เกิดใหม่เป็นนักฆ่าก็ไม่ได้แย่แฮะ

ตอนที่ 1 : ตอนที่ 1-ชีวิตที่แสนบัดซบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 78
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    17 พ.ย. 63

ผมชื่อ สุทัต คนทั่วไปมักเรียกผมว่า ทัต ผมเป็นชายหนุ่มอายุ 30 ปีที่มีอาชีพเป็นพนักงานบริษัทในเมืองใหญ่ ผมคอยทำงานรับใช้เจ้านายเพื่อแลกกับเงินเดือนอันน้อยนิดที่แค่คิดจะซื้อมือถือเครื่องใหม่ก็หมดซะละ เอาเป็นว่าสภาพการทำงานของผมจัดว่าไม่ค่อยได้เรื่องละกัน

และคราวซวยก็มาเยือนผม เพราะดูเหมือนเจ้านายที่ผมคอยทำงานให้จะหอบเงินของบริษัทนับสิบล้านหนีหายไปซะแล้วสิ ถ้าหนีไปเฉยๆก็ไม่เท่าไหร่หรอกแต่เขาดันโยนขี้ก้อนใหญ่มาให้ผมด้วยนี่สิ ผมกลายเป็นผู้กระทำความผิดฐานขโมยทรัพย์สินของบริษัทไปโดยปริยาย ทั้งๆที่ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยแท้ๆ โชคดีที่ผมไม่ถูกจับเข้าห้องกรงแต่ผมกลับถูกยึดทรัพย์สินไปทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่เสื้อผ้าเก่าๆ ช่างน่าอนาถใจชะมัดเลยตู

หลังจากที่ผมไม่เหลืออะไรซักอย่างผมก็ได้ร่อนเร่ไปมาอยู่พักใหญ่ๆ จนได้ไปพบกับกลุ่มโจรกลุ่มหนึ่งที่กำลังปล้นกันอย่างสนุกสนาน คุณคิดว่าผมจะทำยังไงหรอ ถ้าให้เลือกเดินหนีผมขอยอมตายดีกว่าเพราะถ้าผมเดินหนีผมก็อาจถูกพวกเขาปิดปากได้ ผมเลยเลือกที่จะช่วยปกปิดความผิดของพวกเขาก่อนจะร้องขอให้พวกเขารับผมเป็นพวกด้วย และดูเหมือนว่าพวกเขาจะสงสารหรือเวทนา ผมก็ไม่อาจรู้ได้ แต่พวกเขาก็ได้รับผมเป็นพวกซะแล้วสิ

ผมกับพวกเขาออกปล้นกันอย่างขันแข็ง ปล้นกันอย่างสม่ำเสมอ และในทุกๆครั้งที่ปล้นก็ไม่มีใครจับพวกเราได้เช่นกัน แต่ดูเหมือนวันนี้จะเป็นงานหินซะแล้วสิเพราะสิ่งที่พวกเราจะปล้นกันในวันนี้ก็คือ “เพชรพันปี” มันเป็นสิ่งของจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่มีมูลค่าในตลาดมืดสูงถึงสามร้อยล้านบาท เอาเป็นว่ามันโครตจะมีมูลค่าเลยละกัน ยังไงวันนี้ก็ต้องปล้นเจ้าเพชรนี้ให้สำเร็จให้ได้!

00:00 น. นี่เป็นเวลาที่พิพิธภัณฑ์ปิดทำการซึ่งเป็นเวลาที่ดีในการปล้น ผมที่ยืนอยู่บนดาดฟ้ากระจกก็หันไปหาเพื่อนและพยักหน้าเบาๆเพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่า “ปล้นได้เลย” ผมแงะกระจกด้านบนออกก่อนจะค่อยๆหย่อนตัวเองลงมาด้วยเชือก บรรยากาศตอนนี้มันสงบเงียบต่างจากจิตใจของผมที่ตื่นเต้นไปหมด ถึงจะบอกว่าปล้นแต่มันก็ไม่ได้ง่ายเพราะเพชรเม็ดนี้ถูกเก็บไว้ในกล่องแก้วใสที่โครตหนา แต่มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาซักเท่าไหร่เพราะพวกผมก็ได้เตรียมอุปกรณ์สำหรับตัดแก้วมาเช่นกัน

ผมหยิบอุปกรณ์ตัดออกมาก่อนจะค่อยๆบรรจงตัดกล้องแก้วอย่างช้าๆ แต่ด้วยความเกร็งของผมทำให้ผมตัดพลาดไปนิดนึงแต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมาก หลังจากที่ตัดไปได้ไม่นานกล่องแก้วก็เปิดออก ผมเอื้อมมาไปหยิบเพชรพันปีออกมาได้ แต่ไม่ทันไร!

