[Fic one piece] ♂ Someone beside you in the New world ♀

ตอนที่ 14 : Mystery of the Sea : chapter 13

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,584
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    11 ต.ค. 55








Love is like standing in the wet cement.
The longer you stay, the harder it is to leave.
And you can never go without leaving your shoes behind.


ความรักก็เหมือนปูนเปียกๆ ยิ่งคุณอยู่ด้วยนานเท่าไหร่ก็ยิ่งติดหนึบจนยากที่จะจากไป
และคุณจะไม่มีวันจากมาได้เลยโดยที่ไม่ได้ทิ้งรองเท้าไว้ข้างหลัง


 

 

ความมืดโรยตัวเข้าครอบคลุมรอบกายเมื่อเริ่มก้าวเท้าขึ้นสู่แผ่นดิน

ฉันผูกเชือกท้ายเรือเอาไว้กับหลักไม้อันเล็กอันน้อยที่ริมฝั่ง ที่นี่คงเป็นด้านหลังของเกาะ ไม่ค่อยมีผู้คนเท่าใดนัก แว่วเสียงรื่นเริงดังมาไกลๆจากตัวเมืองในขณะที่เม็ดทรายนุ่มนิ่มใต้เท้ายุบตามจังหวะการเดิน แสงตะเกียงวับแวมส่องให้เห็นป้ายหินเก่าๆที่สลักตัวอักษรเลือนรางและเปื้อนฝุ่น ฉันเดินผ่านมันไปเนื่องจากไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะเพ่งตาอ่านชื่อของเกาะนัก

หลังจากเดินเร็วๆอยู่ประมาณยี่สิบกว่านาทีก็เข้าสู่ตัวเมืองแม้จะไม่รู้ว่าที่นี่คือเกาะอะไร แต่ก็ดูท่าว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีใช้ได้ สังเกตจากถนนที่เต็มไปด้วยร้านค้าจอแจ และแม้ว่าอากาศค่อนข้างหนาวเสียดกระดูกแต่ผู้คนก็ยังคงเดินจับจ่ายกันอย่างครึกครื้น

สอดส่ายสายตาไปมาสักพักก็พบร้านค้าที่ต้องการ ฉันผลักประตูกระจกก้าวเข้าไปภายในและชื่นชมกับบรรดาอาวุธสารพัดที่วางเรียงกันเป็นตับและจัดใส่ตู้โชว์ เบื้องหลังเคาท์เตอร์ยาวเป็นชายวัยกลางคนเกือบจะแก่ที่กำลังขายปืนหน้าตาพิสดารให้ชายหนุ่มผู้แต่งตัวสกปรกซกมก

ตามมุมต่างๆในร้านล้วนเต็มไปด้วยโจรสลัดที่มาหาซื้ออาวุธหน้าตาไม่คุ้นเลยแหะ พักหลังมานี้ฉันไม่ได้ติดตามใบประกาศค่าหัวใหม่ๆเลยนี่นะ ไม่แน่ว่าอาจจะมีพวกหน้าใหม่ฝีมือร้ายอยู่ก็ได้

ยังไงก็ภาวนาให้อย่ามีเรื่องวิวาทแถวนี้ดีกว่า

เดี๋ยวพวกรัฐบาลโผล่มายุ่งแล้วจะเพิ่มความยุ่งยากเสียเปล่าๆ

ฉันพยายามทำตัวกลมกลืนไปกับฝูงชนสุดความสามารถ ทว่าผู้หญิงตัวคนเดียวแบกเป้เดินเข้ามาในร้านอาวุธอันเป็นแดนของผู้ชายหน้าเถื่อนนั้นก็ดูจะดึงดูดสายตามิใช่น้อย อย่างเดียวที่ทำได้คือไม่สนใจใครและรีบหาของที่ต้องการให้เร็วที่สุด

ร้านนี้มีมีดสั้นมากมายให้เลือกจนลานตา ฉันมองหาเล่มที่เหมาะมือและเหมาะแก่การซุกซ่อนไว้ตามที่ต่างๆของร่างกาย เช่น แถวขอบรองเท้า ซึ่งเป็นโชคดีที่เจ้าคู่นี้มีช่องว่างด้านข้างเล็กน้อยให้พอใส่ได้เหมาะเจาะ

จริงสิ

รองเท้าคู่นี้ ลอว์เป็นคนสั่งเบโปะหามาให้ฉันนี่นา

เฮ้อ

จากกันได้ไม่ทันไรฉันก็คิดถึงเขาอีกแล้วล่ะ

“ฟึ่บ!

เสียงคมอาวุธที่แหวกผ่านลมด้านหลังทำให้ฉันพลิกร่างไปอีกทางหนึ่งโดยสัญชาตญาณ มีดสั้นที่กำลังเลือกดูอยู่ในมือถูกชักจากปลอกและสะบัดออกเตรียมป้องกันตัว

“เคร้ง!!

