เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 64 : โฉมงามสามก๊ก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,158
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    13 ม.ค. 56

โฉมงามสมัยสามก๊ก

ตอนที่ผมจารึกเรื่องราวดอกไม้เหล็ก ผมได้ตกหล่นผู้หญิงไปอีกคนหนึ่งคือ "หวางซื่อ" เพราะเธอก็จัดเป็นสาวห้าวที่รบเคียงบ่าเคียงไหลกับโจโฉอีกคนหนึ่ง แต่เธออยู่ในฐานะองครักษ์ที่มีหน้าที่อย่างเดียวในยามปกติคือปกป้องโจโฉ แต่ในยามสงครามเธอกับกลายเป็นคู่หูของโจเจียงที่หันหลังชนกันแล้วแกว่งดาบกลางวงล้อมแบบไม่กลัวตาย ที่ต้องคารวะเพราะเธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในกองทัพที่ยิงเกาฑัณไม่ค่อยเก่งแต่ชอบแบกดาบหนักๆ และใน Dynasty Worrier 7 ยังต้องยัดเธอลงในตัวละครฝ่ายวุ่ยก๊กเพราะวีรกรรมลงทุ่งสังหารอันลือลั่นนี่เอง เธอเป็นหน่วยกล้าตายที่แม่ทัพหวน(ต้วนจง)ไว้วางใจในการทำงานยิ่งนัก และด้วยแซ่ "หวาง" ที่ตรงกับภรรยาคนหนึ่งของโจโฉและโจเจียงเองก็มีภรรยาแซ่นี้ ทำให้ผมไม่แน่ใจเกี่ยวกับฐานะของเธอ(ว่าเป็นเมียใครรึยัง) ซึ่งผมก็จะขอเก็บไว้เป็นการบ้านในครั้งหน้า เพราะต้องรวบรวมข้อมูลก่อน

หวังซื่อ-นักรบสาวที่ผมทำประวัติตกไปอีกคน

ในสมัยสามก๊กนั้นมีสาวงามมากมาย บางคนก็งามทั้งโฉมและความสามารถซึ่งหากซ้ำกับในดอกไม้เหล็กและเรื่องอื่นๆ แล้วผมจะพูดแค่ผ่านๆ เท่านั้นนะครับ ยกเว้นลืมใส่ในดอกไม้เหล็กและ/หรือยังไม่เคยกล่าวเกี่ยวกับเธอ ผมจึงจะมาเล่าเรื่องเธอในโฉมงามสามก๊ก นี่นับเป็นอีกครั้งที่เรานำเรื่องผู้หญิงที่มิได้เป็นแค่ไม้ประดับธรรมดามาร่ายให้กันอ่านอีกรอบ ในสมัยนิยายนั้น--เตียวเสี้ยนโด่งดังมากพอแล้ว คราวนี้เรามาพบกับท่านอื่นบ้าง หนึ่งในนั้นคือยอดหญิงงามแดนเหนือ ซึ่งสวยจริงจริงไม่ได้อิงนิยายหรือขายความฝันนามว่า "เจินมี่" หรือเรียกแบบไทยๆ ว่า "น้องน้ำผึ้ง" เธอคนนี้เป็นธิดาคนเล็กของตระกูลเจินซึ่งสืบเชื้อสายมาจากแม่ทัพเจินหานที่มีชื่อเสียงมากในยุคโบราณ บางแห่งก็ว่าพ่อเธอก็มีนามว่าเจินหานเหมือนกัน(เอ๊ะ ยังไงกัน?) เมื่ออายุได้ประมาณหกปี ความงามของเธอก็เลื่องลือกันไปทั้งแผ่นดิน(พระเจ้า หกปีเนี่ยนะ) เธอมีผิวที่เนียลงามเหมือนงาช้าง ดวงตาที่กลมโตและมีสเน่ห์แบบดอกท้อ และยิ่งโตก็ยิ่งสวย สวยจนไก่โต้งในระแวกบ้านเก็บเธอไปฝันต่อทั้งฝันแห้งและฝันเปียก สวยจนอ้วนเสี้ยวมาทาบทามไปเป็นสะใภ้!? ในฉบับภาษาไทยเรียกเธอว่า "เอียนสี"

สวยที่สุดในยุคนั้น!?!?