ปิ๊ด! ปิ๊ด! ปิ๊ด!— เสียงสัญญานเตือนจากแท่นวางเพชรก็ดังขึ้นมา ทำไมเราถึงคิดเรื่องง่ายๆแบบนี้ไม่ได้นะ ไม่แปลกใจเลยแฮะว่าทำไมห้องนี้มันถึงไม่มีกล้องวงจรปิดซักตัว เพราะไม่ว่ายังไงถ้าหยิบเพชรเม็ดนี้ออกมาเสียงสัญญานเตือนก็จะดังขึ้นทันทีซึ่งก็แสดงว่าไม่มีทางที่เพชรเม็ดนี้จะถูกปล้นได้อยู่แล้วสินะ

หลังจากสัญญานเตือนดังขึ้นผมก็กระตุกเชือกเพื่อเป็นการส่งสัญญานว่าปล้นไม่สำเร็จ พวกเขาดึงเชือกขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะเอื้อมมือมา ผมยื่นมือออกไปเพื่อหวังให้พวกเขาดึงผมขึ้นไป และพวกเขาก็ดึงขึ้นไป.........

หมายถึงเพชรอ่ะนะ พวกเขาดึงเพชรจากมือของผมไปก่อนจะปล่อยให้ผมที่จับเชือกห้อยอยู่อึ้งเป็นไก่ตาแตก พวกเขาหันมาหาผมก่อนจะสะแหยะยิ้มออกมาด้วยใบหน้าที่มองผมเหมือนไม่ใช่มนุษย์

“ขอบคุณนะ ไอจรจัด555+”

คำพูดของพวกเขาดังขึ้นก่อนที่ชายหัวหน้ากลุ่มจะถีบผมเข้าเต็มแรงจนมือหลุดออกจากเชือก ด้วยความสูงที่ไม่มากนักก็ใช้เวลาไม่นานที่ผมจะร่วงลงมา ร่างของผมกระแทกเข้ากับกล่องแก้วอย่างจัง ฉึบ—

ภาพในหัวที่คิดไว้ว่ากล้องแก้วจะแตกออกนั้นไม่ได้เป็นความจริงซักนิด ความจริงก็คือตัวผมถูกแก้วที่ผมตัดพลาดไว้ในตอนแรกเสียบเข้ากลางลำตัวจังๆ เลือดไหลท่วมเลยแฮะ แต่แปลกที่ไม่รู้สึกเจ็บ— อ่ะ! เริ่มเจ็บละ

ถึงจะเจ็บปวดจากบาดแผลมากแค่ไหนผมก็รู้สึกว่าการโดนหักหลังมันน่าจ็บปวดมากกว่าซะอีก ผมที่นอนรอความตายอยู่แบบนั้นก็เอาแต่คิดว่าทำไมต้องทำกับผมแบบนี้ด้วย ผมอุตส่าห์ช่วยพวกเขามาโดยตลอด แต่ทำไมพวกเขาถึงทำกับผมแบบนี้ล่ะและจู่ๆผมก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “สัจจะไม่มีในหมูโจร”

ออ ใช่ นี่เรากำลังน้อยใจอะไรอยู่เนี่ย! ความจริงผมไม่ควรจะเลือกมาเดินทางนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วด้วยซ้ำแต่ก็คงโทษใครไม่ได้ คงต้องโทษความโง่เขลาของผมเพียงคนเดียวล่ะนะ

เอาเป็นผมโดนพวกเขาหักหลังละกัน อีกไม่นานพวกเขาก็คงจะหักหลังกันเองด้วยสินะ เฮ้อ~ นี่เรากำลังจะตายจริงๆสินะเนี่ย ผมรู้สึกถึงความหนักไปทั่วทั้งร่างกาย เริ่มมองไม่เห็น ไม่ได้ยินหรือได้กลิ่น เริ่มไม่รู้สึกถึงอะไรแล้วสิ ผมหลับตาลงอย่างช้าๆเหมือนคนที่ง่วงเต็มที ก็นะ งั้นผมขอพักผ่อนจากชีวิตบ้าๆนี้ซักทีเถอะนะ

ลาก่อน ชีวิตที่แสนบัดซบ.........