มีดเล่มนั้นเล็งจะปักเข้ากลางหัวของฉันอย่างไม่ต้องสงสัย ดูจากตำแหน่งที่มันกระแทกเข้ากับชั้นวางของก็รู้ได้ ฉันปัดผมไปเหน็บหลังหูและหรี่สายตาพิจารณาผู้ประสงค์ร้ายอย่างถี่ถ้วน เขาเพิ่งจะลดมือลงจากการขว้างมีดอย่างอ้อยอิ่ง

เฮอะไอ้หนูหัวทองท่าทางสำอางวางเขื่อง

“ทักทายกันรุนแรงจังนะ--พ่อหนุ่มน้อย” ฉันเหยียดยิ้มและควงมีดสั้นในมือไปมา

“ไม่ยักตายแหะ น่าสนใจจัง” ผู้ชายคนนั้นพูดขณะยกมือลูบคางอย่างครุ่นคิด เขายังดูอายุน้อยแบบไม่น่าจะพ้นสิบเจ็ดสิบแปด แต่งกายด้วยเสื้อแขนยาวมีฮู้ตสีดำสนิทกับกางเกงขายาวสีเดียวกัน

ไอ้หมอนี่น่าจะเป็นตัวหัวหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยลูกน้องทุเรศๆหลายคนเริ่มส่งสายตาเจ้าเล่ห์หากันไปมาและขยับมาคุมเชิงล้อมวงฉันไว้ห่างๆ

ลุงเจ้าของร้านเริ่มเอามือกุมหัวอย่างกลัดกลุ้ม

ขาทั้งสองข้างของฉันขยับได้ว่องไวดังใจคิด พริบตาเดียวฉันก็พุ่งปราดผ่านร่างของโจรสลัดอีกนับสิบและยกมีดจ่อคออีกฝ่ายได้ในทันที  

“คนที่มาหาเรื่องฉันไม่เคยตายดีนะไอ้หนู” ฉันพูดเรื่อยๆและออกแรงกดมีดในมือเล็กน้อยให้คมของมันได้อาบเลือดของโจรสลัดไร้มารยาท เสียงพวกลิ่วล้อดังอื้ออึงและขยับตัวเตรียมพร้อมจะรุมกินโต๊ะฉัน ทว่านายคนนี้กลับยกมือเล็กน้อยเป็นเชิงห้ามไว้

“ผมถูกใจพี่สาวนะเนี่ย”

เขากล่าวเสียงล้อเล่นพร้อมรอยยิ้มจางๆ นัยน์ตาที่ได้เห็นในระยะประชิดเป็นสีแดงฉานทำไมมันดูโคตรโรคจิตเลยแหะ แต่ก็นับว่ามีขวัญกล้าพอตัวที่ยังนิ่งสงบได้อยู่ในเวลาแบบนี้

“เสียใจด้วยนะพอดีว่าฉันเพิ่งอกหักมา และก็ไม่สนใจจะคั่วกับเด็กไร้มารยาท” ฉันลดมีดลง ก้าวถอยหลังอย่างระวังไปพิงร่างที่ขอบเคาท์เตอร์ยาวมันมีปืนวางเรียงอยู่เป็นจำนวนมาก แล้วก็บังเอิญเหลือเกินที่ฉันเห็นว่าลูกกระสุนวางแอบอยู่ตรงไหน

ถ้าจำเป็นจะต้องลุยกับคนจำนวนมากมันก็ต้องใช้เครื่องทุ่นแรงกันหน่อยล่ะ!

“ไสหัวไปซะไอ้หนู!! ฉันจะยกโทษให้สักครั้งแล้วกัน”

มีเสียงคำรามในลำคอด้วยความโมโหดังลั่นตอบรับคพูดของฉันทั่วไปหมด ยกเว้นแต่ตัวหัวหน้าคนเดียวที่ยังดูสบายใจไม่เร่งร้อน ฝักดาบที่เอวของเขาแสดงให้เห็นว่าใบดาบภายในน่าจะมีรูปร่างเพรียวบางสายต่อสู้เน้นความว่องไวและเฉียบคมสินะ

“ว่าแต่พี่สาวชื่ออะไรเหรอ สนใจมาร่วมกลุ่มแซนเทลล์ของฉันหรือเปล่า?

แซนเทลล์’…ชื่อนี้ไม่คุ้นหูเลยแหะ

แต่ก่อนที่ฉันจะกล่าวอะไรต่อไป เสียงโหวกเหวกจากภายนอกก็ดังขึ้น มีกลุ่มคนวิ่งกรูผ่านหน้าร้านกันเป็นโขยง แถมด้วยเสียงตะโกนไม่ได้ศัพท์ จับใจความได้กลายๆว่า พวกทหารเรือมาแล้ว หนีเร็ว!’

แย่ล่ะสิ!! ขืนถูกลากเข้าไปพัวพันตอนนี้ มีหวังแผนล่มสลายหมดแหง!

พวกกลุ่มแซนเทลล์ก็ดูเหมือนไม่อยากมีเรื่องยุ่ง พวกเขาต่างพากันวิ่งหนีออกไปจากร้านเพื่อหาแหล่งหลบซ่อนที่ดีกว่า ทว่าในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้ ไอ้หนูหัวทองยังหันมาโบกมือให้และกล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนจาก

“ถ้าโชคดีเราคงเจอกันอีกนะพี่สาว”

เฮอะ! โชคร้ายของแกมากกว่า ถ้ามีคราวหน้าแม่จะจับเชือดทิ้งลงทะเลเลย!!

