เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 76 : คุณธรรมสามก๊ก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 746
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    19 ก.ย. 56

คุณธรรมสามก๊ก กว่าจะมาลงได้ นึกว่าต้องรอถึงชาติหน้า
ในสมัยสามก๊กเป็นสมัยที่เต็มไปด้วยการต่อสู้แย่งชิง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่บรรดาผู้นำสามก๊กจะสามารถรักษาคุณธรรมใดๆ ไว้ได้ แต่เท่าที่เราดูๆ กันมาก็มีผู้นำสามก๊กอยู่ไม่น้อยที่มีคุณธรรมตามแบบฉบับของพวกเขา คำถามมีอยู่ว่า แล้วสิ่งที่เราเรียกกันว่าคุณธรรมนั้น ในสมัยสามก๊กมันใช่คุณธรรมจริงหรือไม่  ในความเป็นจริงยุคสามก๊กก็ถือหลักคุณธรรมแบบเดียวกับที่พบได้ทั่วไปในหนังแนวยุทธภพ-กำลังภายใน  นั่นคือ "กตัญญูต่อบิดามารดา บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ ภักดีชั่วชีวิต อ่อนน้อมถ่อมตน" อะไรเทือกนั้น  แล้วนั่นก็กลายเป็นคำถามว่าแล้วที่บรรดาอัจฉริยะสามก๊กทั้งหลายทำอยู่ถูกต้องตามมาตรฐานของคนสมัยนั้นแค่ไหนกัน  คำตอบคือ น้อยมากครับ โดยเฉพาะเจ้าแมวที่ชื่อโจโฉ หรือพูดให้ชัด อาจไม่ใช่เพราะคนเขียนนิยายต้องการปั้นโจโฉให้เป็นผู้ร้าย แต่เป็นพฤติกรรมของโจโฉไม่ใช่สิ่งที่น่าชื่นชมนักสำหรับสมัยนั้น หรือเล่าปี่ที่เป็นคนดีที่หนึ่งเลยแม้จะไม่เคยไปเลยมาก่อนก็อาจจะไม่ใช่แค่เพราะคนเขียนต้องการชูเล่าปี่แต่สิ่งที่เล่าปี่ประพฤติในหลายต่อหลายสิ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกมองเป็นคุณธรรมสำหรับคนสมัยนั้นก็เป็นได้(อย่างน้องก็แสดงออกมามากกว่าคนอื่นๆ แน่นอน) ส่วนซุนกวนยิ่งแล้วใหญ่ ไม่มีแนวโน้มที่จะแสดงออกมาอย่างเป็นรูปธรรมนัก
 
ฉะนั้นเราอาจจะบอกได้ว่า การขบถต่อประเพณีสมัยนั้นทำให้โจโฉกลายเป็นคนไร้คุณธรรม การทำตามทำเนียม(อย่างน้อยก็มากกว่าคนอื่น)ของเล่าปี่ทำให้เป็นคนที่ดูมีคุณธรรม ส่วนการปฏิบัติที่ดูล่องลอยของซุนกวนทำให้ไม่สามารถจะเจาะจงลงไปได้ว่าเป็นคนเช่นไร
 
