เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 69 : เมื่อน้ำในสามก๊กเริ่มเน่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 729
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    6 เม.ย. 56

เมื่อน้ำในสามก๊กเริ่มเน่า

ใครที่เคยอ่านสามก๊กมานักต่อนัก ย่อมต้องมีบ้างที่อดไม่ได้ที่จะวิจารณ์ความน้ำเน่าของบางตอน เช่นการคร่ำครวญสารพัดของเล่าปี่ตั้งแต่เริ่มเรื่องจนกระทั่งตาย เรื่องเตียวเสี้ยนที่ต้องพลีร่างเพื่อแผ่นดิน เรื่องข่งเบ้งที่เก่งกาจสารพัดกลับพบแต่ความผิดหวัง ฯลฯ ซึ่งเรื่องพวกนี้เมื่ออ่านทีไรก็ต้องปิดจมูกเพราะกลิ่นน้ำเน่าเหม็นแทบอ้วก แลพาลนึกสงสัยว่าเมื่อก่อนเรานั่งอ่านมันอย่างเมามันส์มาได้อย่างไร  แน่นอนว่าน้ำเหม็นๆ ในนิยายคงเป็นการระบายความอัดอั้นตันใจของหลอกว้านจงหรือไม่ก็สองเหมาเขียนเพื่อสนองความต้องการที่ตลาดมี(เหมือนหนังน้ำเน่าบ้านเราที่เรทติ้งดีเป็นบ้า) บ้างก็อาจจะเป็นคนแปลนั้นเองที่พอใจจะใส่ความน้ำเน่าลงไป  แต่น้อยคนจะคาดคิดว่าอันที่จริง ในประวัติศาสตร์จริงนั้นก็มีเรื่องน้ำเน่าไม่น้อย(กรรม) แต่โชคดีว่า เรื่องน้ำเน่าเหล่านั้นไม่ได้บันทึกลงไปจังๆ ว่ามันน้ำเน่าอย่างไรเท่านั้นเอง การที่เราได้พบเรื่องน้ำเน่านั้นจึงนับว่าไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย ซึ่งวันนี้ผมก็เอามาให้อ่านอีกสอง-สามเรื่อง ซึ่งคำเตือนงวดนี้ก็เหมือนที่ผ่านๆ มาครับ คือ อย่าเชื่อสิ่งที่ได้อ่าน เพราะเรื่องบางอย่างมันก็งี่เง่าไร้สาระทั้งเพ แต่บังเอิญว่ามันได้รับการบันทึกไว้  ทำให้เราต้องมานักพิจารณากัน

ครั้งก่อนเราเคยอ่านเรื่องน้ำเน่าของโจโฉเกี่ยวกับนางเต็งที่กล้าหย่าขาดจากสามีที่แสนจะน่ารัก รวมทั้งเรื่องเศร้าสะเทือนใจของโจเจี๋ยและเหี้ยนเต้ แต่น้อยคนจะไปคาดคิดได้ว่า ลูกผู้ชายชื่อเตียวหุยก็มีเรื่องเศร้าเกี่ยวกับความรักกับเค้าเหมือนกัน(จริงดิ!!) และเรื่องนี้ก็น่าเศร้าสะเทือนใจยิ่งกว่าฉากดราม่าของเล่าปี่ที่ร่ำไห้หาน้องรักทั้งสองในนิยายมากๆ และเรื่องเศร้านี้ไม่ได้เศร้าแต่แก๊งเล่าเท่านั้น แต่ยังมอบความสะเทือนใจให้กับแก๊งโจอย่างทั่วหน้า ดังที่ผมเคยบอกไว้เมื่อนานมาแล้วว่ามันค่อนข้างตลกที่คนส่วนมากมองว่าเล่าปี่เป็นพวกเจ้าน้ำตาและใจเสาะทั้งๆ ที่บทเจ้าน้ำตาของโจโฉก็มีไม่น้อย และหากมองด้านความสมเหตุสมผลแล้วโจโฉบ่อน้ำตาตื้นกว่าเล่าปี่ซะด้วยซ้ำไป  กลับมาที่เตียวหุยกันต่อ  แม้จะไม่ได้มีบันทึกชัดๆ ว่าลอร์ดเตียวมีหน้าตาอย่างไร  แต่ก็พอมีที่บอกเป็นนัยย์ๆ เหมือนกันว่าอาจจะเป็นคนรูปงามคนหนึ่งคือบอกในบันทึกง่อว่าเตียวหุยเป็นคนที่ "ดูดีที่สุด" ในก๊วนเล่าปี่(ทั้งๆ ที่จูล่งก็ยืนอยู่นั่นเนี่ยนะ!?) แต่นั่นแหละ ที่ว่าดูดีที่สุดอาจไม่ใช่หน้าตาแต่เป็น "ท่าที" ที่ "น่าจะเก่งกว่าเพื่อน" ก็ได้(ฮา) แล้วเรื่องเศร้าที่ว่านี่มันยังไงล่ะ ทำไมมันมอบน้ำตาให้แก๊งโจโฉได้ด้วย  เรื่องมันมีดังนี้ครับ...