เสียงประตูตามอาคารก่อนหน้าถูกเปิดและบุกค้นเข้าตรวจใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ขืนหนีออกไปตอนนี้ก็ไม่ทันการ มีหวังได้ออกไปทะเล่อทะล่าเป็นเป้าเด่นกันพอดี

ฉันหันควับไปมองลุงเจ้าของร้านที่กำลังยืนเหงื่อแตกมือสั่นพั่บๆและหันกระบอกปืนมาทางนี้อยู่

ว้าไม่อยากรังแกคนแก่ แต่มันก็ช่วยไม่ได้นี่นา

มือของฉันคว้าข้อมือผอมแห้งนั่นไว้แล้วพลิกกลับอย่างแรง เสียงปืนร่วงหล่นกระทบพื้นดังแกร๊กพร้อมคำอุทานแตกตื่นกลัวตายอย่างน่าสงสาร

หวังว่าจะมีรอยยิ้มขอโทษขอโพยอยู่บนหน้าของฉันนะ

“พักผ่อนสักครู่นะคะลุงขา!!

หลังจากที่ทุบต้นคอลุงจนสลบไปแล้ว ฉันก็คุ้ยๆหาเชือกในร้านกับเศษผ้ามามัดตัวและอุดปากเขาไว้ ทึ้งเอาแว่นกันแดดกรอบหนากับเสื้อกั๊กผ่าหน้าแสนเชยออกจากตัวเขาขึ้นมาสวม--เหม็นกลิ่นซิการ์ชะมัด!

ฉันกลิ้งร่างเขาหลบไปใต้เคาท์เตอร์พร้อมลากลังเปล่ามาปกปิด รีบจับผมตัวเองยัดเข้าไปในหมวกแก๊ปน่าเกลียดใบหนึ่งที่หาได้จากพื้น ตบท้ายด้วยการสอดมีดสั้นสองเล่มลงในขอบบู๊ต

ซึ่งทันเวลากับที่ทหารเรือสามสี่คนเปิดประตูเข้ามาในร้านพอดิบพอดี ฉันทำตัวเหมือนคนขายอาวุธด้วยการแสร้งทำสีหน้าตกใจนิดหน่อยแต่ก็ยังหยิบผ้าผืนหนึ่งมาเช็ดลำกล้องปืนไปเรื่อยเปื่อย พวกเขาตรวจไปรอบๆอย่างไม่ละเอียดถี่ถ้วนนัก ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ใส่ใจจับโจรสลัดจริงๆ อย่างนั้นแหละ แค่เพียงไม่ถึงสิบนาทีพวกเขาก็ออกจากร้านไป

รอดตั!

ฉันเดินไปปิดล็อกประตูร้านและพลิกป้ายที่แขวนอยู่ขึ้นมา--‘Closed’

หลังสลัดเสื้อกับแว่นที่แสนน่ารำคาญออกไปแล้วก็พบว่าลุงเจ้าของร้านเริ่มได้สติครางเสียงอืออา ฉันจึงแก้มัดเขาและทิ้งเงินค่ามีดสองเล่มไว้ก่อนจะออกจากร้านไปทางประตูหลัง

ข้างนอกอากาศหนาวไม่น้อย ยังโชคดีที่เบโปะหาเสื้อใส่กระเป๋ามาให้ด้วย ฉันสวมมันแล้วเดินไปหาซื้อของกินมาเติมเต็มกระเพาะที่ว่างเปล่า และเพื่อการประหยัดเงิน มันควรเป็นอะไรที่ปริมาณมากๆราคาถูกๆ ซึ่งน่าจะหาได้ตรงแผงขายของกินข้างทางนั่นไง!!

ขนมปังอบแบบไม่มีไส้ ชิ้นใหญ่กว่าฝ่ามือและราคาแค่ห้าเบรี

ฉันซื้อมาสิบชิ้นและเขมือบมันหมดในห้านาที ระหว่างที่ยืนกินอย่างหิวโหยนั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะต่อกระซิกดังมาจากแผงขายของข้างๆ ชายหญิงคู่หนึ่งกำลังซื้อไอศกรีมกันอยู่

ผู้หญิงคนนั้นน่ารักและมีไอศกรีมติดแก้ม ผู้ชายกำลังใช้กระดาษทิชชูเช็ดออกให้เธอ

ทั้งคู่ดูมีความสุขดีจัง

ฉันยังจำสัมผัสมือของลอว์ที่เช็ดหยดหมึกบนหน้าได้ดี นิ้วมือของเขาเรียวยาวแข็งแรง รอยสักตัวอักษรสีดำสวยงาม น่าหลงใหล มีเสน่ห์แบบอันตราย ผิวของเขาอบอุ่นอยู่เสมอ แถมน้ำเสียงของเขาก็ยังหนักแน่นมีพลัง แต่ก็ช่างอ่อนโยนและ บ้าจริง! นี่ถ้าฉันยังไม่หยุดคิดถึงลอว์ตลอดเวลาล่ะก็ ชาตินี้คงไม่มีทางคิดแผนถล่มอิมเพลดาวน์ได้หรอก!!

เฮ้อตอนนี้ก็ปาเข้าไปจะเที่ยงคืนแล้ว ถนนยามราตรียังคึกคักอยู่เลย ฉันควรจะรีบหาที่นอนพักผ่อน พรุ่งนี้เช้าจะได้ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยสมองแล่นๆ และหาหนทางไปต่อได้เสียที

จะให้เช่าโรงแรมก็เปลืองเงินเกินเหตุ ที่นอนคนจรจัดก็ยังเหลืออยู่มั้ง

ฉันเดินหาซอกมุมที่เหมาะสมในสวนสาธารณะเล็กๆและทิ้งตัวลงนอนประสานมือบนเก้าอี้แข็งเย็นเฉียบ เพ่งมองไปบนท้องฟ้ามืดมิดที่มีแสงดาวริบหรี่มันคงถูกกลบลบเลือนไปด้วยแสงสีไฟราตรีในเมืองเสียหมด