โจโฉนั้นเป็นแมวผู้หญิงตัวฉกาจ(ไม่ใช่เสือหรอกรึ?) เมื่อทราบว่าอ้วนเสี้ยวมีสะใภ้สวยปานนั้นก็คิดจะเอามารีไซเคิลซะ แต่ไม่เคยคิดจะเอาเธอมาเลี้ยงตั้งแต่ตอนที่ชื่อเสียงด้านความงามเธอเริ่มเลื่องลือ(วัยหกปี)เพราะโจโฉเป็นแมว ไม่ได้เป็นหมาเหมือนเจคอบในทไวไล้ท์ จึงรอให้เป็นสาวซะก่อน และด้วยความที่เป็นแมวนี่เอง โจผีจึงให้คนเอายอดหญ้าไปแกว่ง--ล่อโจโฉไปอีกทาง ส่วนตัวเองก็ชิ้งเอาน้องน้ำผึ้งไปซะเลย ตามบันทึกบอกว่าโจผีบุกเข้าไปในจวนของอ้วนฮีพบสตรีกลุ่มหนึ่งที่กอดกันกลมเพราะหนีไม่ทัน หมายจะฆ่าทิ้งให้หมดแต่เมื่อเห็นแม่นางมี่จัง(เรียกน้ำผึ้งไปนานๆ กลัวมด เปลี่ยนเป็นมี่จังดีกว่าเนอะ)ที่มีน้ำตาอาบหน้าน่าสงสารยิ่งนักกระบี่ก็ตกจากมือแล้วรีบชวนเธอไปปลอบสองต่อสองแล้วก็น่าจะเริ่มสำรวจช่องคลอดเธอซะก่อนจะพาไปแนะนำกับท่านพ่อในฐานะสะใภ้คนใหม่ทั้งๆ ที่มี่จังนั้นแก่กว่าโจผีตั้งห้าปี บันทึกบางเล่มบอกว่าโจโฉนั้นทีแรกก็ใจกว้างยกให้โจผี(จะเปิดศึกชิงนางกับลูกมันก็คงจะไม่ไหว) แต่เมื่อเห็นมี่จังเดินออกมาก็ตะลึงทีเดียว เพราะไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนงามเท่ากับนางมาก่อน แต่ก็จำใจยกให้ลูกเพราะออกปากไปแล้ว ระหว่างนั้นก็ขบกรามกรอดๆ ว่ายึดเมืองครั้งนี้เหมือนหยึดให้โจผีแท้ๆ

ความจริงเธอก็คงแอบตะลึงไม่น้อยว่าวีรบุรุษโฉดแห่งกลียุคที่ผู้คนเกรงกลัวทั้งแผ่นดินไฉนเลยจึงเป็นแมวน้อยที่น่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ ขนาดออกปากกับหญิงรับใช้ว่า "ข้าไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปอิจฉาผู้หญิงคนอื่นที่นายท่าน(โจผี)มีเลย เพราะหากว่ากันตามตรงแล้วท่านพ่อ(โจโฉ)ย่อมเป็นที่น่าอิจฉากว่าหลายเท่า เพราะท่านยังคงน่ารักเหมือนตอนที่พบกันครั้งแรกแม้จะว่าเวลานี้จะมีอายุมากกว่าหกสิบแล้ว คนที่สดใสและแก่ช้าแบบนี้คงจะเป็นหนุ่มไปตลอดกาลแน่ๆ เลยเชียว" แต่ยังไงก็ตามความงามที่เธอมีนั้นฟังดูเหลือเชื่อมาก เพราะกล่าวว่าแม้แต่ผู้หญิงด้วยกันก็ยังตะลึง จ้องไม่วางตา ลืมหายใจไปเลย แล้วผู้หญิงที่สวยปานนี้กลับโดนรัศมีนางเตียวเสี้ยนกลบเนี่ยนะ!? คนจีนคิดได้ไงเนี่ย!? เมื่อเธอกลายเป็นภรรยาโจผีแล้วเรื่องราวความงามของเธอก็ยิ่งเลื่องลือ มีหลายคนที่เห็นเธอแล้วตะลึงตาค้าง มองเธอไม่วางตา!? หลายคนมองเธอแล้วแทบลืมทุกสิ่ง หนึ่งในนั้นคืออองซานที่ต่อมาได้แต่งกับซัวบุ้นกี้ ประวัติศาตร์บอกว่าอองซานมองเธออย่างมีราคะ จนโจโฉเหลืออดสั่งประหารฐานเป็นชู้ทางใจกับลูกสะใภ้สุดสวย ดีว่าโจผีห้ามไว้ ไม่งั้นท่านอองซานคงเสียหัวไปแล้ว

