวเย็นเฉียบ เธอเอามาวางตรงหน้าผม--รัวคำพูดถึงเรื่องการแปลข้อความเกี่ยวกับวิตามินแล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าผมอาจจะขาดวิตามินซี พอผมถามว่าทำไมถึงคิดอย่างนั้น เธอก็ตอบว่าเบโปะบอกกับเธอว่าผมไม่ชอบกินอาหารรสเปรี้ยว

แล้วอีกสิบห้านาทีต่อมาก็เธอก็กลายเป็นโทรโข่งส่งเสียงเชียร์ให้กระเดือกของเหลวเข็ดฟันนั่นลงคอเธอขู่ว่าจะไม่ยอมแปลหนังสือต่อหากผมไม่ยอมดื่มให้หมดจนหยดสุดท้าย

ยายบ้าเอ๊ย

ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังทำตัวกลมกลืนได้ดีเหมือนกิ้งก่าเปลี่ยนสีบอนนีตีสนิทกับเบโปะจนเขาเลิกกลัวเธอไปเรียบร้อยแล้วล่ะ ตอนนี้เธอมักจะกระโจนเข้าไปกอดรัดเล่นกังฟูกับเบโปะเสมอในยามเย็นที่พอมีเวลาว่าง ความแนบเนียนในการดำรงอยู่ของแม่โจรสลัดสาวยังขยายไปถึงการเล่นหมากรุกกับลูกเรือคนอื่นๆ และลามไปถึงการแข่งงัดข้อกับจีนบาร์ทด้วยซ้ำ แถมพอว่างก็มักจะบริหารเสน่ห์หยอกล้อกับเพนกวินและชาจิสองคนนี้หลงเธออย่างกับอะไรดี ประมาณว่าบอกซ้ายไปซ้าย สั่งขวาไปขวา และถ้าเธอเอ่ยว่าให้พวกเขาโดดลงทะเลไปงมหาปลามาให้ ไม่แน่ว่าพวกเขาก็อาจจะทำตามก็ได้--ใครจะไปรู้  

หน้าผากของบอนนีโขกไหล่ผมเบาๆ ทำให้ผมหลุดจากภวังค์การวิเคราะห์ในตัวเธอ

“ใจลอยไปไหนน่ะนั่งเหม่อเชียว”

เธอพูดแล้วหัวเราะเบาๆ ขยับกางหนังสือในมือมาวางทับอีกเล่มบนตักของผม เอนตัวเข้ามาใกล้แล้วชี้ไปบนตัวอักษรแถบหนึ่ง “ตกลงคำนี้แปลว่าอะไรน่ะ มันอยู่ต่อจากคำว่ากรีดกรีดอะไรเหรอ?

กรีดอะไรดูเหมือนจะเป็นเรื่องรองตอนนี้มีเรื่องหลักที่กำลังก่อกวนสมาธิผมอย่างรุนแรงกระดุมเสื้อเม็ดที่สามตรงระดับอกของบอนนีหลุดออกและเจ้าตัวก็ดูท่าจะไม่รู้ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้นั้นโผล่ออกมาวับแวมและท้าทายการจ้องมองของผมด้วยอยู่ตำตา

ผมพยายามเพ่งสายตาไปบนแถวตัวอักษร อ่านมันแล้วเค้นความคิดขณะเอ่ยตอบ “กรีดผ่านอืมชั้นนอกของท่อน้ำเหลือง”

            “อ๋อถึงว่าตัวอักษรแรกคล้ายกับ ชั้นนอกของหลอดเลือด ” บอนนีพยักหน้ารับแล้วพับหนังสือปิด ลุกขึ้นยืนตรงแล้วประสานมือไขว้หลังบิดตัวไปมาอย่างเมื่อยขบ อิริยาบถนั้นทำให้รอยแยกตรงเสื้อเพิ่มมากขึ้น มองเห็นเนินอกที่มีผิวขาวผ่องเย้ยสายตาผมรีบก้มหน้าจ้องหนังสือ ก่อนที่จะสะดุ้งเมื่อเธอเอ่ยประโยคถัดไป

            “ขอออกไปเดินเล่นหน่อยนะเมื่อยมือจะแย่แล้ว” เธอวางหนังสือฝากไว้กับผมแล้วหมุนตัวหันหลังเริ่มก้าวเดิน ทำท่าจะตรงไปยังประตู

            ออกไปเดินเล่นทั้งที่เสื้อเปิดหราอยู่อย่างนั้นน่ะเหรอใครต่อใครก็เห็นกันหมดน่ะซิ!!