พรุ่งนี้เช้าเขาคงจะหายป่วยแล้ว

พรุ่งนี้เช้าเขาคงจะโกรธเบโปะ

พรุ่งนี้เช้า  เขาคงจะรู้ว่าฉัน ผิดสัญญา

ฉันปิดเปลือกตาลง ปล่อยความขมขื่นให้ไหลวนอยู่ในอก พยายามเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเจ็บปวดให้มันชาชินเสียที และทำได้เพียงยอมรับความจริงในใจอย่างเงียบงัน

ไม่ว่าจะเช้าวันพรุ่งนี้หรือเช้าวันไหนๆ

ฉันก็จะไม่มีวันตื่นขึ้นมาโดยปราศจากความอ้างว้างไปได้เลย

 

♥♥♥♥♥♥♥ ♥♥♥♥♥♥♥ ♥♥♥♥♥♥♥

 

เสียงพูดคุยวุ่นวายดังแว่วมาทำให้ผมรู้สึกตัว หลังกระพริบตาถี่ๆอยู่สองสามครั้งแล้วภาพทุกอย่างก็ชัดเจนเป็นปกติ ความทรงจำก่อนหลับไปค่อยๆกลับคืนมาในหัว ทั่วห้องค่อนข้างมืดครึ้ม นอกหน้าต่างเป็นวิวสีครามเข้มมีปลาว่ายผ่านนี่เรืออยู่ใต้ผิวน้ำหรอกรึ ?

อุณหภูมิร่างกายดูเหมือนจะลดลงเป็นปกติดี สมองปลอดโปร่งแจ่มใส นี่ผมคงหายไข้แล้ว

ผมเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง--เจ็ดนาฬิกาตรง

เป็นไปได้ไง! นี่ผมเผลอหลับเป็นตายไปตั้งเกือบสิบชั่วโมงทั้งที่ไม่ได้กินยานอนหลับไม่สิ! หรือว่าบอนนีเธอวางยาผมในข้าวต้มนั่นสินะ!!

พูดได้เต็มปากว่าผมพลาดท่ายับเยิน

แต่ช่างเถอะนั่นไม่สำคัญเท่าที่ผมอยากรู้ว่าตอนนี้เธอไปไหน ? คนที่รับปากว่าจะให้ผมเห็นหน้าเป็นคนแรกเมื่อลืมตาตื่นน่ะอยู่ที่ไหน ?

ผมลุกขึ้นยืนและเดินตรงไปยังประตู แง้มมันออกเล็กน้อยและแอบฟังบทสนทนาวุ่นวายภายนอก มันประกอบไปด้วยเสียงของสามบุคคลที่คุ้นหู--ชาจิ เพนกวิน และเบโปะ

“โธ่! แล้วเราจะบอกกัปตันว่ายังไงล่ะเนี่ย!

“เบโปะ! ทำไมนายถึงไม่บอกเราก่อนหน้านี้ จะได้ช่วยกันคิดหาทางรั้งคุณบอนนีเอาไว้ก่อน”

“ก็ก็เธอคุกเข่าขอร้องไม่ให้ฉันบอกพวกนายจนกว่าจะเช้านี่นา”

“นี่มันเรื่องใหญ่นะ! ขืนกัปตันตื่นมาไม่เจอคุณบอนนี มีหวังฟิวส์ขาดกระจุยแหงเลย!

“โอ้ไม่นะ!! เขาจะกลายเป็นคนอกหักช้ำรักฆ่าตัวตายหรือเปล่า!!

“มะไม่ถึงขนาดนั้นหรอก บอนนีบอกว่าทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา”

“ปัดโธ่! แล้วนายจำตอนที่ถูกไล่ออกมาทั้งที่เขามีไข้ขึ้นสูงได้หรือเปล่าล่ะ!!

“ก็ก็

ประสาทของผมหยุดรับฟังประโยคต่อๆมาของพวกเขา และประมวลความคิดออกมาได้เพียงหนึ่งเดียว

            เธอจากไปแล้วจริงๆ

          ผมจะไม่มีวันได้เห็นรอยยิ้มสดใส ไม่ได้ซุกหน้าลงกับผมนุ่มๆ ไม่ได้กอดเธออีกต่อไปแล้ว

          บอนนี

          หนีไปไม่ลากันสักคำเลยหรือ ใจร้ายจังนะ

          ผมผลักบานประตูอ้ากว้างสรรพสิ่งทุกอย่างเงียบกริบลงในพริบตา ทั้งสามคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กอยู่ครู่หนึ่ง แล้วชาจิก็พยายามพูดติดๆขัดๆออกมาก่อน

            “เอ่อคะคุณบอนนีไปไปที่คือว่า

            “เธอไปนานหรือยังล่ะ ?

เสียงของผมเรียบนิ่งสนิทจนตนเองก็ยังแปลกใจ ทั้งๆที่ควรจะบ้าคลั่งเอะอะโวยวายอย่างที่พวกเขาคาดเดา แต่มันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ความรู้สึกเดียวที่แผ่กระจายตั้งแต่ปลายผมจรดปลายเท้าของผมคือ ความเจ็บปวดที่เข้าขั้นชาด้านจนเกือบไร้ความรู้สึก

พวกเขาสามคนอ้าปากค้างและนิ่งอยู่อย่างนั้นจนผมต้องถามอีกครั้งหนึ่ง “ตกลงว่าเธอไปตั้งแต่กี่โมงแล้ว ? ว่าไงเบโปะ ?

