เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 68 : วิเคราะห์โรคประหลาด?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 829
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    12 มี.ค. 56

ขอโทษครับไม่ได้มาต่อซะนานเลย พอดีผมกำลังวิ่งวุ่นเรื่อง "คืนอัศจรรย์" น่ะครับ ศาสนจารย์เฮนรี่ มาดาว่า--ผู้มีของประทานฝ่ายวิญญานด้านการรักษาโรคจะมาที่อุบลฯ ในวันที่ 22-23-24 มีนาคมนี้ ที่สนามกีฬากลาง ม. อุบลราชธานีนี้เอง งานเริ่ม 18.00-22.000 น. ครับ มาแค่วันเดียวก็ได้ เอาเป็นว่าผมเชิญตรงนี้เลยแล้วกัน  ใครมาได้ก็มา มาไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ ซึ่งหลังจากที่ฝ่อยกันมาจะร้อยตอนอยู่ผมก็เริ่มจะเบื่อๆ บทความสามก๊กขึ้นมาเหมือนกัน ซึ่งหลักๆ คือเริ่มหมดมุขนั่นเอง จึงคิดว่าจะเขียนต่อไปไม่เกินตอนที่หนึ่งร้อย หรือเร็วกว่านั้นคือประมาณเก้าสิบตอน แล้วหลังจากนั้นจะมาเฮฮาประสาเทพนิยายกันบ้าง ซึ่งพวกท่านไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้อ่านตำนานกริซ-โรมันเป็นหลักครับ เพราะผมบ้ากว่านั้นคือจะเล่นกับเทพนิยายเชื่อมต่อระหว่างศาสนาที่ตายแล้วในดินแดนแถบอาหรับ-เมโสโปเตเมียและอิยิป กับศาสนาที่ยังมีในโลกนี้อย่างคริสต์-อิสลาม  แล้วก็จะเขียนบทความเกี่ยวกับการดูหนัง-อ่านหนังสือ และพลอตการ์ตูนที่จะนำมาวาดภายหลัง ซึ่งทั้งหมดอาจไม่มีคนอ่านเลยก็ได้
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วิเคราะห์โรคประหลาด?

การ์ตูนสามก๊กที่น่าจะเป็นเรื่องเดียวที่แจกแจงเกี่ยวกับโรคระบาดในศึกเซ็กเพ็ง

คนที่อ่านสามก๊กอาจจะพบเจออาการป่วยของตัวละครหลายๆ ตัวในเรื่องที่หลอกว้านจง(หรือสองเหมา)ปัดเอาง่ายๆ ว่าเป็นเพราะ ผีเข้าบ้าง กรรมตามสนองบ้าง ส่วนคนที่เคยอ่านประวัติศาสตร์ก็ล้วนเคยอ่านพบว่าตัวละครเป็นโรคโน้นโรคนี้กันเสมอๆ  มีตำนานพื้นบ้านเล่าเรื่องการตายของจ้าวจื่อหลงหรือเตียวจูล่งว่าตายเพราะปิ่นภรรเมีย ปันหาคือไม่ได้บอกชัดว่าแทงตรงไหนจึงตาย แน่นอนว่าหากแทงที่คอหรือหัวคงไม่รอด  แต่กรณีไม่บอกชัดว่าแทงที่ไหนทำให้เราคงต้องลองคิดต่างไว้ก่อนว่าไม่ได้โดนที่สำคัญ  คำถามคือ "ทำไมตาย?" คราวนี้มาพิจารณาชีวิตรบบ้าง  จูล่งคือคนๆ เดียวในนิยายและอาจจะรวมถึงประวัติศาสตร์ระบุว่า "ไม่เคยบาดเจ็บจากการออกรบ" จึงทำให้เราสันนิฐานได้ดังนี้คือ "โรคเลือดไหลไม่หยุด" หรืออาจจะเป็น "การติดเชื้อแบดทีเรียในกระแสเลือด" อาจจะรวมถึงโรคที่คาดไม่ถึงอย่าง "บาดทะยัก" และ "โรคพิษสุนัขบ้า" คำถามคือ อาการก่อนตายของจูล่งคืออะไร มีอาการเกร็งตามกล้ามเนื้อหรือไม่(บาดทะยัก) กลัวลมและน้ำ(พิษสุนัขบ้า) หรือว่าไข้ตายไปเฉยๆ(ติดเชื้อในกระแสเลือด)
จูล่ง