            อะไรก็ไม่รู้ล่ะแต่ผมไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นหรอก!!

          “เดี๋ยว!!

ผมขยับตัวจากท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนได้แค่นิดเดียว เอื้อมคว้าข้อมือเธอเอาไว้แล้วดึงรั้งทว่าดันกะแรงผิดพลาดไปหน่อย ร่างของบอนนีหมุนกลับมาพร้อมเสียงอุทานแหลม เข่าของเธอกระแทกเข้ากับขอบเก้าอี้ยาวแล้วก็เสียหลักล้มลงมาทับผมอย่างจัง

            ร่างครึ่งบนของเธอแนบอยู่กับอกของผมแบบไร้ช่องว่าง ดวงตาสีม่วงสวยพร้อมแพขนตาหนากระพริบอย่างงุนงงในระยะประชิด ริมฝีปากของเธอเผยอน้อยๆค้างจากการอุทานอย่างตกใจเมื่อครู่ และที่ร้ายที่สุดเหนืออะไรทั้งหมดกระดุมเสื้อเม็ดที่สองและสี่พากันสามัคคีหลุดตามไปด้วย!!

            “อะเอ่อคือมีอะไรเหรอ ?

            หนังสือสองเล่มที่อยู่บนตักของผมเลื่อนไหลลงไปกองเปิดหราอยู่กับพื้นดังตุบบอนนีดูเหมือนตั้งสติได้เล็กน้อยและหลุดปากถามออกมาก่อน แต่เธอยังไม่ได้ลุกขึ้นเพราะว่าเพราะว่าผมยังไม่ได้คลายนิ้วออกจากรอบข้อมือของเธอเลยน่ะสิ!

            ผมสะดุ้งแล้วรีบปล่อยมือ ชี้ไปที่เสื้อของเธอและหลุดคำพูดสั้นๆออกมา “กระกระดุม” 

            ยังไม่ทันที่บอนนีจะก้มลงมองตามหรือขยับตัวอะไร ประตูห้องก็ถูกรัวเคาะสามสี่ครั้งแล้วเปิดผางออกแบบไม่รอคำอนุญาต เพนกวินยืนอยู่ตรงนั้นแล้วส่งเสียงตื่นเต้น

            “กัปตันครับ!! พบเรือโจรสลัดที่เฮ้ย!!” เขาผงะถอยหลังไป สีหน้าช็อกอย่างรุนแรง

            บอนนีสปริงตัวยืนขึ้นได้ไวเหลือเชื่อพร้อมกับผมที่ผวาลุกขึ้นมานั่งตัวตรง ผมควรจะต้องกลบเกลื่อนภาพที่ไม่ควรมีใครมาเห็นที่สุดในโลกออกไปจากหัวของเพนกวินให้เร็วที่สุด

            “มีอะไรรายงานมา” ผมพูดเสียงเข้มกว่าปกติหนึ่งระดับ

            เพนกวินหน้าแดง จ้องผมสลับกับบอนนีไปมาก่อนที่จะพูดเสียงดังลั่นเหมือนเรียกสติตัวเอง “คะครับ พบเรือโจรสลัดไม่ทราบกลุ่มที่ตำแหน่งเก้านาฬิกา ท่าทางจะจอดเทียบโจมตีเราครับ ไม่ทราบว่าจะให้ถ่ายทอดคำสั่งนำเรือลงใต้ผิวน้ำหรือว่าปักหลักจัดการกับพวกมันครับ”

            ช่วงนี้ดูเหมือนลูกเรือแต่ละคนจะฝีมือฝืดๆ ไม่ค่อยได้ซ้อมรบกันเท่าไร อุตส่าห์มีหุ่นล่อเป้ามาหาเองถึงที่แบบนี้ ไม่สนองความอยากพวกมันก็ดูจะใจจืดใจดำไปหน่อย

ผมคว้าดาบพาดบ่าแล้วแสยะยิ้ม “พวกแกเตรียมเพิ่มของในคลังสมบัติกับคลังเสบียงได้เลย!

