(อวสาน)ตำนานฮิคารุ เกนจิ (วรรณกรรมญี่ปุ่น)

ตอนที่ 147 : การแต่งงานของชาวญี่ปุ่นยุคเฮอัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,822
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    19 มิ.ย. 50


...การคลุมถุงชนของชาวญี่ปุ่นสมัยโบราณ ต้องขออธิบายกันให้เข้าใจกันสำหรับคนที่ไม่เข้าใจนะครับ เพราะประเพณีของญี่ปุ่นนั้น มีหลายพิธีการที่ไม่เหมือนของเรา...
...สมัยนั้น การที่ลูกสาวจะตบแต่งกับใคร ผู้ที่ตัดสินใจคือผู้เป็นบิดาหรือมารดา ลูกสาวไม่มีสิทธิหือเลยว่าพ่อจะยกตนให้เป็นภรรยาใคร (แต่อย่าคิดว่าลูกชายจะพ้นนะฮับ เพียงแต่ข้อจำกัดของลูกชายจะน้อยกว่า ซึ่งมีสิทธิเลือกแต่งงานกับหญิงที่ตนหมายปองโดยไม่มีเรื่องศักดินามาเกี่ยวข้อง แต่ก็น้อยรายจะแต่งงานกันด้วยความรักฮับ พวกขุนนางหนุ่มมักจะสู่ขอพวกเชื้อพระวงศ์หรือข้าราชการหญิงที่มีอำนาจในวังเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานกันทั้งนั้น ด้วยประการฉะนี้ผู้ชายที่แต่งงานแล้ว จึงมีภรรยาหลวงไว้แค่ประโยชน์เรื่องงาน ส่วนภรรยาน้อยนั้นจะเกิดจากความเส่น์หาจริงๆมากกว่า)ในกรณีที่จะเป็นการแต่งงานถูกต้องตามกฎหมายนั้น เจ้าสาวจะต้องมีชาติตระกูลที่มีผู้ปกครองมั่นคง เกิดจากตระกูลเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางขั้น 3 ขึ้นไป
การแต่งงานในลักษณะนี้จะมีพิธีการที่เป็นหน้าเป็นตาเพื่อให้เกียรติตระกูลฝ่ายเจ้าสาว
...โดยข้าน้อยขอยกกรณีภรรยาของฮิคารุเป็นคนๆไปนะฮับ แล้วจะเห็นความแตกต่างของแต่ละคน เพราะล้วนต่างมีฐานันดรแตกต่างกัน....
อย่างในกรณีของฮิคารุกับอาโออิ ที่ต้องมีพิธีดื่มเหล้าแต่งงานหรืออะไรต่างๆจิปาถะเป็นพิธีเพื่อให้คนทั่วไปได้รับทราบ เนื่องด้วยอาโออิเป็นลูกสาวขุนนางขั้น 1 ทั้งยังเป็นภรรยาพระราชทานอีกต่างหาก อาโออิจึงเป็นภรรยาและชายาหลวงของฮิคารุที่ได้รับการยกย่องและถูกต้องตามกฎหมายในสมัยนั้น
 
...แตกต่างจากมุราซากิ ซึ่งเป็นภรรยาที่ไม่มีผู้ปกครองที่มั่นคง (แม้นางจะเป็นลูกสาวของท่านเฮียวบุเคียว พี่ชายของพระมเหสีเรือนฟุจิก็ตาม แต่เพราะนางไปอยู่บ้านของฮิคารุเป็นเวลานาน จึงไม่ถือว่าเฮียวบุเคียวมีสิทธิเป็นผู้ปกครองในตัวลูกสาวคนนี้ ทั้งยังเกิดจากภรรยาน้อย) ชาติกำเนิดของมุราซากิที่ไม่ได้เกิดจากชายาหลวง ทำให้ฮิคารุไม่สามารถยกย่องให้มุราซากิเป็นชายาหลวงได้ แต่ภายในตำหนักนิโจ มุราซากิก็ถือเป็นชายาเอกที่ออกหน้าออกตาในความรู้สึกของบ่าวไพร่และคนทั่วไป เพียงแต่ไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายสมัยนั้นก็ตาม
 
