เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 52 : หมอเทวดา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 854
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    13 ต.ค. 55

หมอเทวดา...

 

สวัสดีครับ.. วันนี้ผมจะนำท่านมาเจอหมอเทวดาแห่งสมัยสามก๊ก คนๆ นี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นอาจารย์ของหมอหญิงท่านหนึ่งที่กลายเป็นคู่นอนโจโฉ(จนเกิดเป็นเฉาจุน) ถ้าหากท่านจะนับหญิงนางนี้เป็นศิษย์นะครับ เพราะเธอไม่ได้เรียนจากท่านอาจารย์โดยตรงเหมือนศิษย์อื่นหากใช้วิธีอาจารย์หลับก็ลักจำจนเก่งกล้าสามารถขนาดโจโฉต้องเอาติดกองทัพไปด้วยเพราะไม่ไว้ใจใครให้รักษาตน แต่เนื่องจากวิชาอาจารย์หลับก็ลักจำนี่แหละทำให้อาจารย์ไล่เธอออกไปจากการติดตามรับใช้ เพราะท่านอาจารย์นั้นยึดมั่นในหลักแห่งข่งจื้อหรือหยูซึ่งมีคำสอนด้วยว่า "แม้กระหายก็อย่าได้ขโมยกิน" และ "บุรุษมีปัญญาถือว่ามีคุณธรรม... แลสตรีที่ไร้ปัญญาก็ถือว่ามีคุณธรรมด้วยเช่นกัน"

...เอ่อ... อย่างแรกก็ยอมรับหรอก แต่อย่างหลังนี่มันทุเรศยังไงไม่รู้แฮะ...

แต่เพราะท่านอาจารย์ได้ไล่เธอไปนั่นแหละ เธอจึงมีโอกาสได้พบโจโฉและกลายเป็นภรรยาท่าน รวมทั้งได้แสดงความสามารถทางการแพทย์ให้โจโฉประทับใจจนกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ท่านนายกคิดจะสู้กับระบบหยูซักตั้งเพื่อไม่ให้คนดีจมหาย และให้คนมีความสามารถได้มีโอกาสก้าวหน้า แพทย์หญิงท่านนี้คือ โชฮูหยิน(Lady Zhou) ผมไม่แน่ใจว่าเธอมีชื่อจริงว่าอย่างไร... แต่ความสามารถเธอเป็นที่ยอมรับ ทำให้เราต้องตั้งคำถามว่าใครคือคนที่เธอเรียกว่าเป็นอาจารย์แม้ว่าคนๆ นั้นจะไม่ยอมรับเธอเป็นศิษย์เลยก็ตาม... อาจารย์ที่ว่าก็คือนายแพทย์หัวโถ หรือที่เราเรียกกันว่า "หมอฮัวโต๋" นั่นเอง

หมอฮัวโต๋นั้นเป็นคนบ้านเดียวกันกับโจโฉและมีอายุมากกว่าโจโฉหลายปี แรกเริ่มก็รับราชการตามคำสั่งเสียพ่อแม่ แต่ใจจริงสนใจวิชาแพทย์มากกว่า จึงกราบแพทย์แถวบ้านเป็นอาจารย์ และเมื่อเริ่มเก่งก็ลาออกจากตำแหน่งออกรักษาคนและเรียนรู้เพิ่ม ความรู้ใหม่ที่ฮัวโต๋สะสมมานั้นยอดเยี่ยมมากจนมีคนฝากตัวเป็นศิษย์มากมาย แม้แต่แม่นางโชก็ยังเลื่อมใส ติดตามรับใช่เพราะอีกฝ่ายไม่รับคนเป็นศิษย์ ฮัวโต๋นั้นหวงวิชาแม้จะสอนให้นักเรียนมากมายแต่ก็ไม่สอนระดับสุดยอดให้ง่าย เนื่องจากอุดมการณ์แรงกล้า คือคนที่จะสืบทอดจากตนนั้นต้องเป็นคนที่มีคุณธรรมตามหลักคำสอนของข่งจื้อเท่านั้น เนื่องจากตอนนี้บ้านเมืองเกิดกลียยุค หากให้คนเลวได้วิชาคนไปครองย่อมจะใช่วิชาในทางเอาเปรียบผู้คน และด้วยคำๆ นี้ ฮัวโต๋จึงปฏิเสธคำเชิญจากน้องแมวร่านสวาทแห่งเว่ยอย่างโจโฉเพราะเห็นว่าอุดมการณ์ไม่ตรงกันมิได้เป็นเพราะไม่อยากเป็นสัตวแพทย์
แฮหัวตุ้น- "แล้วจะให้ข้าเป็นสัตวแพทย์รึไงฟะ"