เจ้าแมวโจโฉนั้น ก็แมวอย่างที่ผมบอกไว้นั้นแหละ จงรักภักดีกับเหี้ยนเต้แบบแมวๆ เวลาไม่มีอารมณ์ก็เมิน เวลามีอารมณ์ก็มาเคล้าแข้งเคล้าขา ขณะที่บรรดาสุนัขทั้งหลายแสดงอความภักดีด้วยการหมอบแทบพระบาท เจ้าเหมียวโฉดันทะลึ่งกระโดดขึ้นไปนอนบนตักซะงั้น แม้บางวันจะมีใจอ่อนโยนคาบหนูคับนกมาฝาก(ผมหมายถึงยิงกวางให้ และเอาเหล้าหมักเองกับหมูหันมาถวาย) บางทีก็เอาลูกน่ารักๆ มาให้ช่วยเลี้ยง(นางสามโจ) แต่เหี้ยนเต้ก็มีหน้าที่ต่อโจโฉเช่นเดียวกับทาสแมวทั่วๆ ไป คือวางจานข้าวทิ้งไว้ให้มากินเอง(แต่ห้ามให้มาตัวอื่นมากินด้วยนะ) และเมื่อน้องเหมียวเรียกร้อง เหี้ยนเต้ก็มีหน้าที่สนองตอบ ไม่ว่าจะขอไปรบหรือขอทำอะไร เหี้ยนเต้ไม่มีหน้าที่ขัดใจมีแต่หน้าที่ตามใจ(อืม... ทาสแมวนี่เหมือนกันทั้งโลกแฮะ) แน่นอนว่ามันน่ารักมากๆ หากโจโฉตัวจริงมีหูกับหางงอกออกมาเหมือนภาพที่ผมชอบเอามาลง และทุกคนคงให้อภัยอย่างไร้เงื่อนไขหากเฮียแกกลายเป็นแมวจริงๆ ไปเลย แต่ความจริงก็คือ โจโฉไม่ใช่แมว(แม้จะเหมือนแมวแค่ไหนก็ตาม) ในสายตาของพวกสุนัข(ขุนนางวัง)ทั้งหลายตลอดจนคนทั่วไปที่ยังอยู่ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ย่อมมองว่า "ไอ้หมอนี่มันบังอาจจริงๆ" ส่วนเล่าปี่ซุนกวนไม่มีข้อด่างพร้อยที่ชัดเจนนัก เพราะไม่ได้รับใช้เหี้ยนเต้(หรือไม่เหี้ยนเต้รับใช้)อย่างใกล้ชิดเท่าโจโฉ ฉะนั้น เรื่องจงรักภักกดี โจโฉคงสอบตกในสายตาของคนสมัยนั้นเรียบร้อยไปแล้ว(เมี้ยววว)
ส่วนซุนกวน-เล่าปี่ไม่มีข้อนี้ให้มาเปรียบเทียบ เพราะเหี้ยนเต้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับ  ฉะนั้น สองคนนี้หากอยากได้คะแนนความจงรักภักดีไม่ต้องทำอะไรยากเลยครับ แค่เอานิสัยท่านแมวมาแฉก็เพียงพอแล้ว เพราะเหี้ยนเต้นั้น ตราบเท่าที่โจโฉยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้นอกจากเป็นทาสแมวไปตลอดชีวิต
 
บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ-- เล่าปี่ได้คะแนนไปเต็มๆ เพราะเค้าได้ยึดหลักนี้เป็นข้ออ้างทางการเมืองและการทหารหลายต่อหลายครั้ง แต่ที่ชัดที่สุดคือการยกทัพบุกง่อโดยเงื่อนไข "ล้างแค้นให้กวนอู" ไม่รู้แค้นจริงรึเปล่า แต่การอ้างเช่นนั้นย่อมเป็นที่ชอบใจของชาวบ้านและชาวยุทธ  ส่วนกรณีบุญคุณต้องทดแทนเราก็เห็นชัดๆ ว่าไม่สามารถทดแทนได้ เพราะสถานการณ์ไม่เอื้อ อีกประการคนที่ทำดีกับเล่าปี่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำเพราะจิตสาธารณะ แต่ทำเพราะประโยชน์ทางการเมืองเป็นหลัก ส่วนซุนกวน-- ไม่เคยได้ยินมันยกทัพไปไหนเพื่อล้างแค้นให้ใคร ซึ่งทำให้คนมองว่าขี้ขลาดในช่วงแรกๆ แต่เมื่อเห็นการปกป้องดินแดนอย่างแข็งขัน ผู้คนก็เริ่มชื่นชมว่ากล้าหาญแทน อีกประการ บุคคลที่เป็นชนวนการรบเพื่อล้างแค้นของซุนกวนนั้นไม่มี(พ่อตาย-พี่จัดการแล้ว พี่ตาย-จิวยี่จัดการแล้ว) แถมเรื่องทดแทนบุญคุณก็พูดยากเพราะบรรดาผู้มีพระคุณไม่ใช่คนนอก แล้วใครจะไปนั่งดูความสำพันธ์ระหว่างซุนกวนกับลูกน้อง(ผู้มีพระคุณ)ได้ตลอดเวลากัน  ทำให้ซุนกวนขาดแคลนข้อนี้ให้พิจารณา  สำหรับโจโฉ-- นี่แล้วใหญ่เพราะเรื่องทดแทนบุญคุณ แม้จะเข้าทำนองเดียวกับซุนกวน แต่มีคนคอยกระพือข่าวลือแย่ๆ ออกไปตลอด ยิ่งเรื่องซุนฮกตายยิ่งไปกันใหญ่เลย... แค้นต้องชำระยิ่งไม่ต้องพูดถึง โจโฉไม่ค่อยชำระแค้น(มันเป็นคนลืมง่าย) ฆ่าพ่อรึ.. โกรธเป็นบ้าไม่นานหรอก(เดี๋ยวก็ลืม)  ฆ่าทหารคนสนิทเรอะ... ชิวๆ ครับ ฆ่าลูกรึ... ยังร่วมมือกันได้ ถือดาบมาฆ่ากู... ไม่ต้องถามมันอีก ขอแค่ไม่ผิดต่อบ้านเมือง(ไปทำดีกับมันเข้าไว้เดี๋ยวมันก็ลืมเอง) สรุป ความแค้นไม่ค่อยมี  บุญคุณก็เหมือนไม่ค่อยสน
 
หากมองในมาตรฐานสังคมอื่น โจโฉนับว่าเป็นคนดีอย่างหายากคนหนึ่งในยุคที่คนกินคนอย่างเลือดเช่นนั้น แต่กับสังคมจีนสมัยนั้น มันเป็นคนที่ใช้ไม่ได้สุดๆ คนหนึ่งทีเดียวที่เห็นแกประโยชน์ส่วนตนมากขนาดปล่อยให้ลูกชายแท้ๆ ตายเหมือนหมาข้างถนน กระทั่งเตียนอุยที่ช่วยชีวิตโจโฉมาหลายครั้งก็ไม่คิดจะแก้แค้นให้ กระทั่งความแค้นใหญ่หลวงที่แฮหัวเอียนตายด้วยมือพวกจ๊กก็ยังจบเรื่องด้วยการยกทัพกลับบ้านง่ายๆ  ขณะที่เล่าปี่นั้น หากมองในมาตรฐานของสังคมบางสังคมจะมองเป็นคนไหว้หน้าหลังหลอก ไม่จริงใจ แต่ในบรรทัดฐานของคุณธรรมชาวยุทธกลับเป็นคนที่ดูมีคุณธรรมกว่าคนอื่นมาก  ไม่ต้องคิดไกลครับ เมื่อเล่าปี่จะยกทัพไปตีง่อก็อ้างแก้แค้นให้กวนอู-แค้นใหญ่หลวงเท่าผืนฟ้า  แต่ความจริงกวนอูไม่ได้เป็นแม้แต่น้องร่วมสาบานด้วยซ้ำ(เป็นแค่ในนิยาย) ตามหลักแล้วเหตุผลตีเมืองของคนอื่นของเล่าปีไม่ได้มีน้ำหนักห่าเหวอะไรทั้งสิ้นเลยครับ แต่ในบรรทัดฐานสมัยนั้นเล่าปี่กลับกลายเป็นคนมีคุณธรรมทันที เพราะกลายเป็นคนที่เห็นค่าลูกน้องในสังกัดขนาดยกทัพตามล้างแค้นแทนลูกน้อง กลายเป็นสุดยอดคนใจนักเลงไปเลยเพราะไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น ขอให้ได้ช่วยให้กวนอูนอนตายตาหลับก็พอ
 