...ต่อไปในกรณีขององค์หญิงอาซาโงะ(ปัจจุบันคือ คาโมะโนะไซอิน) บุตรีของพระอนุชาในอดีตจักรพรรดิคิริซึโบอินนั้น ถือเป็นเชื้อพระวงศ์หญิง เพราะเกิดจากบิดาที่เป็นเชื้อพระวงศ์เช่นกัน ก่อนที่นางจะไปรับตำแหน่งนี้ บิดาเคยทาบทามฮิคารุมาเป็นคู่เขย แม้ว่าตอนนั้นฮิคารุจะมีอาโออิแล้ว แต่เพราะศักดินาอาโออิต่ำกว่าอาซาโงะ หากว่าฮิคารุแต่งงานกับอาซางาโอะเข้าจริงๆ ตำแหน่งชายาถูกต้องตามกฎหมายของอาโออิจะถูกอาซาโงะกระชากไปโดยตามกฎหมายแบบอัตโนมัติแบบโต้แย้งอะไรไม่ได้เลยนะฮับ เพราะกฎหมายสมัยนั้นถือศักดินาเป็นสำคัย เชื้อพระวงศ์ต้องอยู่สูงกว่าขุนนาง...ข้อนี้จึงเป็นสิ่งที่พวกชายาหลวงกลัวกันมากเอามากๆ
 
...ต่อไปในกรณีของ เจ้าแดนบุปผาโรย น้องสาวในพระสนมเรเคของอดีตจักรพรรดิคิริซึโบอินนั้น ถือเป็น"ชายาในวัง"...
...ท่านผู้ชายที่นิยมการมีภรรยามากๆ มีวิธีการหลบเลี่ยงการปะดะฉะของภรรยาในบ้าน โดยการมีภรรยาน้อยเป็น "ชายาในวัง"  ชายาประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นไนชิโนะสุเกะ(นางกำนัล)ที่มีความสัมพันธ์กับขุนนาง ยามที่เข้ามาว่าราชการในวังหลวง
ชายาประเภทนี้มีข้อดีอย่างหนึ่ง คือ แทนที่จะแต่งเข้าบ้านแล้วไปเผชิญหน้ากับเมียหลวงให้เป็นสงครามกันปวดหัววุ่นวาย ก็สู้อยู่ที่ใครที่มันดีกว่า กลางวันสามีเข้าราชการก็อยู่กับชายาในวัง เสร็จงานก็กลับไปหาชายาหลวงที่บ้านเสีย เรียกว่าสมานฉันท์กันทั้งสองฝ่าย 
...ชายาประเภทนี้มีข้อดีกว่าชายาหลวงคือ ยังสามารถทำงานภายในวังได้ รับเงินเดือนประจำโดยไม่ต้องอาศัยเบียดบังเงินจากสามี ทั้งจะเดินเข้าออกภายในวังก็แสนจะสบาย ไม่น่าเบื่อ มากกว่าชายาหลวงที่ทำหน้าที่ราวกับศาลพระภูมิประจำบ้าน ที่ต้องพึ่งสามีเป็นสรณะ ...
...และข้อดีอีกอย่างคือ ชายาหลวงไม่มีสิทธิไปวีนแตกหรือเอาความชายาในวังได้หรอกนะฮับ ไม่ใช่ว่ากฎหมายห้าม แต่วังหลวงเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ที่อนุญาตของคนของเขาเข้าเท่านั้น ชายาหลวงขุนนางไม่ว่าจะชั้นต่ำสูงแค่ไหนไม่มีสิทธิ เพราะไม่ใช่ชาววัง(ต่อให้เป็นชาววัง หากแต่งงานออกไปก็หมดสิทธิกลับมาวังอยู่ดี)
...แม้ชายาในวังจะไม่ได้รับการยกย่องเท่าชายาหลวงก็ตาม แต่อิสรเสรีภาพกลับมีมากกว่า ระดับศักดิ์ศรีก็เท่ากัน พวกขุนนางยศต่ำจึงนิยมส่งลูกสาวเป็นไนชิโนะสุเกะ มากกว่าจะวัดดวงให้เป็นภรรยาน้อยของขุนนางชั้นสูงเสียอีก...
...ฝ่ายผู้ชายนั้น การมีชายาในวัง มีข้อทุนแรงหลายอย่าง เพราะไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเลี้ยงดู(เพราะชายาในวังมีเงินเดือนในตำแหน่งอยู่แล้ว) หากมีลูก ชายาในวังก็สามารถทำงานต่อไปได้โดยมิต้องลาออก เรียกว่าแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายไปในตัว...และศักดิ์ศรีของหญิงชาววังยังไงก็ดูเป็นเมียน้อยมีราคามากกว่าไปคว้าหญิงรับใช้ในบ้านหรือสาวบ้านนอกเป็นไหนๆ ขุนนางในสมัยนั้นหลายท่านจึงนิยมมีภรรยาน้อยประเภทนี้
 
