เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 53 : ขั้นรายการ-รากฐานสำคัญของวุยก๊กที่คนมองข้าม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,124
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    1 ต.ค. 55

ก่อนจะลงเรื่องอิเกียดและโจจู๋ ผมขอขั้นรายการนิดหน่อย นี่เป็นประโยชน์ในการอ่านมาก เพราะบางครั้งความซับซ้อนมักทำให้คนอ่านสับสน อีกประการมันมีบางส่วนโยนไปหาเรื่องจอมเวทย์ทั้งหลายที่จะกล่าวในบทต่อไปด้วย และหลายท่านอาจจะเริ่มตกใจว่าสามก๊กไม่ได้มีแค่เรื่องสงคราม อำนาจ และการแย่งดินแดน แต่มีเรื่องศาสนาด้วย

ท่านรู้มั้ยว่าแท้จริงแล้วโจโฉเป็นประมุขเม้งกะ!?

คนที่อ่านหนังสือกำลังภายนายหรือเคยดูอาจจะเคยได้ยินเรื่องพรรคมารหรือเม้งกะมาบ้าง โดยเฉพาะเรื่องมังกรหยกภาคเตียบ่อกี้ เพราะพระเอก-เตียบ่อกี้นั้นเป็นประมุขเม้งกะ ซึ่งเม้งกะไม่ใช่พรรคสมมติที่กิมย้งคิดเองรวมทั้งไม่ใช่พรรคมารด้วย เม้งกะนั้นมีมาตั้งแต่สมัยสามก๊กแล้วโดยมีกำเนิดที่เปอร์เซียและเผยแพร่ไปทั่วอาหรับ ทว่าเมื่อมายังจีนก็ต้องปรับให้เข้ากับจีนด้วย เม้งกะนั้นนับถือพระเจ้าสูงสุดคือแมนนี่หรือแมนก้าซึ่งก็คือ "อหุรามาซาดะ" อันเป็นพระเจ้าของโซโรอัสเตอร์ หรือพูดให้ชัดคือเม้งกะก็คือนิกายหนึ่งของศาสนาโซโรอัสเตอร์นั่น แล้วผมบอกเรื่องเม้งกะทำไม... เพราะเมื่อราชสำนักตกต่ำ คนก็ไม่อยากจงรักภักดีต่อไป ตลอดเวลาที่หยูสอนก็คือการจงรักภักดี แต่คนไม่ต้องการภักดีอีกแล้วหากแต่ต้องการสู้กับความเหลวแหลก ประชาชนจึงทิ้งหยูและหันไปเป็นเม้งกะที่สอนเรื่องการต่อสู้ระหว่างความดีกับความเลว  ระหว่างอหุรามาซาดะ-พระเจ้า และ อริมันด์-พญามาร แล้วก็มีสามศิษยาภิบาลแห่งเม้งกะที่ทนกดขี่ไม่ไหว ปลุกเร้าคนให้สู้กับความอยุติธรรมด้วยสโลแกน "เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน"

สามศิษยาภิบาลนี้ก็คือ "สามพี่น้องตระกูลจาง" หรือที่เราเรียกว่าเตียวก๊ก ผู้นำสูงสุดของขบวนการโพกผ้าเหลือง นั่นคือการเริ่มต้นของราชสำนักในการใส่ความว่าเม้งกะเป็นพรรคมารและเรียกพวกเม้งกะว่าโจรโพกผ้าเหลืองเพื่อสร้างความชอบธรรมให้การปราบและทำให้เชื่อเสียงเม้งกะเน่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่กระนั้นเม้งกะกลับยิ่งเข้มแข็งโดยกระจายเต็มพื้นที่ทางภายเหนือและอิสานทั้งหมด ประธานเม้งกะในสาขาอื่นทั่วจีนก็คือ อิเกียด เตียวฬ่อ ม้าเท้ง หันซุย ฯลฯ ซึ่งมีสาวกรวมครึ่งประเทศ และเนื่องจากสถานการณ์ไม่เหมือนแต่ก่อนเม้งกะจึงไม่เชื่อฟังทางการแต่เชื่อผู้นำเพราะเหลือทนกับทางการ