ตอนที่เล่าปี่ไปอาศัยโจโฉและวางแผนฉุดฆ่า(หรือฉุดคร่าอนาจารก็ตาม) แต่แผนแตก-ต้องหนีกระเซอะกระเซิง ด้วยความเร็วเทพ, เล่าปี่หนีไปซบตักอ้วนเสี้ยว แต่กวนอูวิ่งช้าเพราะลากง้าวหนักแปดสิบสองชั่งจึงโดนโจโฉจับได้พร้อมลูกเมียเล่าปี่ ส่วนเตียวหุยรอดจากมือแฮหัวเอียนได้โดยการฉุดแฮหัวช่วง-ลูกสาวแฮหัวเอียนไปเป็นตัวประกัน(ตกลงเป็นลูกสาวแฮหัวเอียนครับ) เธอเกิดจากนางสุมาหลิน(น้องสาวโจโฉที่สุมาฝางไข่เรี่ยราดไว้ในท้องแม่โจโฉ) แปลว่าเด็กหญิงคนนี้ไม่เพียงแต่หลานลุงโจโฉเพราะเกิดจากแฮหัวเอียนเป็นลูกของพี่ชายพ่อโจโฉเท่านั้น แต่เธอยังเป็นหลานลุงโจโฉเพราะเกิดจากท้องน้องสาวที่คลานตามโจโฉมาด้วย สายสัมพันธ์ที่โจโฉมีต่อหลานสาวคนนี้จึงแทบไม่ต่างจากพ่อกับลูกแท้ๆ เลย ซ้ำโจโฉจะสงสารหลานสาวคนนี้เป็นพิเศษเพราะต้องโดนเตียวหุยลักพาตัวไป  ยิ่งกว่านั้นคือ  หลังจากรอดตายจากแรงแค้นแฮหัวเอียนได้ เตียวหุยก็จัดการตบรางวัลเธอด้วยการปล้ำทำเมียทั้งที่เธอพึ่งสิบสองปี ตำนานฉบับนี้บอกว่าแฮหัวช่วงหน้าเหมือนแม่เลยพลอยเหมือนโจโฉไปด้วย คนในก๊วนเล่าจึงพากันเรียกอย่างแดกดันว่า "โจโฉน้อย" และในช่วงแรกคงไม่ค่อยมีความสำคัญใดมากไปกว่า "เครื่องระบายพลังใคร่" จนกระทั่งมีลูกสาวด้วยกันสองคนและอุ้มคนที่สามไว้ในท้อง ซึ่งตอนนั้นเองที่โจโฉได้ยกทัพลงใต้อย่างมหึมาราวกับคลื่นยักษ์สึนามิ--ไม่ฟังคำทักท้วงของใครเพราะตอนนั้นเป็นช่วงขาขึ้นและของขึ้น