...กรณีของเจ้ามาลีเด็ดปลาย ที่ฮิคารุได้เป็นภรรยาแบบไม่ตั้งใจนั้น เกิดในรูปแบบของลูกสาวที่เสียบิดามารดาหรือผู้ปกครองไปแบบกะทันหัน ทำให้เกิดเลือกคู่ครองของนางยิ่งน้อยลงกว่าเดิม หากว่านางเป็นคนสวย ก็คงไม่พ้นต้องตกเป็นเหยื่อของผู้ชายเสเพลทั้งหลายที่สามารถเข้ามาในบ้านของนางได้ตามใจชอบ ด้วยบ้านไร้คนดูแลผู้ชาย ผู้หญิงประเภทนี้จึงเรียกว่าอาภัพที่สุด นอกจากจะไม่ได้แต่งงานแบบเชิดหน้าชูตาแล้ว ยังอาจตกเป็นนางบำเรอของชายรักสนุก...
 
...แต่หากเป็นในกรณีกลับกันกับยูงาโอะ เมียเก่าของโทโนะ ซึ่งฮิคารุก็ได้นางมาเป็นกิ๊ก(เพราะฮิคารุไม่ได้ยกย่องนางเป็นภรรยา)เป็นในกรณีตรงข้ามกัน เพราะยูงาโอะแม้สิ้นบิดาแต่ก็มีทรัพย์สินพอจะมีข้าทาสบริวารชายให้คุ้มครองได้ แม้เป็นม่าย นางก็มีอิสระที่จะเลือกสามีใหม่หรือไม่ก็รักสนุกราวหญิงทั่วไปก็ย่อมทำได้ (สมัยนั้น การหย่าร้างหรือแต่งงานใหม่ไม่ถือว่าเป็นเรื่องน่าอายแต่อย่างใด)ผู้หญิงประเภทนี้จะมีอิสรภาพมากกว่าผู้หญิงทุกคน
  ...มาถึงคนสุดท้าย คือ อาคาชิ ซึ่งถือเป็นภรรยาที่มีศักดินาต่ำทั้งหมดของฮิคารุ การแต่งงานแบบมีพิธีการหรือหน้าตานั้นข้ามไปได้เลย เพราะด้วยศักดินาของนางถือเป็นตัวกำหนด วึ่งข้าน้อยก็ขออธิบายขั้นตอนแต่งงานของชาวญี่ปุ่นในยุคนั้นให้ฟัง ซึ่งอาจทำให้ผู้อ่านเกิดอาการงงกับธรรมเนียมอย่างนี้เป็นแน่?
...ปกติการแต่งงานแบบไทยนั้น จะต้องมีสินสอดทองหมั้น การสู่ขอ การเข้าห้องหอ แรก็ตามพิธีการต่างๆนานา ชาวญี่ปุ่นไม่ทำให้มันยุ่งยากขนาดนั้นหรอกฮับ...