อาการปวดหัวของโจโฉก็ทำให้เราปวดหัวตามได้ไม่ยาก เพราะรายละเอียดเกี่ยวกับอาการป่วยนั้นซับซ้อน โจโฉไม่ได้ปวดหัวตลอดเวลา แต่ปวดเป็นครั้งๆ หลังการว่าราชการ ซึ่งฟังแบบนี้น่าจะเป็นไมเกรน แต่บางครั้งบางคราวโจโฉก็ล้มลงกับพื้นและหมดสติเอาเฉยๆ ได้ ทำให้ผมต้องมาพิจารณาว่าปวดหัวไมเกรนมันหนักปานนั้นเลยเหรอ และไม่มีตรงไหนบอกว่าอาการปวดหัวของโจโฉเป็นอาการปวดหัวของโจโฉเป็นการปวดหัวข้างเดียวและตาพร่าเมื่ออยู่กลางแดด ทำให้มีข้อสันนิฐานได้ว่าโจโฉอาจจะเป็นความดันโลหิตสูงซึ่งมากพอจะทำให้ล้มได้เหมือนกันและสอดคล้องกับการที่อาการนี้เริ่มเมื่ออายุเหยียบสี่สิบไปแล้ว แต่... มีเรื่องที่โจโฉลุกเร็วเกินไปจนวูบเพราะหน้ามืดเหมือนกัน ซึ่งไม่เข้าเรื่องทันทีเพราะอาการเหมือนภาวะโลหิตจางมากกว่า  แล้วความดันคนแก่จะเดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำได้รึ?  ต่อมามีข้อสันนิฐานว่าโจโฉอาจจะเป็นกามโรค(ภาวะเชื้อขึ้นสมอง)เพราะสอดคล้องกับอาการก่อนตายในนิยายมาก แต่แล้วเมื่อนักประวัติศาสตร์ออกมาบอกว่าในประวัติศาสตร์จริงไม่มีเรื่องพรรค์นั้น ข้อสันนิฐานจึงตกไป

ปวดจนอ้วก ปวดจนสลบ ปวดจนสะดุ้งตื่นกลางดึก

นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการทั้งหลายเสนอเกี่ยวกับโรคเนื้องอกในสมอง(บางครั้งโจโฉปวดหัวมากจนถึงขั้นสะดุ้งตื่นกลางดึกทีเดียว) ดูใกล้เคียงมากกว่าเดิม แต่... ปัญหามีอยู่ว่าช่วงหลังๆ อาการปวดหัวของโจโฉก็มีแนวโน้มจะลดลง  ทำให้ผมเริ่มคิดเกี่ยวกับโรคประสาทฮิทีเรียเพราะสอดคล้องกับอาการฝันร้ายและละเมอฆ่าคน ที่สำคัญมันเกิดหลังการกระทำที่ยากจะรับได้โดยพวกทหารเตียวสิ้ว(แต่เพื่อนเราก็เสนอว่าอาจจะเป็นฝีมือชงต๊ะที่คอยปกป้องนายก็เป็นได้) แต่หลังจากนั้นล่ะ.. เพราะการที่อาการเช่นนี้จะดีขึ้นต้องอาศัยการบำบัดทางจิตที่นานพอตัว โจโฉพบมันได้ยังไง วิชาจิตวิทยาของจีนก้าวหน้าขนาดนั้นเหรอ? หรือว่าไปวัดจนหาย?  ความจริงยังไม่นับเรื่องงี่เง่าที่อาจจะเป็นไปได้ นั่นคือ "สายตา" เพราะโจโฉเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ ประวัติศาสตร์บอกชัดว่าเค้าแทบไม่ให้ม้วนหนังสือห่างมือด้วยซ้ำ เค้าอ่านทุกวันและวันละมากๆ ด้วย เป็นเรื่องธรรมดาที่จะ "สายตาสั้น" และอาจจะ "ตาเอียง" ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับอาการปวดหัวระหว่างและหลังว่าราชการ