แต่เตียวหุยก็ฉลาดพอที่ทิ้งเธอไว้กับครอบครัวเล่าปี่ เพื่อโจโฉที่ตามมาทันจะพบเธอและยอมที่จะไม่ฆ่าครอบครัวเล่าปี่(รวมทั้งไม่สั่งทหารยิงเตียวหุยด้วยที่เตียงปัน)  ตำนานกล่าวว่าแฮหัวช่วงได้คลอดเตียวเภาในกองทัพของโจโฉนี่เองแต่เด็กน้อยก็เสียชีวิตเพราะโรคระบาดในตอนนั้น(ส่วนพงศาวดารหลวงบอกแค่ "เตียวเภาลูกเตียวเตียวหุยตายแต่เด็ก" อักษรจีนมีแค่ห้าตัวเท่านั้น) แฮหัวช่วงก็ยังอยู่ในกองทัพโจโฉจนกระทั่งเสร็จศึกผาแดง เธอจึงขอท่านลุงที่จะกลับไปหาลูกผัวและฝากจดหมายกลับไปหาพ่อแม่  ซึ่งโจโฉก็ยอมปล่อยเธอกลับไปพร้อมด้วยครอบครัวเล่าปี่ ส่วนเตียวหุยเมื่อได้พบหน้าเมียอีกครั้ง  ก็เกิดเรื่องทะเลาะกับเล่าปี่ กวนอู และข่งเบ้งอย่างหนัก หลังจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสี่ก็แทบจะต่างคนต่างอยู่ ว่ากันว่าเพราะเรื่องเธอคนนี้นี่เอง และแม้เตียวหุยจะไม่แสดงความอารีย์ต่อแฮหัวช่วงเพราะว่าเธอเป็นหลานสาวโจโฉแถมหน้าเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วเค้ารักเธอมาก ดังที่ปรากฏเรื่องนี้ในศึกฮั่นจง เมื่อแฮหัวหัวเอียนตายในที่รบ-สร้างความโศกเศร้าแก่ฝ่ายโจโฉมาก โจโฉจึงยกทัพมาอย่างสั่นสะท้านแผ่นดินเพื่อล้างแค้น  ในครั้งนี้น้อยคนจะทราบว่าความโศกเศร้าก็สั่นสะเทือนที่ฝ่ายเล่าปี่เช่นกัน

