เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 65 : นายข่งหยงภาคต้น-ร่วมก๊วนกับโจโฉ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 658
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    17 ม.ค. 56

ว่าจะลงตั้งแต่เมื่อเมื่อบ่ายสามแต่เน็ทกากมาก  หลังจากเปิดหัวเรื่องให้อภิปรายกัน ผลปรากฏว่ามีคนร่วมออกความเห็นน้อยมาก  สงสัยจะรออ่านอย่างเดียว(ฮา) ฉะนั้นผมจึงไม่คิดจะรีรออีก เลยตัดสินใจลงเรื่องนี้ซะ จะได้หมดเรื่องหมดราวไป... ตระกูลข่งนั้นมีความสำคัญมากในประเทศจีน และคนในตระกูลก็มักได้รับการยกย่องและนับถือไปทั่ว ทั้งนี้เพราะสืบวงศาคณาญาติมาจากท่านข่งจื้อ--มหาปราชญ์ผู้วางรากฐานอันยิ่งใหญ่ให้กับประเทศจีน ซึ่งเมื่อศึกษาเกี่ยวกับจีนผมก็เจอเรื่องน่าตกใจอีกหลายอย่างเป็นต้นว่า "คนจีนสมัยสามก๊กไม่ได้ใช้ตะเกียบกินข้าวครับท่าน!?" แต่พึ่งทำเอาสมัยมองโกลปกครองนี่เอง ในสมัยก่อนมองโกลครองจีนนั้น "หากเอาตะเกียบโกยข้าวเข้าปากนับว่าไร้การศึกษา" เพราะตะเกียบมีไว้คีบกับข้าวมาใส่ถ้วย ตามมารยาทสมัยนั้นการกินที่ถูกต้องคือ "ให้คีบกับมาใส่ถ้วยข้าวแล้วใช้มือหยิบข้าวใส่ปาก" หรือพูดให้ชัดๆ คือต้องใช้มือเปิบเท่านั้น!? Oh my God!?! หนังและซีรี่ย์สื่อผิดมาตลอดเลย!?!?

นอกจากเรื่องตะเกียบแล้ว มองโกลนี่แหละลบล้างศรัทธาของคนสมัยนั้นที่มีต่อโจโฉจนหมด(หลังจากที่ราชวงศ์จิ้นทำมาแล้วแต่ยังมีเหลือบ้าง) เนื่องจากพวกเค้าชื่นชอบแก๊งเล่าปี่มากกว่าและมีการตั้งสามเผ่าที่ปกครองจีนตอนนั้นเป็นเล่าปี่-กวนอู-เตียวหุย จากนั้นชาบูกันยกใหญ่ ส่วนทำไมลอร์ดกวนดังกว่าเพื่อนท่านสามารถอ่านได้จาก "พิชัยสงครามสามก๊ก" โดย สังข์ พัธโนทัย ซึ่งจะช่วยเพื่อนๆ ได้มากเรื่องการทำความเข้าใจเกี่ยวกับบริบทในสามก๊ก อีกเล่มก็คือ "ปุจฉา-วิสัชนา ปัญหาในสามก๊ก" โดย โกวิท ตั้งตรงจิตร ส่วนอีกเล่มที่ควรหามาอ่านให้ได้ก็คือศิลปะการใช้คนในสามก๊กที่แต่งโดย "ฮว่อหยี่เจีย" เพราะอันนี้เป็นการวิเคราะห์นิยายโดยมุมมองคนจีนเอง(ซึ่งวิเคราะห์เรื่องคล้ายๆ หงสาฯ) และแม้จะเน้นพูดแต่เรื่องที่เกิดนิยายโดยไม่อธิบายประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่ลังเลที่บอกคนอ่านตามตรงว่ายังไงนิยายสามก๊กเป็นเรื่องจริงแค่สามส่วนอีกเจ็ดแต่งเอา ผิดกับคนไทยทั้งหลายที่ยังขี้เกรงใจ เลยบอกแบบอ้อมๆ แอ้มๆ ว่าแต่งแค่สามแต่จริงเจ็ด  เอ้อ... แล้วผมจะพาพวกท่านออกทะเลทำไมเนี่ย?