มี่จังนับเป็นหญิงสูงค่าทั้งรูปโฉมและความประพฤติ ทำให้เธอกลายเป็นที่รักเหล่าลูกแมวทั้งหลายทั้งตัวผู้และตัวเมีย แถมพ่อแมวและเมียเอกแมว(แม่เปี้ยน)ก็เอ็นดูเธอยิ่งกว่าสะใภ้อื่นที่มีอยู่นับสิบเพราะความเอาใจใส่ ปากหวาน ปรนนิบัติพ่อแม่สามีดั่งพ่อแม่ตัวเองจริงๆ แล้วยังเอาใจต่อบรรดาพี่สาว-น้องชายและน้องสาวคนอื่นๆ ของโจผีด้วย เรียกว่าบริการถึงใจ ตอนนั้นโจเจี๋ยซึ่งยังไร้เดียงสาถึงกับประกาศออกมาเลยว่าโตขึ้นเธอจะแต่งงานกับพี่สะใภ้(อ้าว เวรล่ะสิ) โจเจียงกับโจเปียวก็สบถสาบานไปเลยว่าจะหาเมียที่เพียบพร้อมอย่างพี่สะใภ้ให้ได้(ย้ากกก!!!) แต่คนที่น่ากลัวที่สุดเห็นจะเป็นโจสิดที่ไม่เจรจามากความแต่แต่งกลอนจีบเลย(เอ่อ ดี) ซึ่งสภาพการณ์นี้ยากจะตำหนิใครได้ เพราะตอนที่มี่จังมาอยู่ใหม่ๆ โจผีก็ยังออกสงครามเป็นว่าเล่น แต่หลังๆ กลับไม่ฝักใฝ่สงครามแต่ไปฝักใฝ่กลอนแทน สงสัยว่าจะกลัวน้ำผึ้งโดนมดเจาะโดยเฉพาะมดที่ชื่อ "สิด" อันที่จริงอย่าว่าแต่น้องชายเลยครับ กระทั่งน้องสาวก็ไว้ใจไม่ได้โดยเฉพาะนังน้องสาวที่หน้าเหมือนพ่อเปี๊ยบ

นี่คือนางเตียวเสี้ยน ยอดหญิงสวยประหารที่เด่นเกินเอียนสีจากปลายพู่กันหลอกว้านจง

มีคนมากมายที่เน้นหนักเรื่องการทำสงครามชิงตำแหน่งระหว่างผีกับสิด และหลังก็เริ่มไม่เลือกวิธีการ ทำให้คนมากมายต้องสังเวยชีวิตไป หนึ่งในนั้นก็คือเอียวสิ้วที่เป็นฝ่ายโจสิดและซุนต่ำที่เป็นฝ่ายโจผี แม่ที่ผ่านมาผมจะตั้งสมมติฐานไปเรื่อยแต่บางทีผมก็แอบคิดเหมือนกันว่าหากผีกับสิดไม่ต่อสู้กันปานนั้น ทั้งเอียวสิ้วและซุนต่ำอาจจะไม่ต้องตายก็ได้ ซึ่งเหตุผลสำคัญที่เรามองข้ามอาจจะเป็นการผิดใจกันในเรื่องเล็กๆ อย่างเรื่องผู้หญิงก็เป็นได้  ใครจะไปรู้แล้วขยายใหญ่โตกลายเป็นวาทะกรรม "น้ำผึ้งหยดเดียว" อย่างที่เกิดขึ้นมานับต่อนับ ซึ่งทำให้ผมเกิดขอสันนิฐานใหม่เกี่ยวกับการตายของเอียนสีนั่นคือ "ยอมจบชีวิตตนเองเพื่อยุติปัญหา"

และฝากชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นหญิงงามที่งามชวนตะลึงที่สุดในสมัยสามก๊ก!!!

