เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 86 : หงส์และมังกร(มันนี้ไม่มีรูปแฮะ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 565
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    6 มี.ค. 57

บังทองVSข่งเบ้ง--ใครเป็นใคร
 
ในบรรดาผู้อ่านสามก๊กคงมีไม่น้อยที่รู้สึกเซ็งเป็ดกับบทของบังทองที่มาเร็วไปเร็ว ชนิดว่าไม่ทันได้หายใจก็ลาโลกซะแล้ว และต้องคิดถึงคำอุปมาอุปมัยที่ว่า "หงส์อ่อนมังกรหลับ สองสิ่งเป็นเลิศในปฏพี ใครได้ครอบครองเพียงสิ่งหนึ่งก็อาจครองใต้หล้าได้" ทำให้เกิดเป็นคำถามที่กลัดมันมาจนถึงทุกวันนี้ว่า แล้วที่เล่าปี่สามารถครอบครองไอ้สองสิ่งนี้ในเวลาเดียวไหงพบแต่ความผิดหวังฟะ  มันทำให้อดไม่ได้ที่คนขี้สงสัยจะคิดว่า ทั้งสิ้นทั้งปวงเขียนขึ้นเพื่ออวยเล่าปี่และคณะ
 
อันที่จริงไม่น่าเรียกว่าอวยเล่าปี่ น่าจะเรียกว่าอวยข่งเบ้งมากกว่า
 
ข่งเบ้งและบังทอง ตามประวัติว่าเป็นเพื่อนที่เรียนด้วยกันอยู่ที่สำนักของสุมาเต็กโซ(ในสามก๊กโมเอะ สุมาเต็กโซนี่สวยสุดยอดเลย) พวกเขาร่ำเรียนด้วยกันมาและได้รับฉายาว่าหงส์อ่อนมังกรหลับ  ซึ่งก็ตามที่ผมเคยตั้งข้อสังเกตมานานแล้วว่า ซีซีเรียนมาตั้งนานไม่เห็นได้รับฉายาเลย แต่สองคนนี้ได้รับฉายาหงส์และมังกร  ก่อนอื่นผมขอพิจารณาทีละขั้น
 
ตามหลักของจีน หงส์เป็นสัญลักษณ์ของฮองเฮา ส่วนมังกรเป็นสัญลักษณ์ของฮ่องเต้(เอ๊ะๆๆ รู้น่า คิดอะไรอยู่ อย่ามั่ว นี่ไม่ใช่นิยายวาย) ซึ่งนั่นก็คือหยินและหยาง  แต่หากมองให้ลึกลงไป มังกรคือธาตุไม้(หยิน) และหงส์คือธาตุไฟ(หยาง) ทำให้ฟังดูเหมือนตลกร้าย เพราะฮ่องเต้ที่เป็นชายถูกแทนด้วยมังกรที่เป็นหยิน และฮองเฮาที่เป็นหญิงถูกแทนที่ด้วยหงส์ซึ่งเป็นหยาง  แน่นอน โดยสภาพแล้วหงส์หรือนกฟินิกซ์เป็นสัตว์ที่สวยงาม มันไม่แปลกที่จะถูกเปรียบเทียบกับผู้หญิง แต่ธาตุของมันก็คือหยางอยู่วันยังค่ำ ซึ่งคุณลักษณะของหยางคือเปลี่ยนแปล เคลื่อนไหวและไม่คงที่ ในแง่ของหลักแห่งเต๋านั้น แม้จักรวาลจะประกอบด้วยหยินและหยาง(เงาและแสง) แต่สิ่งที่เป็นความจริงเที่ยงแท้คือเต๋าซึ่งกลมกลืนกับทุกสิ่ง แต่คุณภาพของเต๋าใกล้เคียงกับหยินมากกว่าหยาง  เพราะลักษณะของเต๋าคือความมืดซึ่งคล้ายคลึงกับเงา(หยิน) และคงอยู่มาก่อนทุกสิ่ง แน่นอนว่าใครเคยศึกษาหลักฮวงจู้ก็จะพบเช่นกันว่าโบราณเปรียบภูเขาว่าเป็น "มังกร" และภูเขาเป็นหยิน! เพราะมันไม่เคลื่อนที่
 