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า... ข่งหย่งเป็นคนเมืองเหอหนาน นิสัยปากกล้าตั้งแต่เล็ก เป็นต้นว่าเฉินต้าฟูที่วิจารณ์คนอย่างเจ็บแสบว่า "เด็กฉลาดนั้นโตมาโง่ก็เยอะ" ยังโดนข่งหยงกลับว่า "สมัยเด็กท่านต้องฉลาดแน่ๆ" หรือตอนที่จะเข้าพบผู้ว่าหยี่หลิงก็อ้างความสนิทสนมสมัยพระเจ้าเหาว่า "บรรพบุรุษของเรา(ข่งจื้อกับเหลาจื้อ)เคยสนทนาแลกเปลี่ยนกันจึงถ่ายทอดความสัมพันธ์นั้นมายังเรา"  ซึ่งเรื่องเหล่านี้หลายๆ ท่านคงทราบมาบ้างแล้วผมจึงขอตัดฉับเข้าวัยทำงานเลยนะครับ

ข่งหยง

ด้วยความที่สืบสายเลือดจากข่งจื้อจึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะรับราชการ อย่าว่าแต่สอบเลยทางการจะเชิญมารับตำแหน่งด้วยซ้ำ ข่งหยงจึงกระโดดสู่ตำแหน่งเจ้าเมืองปักไฮได้อย่างสบายๆ และการที่เค้าทำอะไรสำเร็จง่ายๆ ตลอดเลยค่อนข้างจะเย่อหยิ่งพอตัว เมื่อบ้านเมืองเกิดกลียุคเค้าก็คิดว่าคนที่จะปราบปรามความวุ่นวายได้ก็มีแต่เค้าเท่านั้น(อ้าว? เฮ้ย?) โดยในแต่ละวันเค้าจะโอ้อวดเกี่ยวกับคะแนนสอบที่สูงลิ้วในที่ทำงานของเค้า ผู้คนที่จะทำงานกับเค้าได้ต้องมีระดับอันได้แก่วาทะดี-ลายมือสวย ฯลฯ  และไอ้ความคิดแบบนี้ก็ไม่สามารถดึงดูดผู้คนไว้ได้ครับ เพราะแม้ในตอนแรกมีคนมากมายมาทำงานด้วย แต่อยู่ได้ไม่นานก็ต้องย้ายไปทำงานกับคนอื่น บันทึกกล่าวว่า "ขงหยงชอบคนที่แปลกและไม่เหมือนใครด้วยมั่นใจว่านี่คือลักษณะอัจฉริยะ คนที่เค้าคบหาจึงเต็มไปด้วยพวกฉาบฉวยแต่ไม่มีประโยชน์อันใด" ตัวมันเองก็ยังไม่ค่อยเป็นประโยชน์อันใดกับโจโฉเหมือนกัน