แล้วโจโฉเกี่ยวอะไร คำตอบแรกคือ ท่านรู้มั้ยว่าโจโฉอาจไม่ใช่จีนแท้ร้อยเปอร์เซนต์... แล้วเกี่ยวอะไรอีกล่ะ คำตอบที่สองก็คือแซ่เฉาของจีนนั้นมีสามสายซึ่งเฉาทั้งสามใช่อักษรจีนตัวเดียวกันแต่ไม่ได้เกี่ยวโยงกันเลย สายแรกคือเจ้าครองแคว้นเฉา สายที่สองคือสายเจ้าชายเฉา(ชื่อพระองค์)ซึ่งโจโก๋เป็นลูกบุญธรรมสายนี้ และสายที่สามคือเผ่าเฉาซึ่งเผ่าเฉานี้คือชุมชนที่เป็นเสมือนสถานีที่ติดต่อระหว่างจีนกับประเทศทางตะวันตกผ่าน "เส้นทางสายไหม" พวกเฉาเป็นคนจากดินแดนอันไกลที่เดินทางตามเส้นทางสายไหมมาตั้งรกรากที่จีนในสมัยฮั่น และประเทศที่จีนเรียกว่าเฉานี้ปัจจุบันก็คืออูสเบกีสาน ซึ่งในสมัยราชวงศ์ฮั่นนั้นพวกนี้ยังเป็นเลือดเฉาแท้ๆ ที่ยังไม่ผสมกับจีนเพราะส่วนมากจะแต่งกับคนในเผ่า แต่ก็มีบ้างที่แต่งกับชาวฮั่น ซึ่งพวกนี้ก็จะใช้แซ่เฉาโดยปริยาย ซึ่งยายโจโฉก็เป็นสายนี้ แม่โจโฉเป็นลูกครึ่งเฉา ส่วนโจโฉก็เป็นเสี้ยวที่มีสายเลือดอูสเบกิสานในตัว นั่นเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับรูปลักษณ์โจโฉที่ดูแตกต่างจากเด็กหนุ่มฮั่นทั่วไป เป็นไปได้ว่าเมื่อเขาเฉียวเห็นดวงตาสีดำสนิททีคมคายสองชั้นที่ใหญ่และลึกลงไปในเป้า เห็นขนที่ยาวรุงรังแต่ไม่หยิกหยอยหากดูอ่อนเรียบสะอาดสะอ้าน รวมทั้งแขนขาที่เพียวยาว เขาก็คงรู้แล้วว่าคนนี้เป็นลูกเสี้ยวเฉา ถึงได้ทำนายว่าจะเป็นจอมทมิฬกินเมือง เพราะพวกเฉาเป็นเม้งกะอยู่แล้ว และโดยปกติคนอาหรับ(เฉา)ก็ค่อนข้างหัวรุนแรง แต่โจโฉตัวเล็กเกินไปจนผิดปกติทั้งที่มีเลือดเฉา ซึ่งนั่นเป็นส่วนที่น่าจะเรียกว่า "โหวเฮ้งด้อย"

ตัวเล็กและน่ารัก(ฮา)

นั่นอาจเป็นคำตอบว่าทำไมโจโฉไม่ค่อยอารีย์อารอบกับลัทธิข่งจื้อ เพราะหากโจโฉเติบโตมาในความดูแลของมารดาจริงตามที่พงศาวดารเก่าบอก โจโฉก็ต้องซึมซับความเป็นโซโรอัสเตอร์ไว้ด้วยอย่างแน่นอน(ไม่ว่าจะนับถือตามหรือไม่) อีกทั้งนิสัยและวิถีความคิดก็ต่างจากคนจีนทั่วๆ ไปด้วย แล้วรู้ได้ไงว่าโจโฉเป็นเฉา เพราะต้วนจงเป็นลูกครึ่งเฉาครับ(เธอเลยตัวสูง) เมื่อเธอให้กำเนิด "เซียง" ซึ่งเป็นลูกของเธอกับสามีคนก่อน โจโฉก็บอกให้ใช่แซ่เฉา(โจ) ซึ่งทีแรกต้วนจงไม่เห็นด้วยเพราะเด็กมีสิทธิรู้ว่าพ่อตนเป็นใคร โจโฉก็บอกว่า "แซ่โจ(เฉา)นี้ข้าไม่ได้ใช้เพราะต้องการทวงความเป็นลูกพ่อ(โจโก๋) แต่ใช้เพื่อที่ข้าก็เป็นเหมือนเซียง" คือเซียงมียายเป็นเฉาและมีแม่เป็นครึ่งเฉา  คราวนี้เราเห็นภาพชัดกว่าเดิมมั้ยครับ สีแดงของทัพโจไม่ใช่แค่แสดงความเป็นข้ารับใช้ราชวงศ์ฮั่นเท่านั้นแต่ยังอาจหมาย "ไฟ" เพราะเม้งกะนั้นบูชาไฟ และผมพึ่งบอกไปว่าพวกเม้งกะ(พวกโพกผ้าเหลือง)ไม่ฟังใครนอกจากผู้นำ ฉะนั้นเม้งกะจะไม่สวามิภักโจโฉแน่ๆ แต่แล้วโจโฉเจรจากับผู้คุมกฏคนหนึ่งของเม้งกะจนคนๆ นั้นฆ่าตัวตายเพื่อมอบคนของตนให้โจโฉ โจโฉจึงสั่งเปิดประตูเมืองเพื่อรับคนพวกนี้เข้าเมือง


ถ้าโจโฉมีเชื้อสายเฉา(อูสเบกิสถาน)แล้ว เขาคงต้องมีใบหน้าที่คมกว่านี้ ดูท่านักแสดงคงต้องเปลี่ยนแล้วล่ะ