คนที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์สมัยนั้นมักเข้าใจผิดๆ ว่าที่ฮัวโต๋ต้องตายเพราะโจโฉใจแคบ ไม่ยอมรับความวิทยาการสมัยใหม่เช่นการ "ผ่าตัดสมอง" ได้เนื่องจากอ่านสามก๊กฉบับนิยายมากเกินไป ตรงนี้ผมต้องเรียนให้ทราบว่า วิชาแพทย์จีนนั้นล้ำลึกมาก และการฝ่าตัดสมองก็เป็นที่ยอมรับกันมานานก่อนสมัยสามก๊กด้วยซ้ำ ฉะนั้นการฝ่าตัดสมองย่อมไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับโจโฉแน่นอน  ความจริงคือวิชาฮัวโต๋นั้นก็อาจจะไม่ได้แตกต่างจากแพทย์สมัยนั้นมากมายอะไร แต่สิ่งที่ทำให้หมอเหนือกว่าคนอื่นคือหมอมีประสบการณ์ในการทำงานมากเพราะผ่านการรักษามามากมายเนื่องจากเป็นยุคสงคราม รวมทั้งอาจจะมีพรสวรรค์มากกว่าหมอคนอื่นในสมัยเดียวกันด้วย ยิ่งไปกว่านั้นคือหมอมีความเชี่ยวชาญในด้านการลดความเจ็บปวดจากการผ่าตัดด้วยการฝังเข็ม รวมทั้งยังได้นำยาชาและยานอนหลับมาใช้ในผู้ป่วยที่ไม่อาจจะรับการรักษาในแบบปกติได้ด้วย โดยยาชาและยานอนหลับเป็นยาที่หมอผสมเป็นพิเศษสำหรับการรักษาคนเท่านั้น ทำให้หมอเก่งกาจกว่าหมอทั่วไปมากนัก

แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้หมอได้มาอยู่กับโจโฉ หลังจากโจโฉปราบลิโป้ลงได้และเมื่อมีสเถียรภาพทางการเมืองมากกว่าเดิม ฝ่ายตรงข้ามจึงกังวลว่าแบบนี้โจโฉจะต้องกุมอำนาจในการบริหารทั้งหมดได้ในเร็วๆ นี้แน่จึงรวมหัวกันวางแผนทำรัฐประหาร ซึ่งไม่ได้ให้หมอเกียดเป๋งเดินมาจับกรอกยาอย่างในนิยายแต่อย่างใด หากแต่ปฏิบัติการข่มขวัญรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โจโฉยังไม่สามารถสืบอะไรได้จึงไม่กล้าจัดการอะไรมาก แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์สุดจะทนขึ้นเมื่อมีคนร้ายบุกเข้าไปในบ้านของคุณหนู(เล่าฮูหยินมีลูกกับโจโฉห้าคน ชายสามหญิงสอง หนุ่มๆ ตายตามแม่ไปหมดแล้ว ทิ้งไว้แต่ลูกสาวสองคนให้ดูต่างหน้า... ครับ เธอทั้งสองเป็นพี่สาวโจผีด้วย) และส่งจดหมายไปหาโจโฉว่าให้ไปเก็บศพลูกสาวที่บ้าน ตอนนั้นโจโฉแทบคลั่งครับเพราะแม้ลูกสาวคนรองจะอยู่วัดเนื่องจากธรรมะธรรโม แต่ที่บ้านก็ยังมี "ชิงเหอ" ลูกสาวคนโตที่เป็นแก้วตาดวงใจอยู่แน่นอน โจโฉแล่นไปที่บ้านแล้วร่ำไห้แทบเสียสติที่เห็นศพหญิงสาวในสภาพน่าสยดสยอง ก่อนจะทราบภายหลังว่าเป็นสาวใช้ที่ต้องมาดับอนาจแทนชิงเหอเพราะคนร้ายจำผิด.. เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้โจโฉเครียดจัดเพราะตระหนักถึงอันตรายที่จะเกิดกับครอบครัวจนโรคปวดหัวกำเริบ ท่านนายกรัฐมนตรีจึงกับล้มลงกลางท้องพระโรงระหว่างถวายรายงานต่อฮ่องเต้