เพนกวินรับคำแล้วรีบออกจากห้องไป เสียงตะโกนของเขาดังโหวกเหวกให้ทุกคนเตรียมพร้อมรับมือกับการปะทะแย่งชิง ผมหันมาเหลือบมองผู้หญิงข้างๆ

เป็นเรื่องดีที่เธอติดกระดุมครบแล้ว ใบหน้าดูเหมือนจะขึ้นสีระเรื่อนิดหน่อยแทบไม่สังเกตเห็น

“เธอจะอยู่ในนี้ก็ได้เดี๋ยวข้างนอกคงลุยกันเละ” ผมบอกพลางเปิดประตูออก

บอนนีวิ่งตามมาประชิด เงยหน้ายิ้มแฉ่ง “ใครจะพลาด เรื่องสนุกๆกันล่ะ ฉันนั่งแปลหนังสือให้นายอยู่กับที่จนง่อยจะกินมาหลายวันแล้วนะ ได้ออกไปยืดเส้นยืดสายหน่อยดีออกจะตาย”

            “งั้นก็ตามใจ” ผมตอบและก้าวออกไปโดยมีเธอเดินตามมาติดๆ ด้วยท่าทีกระดี๊กระด๊าเกินเหตุ

เมื่อถึงดาดฟ้าหน้าเรือก็เห็นเรือลำใหญ่กางใบสัญลักษณ์กะโหลกไขว้ชัดเจนไม่คุ้นตาว่าเป็นพวกไหน ดูท่าว่าอาจไม่ได้มีชื่อเสียงมากนักในแกรนด์ไลน์แห่งนี้ แต่อะไรๆในโลกล้วนไม่แน่นอน ปืนใหญ่และหน่วยรบทุกฝ่ายของกลุ่มโจรสลัดฮาร์ทจึงเตรียมการพร้อมแล้วตามคำสั่งของผม

เสียงเฮปลุกใจจากฝ่ายโน้นดังลั่น ตะขอเกี่ยวถูกเหวี่ยงเข้ามากระทบราวเหล็กเสียงดัง

แล้วฉากการต่อสู้ของเหล่าโจรสลัดก็เริ่มต้นขึ้น

 

♥♥♥♥♥♥♥ ♥♥♥♥♥♥♥ ♥♥♥♥♥♥♥

 

จะมีอะไรดีไปกว่าได้ตามสอยพวกอื่นที่เริ่มรุกรานก่อนให้เรียบ ในเมื่อพวกมันไม่คิดจะเจรจากันด้วยคำพูดแม้แต่น้อย ทางนี้ก็สมควรจะเจรจาตอบด้วยกำปั้นลุ่นๆกับดาบยาวคมกริบและปืนใหญ่ที่จัดตั้งรายรอบตัวเรือ

ฉันกับเขายืนอยู่ในส่วนยกพื้นสูง ลูกเรือคนอื่นเริ่มปะทะห้ำหั่นกับฝ่ายตรงข้ามผู้รุกล้ำเข้ามาก่อน เสียงใบดาบโลหะปะทะกันระรัวบาดหู พลยิงต่างทำหน้าที่ตัวเองอย่างขันแข็งจนควันโขมงคลุ้งไปทั่วบริเวณพร้อมกลิ่นดินปืนโชยฉุน

ลอว์เพียงแค่เฝ้ามองความเป็นไปด้วยสีหน้าเฉยชา เขาประสานมือกอดอกและพาดดาบไว้บนบ่าราวกับว่ามันเป็นแค่เครื่องประดับชิ้นหนึ่ง ฉันคิดว่าเขาคงเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินกว่าจะลงมือเอง จึงทำเพียงมองดูอยู่ห่างๆ หากมีเหตุไม่คาดฝันจึงค่อยลงมือช่วยเหลือ

เขาปล่อยลูกน้องให้ได้แสดงฝีมือตามใจชอบทั้งๆที่ทั่วเรือลำนี้และอาจเผื่อแผ่ไปทั่วเรืออีกลำหนึ่งได้ตกอยู่ใน รูม ของเขาตั้งแต่ที่ฝ่ายตรงข้ามเข้าเทียบประชิดแล้ว