โจโฉมีอำนาจอะไรในการทำให้คนพวกนี้เชื่อฟัง เว้นแต่จะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการแล้วจากผู้นำในตอนนั้น และต้องได้รับอะไรบางอย่างที่แสดงถึงสถานภาพใหม่นี้ด้วย ประกาศิตอัคคีอาจไม่ได้เป็นแท่งอะไรซักอย่างเหมือนที่พวกเปอร์เซียในมังกรหยกถือมา แต่น่าจะเป็นดาบ(ซึ่งต้องทำให้เหมาะกับสาขาจีน)เหมือนดาบอาญาสิทธิ์ ซึ่งไม่แปลกใจว่าพวกมันอันหนึ่งคือดาบล้ำค่าที่ทูตชงหนูเห็นและทำให้รู้ว่าโจโฉตัวจริงหาใช่คนบนบัลลังก์ไม่ แต่เป็นชายร่างเล็กที่ยืนในที่ไม่ควรยืน เพราะตอนนั้นชงหนูเองก็เป็นเม้งกะ ฉะนั้นการรบทางเหนือจึงไม่ใช่แค่รวมแผนดินธรรมดาแต่ยังเป็นการรบระหว่างประธานเม้งกะด้วย เมื่อโจโฉพิชิตทั้งหมดได้ก็ย่อมกลายเป็นประมุขสูงสุดของเม้งกะที่มีฐานะเทียบได้กับพระสังฆราช แต่โจโฉต้องแยกศาสนาจากการเมืองจึงยกตำแหน่งประมุขให้กับโจเปียวซึ่งโจโฉเลือกขึ้นมาแทนโจฉองที่เขาตั้งใจจะให้สืบทอด

อำนาจตระกูลโจฝังรากลึกในแผ่นดินจนเมื่อสุมาอี้เกิดตาโตอยากเป็นใหญ่ก็ต้องกำจัดอำนาจที่ใหญ่ที่สุดก่อนนั่นคือตระกูลของโจเปียวซึ่งเป็นประมุขเม้งกะก่อนเป็นอันดับแรกซึ่งทำให้ประเทศระส่ำระสายเพราะตอนนั้นคนเป็นเม้งกะกว่าครึ่งแผ่นดิน พอสุมาอี้ตาย สุมาเจียวกับสุมาสูก็ล้างตระกูลโจและเลยไปถึงลูกหลานแฮหัวเอียนด้วย แฮหัวเอียนเป็นเม้งกะ เนื่องจากแต่งกับสุมาหลิน-น้องสาวโจโฉ แล้วแม่โจโฉดันไปมีลูกกับสุมาฝางซึ่งเป็นพ่อสุมาอี้ และแก่กว่าลูกชายแค่หกปีได้อย่างไร? ข่งหยงจึงได้ข้อนินทาอีกว่าแม่โจโฉเป็นโสเภณี แม่ตายหลังน้องเกิดแค่ปีเดียว ตอนนั้นโจโฉก็พึ่งสิบหกและพึ่งแต่งงานเลยเลี้ยงน้องเหมือนเลี้ยงลูก น้องทั้งสองก็เรียกเต็งสุ่ยเจิงว่าเป็น "แม่ซ้อ" คือเป็นทั้งแม่และพี่สะใภ้ เด็กแฝดที่เกิดจากการนอนครั้งเดียวนี้ชื่อหลินกับหลานโดยหลินแต่งกับแฮหัวเอียน ส่วนหลานแต่งกับเยิ่นจวุ้น-ป๋อต๊ะ ซึ่งก็แปลสุมาสูนี่โหดมากที่ฆ่าได้กระทั้งลูกหลานป้า-สุมาหลาน พอสมัยสุมาเอี๋ยนก็ฆ่าล้างพวกเม้งกะจนศาสนาโซโรอัสเตอร์แทบจะหมดจากแผ่นดินจีน... อนิจจังเนาะ แต่ก็ทำให้นึกได้อีกว่าที่ต้องเปลี่ยนประวัติโจโฉเพราะโจโฉเป็นเฉาและเป็นเม้งกะ ในฐานะปฐมฮ่องเต้ย่อมไม่ควรมีสภาพเป็นคนนอกหรือสิ่งแปลกปลอมในสายตาประชาชน จึ่งแต่งเรื่องว่าโจโฉหรืออาหมานน้อยนั้นเป็นแก้วตาดวงใจบิดาและไม่เห็นบอกว่ามีเชื้อเฉาซักหน่อย
โจโฉ-บุรุษที่ถูกคนยุคนั้นกล่าวขวัญว่าเป็นคนเหนือคนและเป็นคนที่มีทัศนะคติต่อสิ่งรอบตัวต่างจากคนอื่น และยังเป็นคนที่แปลกอย่างไม่เคยมีมา ซึ่งส่วนหนึ่งเพราะเขาไม่ใช่คนจีนแท้ๆ นั่นเอง

น้องสาวสองคนของโจโฉสวยมากครับ และโจโฉก็หวงมากด้วย ไม่ใช่ยกให้ใครง่ายๆ กระทั่งอ้วนเสี้ยวยังโดนถีบหงายเพราะมือปลาหมึก-แต่เนื้อต้องตัวน้องสาว!

ครอบครัวโจโฉ(เท่าที่สืบเสาะได้) อาจจะออกเสียงเวอร์ชั่นไทยไม่ถูกนะครับ เพราะฉบับเจ้าพระยาพระคลังท่านก็ออกเสียงไม่ตรงกับภาษาจีน แล้วยังไม่ได้บอกรายนามทายาทโจโฉทั้งหมดด้วย เริ่มจากภรรยาและเด็กๆ ลูกชายผมไล่ครบครับ แต่ลูกสาวไล่ไม่ครบ เพราะโจโฉมีลูกสาวสิบห้าคน(หากผมไม่ผิดนะ)แต่สืบเสาะไม่ค่อยได้ พระประวัติศาสตร์ไม่ค่อยบรรทึก.-

เต็งฮูหยิน(Lady Ding) ภรรยาคนแรก เป็นสาวอินเดีย แต่ไม่มีทายาทด้วยกัน ภายหลังหนีจากโจโฉเพราะโกรธที่โจโฉไม่แก้แค้นให้โจงั่ง