            เจ้าหมีขาวหุบปากลงก่อนจะอ้าพะงาบๆอีกครั้งหนึ่ง “ปะไปตั้งแต่สองทุ่มของคืนวานน่ะครับ”

            “นายได้ให้อะไรติดตัวเธอไปบ้างหรือเปล่า ?

            “ก็...เสื้อกันหนาวกับเงินนิดหน่อยน่ะครับแต่ว่าไม่ใช่เงินกองกลางนะครับ เป็นเงินเก็บของผมเอง” เขาละล่ำละลักบอกอย่างร้อนรนนี่เขากลัวว่าผมจะตั้งข้อหายักยอกเงินหลวงหรือไงกัน

            “นี่เราอยู่ที่ไหน ?

            ชาจิตอบอย่างรวดเร็ว “ระดับความลึกหนึ่งร้อยฟุต ทิศสิบนาฬิกาห่างจากที่นี่ไปสองร้อยฟุตเป็นเกาะ พวกเราไม่แน่ใจว่ากัปตันจะสั่งเทียบท่าหรือเปล่า จึงได้นำเรือลงใต้ผิวน้ำและทอดสมอก่อนครับ”

            ผมพยักหน้าแล้วหันหลังเดินเข้าห้อง เหลียวหน้ากลับมาเอ่ยคำสั่ง “เอาเรือขึ้นแล้วเทียบท่าซะ สั่งลูกเรือทุกคนปฏิบัติเหมือนกฎการขึ้นเกาะตามปกติ”

            ชาจิรับคำแล้วหุนหันวิ่งไปทันที

เพนกวินกับเบโปะเดินตามผมเข้ามาในห้อง ร่องคิ้วของพวกเขาเต็มไปความกังวลสุดขีดเจ้าพวกนี้คิดว่าผมจะเศร้าเสียใจจนคว้ามีดผ่าตัดขึ้นมาเสียบคอหอยตัวเองหรือไง ?

“บอกไว้ก่อนว่าฉันไม่คิดจะฆ่าตัวตาย พวกแกไม่ต้องเสนอหน้าเดินตามตูดต้อยๆเลย!!

พวกเขามีสีหน้าดีขึ้นหน่อยนึงเพนกวินถอนใจเล็กน้อยก่อนจะพูดอย่างจริงจัง “กัปตันจะไปตามหาคุณบอนนีใช่ไหมครับ ? ให้พวกเราช่วยเถอะนะ เกาะนี้กว้างมาก ไม่มีทางที่คุณจะหาเธอเจอง่ายๆหรอก!

            “พวกนายหาแม่นั่นไม่เจอหรอก”  ผมเปิดลิ้นชักเสื้อผ้าออกและรื้อหาเสื้อขึ้นมาตัวหนึ่งขณะเอ่ยตอบเรื่อยๆ “เธอเป็นนักหลบหนีชั้นยอดยิ่งอยู่ในเกาะที่มีคนพลุกพล่าน หาให้ตายก็อย่าหวังจะเจอแม้แต่เส้นผม”

            “ก็ในเมื่อรู้อย่างนั้นแล้ว กัปตันจะหาคุณบอนนีเองคนเดียวเหรอครับ ? คุณจะทำยังไงล่ะ ?

            ผมถอดเสื้อออกโยนไปลงตะกร้าแล้วเปลี่ยนเสื้อตัวใหม่ขณะคิดตามคำถามของเพนกวิน

          นั่นสินะผมจะหาเธอพบได้ยังไงกัน ?

          คิดตามหลักความจริงแล้วก็เหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลยนี่นา

          หลังจากความเงียบผ่านไปชั่วขณะ จู่ๆในหัวก็มีเหตุผลสว่างวาบโผล่มารองรับข้อหนึ่ง เป็นเหตุผลที่ผมขอลอกมาจากแม่สาวผู้กำลังจะถูกตามหาตัวอยู่ในตอนนี้นั่นเอง

“คงจะต้องใช้ สัญชาตญาณ ล่ะมั้ง”

เบโปะกับเพนกวินทำสีหน้าพิลึกพิลั่นเมื่อแอบสบตากันและเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆหวังว่าพวกเขาคงไม่ไปบอกกับลูกเรือคนอื่นว่าผมวิกลจริตไปแล้วหรอกนะ

เรือสั่นน้อยๆเมื่อเคลื่อนขึ้นสู่ผิวน้ำ แสงแดดสดใสสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง

หลังหยิบดาบพาดบ่าแล้วผมจึงเดินออกไปยังดาดฟ้า กลิ่นไอทะเลและลมเย็นพัดมาทำให้เส้นผมที่ขอบหมวกปลิวระต้นคอ เสียงจ้อกแจ้กจอแจบนเกาะแว่วมาไกลๆ

เบื้องหน้าเป็นทิวทัศน์ของแผ่นดินและอาคารบ้านเรือนแน่นขนัด ผมก้าวเท้าลงเหยียบท่าเรือและเงยหน้ามองท้องฟ้าวันนี้อากาศดีมากจริงๆ ท้องฟ้าเป็นสีครามสว่างและมีเมฆขาวลอยเอื่อยราวกับเช้าวันที่ผมได้พบกับบอนนีเป็นครั้งแรก

ผมมั่นใจว่าความลึกลับแห่งแกรนด์ไลน์จะดลบันดาลให้ได้พบกับเธออีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน
 

 

♥♥♥♥♥♥♥ ♥♥♥♥♥♥♥ ♥♥♥♥♥♥♥

 


            ความรู้สึกอ่อนเปลี้ยแกมหงุดหงิดเริ่มจู่โจมเข้าใส่ฉันทันทีที่ลืมตาตื่น

หิวเป็นบ้า!