ฉันอดรนทนไม่ไหวที่จะอยู่นิ่ง จึงตัดสินใจไถลลื่นลงไปตามราวบันไดเพื่อร่วมวงโรมรันพันตู โดยหมายตาผู้ชายท่าทางหยาบกร้านที่หลุดรอดจากเหล่าลูกเรือคนอื่น เริ่มด้วยการหย่อนตัวลงไปนั่งอยู่แถวนั้นแล้วใช้มารยาหญิงแสนกลแกล้งส่งเสียงร้องไห้อย่างหวาดกลัวพร้อมยกสองมือปิดหน้า

ชายผู้นั้นหันควับแล้วย่างสามขุมเข้ามาหาอย่างไม่ต้องคิด ดาบในมือของเขาดูเหมือนเศษเหล็กไร้ค่าเข้ากันกับพุงอ้วนๆมหึมาในชุดโสโครกนั่นทีเดียวเชียว มันกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงน่าขยะแขยง

“หึหึมาทางนี้สิน้องสาวพี่จะดูแลอย่างดีเอง”

ฝันไปเถอะไอ้ทุเรศเอ๊ย

ฉันตวัดขาวาดต่ำกระแทกข้อพับโดยที่มันไม่ทันระวัง มันเสียหลักล้มก้นกระแทกพื้นโครมใหญ่แล้วตะกายขึ้นยืน ขยับปากจะพ่นคำด่าอุบาทว์ๆออกมา แต่แล้วมันก็ต้องตกใจเมื่อเสียงของมันสั่นพร่าอย่างน่าเวทนา แถมเข่าของมันก็ยังสั่นระรัวเหมือนจะยืนไม่ไหวอีกด้วย

“โอ้ว้าว!!…คุณบอนนีโชว์พลังผลโทชิ โทชิแล้วสุดยอด!!” ชาจิที่โผล่มาข้างหลังฉันตะโกนขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น มองดูชายคนนั้นที่กลายเป็นตาแก่ล้มลุกคลุกคลานอายุเกือบศตวรรษอย่างประทับใจ

“เล็กน้อยหรอกของจริงจะเริ่มหลังจากนี้” ฉันหักนิ้วดังกรอบแล้วดันชาจิออกไปให้พ้นจากรัศมีดาบที่เหวี่ยงมาจากด้านหลังของเขา และสะบัดกำปั้นเข้าหาโจรสลัดเคราครึ้มคนนั้นในทันที

            พลั่ก!!

เสียงดังขึ้นเมื่อหมัดกระแทกเต็มปลายคางของมัน

          ฉันยืนมองเด็กสามขวบในเสื้อหลวมโคร่งร้องไห้กระจองอแงอย่างพึงพอใจและกวาดสายตาหาเหยื่อคนต่อไปอย่างสนุกสนาน จนตัดสินใจได้ว่าจะร่วมวงรุมเตะโจรสลัดคนหนึ่งกับเบโปะเราแข่งกันว่าใครจะเตะได้เร็วกว่าในเวลาสามสิบวินาที

            ความชุลมุนกินเวลาไปเกือบยี่สิบนาที ทั้งสมบัติและเสบียงอาหารจากฝั่งโน้นก็ถูกโกยมาจนแทบเกลี้ยง ฝ่ายตรงข้ามแพ้อย่างราบคาบโดยที่กัปตันทางนี้ยังไม่ได้ทำอะไรแม้แต่กระดิกนิ้ว ลอว์สั่งให้ลูกน้องหลงเหลือน้ำกับอาหารบางส่วนให้พวกมันมากพอที่จะตะกายเอาชีวิตรอดถึงเกาะหน้า

แหมใจดีซะไม่มีเลย

            อุตส่าห์ได้สมบัติมาเพิ่มตั้งเยอะ...คืนนี้มันต้องฉลองกันหน่อย!!