เล่าฮูหยิน(Lady Liu) แซ่เดียวกับเล่าปี่ มีทายาทให้โจโฉสี่หรือห้าคน คนโตคือโจงั่ง(Cao An) คนที่สองคือโจตู๋(Cao Shuo) และว่ากันว่าโจตู๋มีฝาแฝดด้วยคือโจเตียว(Cao Shang) คนต่อมาคือกงจู้ใหญ่ชิงเหอ(Qinghe) ซึ่งทีแรกว่าจะได้แต่งกับเต็งหงี แต่โจผีกีดกันจึงไปแต่งกับแฮหัวเหมา(Xiahou Mao) แทน ส่วนลูกสาวคนเล็กเล่าของเล่าฮูหยินนั้นสืบเสาะนามไม่ได้ ทราบเพียงว่าเธอบวชเป็นพระเมื่ออายุยี่สิบปีโดยรับศีล 312 ข้อตามแบบเถรวาท(ซึ่งต่อมาไม่กี่ร้อยปีเถรวาทก็หายไปจากจีนเนื่องจากปฏิบัติได้ยากในสมัยนั้น จึงเหลือแต่มหายานที่ปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม) ว่ากันว่าโจโฉเมื่อเป็นเว่ยหวางได้สนทนาธรรมกับเธอและประทับใจในแตกฉานทางพระธรรมของเธอมากจนกล่าวว่า "ไม่แน่ใจว่ากำลังเอ็นดูหรือเลื่อมใสกันแน่" แล้วก็คารวะเธอสามครั้งโดยกล่าวว่า "ไม่ได้กราบธิดาแต่กราบภาวะธรรม" ซึ่งเธอก็ได้กราบโจโฉกลับโดยบอกว่า "กราบนี้ไม่ได้กราบบิดาแต่กราบคำสอนพระธรรมบิดาได้เห็นชั่วขณะหนึ่ง"

เปี้ยนฮูหยิน(Lady Bian) ให้กำเนิดโจผี(Cao Pi) โจเจียง(Cao Zhang) โจสิด(Cao Zhi) โจเปียว(Cao Xiong) และโจเจี๋ย(Cao Jie)ตามลำดับ โดยโจเจี๋ยได้เป็นสนมเหี้ยนเต้และต่อมาก็กลายเป็นฮองเฮา
โจโฉ-โจผี พ่อลูกผูกพันธ์

หวนฮูหยิน-ต้วนจง(Lady Huan) ยอดนักรบครึ่งเฉา ก่อนจะมาอยู่กับโจโฉเธอแต่งงานกับเปี้ยนหลาง(Bian Rang)มาก่อน แต่ก็ตายทั้งที่พึ่งแต่งไม่เกินสามวัน ทิ้งลูกสาวติดท้องไว้คือโจเซียง(Cao Xian) ซึ่งโจโฉรับเป็นลูก ได้เป็นสนมเหี้ยนเต้พร้อมๆ กับโจเจี๋ย, ส่วนที่เกิดจากโจโฉหลังจากรักกับโจโฉคือโจฉอง(Cao Chong) โจจู้(Cao Ju) โจหยู(Cao Yu)

นางพยัคฆ์แห่งวุยก๊ก

ตู้ฮูหยิน(Lady Du) อดีตเมียเฉินหยีลู่ที่มีทายาทด้วยกันคือเฉินหลาง(Qin Lang), ต่อมานางโดนลิโป้ริบเป็นตัวประกัน(รวมทั้งตัวประกบ) กวนอูหลงนางจนน้ำลายไหลเปียกเครา แต่นางกลัวกวนอูเลยไปมอบตัวให้โจโฉก่อน เมื่อได้เสียกันแล้วโจโฉเก็บใส่ตู้ไม่ให้กวนอูมาเดินเรียบๆ เคียงๆ ต่อมาก็ให้กำเนิดโจหลิน(Cao Lin) โจกัน(Cao Gun) และเจ้าหญิงจินเซียง(Jinxiang)ซึ่งแต่งกับเฮอะหยัน(He Yan) ส่วนอดีตสามีก็มาสวามิภักกับโจโฉ ด้วยความที่อายุห่างกันและไม่รู้ความเป็นมาของอีกฝ่ายในตอนนั้นจึงทำให้โจโฉรับเป็นลูกเลี้ยง เรื่องนี้เป็นที่เอ็นจอยปากคนมากโดยเฉพาะปากข่งหยง ใครอยากทราบตอนจบของเรื่องให้อ่านใน "เทิดศักดิ์ศรีจูล่ง" โดย "เล่าชวนหัว" หน้าหนึ่งร้อยหก

กิ๋นฮูหยิน(Lady Qin) ให้กำเนิดโจจ้าน(Cao Xuan) และ โจจั่น(Cao Jun)

หยินฮูหยิน(Lady Yin) ให้กำเนิดโจจั๊วะ(Cao Ju)

หวังฮูหยิน(Lady Wang) ให้กำเนิดโจจ้าน(Cao Gan) และเจ้าหญิงหลินเฟย(Princess Linfen)

แม่นางซุน(Consort Sun), ให้กำเนิดโจซอง(Cao Shang) โจเบี้ยว(Cao Biao) และโจเฉินCao Qin