เตียวหุยให้คนรับแฮหัวช่วงและลูกๆ มากราบศพแฮหัวเอียน แฮหัวช่วงได้เห็นหัวพ่อก็ร้องไห้รักพ่อจนสลบไป ด้วยความเมตตาอันหายากของเตียวหุย--เค้าเฝ้าดูแลเธอจนกระทั่งฟื้น  แฮหัวช่วงตื่นมาด้วยความขมขื่น เธอตัดพ้อเตียวหุยว่ามีส่วนในการฆ่าพ่อเธอ จากนั้นก็วิ่งหนีไปโดยมีเตียวหุยตามไปจนกระทั่งหน้าผา ตำนานกล่าวถึงความอ่อนแอของเตียวหุยที่คุกเข่าอ้อนวอนขอให้สัญญาว่าจากนี้ไปเค้าจะรักและทะนุถนอมเธอ จะไม่ทำให้เธอเจ็บปวดอีก แต่แฮหัวช่วงกลับกระโดดหน้าผาจบชีวิตของตนไปโดยมีเสียงร้องไห้ของเตียวหุยที่ดังก้องทั้งแผ่นดินฮั่นจง... หลังเหตุการณ์นี้เตียวหุยแทบเสียสติอยู่เป็นปี(อืม... พอเข้าใจแล้วว่าทำไมตอนกวนอูกำลังจนมุมจึงไม่ยอมไปช่วยเลย) ส่วนเล่าปี่, หลังเหตุการณ์นี้ก็กลับหัวใสขึ้นมา(บ้างก็ว่าเป็นความคิดข่งเบ้ง) โดยการจัดงานแต่งงานให้เล่าเสี้ยน-ลูกตัวเองกับลูกสาวคนหนึ่งของแฮหัวช่วงกับเตียวหุยซึ่งส่งผลให้โจโฉก็ที่กำลังขับเขี้ยวกับเล่าปี่นั้นกลายเป็นทองแผ่นเดียวกันกับเล่าปี่แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว แล้วส่วงเตียวฮูหยิน-เมียอาเต๊าคนนี้ไปกราบโจโฉที่ค่ายซึ่งไม่ได้กราบในฐานะวุ่ยอ๋องแต่กราบในฐานะ "ท่านตา" และเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังซึ่งสร้างความข่มขื่นให้ฝ่ายวุ่ยมากโดยเฉพาะแฮหัวตุ้นที่โวยวายว่าคนตระกูลแฮหัวต้องตายเพราะเล่าปี่ไปถึงสองคนแล้ว หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็จะไม่ถอยทัพเด็ดขาด แต่โจโฉเล่า..? เมื่อหลานสาวบอกทั้งน้ำตาว่า "หลังจากที่ได้เห็นศีรษะท่านตาที่ไม่เคยเห็นหน้า และหลังจากได้เห็นท่านแม่ตาย หลานรู้ว่า หลานไม่อาจทนเสียใครได้อีกแล้ว หลานทนไม่ได้ที่จะเห็นท่านพ่อและท่านพ่อสามี(เล่าปี่)ต้องถูกฆ่าฉันใด หลานก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นศีรษะท่านตาทั้งสอง(โจโฉและแฮหัวตุ้น)ในค่ายฮั่นจงฉันนั้น"  แม้เราจะไม่ทราบว่าบทสนทนาระหว่างตาหลานคู่นี้มันจะน้ำเน่าแค่ไหน แต่ท้ายที่สุด โจโฉก็หลั่งน้ำตาแล้วพูดว่าทำไมเรื่องแปลกประหลาดแบบนี้ต้องมาเกิดกับเค้าและบอกหลานสาวว่า "กลับไปบอกพ่อสามีเจ้าเถอะว่า เค้าได้ชนะแล้ว เพราะพรุ่งนี้ตาจะถอนกำลังทั้งหมด" และโจโฉก็ยกทัพกลับจริงๆ

ในสามก๊กนั้นเต็มไปด้วยเรื่องเพทุบาย ฉะนั้นจึงยากจะเชื่อว่าจะมีเรื่องน้ำเน่าแบบนี้จริงๆ แต่กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสัมพันธ์เชิงเครือญาติที่ปรากฏในตำนานเรื่องนี้ล้วนถูกต้องตามประวัติศาสตร์จนน่าขนลุก แต่เรื่องน้ำเน่าก็ไม่ได้มีแค่นั้น สำหรับเรื่องน้ำเน่าเรื่องต่อไปเป็นเรื่องน้ำเน่าที่เกิดกับลูกผู้ชายชื่ออ้วนเสี้ยว บางคนคงจำได้ว่าผมเคยเรียกโจโฉแบบแซวเล่นว่า "อดีตภรรยาอ้วนเสี้ยว" ทั้งนี้เป็นไอเดียที่เกิดระหว่างอ่านพบเรื่องนี้แล้วจินตนาการไปเรื่อยเปื่อยซึ่งทำไมผมจึงจินตนาการเช่นนั้น ให้ท่านลองอ่านตำนานเรื่องนี้ก่อน แล้วพิจารณาพร้อมๆ กับผม