ตอนนั้นฮ่องเต้คงมิได้คิดกำจัดโจโฉแน่ๆ เพราะหลังจากน้องแมวเป็นลมพระองค์แล่นลงจากบัลลังก์ไปอุ้ม ก่อนจะพาเข้าไปนอนยังตำหนักใน(เฮ้ย! ฮองเฮากับพวกสนมไม่หึงเหรอ?) ทว่าไม่มีหมอคนไหนทำให้โจโฉตื่นขึ้นมาได้ พอดีขันทีท่านหนึ่งทูลรายงานว่าหมอฮัวโต๋ตอนนี้อยู่ในเมืองหลวง จึงให้คนไปพาตัวมา... ฮัวโต๋คงมีดวงต้องเป็นสัตวแพทย์จริงๆ จึงไม่อาจเมินต่อฮ่องเต้ รีบเข้าวังมารักษาน้องแมวที่กำลังป่วย ทำให้ฮัวโต๋รู้ว่ายังฮ่องเต้ต้องการโจโฉจึงยอมรับตำแหน่งแพทย์หลวง หลังจากนั้นไม่นาน ก็เกิดการปฏิวัติใหญ่นำโดยตังสินที่รุกฆาตรัฐบาลโดยการส่งพวกหนึ่งไปโจมตีที่บ้านท่านนายกหมายจับครอบครัวเป็นตัวประกัน(แต่เหลวเพราะมีต้วนจงเป็นแม่ทัพประจำบ้านที่ไล่บี้คนร้ายจนแหลก) ส่วนอีกพวกก็ล้อมทำเนียบรัฐบาลเพื่อจับและสังหารนายกรัฐมนตรี มีคนบาดเจ็บล้มตายมากมายครับ และครั้งนี้ก็มีหนึ่งคนที่บาดเจ็บหนักมาก คือถูกฟันที่ไหล่ซ้ายจนขาดสะพายแล่ง ตามจดหมายเหตุรัฐวุ่ยระบุ "แผลมีความยาวลงมาเกือบจะถึงหัวใจ และกระดูกตั้งแต่ไหปลาร้าลงมาถึงอกก็ถูกฟันขาดหมด" นับเป็นเคสใหญ่ที่รักษายากมากทั้งในยุคนั้นและยุคนี้เลยครับ ซึ่งเคสนี้โจโฉให้ฮัวโต๋เป็นคนรักษาและสั่งไว้ว่าจะให้ตายไม่ได้

วุยก๊กนี่ช่างเต็มไปด้วยสัตว์จริงๆ

แม้ผมจะไม่บอกท่านว่าฮัวโต๋เป็นคนรักษา แต่หากบอกนามผู้ป่วยรายนี้ท่านก็คงทายได้ว่าหมอรักษาได้สำเร็จแน่นอนครับ เพราะคนป่วยคนนี้ก็คือสุมาอี้นั่นเอง! เพราะหากสุมาอี้ตายก็คงไม่มีพระเจ้าสุมาเอี๋ยนในวันหน้า แหม.. ฮัวโต๋แกมีดวงเป็นสัตวแพทย์จริงๆ เพราะหลังจากรักษาแมวก็ต้องมารักษาจิ้งจอก และจากเกร็ดพงศวดารเรื่องนี้ก็ทำให้เราทราบได้ว่าเรื่องจิ้งจอกแกล้งป่วยเพราะไม่อยากรับราชการคงเป็นเรื่องที่แต่งใหม่ตามคำสั่งสุมาเอี๋ยนเพื่อแก้เขิน(สุมาอี้จะได้ไม่มีภาพคนทรยศ) เรื่องคราวนี้โจโฉจึงสะสางเรียบแม้แต่ลูกหลานคนทรยศในท้องสนมตังกุยหุยโจโฉก็ไม่ยอมให้ลืมตาดูโลก  บางท่านบอกว่าที่ตังสินต้องกำจัดโจโฉก็เพื่อปกป้องลูกสาวเนื่องจากโจโฉสงสัยว่าลูกในท้องเธอจะไม่ใช่ลูกเหี้ยนเต้ เนื่องจากเธอท้องห้าเดือน แต่เอกสารในวังหลวงบอกไว้ว่าเธอพึ่งเป็นสนมได้แค่สี่เดือนเท่านั้น ย่อมไม่มีทางท้องห้าเดือนตามที่เฉินโซ่และหลอกว้านจงบอกแน่ๆ... อันนี้ผมไม่ออกความเห็นเนื่องจากอาจจะเป็นการป้ายสีสนมนางนี้และไม่เป็นธรรมต่อเธอเนื่องจากคนตายไม่อาจแก้ต่างได้ อย่างไรก็ดี สุมาอี้คงไม่หายสนิทในทันทีและคงจะอยู่ในความดูแลของฮัวโต๋อีกนานกว่าจะกลับมารับราชการได้