แม่นางลี้(Consort Li), ให้กำเนิดโจเจิ้น(Cao Cheng) โจฉิน(Cao Zheng) และ โจจิ้ง(Cao Jing)

ท่านหมอโช, แม่นางโช(Consort Zhou) หมอประจำตัวโจโฉ, ไม่ทราบรักษากันอีท่าไหนจนให้กำเนิด โจจุน(Cao Jun)ได้ ต่อมาก็ให้กำเนิดโจหัว(Cao Hua)ซึ่งกลายเป็นสนมเหี้ยนเต้อีกคน และลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน, หว่าหวา(Cao Wa) ซึ่งเกิดพร้อมๆโจยอย(เอียนสีคลอดโจยอยก่อนกำหนดสองเดือน ส่วนหว่าหวาครบกำหนดคลอดทั้งนี้เพราะโจโฉมีอะไรๆ กับหมอประจำตัวระหว่างสงครามนั้นเอง โดยมีอะไรกันเมื่อราวๆ สองเดือนก่อนโจผีเจอเอียนสี  มีเกร็ดบางเรื่องเล่าว่า จริงๆ ลูกคนโตของท่านหมอโชที่โจโฉทำให้มีชื่อว่าโจติงหยู เรียนหมอจากแม่จนเก่งเหมือนแม่เลย แล้วโดนกวนอูจับไปทำเมียก่อนเธอจะหนีกระเซอะกระเซิงกลับมาโดยมีทายาทกวนอูติดท้องมาด้วย และหลังโจโฉตายเธอก็หายตัวไป

แม่นางเล่า(Consort Liu)แซ่เดียวกับเล่าปี่ แต่เป็นพระญาติเหี้ยนเต้(จริงๆ)ด้วยเพราะเป็นพี่สาวเล่าหัวด้วย ให้กำเนิดโจจี้(Cao Ji) และเจ้าหญิงอันยาง(Princess Anyang) ต่อมาแต่งงานกับลูกชายเทียหยก

แม้นางซ้อง(Consort Song) ให้กำเนิดโจเหา(Cao Hui) ซึ่งเกิดได้เพียงสามปีก็กำพร้าแม้ พอได้ห้าปีก็กำพร้าพ่อ(โจโฉตาย) สร้างความสงสัยว่าแม้นางซ้องปล้ำโจโฉรึไงจึงเกิดเป็นโจเหา เพราะตอนนั้นโจโฉอายุหกสิบแล้ว และก่อนหน้านั้นสองปีแกก็บอกว่าแกนกเขาไม่ขันแล้ว แล้วไหงมีโจเหางอกออกมาอีก

แม่นางเซ็ง(Consort Chen) มอบตัวพร้อมแม่นางซ้อง และเชื่อว่าสองคนนี้ต้องร่วมมือกันปล้ำโจโฉแน่ๆ เพราะตาเฒ่าวัยหกสิบไฉนจะมีกำลังนอนกับสาวพร้อมกันสองนางได้ เพียงแต่หลังการเสพครั้งนั้นแม่นางซ้องมีทายาทแต่หล่อนไม่มี แล้วไม่มีโอกาสแก้ตัวด้วยเนื่องด้วยโจโฉไม่กล้าเฉียดใกล้ที่พักหล่อนอีก แม่นางเซ็งจึงเซ็งสมชื่อ

อีกสองคนนี้ไม่อยากนับเลย...

แม่นางจ้าว หรือนางเจ๋าซื่อ(Consort Zhao) โจโฉช้ำใจจนไม่อยากมองหน้า เพราะนางเป็นเหตุให้โจงั่งตายแล้วยังทำให้โจโฉโดนกลุ่มชายฉกรรณ์ไม่ทราบจำนวนรุมโทรมจนผวาผู้ชายกลายเป็นโรคขี้ระแวงแถมละเมอฆ่าคนอีก แต่เมื่อเตียวสิ้วมาสวามิภักนางก็มาด้วย แล้วยังมีลูกติดท้องมาด้วยทำให้โจโฉจำใจรับเพราะสงสารลูก เนื่องจากตนเองมีความเจ็บปวดว่าเป็นมารหัวขนหรือลูกไม่มีพ่อ ซึ่งเด็กคนนี้ก็คือโจเมา(Cao Mao)

ไล่เอ็งยี(Laiying'er) ความจริงเป็นนักร้องประจำกองทัพและอาจจะนางบำเรอด้วย แต่ก็ไปกิ๊กกับหวังถู(Wang Tu)

*โจซองกับโจเมานี้เป็นคนละคนกับบรรดาลูกหลานโจโฉที่ได้เป็นฮ่องเต้ และจริงๆ พวกฮ่องเต้ในมือพวกสุมาพวกนี้ก็ไม่ได้เป็นสายเลือดโจยอยด้วย  จะว่าไปก็นึกสงสาร โจเซียง(Cao Xian) โจฉอง(Cao Chong) โจจู้(Cao Ju) โจหยู(Cao Yu) โจจุน(Cao Jun)ได้ โจหัว(Cao Hua) และหว่าหวา(Cao Wa) ซึ่งไม่เพียงแต่ต้องมาลุ้นว่าจะกำพร้าพ่อเมื่อไหร่เล่านั้น แต่ต้องคอยลุ้นว่าจะกำพร้าแม่เมื่อไหร่ด้วย เพราะเด็กพวกนี้ทั้งหมดเกิดเกิดจากท่านหมอโชกับแม่ทัพต้วนจงซึ่งต้องติดตามโจโฉไปในสงครามตลอด