ทันทีที่แสงสว่างสุดท้ายถูกกลืนไปหลังม่านกำมะหยี่สีดำบนฟ้าและดวงดาวเริ่มส่องประกาย พวกลูกเรือก็เริ่มแจกจ่ายอาหาร เหล้าองุ่น ร้องรำทำเพลงกันอย่างคึกคัก บ้างก็เล่นเกมบ้าบอด้วยกันและหัวเราะชักดิ้นชักงออย่างมีความสุข แม้แต่ลอว์ก็ยังร่วมวงอยู่ด้วยในมุมหนึ่ง เขาถือแก้วเหล้าในมือและดื่มอยู่คนเดียวเงียบๆ ยิ้มบ้างเป็นบางครั้งเมื่อลูกน้องเล่นมุกตลกได้เข้าท่า

            ส่วนฉันนั่งเบียดติดกับเบโปะเขาส่งเนื้อย่างกลิ่นหอมหวนชิ้นโตมาให้เป็นรอบที่สิบห้า ก็แหมวันนี้ฉันต้องใช้พลังงานไปตั้งเยอะในการต่อสู้นี่นา มันก็เลยต้องเติมพลังด้วยสปาเกตตี้ชามมหึมากับเนื้อย่างสามสี่กิโลและเหล้าองุ่นล้างปากนิดหน่อยประมาณสี่เอ้อห้าขวดได้ล่ะมั้ง

            โจรสลัดผู้มีใจรักดนตรีเริ่มลุกขึ้นสีไวโอลินด้วยจังหวะเร้าใจ ตามติดมาด้วยเสียงกีตาร์กับหีบเพลงที่บรรเลงดังสอดรับอย่างครื้นเครง

“ฉันจะเต้นรำกับคุณบอนนี!” เพนกวินประกาศลั่นแล้วเดินฉับๆมาโค้งและยื่นมืออยู่ตรงหน้าฉัน ทุกคนหัวเราะโห่ฮาตอบรับ ดูจากสีหน้าแล้วเขาคงดื่มหนักไปไม่ใช่น้อย เอาเถอะเขาทำตัวน่ารักมาตั้งสัปดาห์ แล้วฉันก็ชอบกระโดดโลดเต้นอยู่แล้วขอมาขนาดนี้ จะให้ปฏิเสธไปได้ไงเล่า ?

ฉันจับมือพ่อหนุ่มหมวกจุกแล้วเราก็เต้นรำกันในจังหวะสนุกสนาน ลูกเรือคนอื่นต่างลุกขึ้นและแหกปากประสานเสียงร้อง ลงท้ายก็จับคู่เต้นกันเองก็มันไม่มีผู้หญิงคนอื่นแล้วนี่นา แต่โชคดีที่ดูเหมือนว่าจังหวะนี้จะเป็นแบบสลับเปลี่ยนคู่ไปเรื่อยๆ ฉันจึงได้เปลี่ยนคู่เต้น--โดยเริ่มจากชาจิที่โผมารับตัวฉันเมื่อถึงคราวเปลี่ยนท่อนเพลง ตามด้วยลูกเรืออีกนับสิบคนที่ผลัดเวียนกันเข้ามาบ้างอย่างไม่หยุดหย่อน ฉันหัวเราะจนเมื่อยแก้ม เริงรื่นอยู่ท่ามกลางแสงสีส้มนวลตาของตะเกียงและโน้ตดนตรีกังวานในสายลม

เอแล้วคุณกัปตันหายไปไหนนะฉันยังไม่ได้เต้นกับเขาเลยอ๊ะนั่นไงเขาก็ยังนั่งจิบเหล้าอยู่ที่มุมเดิมกับเมื่อชั่วโมงก่อนเด๊ะ บรรยากาศสนุกสนานแบบนี้ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมีใครนั่งอยู่เฉยๆ ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนท่อนเพลงในคราวถัดมา ฉันจึงแอบปลีกตัวอย่างรวดเร็วและพุ่งมาหยุดอยู่หน้าเป้าหมาย

“ไปเต้นกันเถอะ!” ฉันยิ้มกว้าง ส่งมือให้เขาแล้วกระดิกนิ้วขึ้นลงตามจังหวะเพลง

ลอว์เหลือบตาขึ้นมองเล็กน้อย “ไม่เอาล่ะ เธอไปเล่นให้สนุกเถอะ”

ฉันย่นจมูกแล้วดึงแก้วออกจากมือเขามากระดกของเหลวภายในลงคอจนหมด คว้ามือเขาไว้แล้วออกแรงดึงอย่างสุดๆ “ไม่เอา….ไปเต้นด้วยกันสิใครเขานั่งดื่มอยู่คนเดียวในคืนนี้เล่า! 