ไอ้ขนมปังกระจิ๋วหลิวนั่นมันละลายหายกลายเป็นอากาศธาตุหมดไปแล้วล่ะสิ กระเพาะของฉันกำลังเริ่มครวญครางส่งเสียงอย่างน่าสงสาร แถมไอ้เก้าอี้แข็งโป๊กเย็นเฉียบนี่ก็ไม่ได้ช่วยให้การนอนกลางแจ้งสบายขึ้นมาเลยแม้แต่นิดเดียว

หลังสะบัดมือสะบัดเท้าไล่ความเมื่อยขบออกไปแล้ว สายลมก็พัดกรูมาปะทะใบหน้าแบบไร้ปราณี โอ๊ย! หนาวขนลุก!! อย่างนี้ต้องอบอุ่นร่างกายก่อนหาอาหารเช้าเสียหน่อย

ฉันเหวี่ยงเป้ขึ้นหลังและเริ่มออกวิ่งช้าๆเลียบไปตามถนน เสียงนกที่เพิ่งออกหากินดังแว่วมาให้ความรู้สึกสดชื่น เกาะนี้เงียบสงบมากในเวลาเช้าตรู่ ร้านรวงทั้งหลายแหล่ยังคงไม่เปิดให้บริการ แต่มันคงมีสักร้านล่ะน่าที่สามารถขายอาหารเช้าในราคาย่อมเยาให้ฉันได้

ฉันเริ่มครุ่นคิดถึงแผนการในอนาคตอย่างถี่ถ้วน

แผนผังสิ่งแรกที่ฉันต้องการคือแผนผังของคุกอิมเพลดาวน์ และอาจเหมารวมไปถึงข้อมูลจำนวนผู้คุม ความสามารถของผู้คุม เวลาผลัดเวรตรวจตราและรายละเอียดอื่นๆ

ทั้งหมดนั่นน่าจะพอหาได้ในตลาดมืด และสถานที่ซื้อขายของเหล่าคนนอกกฎหมายย่อมมีอยู่ทั่วทุกที่ในแกรนด์ไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกาะที่เจริญด้วยแสงสีโลกีย์อย่างนี้ แต่ติดปัญหาเล็กน้อยที่ราคาของมันคงสูงไม่เบา ฉันควรจะหารายได้เพิ่มเสียก่อน อย่างเช่นล่าหัวโจรสลัดหน้าใหม่และเอาไปให้นายหน้าตัวกลางพาส่งรัฐบาล ที่จริงก็อยากเอาไปส่งเองอยู่หรอก จะได้ไม่ต้องโดนหักค่านายหน้า แต่มันติดปัญหาที่ว่าฉันก็มีค่าหัวเหมือนกันเนี่ยสิ!

เอาเถอะเรื่องหาเงินพักไว้ก่อน เพราะตอนนี้เป็นเวลาหาอาหารใส่กระเพาะแล้ว

ถนนเบื้องหน้ามีแผงขายอาหารข้างทางมากมายที่ตั้งขึ้นแบบชั่วคราว กลิ่นคาวปลาโชยมาเตะจมูกสลับกับกลิ่นหอมของผักผลไม้ เนื้อหมูสีแดงแขวนเรียงเป็นตับบนราวอวดความสดใหม่อย่างเต็มที่ เสียงประกาศขายของดังสอดแทรกกับเสียงของหญิงวัยแม่บ้านจำนวนมากที่กำลังต่อรองราคาอย่างเมามัน

หวังว่าจะมีบางอย่างที่ผ่านการปรุงสุกแล้วให้ฉันกินนะ

ฉันเดินไปเรื่อยๆจนพบสิ่งที่ต้องการไข่ดาวทอดกรอบกับไส้กรอกชุ่มน้ำมันและขนมปังทาเนยหนาๆทำให้น้ำลายสอจนแทบล้นออกมานอกปาก แต่ก่อนที่ฉันจะเจียดเงินออกมาซื้อนั้น สายตาก็พลันไปปะทะกับเด็กผู้หญิงตัวผอมแห้งในชุดเสื้อมอมแมมคนหนึ่ง หนูน้อยคนนี้ก็ยืนมองอาหารบนแผงด้วยสายตาแบบเดียวกับฉันไม่มีผิด

เจ้าหล่อนมองตามแหล่งกำเนิดเสียงฉี่ฉ่าในกระทะ ไส้กรอกชิ้นอ้วนกำลังเปลี่ยนสีสันและปริแตกออกส่งกลิ่นหอมฟุ้ง มือน้อยๆเริ่มเอื้อมออกไปอย่างลืมตัว ทำท่าจะสัมผัสอาหารในถาดที่จัดเรียงไว้

“ไอ้เด็กขอทาน ไสหัวไปให้พ้น!!” ไม้ตีแมลงวันในมือหญิงตัวใหญ่เจ้าของร้านฟาดควับโดนเข้าที่แก้มเล็กๆของเธอดังเพี๊ยะ เด็กน้อยกลิ้งลงไปนอนกับพื้น ยกมือกุมแก้มด้วยความเจ็บปวด

เฮอะ! พวกรังแกเด็ก

ฉันปราดเข้าไปประชิดริมแผงทันที ส่งยิ้มหวานเยิ้ม “ขายชุดละเท่าไรจ๊ะ ?