นอกจากนี้โจโฉยังมีลูกเลี้ยงอีกด้วย คือโจจิ๋น(Cao Zhen) ซึ่งเป็นลูกพี่ชายแม่ เกิดก่อนโจงั่งอีก แล้วก็มีเฮอะหยัน(He Yan) ที่เป็นลูกหยินฮูหยินกับอดีตสามี-เฮอะเว่ย(He Wei) ซึ่งเฮอะหยันก็แต่งกับเจ้าหญิงจินเซียง(Jinxiang)

คราวหน้าเป็นอิเกียดกับโจจู๋จริงๆ ครับ และตามด้วยเรื่องที่LE BASIlIC แอบอยากจะรู้เพิ่ม แต่ผมจะไม่แอบบอกหรอกครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  2. #307 LE BASIlIC (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2555 / 10:49
    _(:3」∠)_

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 เมษายน 2559 / 23:36
    #307
    0
  3. #283 Sammael Sin (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 / 10:27
    ท่าน eagle ครับ สารภาพด้วยใจจริงนะ อันที่จริงโดยความคิดส่วนตัวไม่เอาประวัติศาสตร์ ผมเองมั่นใจเหมือนกันว่าโจโฉยึดในเล่าจื้อ(เต๋า) และคิดว่าโจโฉจะเอียงไปทางพุทธศาสนาด้วยและด้วยการที่หลักการมันไปด้วยกันได้เขาจึงค่อนข้างสนับสนุนพุทธศาสนามากจนมีนโยบาย "พ่อแม่ต้องยอมให้ลูกชายบวชในพุทธศาสนาได้แม้จะเหลือผู้สือสกุลคนเดียวก็ตาม" แปลว่าเขาไม่คิดว่าไม่สนใจหลักการสืบสกุลตามแบบข่งจื้อเลยด้วย รวมทั้งเรื่องการยอมรับสภาพภิกษุณีทั้งๆ ที่ยังเป็นเรื่องใหม่ในจีนตอนนั้นและให้ลูกสาวบวชในพุทธศาสนาตลอดชีพหลายคนด้วย แทนที่จะเอามาใช้ในการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ทางการเมือง ก็แน่นอนแล้วว่าเขายึดหลักสมดุลในธรรมชาติและความเป็นเหตุเป็นผล แต่โจโฉเองก็โตอยู่ในแวดวงโซโรอัสเตอร์จะปฏิเสธหลักความคิดทันทีเลยคงไม่ได้ แต่นิสัยแกเป็นคนหัวขบถมาแต่ไหนแต่ไร คงมีบางที่ตั้งคำถามต่อหลักความคิดที่ที่บังคับให้ศรัทธาโดยไม่มีสิทธิโต้แย้ง เทียบกับสมัยนี้โจโฉคงเหมือนบัตรประชาชนเป็นโซโรอัสเตอร์ แต่กรอบความคิดเป็นพุทธ ใช้ชีวิตแบบเต๋า และสวนกระแสสังคม(หยู)

    ฮ่าๆๆๆ

    เพียงแต่คงไอไม่ค่อยดังเพราะหากจะอ้างว่าตัวเองเป็นพุทธศีลปาณาก็ผิดประจำ จะพูดว่าเป็นเต๋าก็ออกจากการเมืองไปอยู่อย่างสมถะที่บ้านไม่ได้(เล่าจื้อสอนละวางไม่ให้ยึดติดอำนาจ) จะบอกว่าไม่ได้เป็นโซโรอัสเตอร์ก็ยังต้องใช้พวกนี้ให้เสริมสร้างเว่ยแล้วโจโฉก็ไม่ได้ปฏิเสธพระเจ้า-โจโฉก็สวดอ้อนวอนพระเจ้าก่อนออกศึกเหมือนกัน เมื่อต้องปกครองพวกเม้งกะจำนวนมาก การที่จะควบคุมได้ก็จำต้องมีสถานะผู้นำ แม้จะไม่ได้นำโดยตรงแต่ก็ต้องอยู่ในฐานะที่จะออกคำสั่งเด็ดขาดได้และไม่มีใครสงสัยในคำสั่ง จะปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นประมุขก็ยากอีก(คิดแล้วกลุ้มแทนเหมือนกันครับ) และก็เหมือนๆ จะมีบันทึกว่าเคยต้อนรับผู้เผยพระวจณ(ศาสนาคริสต์?)จากตะวันตกด้วยด้วย

    โจโฉหัวขบถ ออกตัวทันทีว่าไม่ได้เป็นหยู(จึงเลือกคนที่เหมาะกับงานแม้ว่าจะเป็นคนเลวหรือเป็นเพศหญิง ไม่สนใจเรื่องอื่น) แต่แกก็ยอมรับว่าหยูคือหลักที่เหมาะกับการปกครองประเทศ ทั้งนี้เพราะลูกน้องที่ล้อมหน้าล้อมหลังดันเป็นหยูเกือบหมด ไม่เว้นแม้แต่ซุนฮกสุดที่รัก