คนจีนจึงกำหนดให้ฮ่องเต้และผู้ชายซึ่งเป็นหยางเป็นมังกร(ทั้งๆ ที่มังกรคือหยิน) ทั้งนี้เพราะต้องการรักษาระบบบิตาธิปไตยให้คงอยู่ตลอดกาล เพราะธรรมชาติของผู้ชายเป็นหยาง ซึ่งหมายถึงเมื่อถึงเวลาก็ต้องหมดไป แต่ผู้หญิงนั้นเป็นหยินซึ่งเป็นเพศเดียวกันกับธรรมชาติ(เต๋า) พวกเธอสามารถคงอยู่ได้ตลอดกาล ฉะนั้นจึงกำหนดให้เป็นหยาง(หงส์)เพื่อที่อำนาจของสตรีจะไม่สามารถอยู่เหนือบุรุษ ฉะนั้น การกำหนดฮองเฮาเป็นหงส์และฮ่องเต้เป็นมังกรจึงมีความหมายว่า "ต้องการให้ฮ่องเต้คงอยู่ตลอดไป แต่ฮองเฮาเปลี่ยนแปลงเมื่อถึงเวลา" มันเป็นการแก้เคล็ดในรูปแบบหนึ่งนั่นเอง(ฮา)
 
โจโฉถูกเปรียบเป็นหงส์ เพราะจริงๆ แล้วโจโฉเป็นมังกรซึ่งคงอยู่ตลอด ก็เพื่อป้องกันไม่ใช้โจโฉสามารถคงอยู่และมีอำนาจเหนือฮั่นได้ตลอดไป ขณะที่เล่าปีถูกเปรียบเป็นมังกรทั้งที่ความจริงเป็นหงส์ซึ่งเปลี่ยนไปตามเวลา ทั้งนี่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เล่าปี่ล้มหัวฟาดพื้นบ่อยเกินไป(มั้ง?)
 
ออกทะเลแล้ว, กลับมาที่เบ้ง-บัง ความเป็นมังกรและหงส์ในหนังสือก็ปรากฏชัดเจนครับ เพราะหยางไม่สามารถคงอยู่ตลอดกาล(แม้นกฟินิกซ์จะถูกเรียกว่านกอมตะ แต่มันไม่เป็นอมตะในหลักของจีน มันเกิดจากเปลวไฟและหายไปเมื่อเปลวไฟหมดสิ้น) บังทองจึงร่วงหล่นเมื่อถึงเวลา ส่วนข่งเบ้งสามารถคงอยู่แม้เล่าปีโจโฉจะม่องไปแล้วหลายปี ขุนศึกอื่นๆ ก็ลาโลกไปหมด ฉะนั้นความหมายของหงส์และมังกรในวรรณกรรมจึงเป็นเช่นนี้นี่เอง
 
แต่ในทัศนะคติของของสุมาเต็กโซล่ะ?
 
หงส์ในความเห็นของสุมาเต็กโซไม่ใช่หงส์ธรรมดา แต่เป็นหงส์อ่อน  บางคนเรียกเป็นไก่อ่อนเลยด้วยซ้ำ เพราะหงส์ที่ยังเล็กมันไม่แตกต่างจากไก่ที่สู้ใครก็ไม่ได้ และหงส์คือความสวยงาม  ผมไม่คิดว่าตัวจริงของบังทองจะสวยงามจนต้องเรียกว่าหงส์หรอกนะ  แต่ผมคิดว่ามันอาจเปรียบได้กับความรู้ของบังทองมากกว่า มันดูสวยงาม แต่มันใช้จริงไม่ได้ ที่สำคัญ มันเปลี่ยนตามกาลเวลา เวลานี้มันอาจจะยอดเยี่ยม แต่สำหรับคนอนาคต มันอาจจะเป็นความคิดที่ไร้สาระและโง่เง่า--อย่างไรก็ตาม หงส์อ่อนก็คือมันยังสามารถพัฒนาได้ แต่แน่นอน มันไม่คงทนถาวร เปรียบได้กับนิยายขายดีหลายๆ เล่มที่พอเลิกบูมก็ไม่อยากอ่านอีก
 