ในสมัยที่อ้วนเสี้ยวยังเป็นหนุ่มนั้น เค้าได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวล่าสัตว์ในป่าที่เมืองพ่ายและโดนเด็กสาวลูกครึ่งเฉาคนหนึ่งซึ่งเด็กกว่าเค้าสามหรือสี่ปีแต่บังอาจมาต่อว่าความโหดร้ายของเค้าที่ฆ่าสัตว์เพื่อความสนุกสนาน อ้วนเสี้ยวตกหลุมรักสาวน้อยเข้าอย่างจัง และสืบทราบว่าทุกคืน เธอจะไปเป็นนางรำในหอคณิกาแห่งหนึ่ง อ้วนเสี้ยวจึงเริ่มเข้าหอนางโลมทุกคืนจนกลายเป็นที่ครหาของคนในบ้านว่าใฝ่ต่ำเพียงเพื่อจะพบว่าเด็กสาวคนนี้ไม่ยอมขายตัวให้ชายใด นั่นทำให้เค้ายิ่งรักหัวใจที่ทระนงในศักดิ์ศรีที่แม้จนก็ไม่ยอมขายของที่แม่ให้มา ขนาดคิดว่าต้องการเด็กสาวคนนี้เป็น "เจ้าสาว" ทว่าผู้หวังดีที่ทราบเรื่องนี้กลับแนะนำเธอซึ่งกำลังร้อนเงินให้กับขุนนางคนหนึ่ง(เฮ้ย) เมื่ออ้วนเสี้ยวไปหาเธอที่หอคณิกาทั้งสองจึงโต้เถียงกันใหญ่โต  อ้วนเสี้ยวจึงกลับบ้านมาแล้วเริ่มคร่ำครวญเหมือนคนเสียสติ ทำให้พ่อต้องยอมรับความต้องการของอ้วนเสี้ยวและนำเรื่องกราบทูลขอ "งานแต่งงานพระราชทาน" ให้อ้วนเสี้ยวและเด็กสาว  ราชโองการฉบับนี้สร้างความหนักใจให้เจ้าของหอมากพอๆ กับครอบครัวของเด็กสาว แต่ก็ไม่อาจขัดได้ เมื่อเรื่องมันเป็นแบบนี้แล้ว เด็กสาวก็ได้ตัดสินใจบอกความจริงว่าเธอมีคนรักอยู่แล้วและขอให้อ้วนเสี้ยวปล่อยเธอไปหากเค้ารักเธอจริงๆ ด้วยความสงสารเค้าจึงตัดสินใจปล่อยเธอไป แต่... เค้าก็ไม่อาจขัดราชโองการได้เช่นกัน เพราะการทำเช่นนั้นมีโทษประหารเจ็ดชั่วโคตรทีเดียว เค้าจึงเชิญโจโฉมาช่วยแก้ปัญหา ซึ่งด้วยปัญญาโจโฉ  เรื่องนี้จึงกลายเป็นตำนานการลักพาตัวเจ้าสาวที่โด่งดัง