เมื่อแดนเหนือมีนางน้ำผึ้ง ทางใต้ก็มีนาง "สะพานคู่" เนื่องด้วยเจ้าสัวแดนใต้นามว่า "เฉียว(สะพาน)" มีธิดาฝาแฝดที่งามฉาดฉาย(บ้างก็ว่าไม่ได้เป็นแฝด แต่เป็นพี่น้องกันธรรมดา) ผมไม่ทราบว่าพวกเธอมีนามว่าอย่างไร แต่คนทั้งแผ่นดินเรียกเธอว่านางสะพานคู่ ซึ่งก็คือเฉียวใหญ่กับเฉียวน้อย ซึ่งสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังเรียกเธอทั่งสองว่า "ไต้เกี้ยว" กับ "เสี่ยวเกี้ยว" มีคำกล่าวว่ามีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน แต่กับท่านเจ้าสัวคงไม่ใช่ส้วมแน่ หากเป็นก็เป็นส้วมทองคำ เพราะสองนางนั้นงามหยาดเยิ้มจนคนทั้งกังตั๋งหมายปอง ยิ่งไปกว่านั้นท่านมีแต่ลูกสาวไม่มีลูกชายจึงไม่สามารถแต่งออกได้ ต้องแต่งเข้าอย่างเดียวเท่านั้น แม้นได้แต่งกับบุตรของผู้เป็นใหญ่ก็ยังต้องเหลือทายาทซักคนที่จะใช้แซ่เฉียวเพื่อที่จะได้มีคนกราบไว้บรรพบุรุษต่อไป และการที่สองนางเป็นลูกสาวเจ้าสัว นางจึงจำเป็นต้องเรียนรู้หลักการค้าเพื่อจะสืบกิจการต่อจากบิดาได้

นางสะพานคู่หรือนางสองเกี้ยว

แล้ววันหนึ่งสองหนุ่มรูปงามก็ขี่ม้ามาจีบ คนหนึ่งหล่อเหลาคมคาย สีผมงามราวกับทอง ส่วนอีกหนึ่งนั้นหน้าสวยราวกับหญิงสาว สองหนุ่มที่ว่านั้นคือซุนเซ็กและจิวยี่(เห็นมั้ยว่าเป็นส้วมทองคำจริงๆ) ด้วยความพึงพอใจในสองหนุ่มที่มุ่งมั่นและมีรสนิยมดีก็เลยยกลูกสาวให้เลยโดยมีเงื่อนไขเหมือนเดิมว่าท่านจะมีลูกกันกี่คนก็ตาม แต่ต้องมีอย่างน้อยหนึ่งคนที่จะแซ่เฉียว ซึ่งสองหนุ่มก็ตกลงแล้วก็ให้พ่อแม่มาสู่ขอตามประเพณี หน้าเสียดายที่พวกเธอเป็นม่ายเร็วไปหน่อยเพราะผัวไต้เกี้ยวตายตอนยี่สิบปี ส่วนผัวเสี่ยวเกี้ยวตายตอนสามสิบหกปี

พูดถึงบทบาทของสองนางนั้นมีตำนานเล่าไว้(เหมือนเดิมครับว่าไม่ต้องไปจริงจังมาก บางอย่างก็อาจจะเป็นการปั้นแต่งของคนในพื้นที่) ว่าเมื่อครั้งที่โจโฉยกทัพมานั้น จิวยี่ต้องประชุมกับแม่ทัพนางกองทั้งหลาย พอกลับบ้านนางเสี่ยวเกี้ยวเห็นสามีเครียดก็เลยสอบถาม พอทราบเรื่องนางก็เสนอความคิดเรื่องการใช้ไฟเผากองทัพโจโฉ ซึ่งรายละเอียดในเรื่องนี้อาจจะหาอ่านเพิ่มได้ใน "ลอยเรือชมจิวยี่" โดยเล่าชวนหัว ส่วนเฉียวคนพี่นั้นไม่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความฉลาดแต่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความห้าวหาญ โดยกล่าวว่าสองปีหลังจากเซ็กเพ็ง กองทัพโจโฉได้ยันศึกไว้ที่จงหงวนไม่ยอมถอยอีก แต่กระนั้นก็ยังมีให้การเยียวยาผู้ประสบภัยสงคราม ไต้เกี้ยวจึงเห็นว่าโจโฉไม่ได้เลวร้ายอะไร เธอจึงล่องเรือไปในคืนๆ หนึ่งเพื่อพบกับโจโฉ เธอคุกเข่าต่อหน้าเค้าและยอมมอบร่างให้เค้าแลกกับการที่เค้าจะยกทัพกลับไป ว่ากันว่าคืนนั้นอากาศหนาวโจโฉจึงให้เธอเข้ามานอนกอดเค้าในผ้าห่ม(โห ไอ้นี่..) ทว่า คืนนั้นโจโฉกลับไม่ทำอะไรเธอเลย และเช้าวันต่อมาเค้าก็ให้คนไปส่งเธอกลับพร้อมกับส่งสารไปให้จิวยี่เพื่อเจรจาสงบศึก(โอ้โห..) พอมีคนถามเรื่องนี้โจโฉก็ตอบห้วนๆ ว่า "พอดูใกล้ๆ นางเหมือนลูกสาวคนโตของข้า(ชิงเหอ)ไม่มีผิด แล้วจะให้ข้ามีอารมณ์กับผู้หญิงแบบนั้นได้ยังไง" ซึ่งเรื่องนี้อาจจะไม่จริงก็ได้เพราะจากที่พอใจกลอนจีบนางสองเกี้ยวของโจสิด โจโฉไม่น่าจะคิดแบบนั้นจริง หากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงโจโฉคงพอใจในความห้าวหาญของนางมากกว่า