มังกรล่ะ--มันไม่ใช่มังกรธรรมดา แต่เป็นมังกรหลับ มันตอกย้ำความเป็นหยินหรือภูเขาของข่งเบ้ง คือมั่นคงและไม่เคลื่อนที่ ไม่ทำสงคราม  แน่อน, มังกรหลับหรือภูเขามันมั่นคงถ้ามันไม่เคลื่อนที่ หรือพูดให้ชัด เมื่อเล่าปี่เรียกข่งเบ้งมาสั่งเสีย เล่าปี่มองเห็นศักยภาพของข่งเบ้งในการที่จะค้ำจุนประเทศอยู่แล้ว แต่มีเงื่อนไขแค่อย่างเดียวเท่านั้น คือต้องอยู่กับที่! ตลอดเวลาที่ผ่านมา เล่าปี่ปฏิเสธกลยุทธทางสงครามที่ข่งเบ้งเสนอ แล้วทำไมอยู่ๆ อยากฝากบ้านไว้กับข่งเบ้ง!
 
จากทั้งหมดนี้ ผมมั่นใจว่าจ๊กจะคงอยู่จนถึงปัจจุบันถ้าข่งเบ้งเป็นปราการให้กับประเทศ ไม่ใช่เป็นแม่ทัพ
 
แต่นั่นแหละ ข่งเบ้งและบังทองเป็นเพียงเด็กหนุ่มเมื่อเปรียบเทียบกับคนมากประสบการณ์เช่นเล่าปี่-สุมาเต็กโซ ถ้าพวกเขาตระหนักถึงสิ่งที่พวกเขามี โฉมหน้าประวัติศาสตร์อาจเปลี่ยนเป็นอีกแบบก็เป็นได้
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #413 LE BASIlIC (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 11 มีนาคม 2557 / 09:49
    _(:3」∠)_

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 เมษายน 2559 / 23:39
    #413
    0
  2. #412 Uray (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 8 มีนาคม 2557 / 00:37
    ตามมาอ่านตอนใหม่ ในที่สุดก็มีเรื่องเฮียบังสักที หลักหยินและหยางความรู้ใหม่เลยนะคะเนี่ย
    เราอาจจะไม่แม่นหรือวิเคราะห์สามก๊กไม่เก่งนัก และเนื่องจากเราเป็นติ่งหงสาฯ
    เลยขออ้างอิงจากเรื่องนี้นิดนึง ในหงสาฯเองเฮียบังแกก็ดูทำงานกับใครไม่นานนัก
    ไม่เป็นหลักแหล่งเท่าไหร่ แผนของพี่แกน่ากลัวจริง นับเป็นอัจฉริยะจริง
    แต่จากทั้งตัวนิยายทั้งจากหงสาฯเอง อย่างหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนคือการพูดจาหรือแสดงท่าทีที่ดูหักหาญ
    ดื้อดึง และมั่นใจในความคิดตนเกินไป จุดจบจึงไม่สวยนัก และมาไวไปไวอีกต่างหาก
    ส่วนพี่เบ้งก็อย่างที่ท่านว่าและอย่างที่กูรูหลายๆคนมองก็คือความสามารถในการบริหารบ้านเมืองของขงเบ้ง
    แต่ดันเป็นอัจฉริยะที่มองความถนัดตัวเองไม่ออกหรือไงไม่ทราบ ผลถึงออกมาเป็นแบบนี้

    ป.ล.ว่าแต่บทความท่านยังสนุกเหมือนเดิม แต่มันสั้นลงเรื่อยๆหรือเปล่าคะ T T
    #412
    0