เมื่อโจรผ้าเหลืองอาละวาด ก็ได้เวลาที่ข่งหยงทำเหมือนที่โม้ แต่ปรากฏว่าเมื่อนำทัพออกสู้กลับพ่ายแพ้อย่างง่ายดาย(โอ้ยยย!) ข่งหยงหนีไปตู้ฉางและตั้งทัพโดดเดี่ยวทั้งที่เสบียงไม่มากนัก ซึ่งตอนนั้น โจโฉตั้งทัพอยู่ไม่ไกลนัก ซัวเชงซู่จึงแนะนำว่าน่าจะไปพึ่งโจโฉดีกว่า ข่งหยงเสียหน้าเพราะคิดว่าอีกฝ่ายหมิ่นว่าเค้าสู้โจโฉไม่ได้เลยฆ่าซัวเชงซู่ทิ้ง งานนี้จึงทำให้คนหนีทัพเพราะกลัวจะเสียหัวเนื่องจากเจ้านายเล่นเหวี่ยงแบบนี้ หลังจากนั้นไม่นานอ้วนถำก็โจมตีขงหยง แล้วท่านคิดว่าเกิดอะไรขึ้นครับ ข่งหยงสู้ตาหยิบล่ะสิ เปล่าเลย ข่งหยงนั่งศึกษาตำรา และพูดจาหัวเราะกับคนอื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนกระทั่งเมืองถูกยึดกลางดึก ขงหยงจึงทิ้งลูกทิ้งเมียหนีไปในคืนนั้นเอง... จากสภาพน่าจะแห้งตายกลางทางไปแล้ว แต่ไม่ทราบว่าเป็นบุพเพกตบุญตามาแต่ปางใด ทั้งๆ พี่แกเคยตัดหัวคนที่แนะนำให้แกไปสวามิภักโจโฉแท้ๆ แต่แล้วแกกลับโซซัดโซเซไปเจอโจโฉที่กำลังนำเสด็จเหี้ยนเต้กลับบ้านซะงั้น ดีว่าโจโฉตอนนั้นยังไม่โดนทหารเตียวสิ้วรุมโทรมและยังไม่โดนหักหลังมากพอ หมอจึงยังใสซื่อไร้ความหวาดระแวงอยู่ เมื่อรู้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็บังเกิดความสงสารอีกตามเคยจึงเชิญขงหย่งอยู่ด้วยและตั้งให้เป็นเสนาบดี-มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้เหี้ยนเต้ ซึ่งข่งหยงก็แสดงความมีไมตรีต่อโจโฉโดยการเสนอยีเอ๋งให้ใช้งาน ส่วนได้ผลเป็นไง ย้อนกลับไปอ่านตอนยีเอ๋งนะครับ

ยีเอ๋ง-ในสามก๊กฉบับวานิพกของยาขอบเรียกมันว่า "ผู้ไม่ยอมเสียหยาดเหงื่อให้กับความทรยศ" ความหมายคือไม่ยอมก้มหัวให้อธรรม แต่พออ่านเข้าจริงๆ ผมว่ามันก็แค่เกรียนเท่านั้นเอง

บางคนคงสงสัยว่าทำไมหมอนี่ทำตัวเหมือนเล่าปี่(ทิ้งลูกทิ้งเมีย) เราอาจตีความได้ว่าแกอาจเอาอย่างพระเจ้าเล่าปัง(อ้าว.. ก็แกคิดนี่ ว่าแกนี่แหละที่จะปราบความวุ่นวายได้เหมือนพระเจ้าเล่าปัง) หรืออีกกรณีคือแกติดโรคจากเล่าปี่เพราะก่อนที่จะมาเข้าก๊วนโจโฉแกเป็นมิตรกับโตเกี๋ยมมาก่อน และเสนอเขียนจดหมายมาบอกให้เล่าปี่รับตำแหน่งต่อจากโตเกี๋ยมซะทั้งๆ ที่ตอนนั้นรู้จักเล่าปี่เพียงผิวเผินเท่านั้น  แต่ให้การสนับสนุนเพียงเพราะเล่าปี่อ้างว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ และระหว่างที่ร่วมทางกลับฮูโต๋กับโจโฉนี่เอง ผมสงสัยว่าข่งหยงคงสังเกตพฤติกรรมของในการถวายการปรนนิบัติเหี้ยนเต้ซึ่งเต็มไปด้วยความเอาใจใส่ และแกอาจจะมีจินตนาการเลยเถิดเพราะรูปร่างหน้าตาโจโฉด้วยรึเปล่ามิทราบ ภายหลังจึงได้เที่ยวบอกคนอื่นว่าตอนนั้นโจโฉปรนนิบัติฮ่องเต้ดีเลิศได้ราวกับหญิงสาวที่หลุดมาจากหอนางโลมก็มิปาน ซึ่งเรื่องนี้ผมจะอธิบายทีหลังนะครับ

 