    จากทั้งหมด ผมคงได้แต่พิจารณาว่า โจโฉใช้ได้ทุกอย่างเพื่อเป้าหมาย ส่วนศรัทธาส่วนตัว ผมคิดว่าโจโฉผสมระหว่างเต๋า, พุทธ และโซโรอัสเตอร์(อาจรวมคริสต์ด้วยเพราะแกมีพระเจ้าองค์เดียว แต่พระเจ้าไม่มีเพศและสภาพการณ์เหมือนอย่างเต๋า)กลายเป็นศาสนา "ข้าคิดเอง"

    แต่ที่ชัดที่สุด โจโฉไม่ปลื้มลัทธิผีหรือการบูชาอะไรแบบงมงายไร้เหดุผล หลังๆ ดูจะไม่ปลื้มเม้งกะเท่าไหร่ก็คงเพราะเม้งกะได้ผสมกับศรัทธาพื้นบ้านกลายเป็นการบูชาอะไรที่คนละเรื่องกับพระคัมภีร์อย่างสิ้นเชิง โจโฉที่โตมากับแวดวงโซโรอัสเตอร์ย่อมรู้ดีว่าศาสนาสอนอะไร และคงเห็นว่าแบบนี้มันผิดทางแล้วเลยอยากจะยกเลิกความคิดแบบนั้น แต่โจผีไม่ได้มีประสบการณ์แบบโจโฉนะ
    #283
    0
  4. #282 eagle(Original) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2555 / 20:37
    เพิ่มเติมเรื่องนิกายเม้งก่า และโจรผ้าเหลือง ในสามก๊ก

    ที่จริงเรื่องนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงในหมู่นักประวัติศาสตร์ชาวจีนและนักวิจัยสามก๊กในเมืองไทยมาตั้งแต่ 30-40 ปีก่อนแล้ว ทั้งเรื่องความขัดแย้งทางแนวคิดขงจื๊อกับแนวคิดต่างๆที่ปรากฏในเรื่องสามก๊ก

    โจโฉเป็นเสมือนผู้นำของการปฏิวัติลัทธิขงจืีอขนานใหญ่ แล้วที่สำคัญยังมีการสืบต่อเรื่องนี้ต่อมายังรุ่นลูกรุ่นหลาน ลูกเขยโจโฉชื่อโฮอั๋นนั้นเป็นผู้ที่ทำการศึกษาแนวคิดขงจื๊ออย่างละเอียดหลายสิบปี และเป็นผู้แต่งคัมภีร์รวบรวมแนวคิดขงจื๊อคือตำรา หลุ่นอวี้ไว้ แต่เป็นความพยายามทีืจะปฏิรูปแนวคิดเดิมๆของขงจื๊อที่ฝ่ายขุนนางเก่าบิดเบือดเนื้อหาคำสอน คือในแนวคิดขงจื๊อนั้น ส่วนหนึ่งมีความพยายามดัดแปลงเนื้อหาเพื่อประโยชน์ของกลุ่มอำนาจปกครองเก่าที่ครอบงำราชสำนัก

    ส่วนเรื่องนิกายเม้งก่านั้น คงต้องเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน แต่ก็นับเป็นการตั้งข้อสงสัยประการหนึ่งที่อธิบายอะไรได้หลายอย่าง ที่จริงเรื่องนี้ มีงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ในเมืองไทยที่พูดถึงศาสนาในสามก๊กด้วย อยากให้น้องลองหาอ่านดู เผื่อจะได้เพิ่มมุมมองและการวิเคราะห์มากขึ้น แล้วน้องอาจจะได้เขียนงานที่มีมุมมองสนุกๆออกมาอีก ซึ่งพอจะแบ่งได้สองด้านคือ

    1.โจโฉมีเอี่ยวกับนิกายเม้งก่าจริง แต่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งผู้นำ เป็นเพียงการเจรจาผลประโยชน์กับแกนนำของนิกายที่ได้ประโยชน์สองฝ่าย จึงได้กำลังพลโจรผ้าเหลืองมาเป้นรากฐานสำคัญ ซึ่งข้อสนับสนุนสำคัญของแนวคิดนี้คือภายหลังโจโฉก็มีการพยายามนำหลักการลัทธิข้าวสารห้าโต่วเข้าเป้นส่วนหนึ่งของการปกครองฮั่นจง และภายในราชสำนักวุยก๊กนั้น ต่อต้านลัทธิขงจื๊ออย่างโจ่งแจ้ง และมีลักษณะเอียงมาทางเล่าจื๊ออยู่บ้าง เพราะโจโฉนั้นค่อนข้างชื่นชมเล่าจื๊อมาก ในประวัติของเขา

    2.โจโฉไม่ได้เกี่ยวข้องกับเม้งก่า ซ้ำยังต่อต้านแนวคิดเม้งก่ามาก แต่การที่ได้กำลังพลผ้าเหลืองมาเข้าร่วมเป็นกองกำลังหลักและรากฐานสำคัญนั้น โจโฉสามารถบรรลุผลในการเจรจากับแกนนำของโจรผ้าเหลือง และยื่นประโยชน์ที่ทำให้อีกฝ่ายไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะตอนนั้นฝ่ายโจรผ้าเหลือเองก็จนตรอกพอตัว แม้จะมีกำลังพลกว่า 2-3 แสนคน (บ้างก็ว่า 1 ล้านคน) จุดที่บ่งว่าโจโฉไม่ได้ฝักใฝ่ด้านนี้คือการที่เขาพยายามผลักดันแนวคิดของเล่าจื๊อขึ้นมา และที่สำคัญคือ การก่อกบฏในช่วงปลายของโจโฉรวมถึงช่วงการจัดระเบียบปกครองในช่วงสมัยของโจผี ที่ล้มเลิกระบบบางอย่างที่ค่อนข้างให้ความสำคัญชาวผ้าเหลืองนั่นคือระบบถุนเถียงออกไป จึงจะเห็นว่าโจโฉเองก็ไม่ได้ปลื้มกับเม้งก่านัก และเมื่อโจผีครองอำนาจก็พยายามล้มล้างแนวคิดนี้ออกไป แต่ดันเล่าจื๊อขึ้นแทน