“ก็ได้” เขาตอบรับ มีรอยยิ้มมุมปาก “เธออย่าเหยียบเท้าฉันละกัน!

ฉันหัวเราะแล้วเราก็วิ่งเข้าไปท่ามกลางกลุ่มคนดังเดิม ลอว์วางมือข้างหนึ่งบนเอวฉัน ส่วนอีกข้างคว้ามือฉันไว้แล้วจับยกสูง เขาจับร่างฉันหมุนรอบวงแขนให้เข้ากับจังหวะเสียงเพลงพอดิบพอดี นั่นให้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าหญิงที่กำลังสวมชุดกระโปรงยาวแสนสวยเลยทีเดียว

แผ่นหลังของใครสักคนที่กำลังร้องรำทำเพลงกระแทกเข้ากับตัวจนฉันเกือบเซ แต่เขาประคองไว้ได้เสียก่อน

“เมาจนยืนไม่ไหวแล้วหรือไง ?” เขาถามกลั้วหัวเราะ

ฉันสลับเท้าถอยหลังตามจังหวะที่เขาก้าวเข้ามาหา “เหล้าทั้งถังยังทำอะไรฉันไม่ได้เลย”

“ยายจอมเขมือบ” เขาพึมพำแล้วจับตัวฉันหมุนอีกครั้ง ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ใส่ใจกับลูกเรือบางส่วนที่เริ่มสังเกตเห็นเรากำลังซุบซิบกันด้วยใบหน้าแฝงรอยยิ้มและเสียงหัวเราะคิกคัก

“หมอศัลยกรรมแห่งความตายฉายาฟังดูน่าเกรงขามแต่ถ้าพวกทหารเรือมาเห็นเข้าตอนนี้ พวกเขาอาจจะขอเปลี่ยนเป็น หมอศัลยกรรมนักเต้นรำ ก็ได้ ชำนาญดีนี่เต้นรำกับผู้หญิงมากี่คนแล้วล่ะ ?

เขาเลิกคิ้ว “คราวที่แล้วก็เรื่องจำนวนคนไข้คราวนี้เป็นจำนวนคนที่เต้นรำด้วยรึ ?

“แล้วนายจำได้หรือเปล่าล่ะ ?

บางทีฉันอาจจะเมาหรือแสงตะเกียงอาจสลัวไปประกายที่แปลความหมายไม่ออกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในแววตาสีดำสนิทลึกล้ำสุดหยั่งของเขาพร้อมกับคำพูดที่ไม่ดังเกินไปกว่าเสียงกระซิบที่ริมหู

“ไม่รู้สิฉันไม่เคยจำผู้หญิงคนไหนก่อนหน้าและตอนนี้ฉันก็รู้จักแต่โจรสลัดสาวจอมแสบที่มีหน้าตาขี้เหร่ๆกับผมสีชมพูยุ่งๆเหมือนรังหนู”

ก่อนที่ฉันจะโต้ตอบอะไรกลับไป จู่ๆดนตรีที่เล่นเป็นจังหวะคึกคักก็พลันเปลี่ยนเป็นจังหวะอ่อนหวานแผ่วเบา เล่นเอาเราทั้งสองคนชะงักกึกและปล่อยมือออกจากกันและกันทันที ตามด้วยเสียงโวยวายดังเซ็งแซ่จากฝูงชนที่ทำสายตาซุกซนเฝ้าดูปฏิกิริยาอยู่

“ผมอุตส่าห์จัดเพลงซึ้งๆให้แท้ๆปล่อยมือทำมายล่ะคร้าบกาปตานนน” เพนกวินพูดเสียงอ้อแอ้ เขากอดคออยู่กับชาจิที่ซึ่งช่วยพูดเสริมด้วยท่าทางมึนเมาไม่แพ้กัน

“เต้นสโลว์ซบต่อสิคร้าบบบแบบนี้งายยย” ชาจิพูดแล้วพากันเต้นคู่กับเพนกวินด้วยท่วงท่าราวกับคู่รักชายหญิงก็ไม่ปาน มันตลกเสียจนทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะขำพรืดออกมา

สีหน้าของลอว์ไม่ได้ใกล้เคียงกับอาการของคนที่จะเขินอายเมื่อถูกกระเซ้าเย้าแหย่ด้วยเรื่องแบบนี้ เขาเพียงแต่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“พวกแกนี่ยิ่งเมายิ่งไร้สาระงานเลี้ยงเลิกแล้วทุกคนไสหัวกลับไปนอนซะ”

พวกลูกเรือได้ยินดังนั้นจึงพากันโห่ออกมาและทำหน้าหมดอารมณ์ห่อเหี่ยว พากันแยกย้ายไปนอนตามคำสั่ง บ้างก็หลับตาล้มตัวนอนกลางดาดฟ้าเอาดื้อๆ

 เสียงดนตรีเงียบหายและตะเกียงหรี่แสงลง บรรยากาศเริ่มกลับคืนสู่ความเงียบ ได้ยินเพียงเสียงของคลื่นซัดสาดและลมเย็นพัดปะทะกับใบเรือ

ลอว์หันมามองฉัน “เธอเองก็กลับไปนอนได้แล้ว”

“นายเป็นคนแรก...

ไม่รู้อะไรดลใจให้ฉันโพล่งความรู้สึกออกไปบางทีอาจเป็นเพราะฤทธิ์เหล้าองุ่น

เขาขมวดคิ้วด้วยความงุนงง “คนแรก ? หมายความว่าไง ?

“นายเป็นคนแรกที่ฉันเต้นรำด้วยแล้วรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นเจ้าหญิง”

ฉันต่อประโยคให้จบด้วยน้ำเสียงเริงรื่นเหมือนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศที่แจ่มใสกันอยู่

ผมสีดำที่โผล่พ้นขอบหมวกปลิวไสวตามสายลมและสีหน้าของลอว์ก็เจือไปด้วยความขบขัน  เขาเดินนำฉันไปเรื่อยๆจนถึงหน้าห้องพักคนไข้ที่ฉันยึดเป็นที่ซุกหัวนอนอยู่  เปิดประตูให้และก้มหัวผายมือไปภายใน ทำท่าราวกับองครักษ์ในชุดเกราะอัศวิน

“อืมกระหม่อมเกรงว่าวันนี้องค์หญิงจะทรงเหนื่อยมามากแล้วดังนั้นควรจะรีบเข้าบรรทม...เพราะพรุ่งนี้ยังต้องทรงแปลพระอักษรอีกมาก ถ้าพระองค์ไม่ยอมลากพระวรกายมาทำงานตามเวลามาตรฐาน กระหม่อมจะตามไปปลุกถึงแท่นบรรทมและไม่ให้องค์หญิงเสวยพระกระยาหารเช้านะพะย่ะค่ะ”

ฉันหัวเราะอย่างสุดกลั้นขณะก้าวเข้าไปภายในห้อง “พูดราชาศัพท์คล่องปากชะมัด”

เขายิ้มแต่ไม่กล่าวตอบอะไร ทำท่าจะถอยกลับแต่ก็ติดชายเสื้อที่ฉันเอื้อมไปดึงไว้ เขาจึงหยุดชะงักแล้วหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

ฉันกระซิบแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่เคยได้ยิน

“ราตรีสวัสดิ์นะลอว์”

ราวกับเข็มนาฬิกาจะชะงักไปชั่วระยะหนึ่ง เขาเพียงสบตาฉันนิ่งภายใต้แสงดาวอันน้อยนิดในคืนเดือนมืด เสมือนทุกอย่างถูกหยุดอยู่แค่นั้นไม่มีจุดกำเนิด ไม่มีจุดสิ้นสุด และยากจะคาดเดาได้ว่าในความเงียบอันแสนอัศจรรย์นี้มีอะไรกำลังก่อตัวเป็นรูปร่างที่เริ่มชัดเจนมากขึ้นทุกที

แววตาของเขาเต้นระริกราวปีกผีเสื้อราตรีที่ไม่อาจหยุดยั้งตนให้โผบินออกไปสู่มวลน้ำหวานของบุปผชาติ

และเวลาก็กลับมาเดินต่อไปอีกครั้งเมื่อมืออบอุ่นของเขายกขึ้นมาสัมผัสแผ่วเบาที่ข้างแก้ม--ผละออกห่างภายในไม่กี่ลมหายใจเข้าออกที่สั่นสะท้านของฉัน

“ฝันดีนะบอนนี”

เสียงของเขาติดตามเข้าไปในความฝันอันยาวนานและดังก้องอยู่ในห้วงความคิดอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อหน่ายเลิกรา

และเมื่อยามเช้าเดินทางมาถึงฉันก็พบว่าเสียงของเขาซึมซาบลงไปกลางใจได้ลึกซึ้งขนาดไหน
 

นี่ถ้าฉันพยายามกลับใจเสียตั้งแต่ตอนนี้จะยังทันหรือเปล่านะ ?

