เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 81 : มังกรเล้นกาย--1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 510
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    4 ม.ค. 57

มังกรเล้นกาย--1

 
หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของข่งเบ้งในฐานะมังกรหลับจากปลายพู่กันของหลอกว้านจงและพ่อลูกเหมากันมากมาย  แต่เอาเข้าจริงๆ หลังฐานทางประวัติศาสตร์ได้บ่งชี้ว่ายอดที่ปรึกษาที่เล่าปี่ยอมรับว่ายอดเยี่ยมที่สุดไม่ใช่ข่งเบ้งแต่เป็นหวดเจ้ง  เล่าปี่เมื่อได้หวดเจ้งมาเคียงข้าง หวดเจ้ามีอิทธิพลต่อเล่าปี่มากกว่าที่ปรึกษาทุกคน  แม้แต่เตียวหุยที่เป็นที่ปรึกษาของเล่าปี่มาตั้งแต่เริ่มต้น  ความสำคัญของหวดเจ้งนั้นมากจนเมื่อเล่าปี่คิดตีง่อก๊ก  ใครทักท้วงก็ไม่ยอมรับฟัง  ทำให้ข่งเบ้งถึงกับรำพึงว่า "หากหวดเจ้งยังอยู่ เขาคงสามารถขัดขวางเล่าปี่ได้" นี่เป็นสิ่งที่ยืนยันความสำคัญของหวดเจ้งในฐานะ "คนโปรด" ของเล่าปี่  และมีความสำคัญมากกว่าทุกคน

 
ความจริงอย่างว่าแต่ทักท้วงเลย  เผลอๆ สงครามระหว่างเล่าปี่กับซุนกวนคราวนี้อาจจะเป็นสงครามที่สนุกมากก็เป็นได้  เพราะหวดเจ้งไม่ได้มีศักยภาพน้อยไปกว่าลกซุน  อันที่จริงเหนือกว่าลกซุนด้วยซ้ำเพราะมีประสบการณ์สูงกว่า ชั่วโมงบินเหนือกว่า  พิชัยสงครามของหวดเจ้งสามารถยับยั้งขิงแก่อย่างโจโฉไว้ได้ด้วยซ้ำในศึกฮั่นจง  และอาจจะชนะอย่างสมบูรณ์แบบถ้าเขาไม่ตายซะก่อน  ผมคิดว่าเพื่อนๆ คงรู้ว่าโจโฉเป็นนักกลยุทธ  เขามีคุณสมบัติของแม่ทัพและเสนาธิการรวมอยู่ในคนเดียวกัน  ทำให้สายตาในการมองโลกของเขามักจะเหนือกว่ากุนซือของเขาด้วยในบางครั้ง  แต่หวดเจ้งก็ยังสามารถทำให้เขาชะงักได้  นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้หวดเจ้งได้ฉายาซึ่งน้อยคนจะรู้จัก นั่นคือ "กุยแกแห่งชู่"

 
กุยแกเป็นสุดยอดนักการทหารของโจโฉ  และเป็นบุคคลที่นักประวัติศาสตร์ยอมรับอย่างไร้เงื่อนไขว่าเป็นเสนาธิการที่ดีที่สุดในยุคสามก๊ก(เว้นแต่บางท่านจะเสพนิยายมากเกินไปจนยกย่องข่งเบ้งเป็นสุดยอดของเสนาธิการ) และการที่มีคนได้รับฉายาว่า "กุยแก" ย่อมเป็นการยืนยันศักยภาพทางการทหารของเขาผู้นั้น
แต่เราคงไม่อาจโกรธเคืองบรรดานักเขียนนิยายที่เป็นโรคบิด(เบือนประวัติศาสตร์) เขียนนิยายกดหัวหวดเจ้งเพื่อเชิดชูข่งเบ้ง  เพราะเขาเหล่านั้นเขียนนิยายเพื่อความสนุก
 
ในความเป็นจริง  เล่าปี่หาได้มีที่ปรึกษาแค่หวดเจ้ง ข่งเบ้ง บังทอง เตียวหุยไม่  เพราะตอนเล่าปี่มีคำสั่งให้ร่างวิธีบริหารราชการแผ่นดินปรากฏว่ามีผู้มีคุณวุฒิเข้าร่วมมากถึงสี่สิบคน  นั่นแปลว่าเล่าปี่ต้องมีที่ปรึกษาอย่างน้อยสี่สิบคน  พวกเขาเหล่านี้คือมังกรเล้นกายตัวจริงของประวัติศาสตร์  เพราะถ้าไม่มีพวกเขา  เล่าปี่ก็อาจจะไม่สามารถรอดพ้นจากอันตรายได้ตลอดเวลา  พวกเขาเหล่านี้มีความสำคัญไม่น้อยกว่าตัวละครอื่นๆ พวกเขาเหล่านี้  บางคนติดตามเล่าปี่มาตั้งแต่แรก  บางคนพึ่งเข้าร่วมหลังจากนั้น  และเมื่อเล่าปี่มีคำสั่งให้ร่วงกฎหมายและวิธีบริหารราชการแผ่นดินพวกเหล่านี้เหลือรอดมามากกว่ายี่สิบคน
 