ในด้านทักษะของข่งหยงนั้น ก็ใช่ว่าแกจะท่าดีทีเหลวไปซะทุกอย่าง หากเรายังจำได้ ข่งหยงสอบจองหงวนได้ด้วยคะแนนที่สูงลิบลิ่ว จากตำแหน่งเจ้าเมืองที่ได้ทันทีก็ทำให้เดาได้ว่าอาจจะสอบได้ที่หนึ่งด้วยซ้ำ(จึงผยองซะปานนั้น)  การที่ทะเยอทะยานว่าตัวเองเท่านั้นที่จะปราบรามกลียุคลงได้ทำให้สงสัยว่าอาจจะที่หนึ่งทั้งบุ๋นและบู้ด้วยซ้ำไป ข่งหยงจึงน่าจะแม่นทั้งหลักข่งจื้อและพิชัยสงคราม ตลอดจนวรยุทธก็คงพอตัว ควรจะเจ๋งเพลงอาวุธทั้งแบบไกลและใกล้ด้วย ประมาณว่าหากตีกับโจโฉตัวต่อตัวก็อาจจะจบลงที่โจโฉโดนน๊อกไปเลยก็ได้ เพราะงี้โจโฉจึงได้มอบหน้าที่เป็นหัวหน้าทหารองครักษ์-ที่มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้เหี้ยนเต้ พอผมว่ายังงี้เพื่อนๆ อาจจะสงสัยว่าคนแบบนี้จะมีทักษะแบบนี้ได้เหรอ? เพราะหากมีทำไมผลงานการศึกจึงเหลวเป๋วนัก? ผมก็บอกได้ว่า "กรณีข่งหยงนั้นเทียบได้กับม้าเจ๊ก" เพราะม้าเจ๊กเองก็เก่งตำราพิชัยสงครามเช่นกัน เก่งจนหากรบด้วยปากไม่มีใครชนะได้ด้วย แต่แล้วม้าเจ๊กก็พังพาบกลางศึกจนได้ ทำไม? เพราะสนามรบจริงไม่มีความคงเส้นคงวา สิ่งที่ปรากฏในสนามรบไม่ได้เหมือนในตำราซะทั้งหมด  รึอย่างข่งเบ้ง--จะว่าเก่งก็เก่ง แต่ก็ล้มเหลวในการตีรัฐวุ่ยครั้งแล้วครั้งเล่า จนเฉินโซ่วที่เขียนเชียร์มาตลอดยังต้องจำใจยอมรับในตอนท้ายว่า "ข่งเบ้งไม่ใช่นักการทหารที่ดี" ทั้งที่เชิดชูมาทั้งเล่ม

เหี้ยนเต้อยู่ในการดูแลของโจโฉตลอดเวลาที่เดินทางกลับฮูโต๋

ในช่วงแรกความสัมพันธ์ระหว่างข่งหยงกับโจโฉค่อนข้างดีทีเดียว ขนาดมีคำประพันธ์ที่บอกเล่าชีวิตราชการในเมืองฮูโต๋ของตนโดยเล่าเรื่องความขัดสนเพราะเงินเดือนต่ำแต่ค่าใช้จ่ายสูง และอดไม่ได้ที่ชื่นชมโจโฉที่ใจเด็ดมากขนาดตัดเงินเดือนตัวเองสามเดือนและมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องมีเงินซักอีแปะ อันนี้ผมไม่แปลกใจ เพราะยังไงก็มีข้าวให้กิน เนื่องจากหัวหน้าก๊กลงไปทำนาทำแปลงผักและเลี้ยงเป็ดเลี้ยงปลาเอง แต่ความทึ่งของข่งหยงคงเป็นที่โจโฉสามารถอยู่แบบชาวบ้านจริงๆ ทั้งๆ ที่เป็นนายกรัฐมนตรี... แต่อย่างไรก็ตามด้วยความที่เกิดมาในตระกูลข่งจื้อ ข่งหยงจึงมีอิทธพลกว้างขวางมากคนหนึ่ง ดูเหมือนโจโฉจะไม่สนใจเท่าไหร่นักเนื่องจากโจโฉไม่ได้นับถือลัทธิหยู(แต่ให้ความเคารพพอสมควรในฐานะจารีตและศาสนาประจำบ้านเมือง) อีกทั้งโจโฉก็มีคนแซ่ข่งในก๊วนหลายคน และหลายๆ คนก็ตั้งใจทำงานมาก ส่วนโจโฉเองก็งานรัดตัวเกินกว่าจะไปสนใจข่งหยงคนขี้โม้อยู่แค่คนเดียว และข่งหยงเองก็คงไม่พอใจนักที่ตัวเองได้ตำแหน่งหัวหน้าบอร์ดี้การ์ดฮ่องเต้แทนที่จะได้โควต้ารัฐมนตรี จึงเริ่มตั้งชมรมคนเกลียดโจโฉ โดยกิจกรรมหลักในชมรมนี้ก็คือสุมหัวนินทาโจโฉผู้ให้ความสำคัญกับปากท้องมากกว่าเสื้อผ้าเครื่องประดับ