วิเคราะห์กันทีละขั้นนะครับ เรื่องนี้เกิดตอนอ้วนเสี้ยวอายุสิบแปดสิบสิบเก้า ส่วนเด็กสาวอ่อนกว่าสามสี่ปี มีความเป็นไปได้ว่าจะรู้จักโจโฉเพราะเป็นลูกผสมเติร์กเหมือนกัน อาศัยในเมืองเดียวกัน อายุเท่าๆ กัน ไม่งั้นไม่มีเหตุผลที่โจโฉจะช่วยอ้วนเสี้ยวทำเรื่องผิดกฎหมายได้ แต่ก็มีข้อกังขาเพิ่มอีก คือตำนานมากมายระบุถึงความสัมพันธ์ฉันเพื่อนระหว่างอ้วนเสี้ยวกับโจโฉแต่ไม่บอกบ้างว่าทั้งสองรู้จักมักจี่กันอย่างไร  ทำไมอ้วนเสี้ยวไปพาเด็กจนๆ คนหนึ่งมาช่วยทำเรื่องผิดกฎหมายได้ แถมในยุคชายเป็นใหญ่หญิงเป็นสินค้าแบบนั้นอ้วนเสี้ยวที่หลงเธอมากนั้นทำไมปล่อยเธอไป!? นั่นทำให้ผมสงสัยมาก... คราวนี้, ดูพ่อนักบุญที่ร่วมแผนลักพาตัวเจ้าสาวบ้าง-ลูกผสมอุซเบกร่างเล็กสูงร้อยห้าสิบกว่า-หน้าสวยเหมือนผู้หญิง  สะกิดใจอะไรมั้ยครับ? เมื่อโจโฉเก่งเรื่องการร้องรำทำเพลงเหมือนนางคณิกา และสูงเพียงร้อยห้าสิบหกทั้งๆ ที่มีเลือดเติร์กเนี่ยนะ... ในทางทฤษฎีอธิบายได้ว่าอาจจะหนุ่มช้าครับ คือแตกหนุ่มตอนอายุสิบเจ็ดสิบแปดแทนที่จะแตกตอนสิบสี่สิบห้า(ซึ่งจะเสียงเด็กไปจนกว่าจะเป็นหนุ่ม) รูปร่างจะบอบบางเหมือนเด็กและไม่สูง ซึ่งหากหน้าตาสะสวยก็มีสิทธิโดนเข้าใจผิดว่าเป็นผู้หญิงได้แน่ๆ เพราะวัฒนธรรมของคนทางเหนือในก่อนยุคสามก๊กนั้น บางบ้านจะจับลูกชายคนโตมาแต่งหญิงและตั้งชื่อเป็นเด็กหญิงจนกว่าจะอายุครบสิบแปด ซึ่งจะว่าไป "อาหมาน" นอกจากจะไม่เพราะแล้วยังเป็นชื่อเด็กหญิงด้วย รวมทั้ง "เชา(โฉ)" ก็ฟังดูกลางๆ แบบหญิงก็ได้ชายก็ดี แม้แต่ "จี๋ลี่" ก็ยังฟังไม่ค่อยจะสมชายเท่าไหร่ ผิดกับ "เมิ่งเต๊อะ" ที่ฟังแล้วเป็นชายเต็มตัว

ทำไม? เพราะพวกเติร์กและชิตันเชื่อว่าลูกชายคนโตเป็นของพระเจ้า ปีศาจจึงต้องการเอาตัวไป พวกเค้าจึงซ่อนลูกชายหัวปีไว้ในคราบลูกสาว(ส่วนคนจีนจะตั้งชื่อน่าเกลียดๆ เพื่อที่เด็กจะอายุยืน) ซึ่งเด็กเหล่านั้นจะโดนเลี้ยงมาอย่างกับเด็กผู้หญิงจริงๆ จนบางคนก็มีเสน่ห์แบบสาวๆ ด้วย ผมจึงสงสัยว่าเป็นไปได้มั้ยว่าสาวน้อยที่อ้วนเสี้ยวหลงรักจะไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นโจโฉที่ต้องเป็นเด็กหญิงจนอายุสิบแปดและหมดโอกาสเรียนหนังสือเหมือนเด็กอื่นๆ ทำให้เค้าต้องทำงานในหอคณิกาเพื่อเรียนเพราะคณิกาสมัยนั้นต้องอ่านออกเขียนได้และแต่งกลอนเก่ง-เล่นดนตรีเก่ง เพื่อต้อนรับแขกที่สูงส่งและมีความรู้ดี!? นั่นรึเปล่าที่ทำให้ทั้งหอคณิกาและครอบครัวสาวน้อยมีท่าทางหนักใจเมื่อราชโองการแต่งงานมาถึง รวมทั้งอ้วนเสี้ยวที่ยอมปล่อยคนรักไปง่ายดายเพราะพบความจริงในห้องหอว่าเธอมีทุกอย่างเหมือนกับเค้า? แต่การสารภาพความจริงก็คือยอมเสียหัวเพราะงั้นสู้ให้สาวน้อยหายตัวไปเลยดีกว่า