สำหรับซุนกวน... ไม่มีบันทึกให้อ่านอีกตามเคย นั่นเป็นเหตุผลที่น้องซุนไม่ดังเท่าพี่ๆ เค้า แต่เมื่อมองในมุมอื่น แม้ซุนกวนจะจัดการบ้านเมืองอย่างฉลาดแต่สำหรับคนสมัยนั้นคงเป็นคนหน้าด้านที่เหยียบเรือสองแคมเท่านั้นเองครับ
 
ผมจำได้ว่าพลตรีหลวงวิจิตรวาทะการเคยกล่าวไว้ในสามก๊กฉบับนายทุนตอน "โจโฉ นายกตลอดกาล" ว่าเราไม่สามารถเอามาตรฐานศีลธีรรมของเราไปตัดสินคนสมัยก่อนได้ มาถึงตอนนี้ก็ยังต้องยอมรับเช่นกันว่าที่ผ่านมาผมผิดเต็มๆ ไปหลายอย่างเช่นกัน เพราะบ่อยครั้งผมก็ไม่ได้มองสมัยโบราณด้วยสายตาคนสมัยโบราณแต่มองด้วยสายตาคนปัจจุบันและทำให้ผลการมองไม่เข้าท่านัก แต่กระนั้นก็ยังพอใจที่จะตอบเหมือนเดิมว่า ผู้นำสามก๊กไม่ได้มีใครเป็นสีใดสีหนึ่งเลยครับ พวกเค้าเป็นสีเทา เป็นเพียงคนๆ หนึ่งในยุคสมัยของพวกเค้า
เกร็ดเพิ่มเติม.-
 
1 เมื่อโจโฉตัดผมตัวเองแทนศีรษะ คนไม่น้อยไม่เข้าใจ มองว่าโจโฉเป็นจอมกะล่อน อันที่จริงต้องมองมิติสมัยนั้น ระบบของสมัยนั้นถือว่าผมเป็นของมีค่าที่พ่อแม่ให้มาต้องรักษาให้ดี ไม่รักษาให้ดีจะถือว่าอกตัญญู  และคนอกตัญญูก็คือคนที่สมควรตาย  โจโฉตัดผมตัวเองจึงเป็นการประกาศตัวว่าตนเป็นบุคคลที่อกตัญญู(คือสมควรตายนั่นเอง) นั่นจึงทำให้ทุกคนสะเทือนใจ เพราะสมัยนั้นผมไม่ใช่สิ่งที่จะตัดเมื่อไหร่ก็ตัดได้ แม้แต่การบวชพระในพุทธศาสนาก็ยังเป็นการตราหน้าตัวเองว่าไม่กตัญญูและสมควรตายในสังคมข่งจื้อเพราะต้องโกนผมทิ้งทั้งหมด (และควรรู้ด้วยว่าพระพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาที่มีผู้คนนับถือมากมายในประเทศจีน แม้ปัจจุบันนี้เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ในจีนก็ยังถือลัทธิข่งจื้ออยู่) ฉะนั้นคนที่ทำได้จึงถือว่าตัดกิเลสกว่าคนอื่นแล้วจริงๆ
 
2 เล่าปี่ประกาศตัวว่า ลูกเมียเหมือนเสื้อผ้า พี่น้องเหมือนแขนขา ในที่นี้คือให้ความสำคัญกับพี่น้องร่วมสายเลือดมากกว่า(และการที่พูดเช่นนั้นกับเตียวหุยก็เป็นการบอกว่ารักเตียวหุยเหมือนน้องจริงๆ) เพราะสมัยนั้นมองว่า พี่น้องตายแล้วไม่สามารถหามาทดแทนได้ แต่เมียตายก็ยังหาใหม่ได้ ลูกตายก็ยังหาใหม่ได้ เปรียบได้กับเสื้อผ้า
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #382 Tansonic (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 22 กันยายน 2556 / 18:33
    โดน 555+
    #382
    0