เป็นไปได้ว่าเล่าปี่คนนี้อาจจะไม่ได้เป็นแค่คนทอเสื่อธรรมดา  โอ้... ลืมไป อันที่จริงมันไม่ใช่คนทอเสื่อขายรองเท้ามาแต่แรกแล้วครับ  เพราะแม้ครอบครัวของเล่าปี่จะประกอบอาชีพนี้  แต่เราต้องไม่ลืมว่าเล่าปี่ออกจากบ้านตั้งแต่อายุสิบสามและรวบรวมกองทัพเล็กๆ จำนวนไม่ถึงยี่สิบคนขึ้นมา  หลังจากนั้นสิบปีพวกเขามีจำนวนมากถึงห้าร้อยคน  ฉะนั้น  ในช่วงเวลาสิบปีที่เขาเร่ร่อนออกจากบ้านไปเป็นทหารรับจ้างตั้งแต่อายุสิบสามจนถึงยี่สิบสามนั้น  เล่าปี่ย่อมไม่ได้นั่งทอเสื่อขายรองเท้าฟางแน่นอน  เขาน่าจะเอาความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดจากแม่มาทอเสื่อสานรองเท้าสำหรับกองทัพของเขามากกว่า  นั่นทำให้เขายิ่งชำนาญ เพราะการเดินทางไกลย่อมทำให้เสื่อและรองเท้าชำรุดได้ง่าย  เล่าปี่จึงต้องสานบ่อยๆ  ถ้าเพื่อนบางคนจะจำได้  เล่าปี่พูดชัดว่า "มันเป็นงานอดิเรก" ไม่ใช่อาชีพ  ฉะนั้นเรื่องที่ว่าเล่าปี่เป็นพวกทอเสื่อขายรองเท้านั้นน่าจะเป็นคำพูดที่ผู้อื่นแสดงความเหยียดหยามต่อเล่าปี่--คือไม่ยอมรับว่าเขามีเชื่อสายราชวงศ์ตามที่เขาอ้างนั่นเอง

 
แต่นายหลอก็เอามาเขียนนิยายจนคนเชื่อว่าเล่าปี่ทอเสื่อขายรองเท้าจริงๆ

 
กลับมาที่เรื่องที่ปรึกษาเล่าปี่ใหม่  หลังจากพาออกทะเลไปพักใหญ่  คือชื่อที่ปรึกษาเล่าปี่นั้น ผมหามาได้แค่สี่คนนี้เพราะผมไม่สามารถหาบรรทึกเกี่ยวกับจ๊กก๊กมาอ่านทั้งหมดได้ จึงไม่ทราบว่าแต่ละท่านมีความพิเศษอันใดบ้าง  จะมีที่พอค้นคว้าได้ก็มีแค่ "หวดเจ้ง" ที่ปรากฏบทบาทชัดเจนในประวัติศาสตร์ "เตียวหุย" ที่มีเค้าโครงในประวัติศาสตร์บันทึกให้เชื่อว่ามีสติปัญญาสูง(แต่ในนิยายนั้นโง่บรม) "บังทอง" ซึ่งมีบทในประวัติศาสตร์มากกว่านิยาย และ "ข่งเบ้ง" ที่ในประวัติศาสตร์แทบไม่มีประโยชน์เลยในขณะที่เล่าปี่ยังมีชีวิต  แต่มีบทบาทอย่างสูงเมื่อเล่าปี่ตาย  แต่ในนิยายดันเขียนให้มันเป็นยอดอัฉริยะ
 
ยังมีมังกรเร้นกายอีกหลายคนที่ปรากฏในสามก๊กแบบผิวเผิน  เหมือนไม่มีความสำคัญทั้งที่มีความสำคัญและความสามารถ  ด้วยพื้นที่ที่ไม่สามารถจัดสรรได้อย่างเต็มที่ของนักเขียนนิยาย  หนึ่งในนั้นคือสุมาเต็กโซ(ซือหม่าเต๊อะเชา)--ผู้ได้ฉายาว่า "กระจกวารี" ท่านนี้เป็นอัฉริยะที่ไม่ฝักใฝ่การเมือง  แต่ท่านพร้อมจะให้คำแนะนำแก่ทุกคนที่มาพบเขาด้วยเรื่องการเมือง  โจโฉและซุนเซ็กรวมถึงเล่าปี่ก็เคยมาเชิญชวนเขาให้เขาร่วมกับฝ่ายตนเช่นกัน  แต่เขาปฏิเสธ และเราก็รู้แล้วว่าบางคนไม่ใช่คนที่ใครจะปฏิเสธได้ง่ายๆ เช่นโจโฉและซุนเซ็ก แต่เขาก็สามารถปฏิเสธคนเหล่านั้นได้  แสดงว่าสุมาเต็กโซผู้นี้ต้องมีอะไรบางอย่างที่สยบคนเหล่านี้

 
เดี๋ยวคราวหน้าผมจะมาต่อเรื่องนี้กันอีก... สำหรับตอนนี้ เอาไว้แค่นี้ก่อนครับ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #404 ช้างสามขา (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 6 มกราคม 2557 / 14:46
    ตอนเข้ามา แอบลุ้นว่าจะเห็นตอนใหม่หรือยัง

    ปรากฏว่ามีจริง ๆ ด้วย



    ขอบคุณครับ
    #404
    0
  2. #403 Uray (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 6 มกราคม 2557 / 00:26
    หวดเจ้งนี่แฟนๆหงสาฯยังคงเดากันอยู่ว่าอาจเป็นแปดพิสดารคนสุดท้าย
    เพิ่งรู้จากบทความนี้แหละว่าเคยได้รับฉายาว่ากุยแกแห่งชู่ ในนิยายขงเบ้งนี่เทวดามาเกิด
    บทบาทคนอื่นเลยถูกบิดเบือนให้เป็นรองพี่ท่านตลอด

    ป.ล.รอตอนของพี่บังอยู่นะคะ ><
    #403
    0