เรื่องน้ำเน่าที่สองออกจะฮาไปหน่อยเมื่อวิเคราะห์แล้ว แต่สำหรับสุดท้ายเป็นเรื่องอึดอัดใจ เพราะมันเกี่ยวกับตำนานที่ว่าโจโฉไม่ได้ตายเพราะปวดหัวแต่โดนฆ่าตาย ผมไม่สู้จะแนะนำให้เชื่อ(ที่ผ่านมาก็ไม่แนะนำให้เชื่ออยู่แล้วนี่) แต่ให้ลองพิจารณา เพราะมีตำนานว่าด้วยการบาดเจ็บที่อกซ้ายของโจโฉ แต่ไม่ชัดเจนว่าเกิดได้อย่างไร ว่ากันว่าแทงทะลุทีเดียว ครั้งหนึ่งเคยบอกว่าเกิดในศึกฮั่นจงแต่ก็มีบางสิ่งที่ค้านด้วย อีกประการ มีคนแนะนำผมว่าการแทงทะลุที่อกซ้ายมันสาหัสนะ เพราะมันใกล้หัวใจมาก ตามหลักไม่น่ารอดนอกจากหมอจะเทพจริงๆ และตำนานเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องการแทงทะลุอกซ้ายของโจโฉซึ่งกลายเป็นตำนานที่สามที่รันทดและอึดอัดใจ

เรื่องเล่าว่าในปลายสมัยของเจี้ยงอัน ปี 220, มีการขบถใหญ่เกิดขึ้นและโจผีก็ได้จัดการปราบขถบจนราบคาบและสังหารหมู่อย่างมโหฬารด้วยความแค้น ระหว่างนั้นมีข่าวสะพัดไปทั่วว่าโจโฉได้ตายแล้ว ซึ่งก็เป็นความจริงเพราะจากนั้นไม่นานงานศพของโจโฉก็จัดขึ้นท่ามกลางความอาลัยของทหารและครอบครัว พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้เสด็จมาในงานศพโจโฉและโดนทหารและขุนนางของโจโฉกดดันให้คุกเข่าลงกราบศพโจโฉ ซึ่งเหี้ยนเต้ก็ยอมทำตามโดยไม่ปริปากบ่น  ซึ่งอาจจะเป็นความอหังการของโจผีหรือไม่ก็ได้ เว้นแต่... เมื่อเหี้ยนเต้ถูกพาไปห้องพัก คนที่ลอบเข้าเฝ้าพระองค์โดยไม่มีใครรู้กลับเป็นโจเจียง... นี่แหละครับปัญหา เพราะเอกสารส่วนใหญ่บอกตรงกันว่าโจเจียงไม่ได้ไปงานศพโจโฉ แต่ในตำนานสุดน้ำเน่าเรื่องนี้โจเจียงได้มาที่งานศพพ่อโดยไม่มีใครรู้เพราะเค้าลอบเข้ามา ทำไมต้องลอบเข้ามา? เพราะโจผีไม่ยอมให้เค้าเข้างานเนื่องจากเหี้ยนเต้เสด็จมางานนั่นเอง  และตามเรื่อง โจเจียงนั้นเหม็นกลิ่นเหล้าคลุ้ง ผมเผ้ากระเซิง-แถมมีใบหน้าที่โศกเศร้าผสมเคียดแค้น เค้ามาเพื่อสังหารเหี้ยนเต้