เมื่อแก่ตัวมา โจโฉมักได้รับบาดเจ็บสาหัสบ่อยๆ แม้จะมีองครักษ์คอยป้องกัน  คนที่มีปัญหาด้านตาสั้นและเอียงจะเริ่มปรากฏเส้นเลือดแดงๆ ที่ตาขาวแทงไปที่ตาดำ ซึ่งทางโหวเฮ้งถือว่าอันตรายมากขนาดตายโหงทีเดียว ทั้งนี้เพราะสมัยนั้นไม่มีแว่นสายตา และคนที่สายตาสั้นจะมองค่อยไม่เห็นหากอันตรายไม่เข้ามาใกล้พอ ซึ่งถึงตอนนั้นก็หลบไม่ทันแล้ว หากมองข้ามเรื่องการเมืองและอุบายศึก โจโฉมักก็ทำอะไรแปลกๆ แบบที่ไม่เคยเห็นในช่วงห้าสิบปีแรกของชีวิต นั่นคือโจโฉมักปล่อยให้อันตรายเข้ามาใกล้ตัวชนิดที่หากอีกฝ่ายลงมือก็คงต้องจบชีวิตบ่อยๆ เช่นครั้งที่ตอนที่ม้าเฉียวยกทัพตามมา ทหารก็รีบบอกให้โจโฉข้ามน้ำ โจโฉมองไปยังกองทัพที่ใกล้เข้ามาแต่ก็ยังนั่งเฉยๆ จกระทั่งเสียงฝีเท้าม้าเริ่มใกล้มาก โจโฉจึงขมวดคิ้วมองแล้วถามจริงเหรอ ทั้งๆ อยู่ใกล้พอที่จะเห็น  แล้วกระโดดขึ้นม้าแล้วควบไปหาม้าเฉียวซะงั้น เลยโดนไล่ต้อนเกือบตายจนนักแต่งงิ้วเอาไปเขียนล้อว่าต้องตัดเคราหนีตาย และบ่อยครั้งเค้าจะบอกให้คนอื่นเข้ามาใกล้ๆ หรือไม่ก็เดินไปหาเองเพื่อจะเห็นหน้าชัดๆ ไม่เว้นแม้แต่กับศัตรู  แล้วเค้าเองก็มักสะดุดโน่นชนนี่จนต้องมีเด็กรับใช้คอยเก็บของออกจากทางให้ เมื่อเป็นเว่ยหวางก็ไม่อดทนกับเสื้อผ้ารุ่มร่ามที่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว และคนที่มีปัญหาสายตาปวดหัวแน่ๆ เมื่อต้องอ่านหนังสือตัวเล็กๆ ของบรรดาข้าราชการที่ร่วมนโยบายประหยัดทรัพยากร

โรคอะไรกันแน่ที่กำลังระบาดในช่วงที่เกิดสงครามเซ็กเพ็ง ในเรื่อง "Red Cliff" โรคที่เกิดระบาดในช่วงนั้นคือ "ไข้รากสากใหญ่" แต่ใน "มังกรอหังการ หมาป่าคะนองศึก" กลับเป็น "โรคพยาธิใบไม้ตับ" ส่วนนักประวัติศาสตร์มักสันนิฐานว่าเป็น "โรคพยาธิปากขอ" ปัญหาคือทั้งหมดล้วนสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของกังตั๋งมาก เนื่องจากประชาชนในพื้นที่แถบนี้นิยมบริโภคปลาดิบทั้งปลาทะเลและปลาน้ำจืด หากเป็นพยาธิใบไม้ ควรมีอาการท้องบวม-อ่อนเพลีย-ตัวเหลือง ซึ่งก็เหมือนจะปรากฏไปทั่วในบรรดาทหารป่วยทัพโจ  หากเป็นพยาธิปากขอก็เข้ากับอาการรากเลือดของจิวยี่มาก  ส่วนไข้รากก็จะท้องเสียและมีไข้ซึ่งเป็นอาการที่ระบาดไปทั่วในสมัยนั้นรวมทั้งในสงครามเซ็กเพ็ง(มันหลายอาการยังไงก็ไม่ทราบแฮะ) รึตอนนั้นสารพัดพยาธิมันลงผาเซ็กเพ็งกันหมด