เริ่มจากนิสัยประหยัด-สมถะที่เคยเป็นที่ประทับใจก็กลายเป็นความขบขันว่าช่างซ่อมซ่อไม่สมฐานะ โจโฉเองก็เป็นคนทำบุญไม่ขึ้นแต่ทำบาปขึ้น เวลาทำดีกับใครแล้วโดนหักหลังก็โดนชมรมนี้นินทาว่าโง่ ครั้งจะเด็ดขาดขึ้นมาเพราะรักษากฏหมายก็โดนหาว่าโหดเหี้ยม และเมื่ออ่านไปอ่านมาผมก็พบว่าไอ้ "นินทา" นี่มันเบาไป เพราะจากสภาพการณ์มันน่าจะเรียกว่า "ระดมทาสี" มากกว่า เพราะโจโฉเริ่มแปรสภาพจาก "คนโง่โหดเหี้ยม" เป็น "โจรกังฉิน" ที่ "เลวไม่แพ้ตั๋งโต๊ะ" เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็เสียหายหมดประมาณว่า "ทำเพื่อบ้านเมืองก็โจร ทำเพื่อตัวเองก็โจร ปกป้องคนอื่นก็โจร ปกป้องตนเองก็โจร รบแพ้ก็โจร รบชนะก็โจร อยู่เฉยๆ ก็โจร ไม่ทำอะไรก็โจร ฯลฯ" คือไม่ว่าขยับยังไงก็กลายเป็น "โจรชิงราชสมบัติ" ไปหมด สรุปคือเป็นชมรมทาสีโจโฉนั่นเอง เฉินโซ่วเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า "ต่อหน้าคนอื่น โจโฉมักทำเหมือนรับเรื่องนี้ได้ แต่ความจริงแล้วเค้าโกรธมาก" ต่อให้ผมไม่ได้ไปนั่งในหัวใจโจโฉผมก็คิดว่าเค้าคงโกรธมากเหมือนกัน เพราะโดนขนาดนี้ไม่โกรธก็บ้าแล้ว คนนะเว้ยไม่ใช่พระอริยะ!!

ส่วนหัวหน้าชมรมนั้นท่านสนุกกับการพูดถึงนายกรัฐมนตรีในเรื่องที่ผิดปกติ แรกๆ ก็พูดกันขำๆ ไปงั้นแหละ แต่ขำไปขำมาก็เริ่มคิดว่าไอ้ที่นินทาออกมานั้นเป็นเรื่องจริง ซึ่งตอนหน้าจะเป็นบทจบของเรื่องนี้ ซึ่งจะเป็นเรื่องราวที่ข่งหยงต้องเดินทางไปแดนมรณะเพราะปากแท้ๆ ในตอนหน้าผมจะร่ายยาวเกี่ยวกับวีรกรรวีรเวรที่หมอทำไว้ โดยมีตัวละครเกี่ยวพันธ์กันหลายตัว ทั้งเหี้ยนเต้ โจโฉ และเล่าปี่ ซึ่งอ่านได้ทันทีโดยไม่ต้องรอนานครับ ซึ่งผมเชื่อว่า ใครก็ตามที่เคยคิดว่าโจโฉสั่งประหารข่งหยงเพราะอิจฉา หรือทำไปเพราะจิตใจโหดเหี้ยม-ลุแก่อำนาจเหมือนในนิยายหรือในหนังโจโฉแตกทัพเรืออาจจะต้องเปลี่ยนความคิดไปตลอดกาลทีเดียว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #328 สุมาหยิน (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 17 มกราคม 2556 / 18:30
    ผู้เก่งกง้าสามารถ เหอะ เหอะ น่าสงสารเนอะ

    (ไหนๆแล้วเพิ่งเห็นโพสบาวเลยแล้วกันครับ)
    #328
    0