ทหารอารักษาเหี้ยนเต้ถูกฆ่าอย่างงายดายราวกับผักปลา และก่อนที่เหี้ยนเต้จะได้ตามทหารพวกนั้นไป โจผีและทหารของเค้าก็มาถึง โจผีสั่งให้โจเจียงวางดาบแล้วไปพักซะแต่โจเจียงไม่ยอมโดยบอกว่าหากไม่ได้หัวเหี้ยนเต้ไปเซ่นหน้าศพพ่อจะไม่ถอยเด็ดขาด โจผีก็ตวาดน้องว่าไม่มีหัวคิด ต่อให้ได้หัวเหี้ยนเต้ไปพ่อก็ไม่ดีใจหรอก จำได้มั้ยว่าท่านสั่งอะไร โจเจียงบอกว่าจำได้ว่าพ่อได้เต็มใจตายแล้วในคืนนั้น(หา!!!) ท่านไขว้สาปเสื้อกลับด้าน เห็นได้ชัดว่าจงใจตาย โจผีอึ้งไปก่อนจะบอกว่าพ่อปวดหัวมาเป็นหลายสิบปี มันไม่ได้เป็นความผิดใคร แต่โจเจียงก็โวยวายว่าไม่ใช่แน่นอน เพราะความจริงท่านไม่จำเป็นต้องตาย ฮ่องเต้ชั่วองค์นี้ต่างหากที่ทำ โจผีฟังดังนั้นก็ร้องไห้ตะโกนว่า อย่ามาพูดเหลวไหล พ่อปวดหัวมากจนตาย ไม่เกี่ยวกับคนอื่น สองพี่น้องร้องไห้แต่ไม่มีใครทิ้งดาบ ทั้งสองเถียงกันอย่างหนักแล้วโจเจียงก็เริ่มคลั่ง ฟันดาบไปทั่วทั้งห้องแล้วก็ร้องว่า มันแทงหัวใจพ่อ หัวใจที่ภักดีของพ่อ จะให้ข้าปกป้องมันได้อย่างไร โจผีร้องอย่างเหลืออดว่า "เออ ก็ได้ พระองค์ฆ่าท่านพ่อ แต่ก็เป็นท่านพ่อที่ยอมเอง พระองค์เจตนาที่จะตายอย่างลูกผู้ชาย แต่ท่านพ่อทิ้งกระบี่เอง ท่านยอมมอบชีวิตให้ เจ้าก็เห็นเหมือนพี่แม้จะไม่ยอมรับมัน แต่พี่ยอมรับ ว่าพ่อชีวิตท่านให้ฮ่องเต้ ท่านมีชีวิตอยู่ในฮ่องเต้แล้ว เพราะงั้นพี่จะไม่ยอมให้ใครฆ่าพระองค์ และเจ้า เจ้าก็ต้องยอมรับ หรือไม่ก็ฆ่าตัวตายซะ" โจผีพูดจบก็เดินออกจากห้องทั้งน้ำตา จากนั้นก็ต้องตกใจสุดขีดและวิ่งกลับไปในห้องเมื่อโจเจียงเชือดคอตัวเองตาย ว่ากันว่าศพโจเจียงถูกนำออกไปอย่างเงียบๆ เพราะเกรงว่าเรื่องจริงจะแพร่ออกไปรวมทั้งเกรงว่าโจผีจะโดนครหาว่าฆ่าน้อง

จบแล้วครับสำหรับเรื่องน้ำเน่าวันนี้ เป็นไง เน่าพอมั้ย? ไม่จำเป็นต้องเชื่อนะครับ แต่เหมาะจะเก็บไปไว้แต่งฟิก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #355 LE BASIlIC (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 7 เมษายน 2556 / 17:00
    _(:3」∠)_

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 7 เมษายน 2556 / 17:37
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 7 เมษายน 2556 / 18:56
    แก้ไขครั้งที่ 3 เมื่อ 7 เมษายน 2556 / 19:02
    แก้ไขครั้งที่ 4 เมื่อ 7 เมษายน 2556 / 19:26
    แก้ไขครั้งที่ 5 เมื่อ 7 เมษายน 2556 / 19:27
    แก้ไขครั้งที่ 6 เมื่อ 8 เมษายน 2556 / 10:03
    แก้ไขครั้งที่ 7 เมื่อ 8 เมษายน 2556 / 10:18
    แก้ไขครั้งที่ 8 เมื่อ 30 เมษายน 2559 / 23:36
    #355
    0