เกี่ยวกับโรคไข้รากและอหิวาตกโรคนั้นเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนดีๆ ในสมัยนั้นไปหลายคน เช่นซุนฮิว และหยวนยู นอกจากนี้ยังมีฝีดาษ หัดและไข้ทรพิษ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ยังไม่อาจบอกได้ว่าโรคอะไรแน่ที่ระบาดในช่วงที่รัชทายาทและโจฉองกำลังต้องการยาพอดี แม้แต่โจผีที่ประจำในพื้นที่ยังติดโรคด้วยแม้จะป้องกันอย่างดี  แต่โชคดีที่รอดมาได้  และหลังจากนั้นเมื่อโรคระบาดนี้ลงอีกเค้าไม่เคยป่วยอีกเลยแม้จะลงพื้นบ่อยๆ เพราะห่วงพ่อที่กล้าลงพื้นที่ประจำแต่ไม่เคยเจ็บป่วย ทำให้สันนิฐานว่าเป็นโรคที่ป่วยแล้วจะมีภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต โจโฉเองสมัยเด็กก็อาจป่วบบ่อยๆ และคงป่วยมาหลายโรคด้วยแต่แล้วก็รอดมาได้(อาหมานแปลว่าช่อนเร้น แท้จริงแล้วอาจซ่อนเร้นจากโรคร้ายก็ได้) ส่วนโจผีไม่ทราบก็คิดว่าที่ตนไม่ป่วยเพราะผีกลัวบารมีพ่อ(ฮา) เพราะงั้นการที่โจผีตายต้องไม่ใช่เพราะโรคระบาดแน่นอน(ยาพิษรึเปล่า?)  และหากโรคระบาดที่ลงเซ็กเพ็งไม่ใช่โรคพยาธิ มันก็ชัดเจนว่าหากโรคระบาดรุนแรงปานนั้นจริงแล้วใยไม่ลากโจโฉลงหลุมไปด้วย  เสียดายที่การป่วยของโจผีในตอนนั้นทำให้ยาส่งถึงเมืองหลวงไม่ทันการและต้องเสียเด็กที่น่าสงสารทั้งสองคนไป

โรคมะเร็ง เนื้องอก และ เบาหวานอาจจะเป็นโรคที่เคียงข้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ดังที่ปรากฏว่าราชีนีฮัตเชปซัตนั้นทรงสวรรคตด้วยโรคเบาหวานและมะเร็งที่โพรงฟันกราม พอดีที่มีบันทึกว่าสุมาเจียวนั้นเสียชีวิตด้วยโรคเนื้องอกที่ตา ซึ่งความจริงอาจจะเป็นมะเร็ง เพราะลำพังเนื้องอกไม่น่าจะทำให้คนตายได้เว้นแต่มันจะกลายเป็นเซลล์มะเร็งที่ลามไปถึงระบบน้ำเหลืองหรือสมอง  นอกจากนี้ยังพาลคิดถึงโรคเลือดไหลจากทางทวารหนักของเล่าปี่ในนิยายนั้นเป็นริดสีดวงทวารรึว่าเป็นภาวะมะเร็งลำไส้กันแน่  แม้นิยายมักจะบอกเราเกี่ยวกับโรคตรอมใจหรือที่เราเรียกว่าโรคหัวใจสลาย แต่เรื่องนี้มิได้เป็นประเด็นหลักแต่อย่างไร เนื่องจาก  นักวิทยาศาสตร์มีข้อมูลที่ผ่านการศึกษามาแล้วว่า แทบไม่มีโอกาสที่คนเราจะตายด้วยภาวะหัวใจสลาย แต่จะตายด้วยภาวะแทรกซ้อนจากโรคธรรมที่มักเกิดกับคนไม่ค่อยสนใจตัวเอง ในนิยายเหมือนจะสร้างภาพภาวะตรอมใจตายของพระเจ้าเล่าปี่มากเหลือเกิน ซึ่งตอกย้ำความรักที่มากล้นต่อน้องๆ ที่ตายกันไปก่อน  (แน่ใจได้ไงคิดน้องหน้าดำกับน้องหน้าแดง อาจจะตรอมใจคิดถึงน้องโฉก็ได้ แหม... ฮา  อันหลังล้อเล่นครับ)  เรื่องจึงในประวัติศาสตร์นิยายไม่ลงไว้ด้วยคือ หลังจากที่เล่าปี่มาอยู่กับเล่าเปียวและกินจนอ้วนนั้น เล่าปี่มีสภาวะการอย่างไรบ้างที่จะทำให้คนอ่านเชื่อได้ว่าเล่าปี่คิดขนาดจะโดดน้ำตายเพราะพาคนมาลำบากจริง ความจริงเล่าปี่อาจจมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพที่ทำให้หมดกังลังใจไปด้วยหรือไม่?
คนนี้ตายเพราะเนื้องอก