...การแต่งงานนั้น เริ่มด้วยฝ่ายชายไม่ว่าจะเคยส่งสาส์นรู้จักกับฝ่ายหญิงมาก่อนก็ตาม(ไอ้ประเภทรักเขาข้างเดียว)โดยฝ่ายชายต้องไปทาบทามสู่ขอฝ่ายหญิงกับพ่อแม่ของฝ่ายหญิงก่อน โดยมิต้องมีเถ้าแก่(แต่ฝ่ายชายต้องแจ้งความประสงค์พ่อแม่ตัวให้รับทราบด้วย ซึ่งส่วนใหญ่พ่อแม่ฝ่ายชายมักไม่ค่อยจู้จี้มากในกรณีลูกชายแต่งงานกับหญิงต่ำศักดิ์)หากเมื่อพ่อแม่ฝ่ายหญิงตกลงใจยินยอมยกบุตรสาวให้แล้ว ทางฝ่ายหญิงจะจัดงานขึ้นต้อนรับฝ่ายชายที่จะมาเป็นเขยของบ้าน อาจเป็นพิธีชมดอกไม้หรือสังสรรค์เฮฮา ซึ่งญาติฝ่ายชายและหญิงจะอวยพรฝ่ายชายให้โชคดีในชีวิตคู่ ขณะที่ฝ่ายหญิงต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน รอเจ้าบ่าวมาเข้าห้องหอเท่านั้น...
...ในกรณีของอาคาชิ ที่มีแต่การเล่นตัว นักบวชอาคาชิก็เกรงว่าฮิคารุจะเหนื่อยใจจนไม่จีบลูกสาวเขาต่อ พาลจะทำให้ความหวังของตนพังทลาย เขาจึงยกอาคาชิให้ฮิคารุแบบไม่รอถามความสมัครใจของลูกเลย (เพราะสิทธิการแต่งงานของลูกสาวนั้นอยู่ในกำมือของพ่อแม่)จากนั้นเขาก็เปิดทางให้ฮิคารุไปร่วมเข้าหอลงโลงกับอาคาชิสำเร็จจนได้...นี่อาจดูเป็นเหมือนพ่อแม่รังแกฉัน แต่ท่านผู้อ่านต้องละทิ้งความคิดแบบคนยุคเสรีภาพไปเสียนะฮับ เพราะธรรมเนียมปฏิบัติในสมัยนั้นมันเป็นชายปกครองหญิงอยู่แล้ว....
...การที่พ่อแม่ยินยอมให้ว่าที่ลูกเขย บุกไปลักหลับกับลูกสาวที่ไม่เต็มใจ คงเพราะเห็นว่าลูกเขยมีฐานะดี หากลูกสาวมัวแต่เล่นตัว เกรงว่าฝ่ายชายจะเบื่อหน่ายไม่เล่นต่อเสีย พ่อแม่จึงต้องรีบ"เปิดโอกาส" ก่อนที่"ผลประโยชน์"จะปลิดหายไปเสีย...
...อาจจะเรียกได้ว่า เป็นการข่มขืนแบบถูกกฎหมายเลย...
 