.


.


.


.


กริ๊ง! กริ๊ง!

เสียงกระดิ่งที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้นอยู่เหนือหัวของผม การลืมตาเพื่อเชยชมคงเป็นทางออกที่ดีแฮะ ผมลืมตาขึ้นก่อนจะพบกับหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังร้องไห้อย่างสะอึกสะอื้นพร้อมกับในมือที่ถือกระดิ่งไว้เช่นกัน

“ฮือ ฮือ ฮือ~ ลูกแม่ ลูกแม่ ลูกได้ยินแม่เสียงของแม่ใช่ไหม?”

หญิงสาวที่ดูเหมือนจะเป็นแม่ของผมร้องไห้โฮก่อนจะพูดออกมา ซึ่งฟังจากเสียงแล้วเธอคงกำลังเสียใจพลางดีใจเป็นแน่ แต่ไม่ทันที่จะมีอะไรไปมากกว่านั้น จู่ๆก็มีชายร่างยักษ์เดินมาด้านหลังก่อนจะใช้มีดดาบขนาดใหญ่ฟันไปที่หลังของเธอจนล้มลงกับพื้น ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดแต่คงเป็นสัญชาติญาณของความเป็นเด็กล่ะมั้ง ผมก็ได้ร้องไห้ออกมาอย่างดังจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ชายร่างยักษ์เดินเข้ามาก่อนจะเตะศพของแม่กระเด็นออกไป จากนั้นเขาก็เดินเข้ามาใกล้ผม

“หู้ว! นี่แกคงเป็นเด็กปีศาจสินะ ถึงจะเป็นเด็กก็ต้องกำจัดทิ้งละนะ เอ้าฮึบ!”

เมื่อพูดจบเขาก็ง้างดาบขึ้นก่อนจะฟาดลงมาที่ผมแต่ไม่ทันที่เขาจะทำแบบนั้น หัวของเขาก็หลุดออกจากลำตัวพร้อมกับร่างขนาดใหญ่ที่ล้มลงก่อนจะมีชายอวุโสผู้หน่ึงเดินมาจากด้านหลังของเขา ชายอาวุโสยืนมองศพของแม่และมองมาที่ผม เขาพยักหน้าเบาๆเหมือนรู้อะไรบางสิ่ง เขาเดินมาหาผมก่อนจะอุ้มผมขึ้นมาเหมือนกับแม่อุ้มลูก เขาใช้มือที่ดูหยาบลูบไปที่ศีรษะของผมแต่แปลกที่ผมไม่รู้สึกถึงความหยาบกระด้างซักนิดมันอ่อนนุ่มและอบอุ่นเสียมากกว่า ทำเอาผมที่ร้องไห้อยู่ก็สงบลงอย่างน่าแปลกใจ

“เจ้าช่างน่าสงสารยิ่งนักที่ต้องสูญเสียแม่ไปแบบนี้”

เขาพูดขึ้นมาก่อนจะโอบผมไว้ทำให้ผมได้เห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้น บ้านเรือนมากมายถูกแผดเผาจนวอดวาย มีผู้คนกำลังถูกเข่นฆ่าจากกองทัพที่เหมือนกับคนเถื่อนและก็ยังมีซากศพของมนุษย์และสัตว์มากมายกระจัดกระจายอยู่ตามรายทาง นี่มันสงครามงั้นหรอ? ผมไม่สามารถตอบคำถามของตัวเองได้ จู่ๆผมก็รู้สึกง่วงก่อนจะผลอยหลับไป

“เจ้าคงเหนื่อยสินะที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ งั้นเราไปจากที่นี่กันเถอะนะ”

ชายอาวุโสพูดออกมาก่อนจะกระโจนขึ้นไปบนท้องฟ้าและหายไปพร้อมๆกับกลีบเมฆสีดำจากควันไฟแห่งโศกนาตกรรมครั้งนี้.........


End ตอนที่ 1-ชีวิตที่แสนบัดซบ

Next ตอนที่ 2-โลกใบใหม่ที่ไม่ใช่ใบเดิม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น