คราวนี้นำมามาบวกกับภายหลังที่เล่าปี่เริ่มไม่ค่อยชอบลำบากเหมือนสมัยหนุ่มๆ ที่ขอให้ได้กินโจโฉไว้ก่อนจะให้เหนื่อยเพียงใดก็ยอม(อาจจเป็นเพราะโจโฉเริ่มแก่หนังเลยเริ่มเหนียว เคียวไม่อร่อยเหมือนเดิม) เล่าปี่ไม่ยอมเสี่ยงบาดเจ็บเหมือนเดิม(ทั้งๆ ที่ปกติค่อนข้างกล้าพอตัว) รักสบายมากขึ้น และในศึกสุดท้ายที่บาดเจ็บและต้องตายในอีกประมาณปีต่อมา ผมสงสัยว่าเล่าปี่อาจจะเป็นโรคเบาหวานครับ
แล้วนายล่ะ ตายเพราะอะไร?

ตอนหน้าเราจะคุ้ยเขี่ยเรื่องนักรบที่เรายังไม่ฝอยกันต่อ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #352 Galno (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 13 มีนาคม 2556 / 17:11
    เคี้ยวยาก(?) 5555+ เพิ่งรู้นะเนี่ย ผมไม่ค่อยรู้เรื่องละบาดแหะ แต่ที่คุณรามิเองเสนอมาผมว่าน่าสนใจดีครับ
    สู้ๆลงไวๆแล้วกันครับ





    ปล.เดี๋ยวนี่ท่านคลั้งแฟนตาซีหรือ 555+


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 14 มีนาคม 2556 / 11:15
    #352
    0
  2. #351 ราเบล (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 13 มีนาคม 2556 / 15:21
    เกี่ยวกับจูล่ง ที่โดนภรรยาเอาปิ่นแทงตายนั้น ผมเคยอ่านเจอจากการ์ตูนสามก๊ก (ที่เป็นฉบับ20เล่มและแปลโดยเล่าชวนหัวอ่ะครับ) เขาบอกว่า จูล่งโดนแทงปิ่นที่ท้ายทอยโดยมีสาเหตุหลักมาจากการหยอกล้อกันเล่นๆครับ ส่วนอีกฉบับที่เน้นเกี่ยวกับจูล่งโดยตรง ก็บอกว่า ป่วยเป็นไข้ครับ แต่หลักๆ ถ้าอิงตามนิยายก็ตายด้วยโรคชรานั่นแหละครับ (มั้ง)

    ปล.ผมอยากให้พี่เขียนถึงตอนที่100ด้วยเถอะครับ อย่าพึ่งหมดมุกเลย (อีกอย่างถ้าพี่ไม่เขียนต่อผมจะเอาข้อมูลที่ไหนมาเขียนนิยายอ่ะครับ) ส่วนเรื่องงานอื่นๆก็สู้ๆนะครับพี่
    #351
    0
  3. #350 LE BASIlIC (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 12 มีนาคม 2556 / 20:30
    _(:3」∠)_

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 13 มีนาคม 2556 / 00:50
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 22 มีนาคม 2556 / 12:44
    แก้ไขครั้งที่ 3 เมื่อ 22 มีนาคม 2556 / 12:47
    แก้ไขครั้งที่ 4 เมื่อ 22 มีนาคม 2556 / 13:19
    แก้ไขครั้งที่ 5 เมื่อ 22 มีนาคม 2556 / 18:23
    แก้ไขครั้งที่ 6 เมื่อ 27 มีนาคม 2556 / 20:20
    แก้ไขครั้งที่ 7 เมื่อ 30 เมษายน 2559 / 23:36
    #350
    0