โหป้านี่เปลี่ยนท่าทางจากนางยักษ์เป็นแม่ค้าใจดีในพริบตา หล่อนส่งยิ้มหวานกลับมา

“ชุดละแปดสิบเบรีจ้ะแม่หนูคนสวย”

“งั้นเอาชุดหนึ่งจ้ะ”

“ได้เลยๆ” ป้าตัวใหญ่ตอบพลางหันไปหยิบที่คีบและกระวีกระวาดก้มลงไปหาภาชนะพลาสติกจากที่เก็บใต้แผง ฉันใช้จังหวะชั่วพริบตานั้นเอามือกวาดของกินกองโตลงไปในถุงที่เตรียมไว้เมื่อครู่ เด็กน้อยที่นั่งกองอยู่กับพื้นเบิกตาโตจ้องมองมาอย่างตะลึงงัน

ป้าเงยหน้าขึ้นมาพร้อมที่คีบ ดวงตาพองกลมแทบถลนจากเบ้าเมื่อค้นพบว่าสินค้าที่ทอดเตรียมไว้นั้นหายไปเกือบครึ่งของที่มีอยู่

“ขโมย!!

สิ้นเสียงแหกปากดังลั่นนั้น ฉันก็พุ่งตัวออกวิ่งทันที--มือซ้ายคว้าตัวเด็กหญิงขึ้นเหน็บใต้แขนพร้อมมือขวาถือถุงใส่อาหารที่อัดแน่น ออกวิ่งเต็มเหยียดฝ่าฝูงชนไป เสียงโหวกเหวกของป้าใจยักษ์โวยวายไล่หลังมาไกลๆสลับกับเสียงปาอุปกรณ์เครื่องครัวอะไรบางอย่างกระทบลงบนกรวดข้างเท้าของฉัน

เสียงด่าทอค่อยจางหายลงจนเงียบไปเมื่อฉันห้อเต็มเหยียดซอกแซกไปตามอาคาร เมื่อคิดว่ามาได้ไกลและลี้ลับพอแล้ว ฉันก็ปล่อยมือลงทำให้เด็กหญิงตกลงไปกระทบพื้นดังตุบ

เฮ้อ  เผลอไปจนได้สิน่ากะว่าจะไม่ทำตัวเป็นจุดสนใจแล้วเชียว

“พี่สาว” เด็กน้อยส่งเสียงเรียกเบาๆ ฉันจึงหันกลับไปและยัดถุงอาหารใส่มือของเธอ

“เอาไปกินซะแล้วทีหลังน่ะ ถ้าจะขโมยน่ะก็หัดใช้ความเร็วและลีลาหน่อย”

“เอ่อหนูไม่ได้จะขโมยซะหน่อย” เธอตอบพร้อมกลืนน้ำลายและจ้องมองบรรดาของกินที่อัดแน่นในอุ้งมือ “แล้วพี่สาวเป็นใครคะ ? ทำไมถึงช่วยหนูล่ะ ?

“เป็นโจรสลัด” ฉันตอบและยักไหล่ ทรุดนั่งลงพักขาบนถังเหล้าเก่าๆ เด็กคนนี้พูดจาดีใช้ได้ ดูท่าว่าคงไม่ใช่เด็กไร้การอบรมมากนักหรอก

“โจรสลัด!! พี่สาวเป็นโจรสลัดเหรอ!” เธอทำหน้าตกตะลึงแกมหวาดกลัวแหงล่ะสิ ใครๆก็กลัวโจรสลัดป่าเถื่อนชั่วร้ายทั้งนั้นเลยนี่นา

“ถ้าใช่แล้วไงล่ะ” ฉันเอนหัวพิงกำแพงและเอื้อมไปดึงขนมปังชิ้นหนึ่งจากถุงในมือของเด็กน้อยขึ้นมาใส่ปากและเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแกล้งดัดให้ฟังดูคุกคาม “ฉันเป็นโจรสลัดน่ากลัวงานอดิเรกคือขโมยของและฆ่าคน พอว่างๆนะ ฉันจะเอากะโหลกของคนที่ฉันฆ่ามาเตะเล่นแทนลูกบอล แล้ว

“โกหก!” เด็กน้อยเอ่ยแทรกทันที เธอเชิดปลายจมูกมอมแมมขึ้นเล็กน้อย “พี่สาวไม่ใช่คนแบบนั้นแน่ๆ โจรสลัดที่โหดร้ายจะไม่ช่วยหนูจากยายป้าไส้กรอกหรอก”

เด็กสมัยนี้ฉลาดหลอกให้กลัวยากแหะ

“อ้อเหรอ” ฉันพยักหน้าหงึกหงัก “ว่าแต่เธอจะไม่กินซะหน่อยหรือไง ?

เด็กหญิงก้มมองอาหารในมือ สีหน้าของเธอแสดงชัดยิ่งถึงความพยายามในการหักห้ามใจ “หนูจะเอากลับไปให้น้องๆ ทุกคนก็หิวเหมือนกัน”

โถในเกาะนี้ยังมีเด็กๆอีกมากมายที่ยังหิวโหยและขาดแคลนแบบนี้หรือนี่ ?

“งั้นก็ตามสบายเถอะลาก่อนนะ” ฉันลุกขึ้นและหันหลังออกก้าวเดินไปช้าๆ

ร่างเล็กๆวิ่งมาดักหน้าฉันไว้ เธอเอ่ยเสียงเร่งร้อน “หนูชื่อเมอแรงค์และหนูจะไม่ให้พี่สาวไปจนกว่าพี่สาวจะบอกชื่อมาก่อน!!