 

 

 

 

 


 
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

730 ความคิดเห็น

  1. #650 ลัมพนะ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 มีนาคม 2559 / 00:35
    สำนวนภาษางามมากครับ
    #650
    1
    • #650-1 premolar (@sarinpan) (จากตอนที่ 6)
      13 มีนาคม 2559 / 10:31
      ขอบคุณมากค่า :))
      #650-1
  2. #612 pangz' (@pang-61) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 มีนาคม 2558 / 10:22
    เขินมากมาย .//////. บอนนีเต้นรำกับคุณหมอ
    #612
    0
  3. #596 <<aKinA>> (@aunjungka410) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2557 / 10:05
    ตามมอ่านคู่นี้ต่อค่า
    #596
    0
  4. #462 LikeCartoon (@monnapay-lovely) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2556 / 01:07
    ไม่ทันแล้วบอนนี่
    ตอนนี้มือสั่นเพราะเขินไปหมดแล้ว 
    #462
    0
  5. #420 Rimit123 (@rei-sama) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2556 / 19:58
    ห้ามจบแบบดราม่าเด็ดขาดนะ

    #420
    0
  6. วันที่ 1 มีนาคม 2556 / 17:10
    โอ้ยยย เขินๆๆ >< อยากเป็นบอนนี่ 55555
    #331
    0
  7. #131 looky39 (@looky39) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2555 / 19:37
    สนุกมากค่ะ เขินแทนเลยล่ะ
    #131
    0
  8. #105 Mocca ^o^/ (@darkghost) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2555 / 21:48
    ไม่ทันแล้วล่ะบอนนี่จัง
    #105
    0
  9. #43 Pokky_LoveFamily (@maniroj) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2555 / 00:52
    เขินอ่า>////<

    น่ารักมากๆเลยค่ะ
    ถึงเราจะไม่ค่อยได้ดูการ์ตูนเรื่องนี้มากเท่าไหร่
    แต่นิยายที่คุณแต่งมันมีกลิ่นอายความรู้สึกออกมาจริงๆค่ะ><
    อ่านแล้วอิน เคลิ้มตามไปเลยราวกับอยู่ในที่แห่งนั้น
    อัพต่อไวๆนะคะ^  ^ฉันจะรออ่านนิยายดีๆของคุณ
    #43
    0
  10. #41 One piece! I Love You! (@tarkra) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2555 / 18:05
    น่ารักมาก! เขินแทนอ่ะ!

    ยิ้มไม่หุบเลยด้วย!
    #41
    0
  11. #40 เบมมีี (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2555 / 23:02
    ถือปอมปอม เขย่าไปมา

    เชียร์บอนนี่จังกับลอว์สุดใจขาดดิ้น



    #40
    0
  12. #39 Supernovas (@supernovas) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2555 / 19:58
    บอนนี่ เธอกลับใจไม่ทันแล้วล่ะ ><
    #39
    0
  13. #38 MomoKumA (@momokuma) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2555 / 19:27
    ไม่ทันแล้วแหละค่ะ บอนนี่จังงง><
    #38
    0
  14. #37 Fariy piece (@wanwai) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2555 / 18:45
    โอ้!!! อยากจะกรี๊ด

    นั่งบิดไปบิดมา

    เขินแทนเลยล่ะ>///<
    #37
    0
  15. #36 {Guide✖Book} (@Guidebook) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2555 / 17:49
    สำนวนภาษาดีมาก และเนื้อเรื่องก็สุดยอดมากกก
    ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกก XD
    #36
    0
  16. #35 ~Spirit~ (@poringrenger) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2555 / 16:48
    โอ้ พระเจ้า!!

    ไรท์เตอร์แต่งดีมากๆเลยค่ะ TwT 

    กรุณามาต่อด่วนนนนน
    #35
    0