นอกจากนางสองเกี้ยวแล้ว คนที่ได้รับการร่ำลือเรื่องความงามก็คือนางกำฮูหยิน ซึ่งเป็นภรรยาเล่าปี่และเป็นแม่ของอาเต๊า มีผิวงามดั่งหยกและหน้าตาคมขำยิ่งนัก แต่เสียดายที่ผมแทบไม่ทราบเรื่องเธอเลยเพราะเธอดูจะไม่ค่อยจะมีความสง่างามในการเป็นภรรยาเล่าปี่นัก ทั้งนักประวัติศาสตร์และนักแต่งนิยายตลอดจนนักแต่งงิ้วก็ต่างช่วยกันปกปิดจุดจบของบรรดาภรรเมียเล่าปี่และเขียนให้มีอันเป็นไปอย่างลวกๆ ซึ่งแน่นอนว่าคงเป็นดังนั้นเพราะเล่าปี่ก็ระหกระเหินเหลือเกิน และกำฮูหยินและบิฮูหยินนั้นก็มักตกเป็นเชลยอยู่บ่อยทั้งกับโจโฉและลิโป้ โดยเฉพาะกำฮูหยินนั้นงามมากจริงๆ ครับ ความงามนางนั้นเลื่องลือไปทั่วหล้า ทำให้ผมสงสัยว่าทำไมเธอรอดมือลิโป้ได้โดยไม่บุบสลายทั้งที่ลิโป้ก็เป็นนักปล้ำตัวฉกาจณ์(รอดจากโจโฉนั้นพอรับได้เพราะมีกวนอูดูแลให้)

กำฮูหยิน--ทำไมภาพดูกระจอกจังเมื่อเทียบกับภาพข้างบน นี่ก็สาวงานอันดับหนึ่งในแผ่นดินเชียวนะเว้ยยย

พอพูดถึงหญิงงามแล้วที่เป็นภรรยาเล่าปี่แล้วไซร้ ผมก็พาลนึกถึงคำพูดผิดพลาดของเมียน้อยเล่าปี่ขึ้นมาทันที เพราะนอกจากจะทำให้ทัพโจวงแตกแล้วยังทำให้จิวยี่ขยาด ไม่กล้าเจอกับเล่าปี่สองต่อสอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #323 Sammael Sin (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 15 มกราคม 2556 / 15:49
    26นั่นแหละครับ พอดีจะพิมพ์ว่า 20 กว่าๆ แล้วตก "กว่าๆ" ไป

    เดี๋ยวข่งหยงเดี๋ยวรีบเอามาลงให้ครับ

    ส่วนเรื่องรูปลักษณ์เตียวหุย แม้ประวัติศาสตร์ไม่บอกชัด แต่ก็มีเรื่องบอกเล่าเป็นเกร็ดว่าเค้าเป็นหนุ่มรูปงามและเป็นเชื่อสายขุนนางที่มีการศึกษาดีมากครับ แต่เข้าใจว่าคงไม่ใช่ลูกคนโตเลยไม่ได้สืบทอดมรดกตระกูลมา เตียวหุนเป็นคนฉลาดแต่อารมณ์แปรปรวน นั่นทำให้เค้าไม่สามารถดึงศักยภาพขั้นสูงสุดมาใช้ได้ทั้งๆ ที่เป็นคนเก่ง มีการศึกษาดี

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 17 มกราคม 2556 / 17:18
    #323
    0
  2. #322 สุมาหยิน (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 13 มกราคม 2556 / 18:09
    อ่าาาเอียนสีน้ำผึ้งของข้า ข้าจะหักคอไอผี อ๊ากกกกกกก

    สวยปานนั้นฆ่าได้ลงคอว่าแต่โฉนี่มันพูดไม่ออกวะ เล็งแย่งลูกสะไภ้ตัวเอง

    (ในตอนแรก)





    ปล.กว่าจะอับรอแทบตาย รักษาสุขภาพนะครับ
    #322
    0
  3. #321 LE BASIlIC (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 13 มกราคม 2556 / 17:36
    _(:3」∠)_

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 เมษายน 2559 / 23:36
    #321
    0