...ฝ่ายหญิงที่เล่นตัวนั้น ส่วนใหญ่อาจจะเพราะมีคนรักต่ำศักดิ์กว่าตนที่รอคอยจะร่วมชีวิตกัน แต่คนรักกลายเป็นประเภทพ่อแม่ไม่ปลื้มเสียนี่ ทำให้ผู้หญิงยุคนั้นต้องตกเป็นภรรยาของชายที่ไม่ได้รักอย่างไม่เต็มใจเลย จะขัดขืนฟ้องร้องเอาความอะไรก็ไม่ได้ เพราะกฎหมายถือว่า พ่อแม่ตัวยินยอมและยกตัวให้เป็นของสามีเรียบร้อยแล้ว
...หลังจากมีความสัมพันธ์กันแล้ว เป็นธรรมเนียมที่ฝ่ายชายจะต้องมาเข้าหอเป็นเวลา 3 คืน หากมาไม่ครบ นั้นถือเป็นกรณีร้ายแรงของฝ่ายหญิงเลยทีเดียว!
...เพราะเขาจะถือว่า ผู้ชายเห็นผู้หญิงเป็นแค่คู่นอนชั่วคราว!
...กรณีแบบนี้เกิดว่า ผู้ชายนั้นไม่มีวันได้เห็นหน้าเจ้าสาวจนกว่าจะเข้าหอ พอได้เห็นหน้าค่าตาเกิดขี้เหร่ไม่ถูกใจ ฝ่ายชายมีสิทธิจะไม่ทำตามธรรมเนียมได้ โดยฝ่ายหญิงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายอันใดได้เลย เพราะส่วนมากฝ่ายหญิงนั้นมาจากศักดินาต่ำ ไม่อาจเอาความพวกศักดินาสูงได้เลย...เรียกว่าเสียลูกสาวไม่พอ ผลประโยชน์ที่จะได้ก็โปรยบินไปเสียอีก เสียทั้งขึ้นทั้งร่องจริงๆ...
...บ้านไหนได้ลูกสาวขี้เหร่ ถือเป็นโชคซวยมหันต์เลยทีเดียว!

...หลังจากครบคืนที่ 3 แล้ว ถือว่าเป็นสามีภรรยากันเรียบร้อย ฝ่ายพ่อแม่ภรรยาจะจัดขนมโมจิให้คู่บ่าวสาวได้รับประทานในเช้าวันใหม่ ถือว่าเป็นการอวยพรให้ครองคู่กันตราบนานเท่านานเหมือนความเหนียวของขนมโมจิ...
 
...ส่วนฤดูกาลในการแต่งงานสมัยนั้นจะนับเอาช่วงเดือนตุลาคมเป็นสำคัญฮับ
...เดือนตุลาคมในปฎิทินจันทราคติบันทึกว่า เทพเจ้าทั้งหลายในญี่ปุ่นจะมาชุมนุมกันที่อิซุโมะในจังหวัดชิมาเนะ (Shimane) เพื่อตัดสินเลือกคู่ให้แก่มนุษย์ ทำให้ไม่มีเทพเจ้าองค์ใดอยู่ที่ศาลเจ้าตามท้องถิ่น ผู้คนจึงเรียกเดือนตุลาคมนี้ว่า คันนะซึกิ (Kannazki) ซึ่งหมายถึง เดือนไร้เทพ แต่ที่อิซึโมะ (Izumo) จะเรียกเดือนนี้ว่า คามิอาริซึกิ (Kamiarizuki) ซึ่งหมายถึง "เดือนแห่งเทพ"
...เห็นการแต่งงานของชาวยุคเฮอันแล้ว ผู้หญิงหลายคนในยุคปัจจุบันก็นึกโล่งใจว่า อย่างน้อยวันดีคืนดีก็คงไม่มีผู้ชายหน้าไหนแอบมาลักหลับในบ้านตัวเอง โดยที่พ่อแม่เรายินยอมหรอกนะฮับ แม้เราจะเคยเห็นในละครไทยว่า พ่อแม่นางเอกยกลูกสาวให้แต่งกับพระร้าย แต่ประเพณีไทยก็ยังต้องมีการทำพิธีเป็นหน้าเป็นตาให้สมศักดิ์ศรีและให้ฝ่ายหญิงรู้ตัว มากกว่าใช้วิธีคลุมถุงชนแบบไม่รู้ชะตาอย่างนี้...
 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

1,541 ความคิดเห็น

  1. #1311 rainbow ♥ rozen (@rainbow-rozen) (จากตอนที่ 147)
    วันที่ 9 กันยายน 2554 / 17:46
     ไทยยังดีกว่าใช่มั้ย?

    TT^TT

    แต่ก็ไร้เสรีอยู่้ดี

    ไม่มีความมั่นคงในชีวิตเอาซะเลย

    TT___TT


    #1311
    0