    ด้วยข้อมูลต่างๆนี้ อาจจะเป็นประเด็นได้ว่า โจโฉไม่ได้ป็นเม้งก่าแต่ค่อนข้างเอียงทางเล่าจื๊อ เพียงแต่อาศัยการเอื้อประโยชน์ที่เหมาะสมทำให้ได้กำลังพลของพวกผ้าเหลืองมาเป็นรากฐานความแข็งแกร่งของวุยก๊ก
    #282
    0
  5. #239 Sammael Sin (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2555 / 18:33
    เธออาจจะเป็นสาวสวยมั้งครับ ลูกครึ่งเติร์กเชียวนะ...! และการที่แม่โดนรีไซเคิลนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้โจโฉชอบรีไซเคิลเมียชาวบ้านด้วยรึเปล่าไม่ทราบ แถมท่านสุมาฝางนี่ก็ชอบของเก่าระดับลายครามเหมือนกันแฮะ นึกว่าจะมีแต่โจผีกับโจสิดที่ชอบของแบบนี้ซะอีก(โจผีเด็กกว่าเอียนสี 5 ปี โจสิดเด็กกว่าเอียนสี 10 ปี)

    ว่าแล้วเร็วๆ นี้จะมีหนังเรื่องแอสเซอร์ซิน(คนลอบสังหารโจโฉ)เข้าฉาย แสดงโดยแม่นางเซียวเหล่งนึ่งเป็นลูกสาวลิโป้ โจวเหวินฟะเป็นโจโฉ ผมอึ้งมากที่รู้ว่าคนจีนก็สนใจเรื่องนี้ เพราะมันเกี่ยวพันธ์กับบทความที่ผมเคยลงไว้เมื่อนานมาแล้ว(และลบทิ้งไปแล้ว) นั่นคือเกร็ดพงศาวดารที่กล่าวว่าแท้จริงแล้วโจโฉไม่ได้ป่วยตายแต่ตายเพราะการลอบสังหาร โดยมือสังหารก็คือลูกสาวลิโป้ ซึ่งเดิมทีถูกส่งมาฆ่าโจโฉ แต่เปลี่ยนใจและภายหลังคิดฆ่าฮ่องเต้แทน ทว่าโจโฉกลับเอาตัวมาบังฮ่องเต้เลยต้องตายแทนซะงั้น

    สำหรับเรื่องที่โจวเหวินฟะแสดงนี้ ผมรอดูเหมือนกันว่าจะตีความออกมายังไง
    #239
    0
  6. #237 LE BASIlIC (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2555 / 00:08
    _(:3」∠)_

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 เมษายน 2559 / 23:32
    #237
    0
  7. #236 Sammael Sin (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2555 / 22:04
    คุณกำลังคิดว่าสุมาฝางเทครัวรึเปล่านี่? ฮ่าๆๆๆ

    เรื่องของสุมาฝางกับแม่โจโฉเป็นอะไรที่พูดยากครับ เพราะคนจีนไม่สนใจบันทึกเรื่องฝ่ายหญิงจึงสร้างความยุ่งยากให้การสืบค้นมาก แต่เราก็พอจะเดาได้ว่า โจโฉคงไม่ได้อยู่ในความดูแลของแม่เพียงคนเดียว เพราะตอนที่คลอดโจโฉเธออายุเพียง 14 ปี ซึ่งถือว่าเด็กมาก(แต่ด้วยความที่เป็นครึ่งอุสเบกิสถานเลยอาจจะดูโตกว่าสาวจีนคนอื่น โจโก๋เลยพากผู้เยาว์แบบไม่รู้ตัว) เด็กอายุแค่นั้นเลี้ยงลูกตามลำพังไม่ได้แน่ๆ  โจโฉจึงน่าจะมีทั้งตาและยาย และเราไม่รู้เลยว่าครอบครัวเค้าเกิดอะไรบ้างจนแม่ต้องยอมไปนอนกับผู้ชายอื่นจนมีลูกติดท้องมาอีกสองคน(ยังไม่นับความจริงที่น้อยคนจะสนใจอีกคือ แม้ภายหลังพ่อจะตายแต่โจโฉก็ยังมีโอกาสได้เลี้ยงคุณตา)

    แต่ก็ทำให้เราได้คำตอบเพิ่มเต็มว่าทำไมโจโฉไม่ทำร้ายลูกสุมาฝาง.. เพราะจะไม่มีสายเลือดเกี่ยวโยงกันแต่ก็เหมือนเป็นน้อง(เพราะเป็นน้องๆ ของน้องสาวตัวเอง)
    #236
    0
  8. #235 LE BASIlIC (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2555 / 22:57
    _(:3」∠)_

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 เมษายน 2559 / 23:32
    #235
    0