อืมเมอแรงค์ ชื่อนี้ก็เหมาะสมกับเส้นผมสีขาวครีมกับตัวเบาหวิวของเธอน่ะนะ

เด็กคนนี้นี่แปลกดีแหะฉันยิ้มกว้างขณะจับไหล่เล็กๆทั้งสองข้างไว้  “ฉันชื่อบอนนีจิลเวรี่ บอนนีเป็นโจรสลัดหญิงชื่อเสียงเหม็นหึ่งจากเซาท์บลู  รู้แล้วอย่าไปบอกใครล่ะ”

“ไม่บอกแน่นอน” เมอแรงค์พยักหน้าอย่างแข็งขันและยกมือปิดปากตัวเองไว้ก่อนจะเอาลงและพูดต่อด้วยน้ำเสียงแจ่มใส “เพื่อเป็นการตอบแทนสำหรับอาหาร หนูจะบอกความลับให้ว่าห่างจากที่นี่ไปไม่เท่าไรมีทะเลสาบที่บันดาลให้ปรารถนาเป็นจริงด้วยล่ะ”

“เหรอแล้วอธิฐานเรื่องความรักให้สมหวังได้หรือเปล่าล่ะ ?

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความรักเลย” เมอแรงค์พยักหน้าอย่างมั่นใจ “เดินตรงไปทางนี้ เลี้ยวซ้ายแล้วขวา ขวาแล้วซ้าย ตรงไปอีกหน่อยผ่านพุ่มเบอร์รี่สามพุ่มกับต้นสนสี่ต้นก็ถึง”

“ไว้ว่างจะแวะไปละกัน”

ฉันหัวเราะและเดินจากมาเรื่องฝันเฟื่องน่าเอ็นดูจริงๆทะเลสาบให้พร!

เรื่องนี้ทำให้ฉันรู้สึกอยากลดอายุกลับเป็นเด็กอย่างบอกไม่ถูก เป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาสิถึงจะดี วันๆจะได้ไม่ต้องคิดอะไรมากมายนอกเหนือจากปากท้องและที่หลับที่นอน แล้วก็จินตนาการถึงเรื่องราวที่ไม่มีวันเป็นไปได้

บางทีฉันคงจะลดอายุลงเหลือห้าขวบไปแล้วถ้ามันจะไม่เปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ และขนมปังทาเนยชิ้นเดียวในกระเพาะก็เปรียบได้กับเศษเสี้ยวฝุ่นผงในจักรวาลเมื่อเปรียบเทียบกับสตูทั้งหม้อที่เคยเขมือบเป็นอาหารเช้า

โอ๊ะนึกออกแล้วว่านอกเหนือจากกัปตัน ใครเป็นบุคคลที่ฉันควรคิดถึงเป็นอันดับสองในเรือของกลุ่มโจรสลัดฮาร์ท

ก็คุณพ่อครัวฝีมือเยี่ยมน่ะสิ!

 

 

 


 
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

730 ความคิดเห็น

  1. #619 pangz' (@pang-61) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 มีนาคม 2558 / 20:55
    เบโปะใจดีมากก ใช้เงินตัวเอง 
    #619
    0
  2. #495 ชอบ วันพีช (@chayonepicec1234) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2556 / 17:17
    บอนนี่คงไปขอพรเรื่องอาหารละสิ
    #495
    0
  3. #470 LikeCartoon (@monnapay-lovely) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2556 / 04:42
    เบโปะจะน่ารักไปไหนเนี่ย กลัวยักยอกเงินส่วนกลางเฉย ทั้งๆ ที่จะกลัวเรื่องที่ลอว์จะโกรธที่นายไม่รั้งบอนนี่ไม่ใชาเรอะ 555
    #470
    0
  4. #135 เบมมี่ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2555 / 11:22
    และแล้ว บอนนี่ก็จะไปที่ทะเลสาบให้พร



    ขอในสิ่งที่ใจปราถนาที่สุดดด
    #135
    0
  5. #121 LuNa Only!!! - GT.OP. (@tarkra) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2555 / 23:31
    ขอให้ลอว์เจอๆๆๆๆๆๆ (><)
    ขอให้สองคนนั้นพบกันอีกครั้งหนึ่งเต๊อะ!
    #121
    0
  6. #120 Mocca ^o^/ (@darkghost) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2555 / 21:27
    เบโปะ นายควรกลัวเรื่องที่บอนนี่ไปไม่บอกลอว์นะไม่ใช่ยักยอกเงินส่วนกลาง
    #120
    0
  7. #119 {Guide✖Book} (@Guidebook) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2555 / 20:51
    เบโปะน่ารักแฮะ ฮาตรงที่คิดว่าลอว์จะโกรธที่ให้เงินส่วนกลางไปนั่นแหละ55555555
    #119
    0
  8. #118 Eunpa The Witch (@eunpachocoball) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2555 / 11:21
    อ่านถึงตรงนี้ ฮ่าๆๆๆๆ
    #118
    0
  9. #117 Supernovas (@supernovas) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2555 / 10:44
    ลอว์หาบอนนี่ให้เจอนะ!!
    #117
    0
  10. วันที่ 11 ตุลาคม 2555 / 22:23
    ลอว์จะหาบอนนี่เจอรึป่าวน๊า ลุ้นๆๆ>_<
    #116
    0