หลายปีต่อมา... โจโฉติดศึกกับอ้วนเสี้ยว ระหว่างนั้นก็ได้มีการตรวจบันทึกการทำงานของข้าราชการย้อนหลัง โจโฉพบว่าช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมาประชนจะต้องเจอกับโรคระบาดเสมอและทุกครั้งที่เกิดโรคระบาดจะมีคนเจ็บป่วยเรือนแสนและล้มตายครั้งละมากๆ นอกจากนี้ยังมีคนมากมายที่ต้องตายในสงคราม  โจโฉจึงประกาศนโยบายด้านสาธารณสุขขึ้น คือถ้ามีคนติดโรคระบาดเป็นแสนต้องรอดอย่างน้อยเจ็ดหมื่น(จากเดิมตายเจ็ดหมื่น) และทหารที่บาดเจ็บหนักในสงครามก็ต้องรอดอย่างน้อยเจ็ดส่วน ซึ่งการจะทำสำเร็จต้องการหมอที่เก่งจำนวนมาก โจโฉจึงให้มีการ "รวบรวมตำราแพทย์จากหมอเก่งๆ ทั่วประเทศ" เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีน โดยการรวบรวมความรู้จากหมอที่เก่งๆ ทั่วแผ่นดินและฮัวโต๋ก็เป็นหนึ่งคนที่ได้รับเลือก

ทว่าฮัวโต๋กลับปฏิเสธนโยบายนี้! ทำไมนะหรือครับ!? เพราะฮัวโต๋เป็นหยูที่เคร่งครัดตามที่ผมได้เรียนบอกแต่แรกแล้ว ย่อมไม่อาจจะร่วมงานกับโจโฉที่ต่อสู้กับหยูอย่างเต็มใจได้ อีกประการ การเขียนตำราแพทย์คือการเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่เรียนวิชาแพทย์โดยที่ไม่ต้องสนใจว่าจะเป็นดีมีคุณธรรมหรือไม่ ซึ่งขัดกับคำสอนข่งจื้อที่เน้นถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ที่ควรได้รับ ซึ่งความคิดนี้คงทำให้โจโฉไม่พอใจแน่ บันทึกบางเล่มบอกว่าฮัวโต๋แกล้งลากลับบ้านอ้างว่าภรรยาไม่สบาย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วเป็นความเท็จจึงให้ประหาร ส่วนจดหมายที่ซุนฮกส่งไปให้หวนฮูหยิน(ต้วนจง)ที่เป็นแม่โจฉองซึ่งเสียใจที่ลูกตายกับที่ส่งให้ฮ่องเต้นั้นมีคำอธิบายที่ต่างกันซึ่งผมจะยกมาให้เพื่อนๆ ได้รับทราบแลพิจารณาด้วยกัน... คือ...

"ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ลุแก่อำนาจจนฆ่าคนดี(ที่หากยังอยู่โจฉองและองค์ไทจื่อคงไม่ต้องตาย) แต่เพราะเป้าหมายท่านคือการช่วยคนให้มากที่สุด ขณะที่ฮัวโต๋ต้องการรักษาระบบของหยูซึ่งเป็นระบบสำคัญต่อประเทศ สำหรับท่านนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับราษฎรและพร้อมจะสู้กับระบบเพื่อราษฎรนั้น ความคิดฮัวโต๋ที่ต้องการรักษาระบบโดยไม่สนใจคนที่กำลังจะตายนั้น สำหรับท่านคงไม่ต่างอะไรกับการโดนตบหน้าจึงเกิดโทสะสั่งประหารเสีย ตอนนี้ท่านต้องเสียทั้งโจฉองและองค์ไทจื่อ ท่านเจ็บปวดและสำนึกผิดในความวู่วามของตนไม่น้อย ข้าเองจึงอยากจะให้พวกท่านรับรู้และพิจารณาความจริงก่อนที่จะตัดสินว่าเป็นความผิดท่านนายกรัฐมนตรีไปซะทั้งหมด"
ซุนฮก-- เคียงข้างโจโฉตลอดกาล

จดหมายของซุนฮกบอกอะไรเรา... ไม่ได้บอกว่าฮัวโต๋ใจแคบไม่นำพาต่อชีวิตคนอื่นและก็ไม่ได้บอกว่าโจโฉบ้าอำนาจแต่อย่างใด ผมนึกถึงเรื่อง "เสาเอก" ใน "คลังสยองลงหลุม" ของ "อาจารย์อิโต้ จุนจิ" เมื่ออยู่ๆ พ่อกลายเป็นเสาเอกของบ้านและไม่ยอมให้ใครช่วยเนื่องจากกลัวว่าบ้านทั้งหลังจะพังลง ฮัวโต๋ก็เหมือนพ่อที่พยายามรักษาบ้านทั้งหลังที่เปรียบเสมือนระบบไว้จนยอมตาย แต่โจโฉก็คงตอกกลับว่า "เฮ้ย! ยังจะห่วงเรื่องนั้นอีกเหรอ?" และหากโจโฉอยู่เรื่องเสาเอกด้วย  ในตอนนั้นเขาคงไม่คิดสงสัยหรอกว่าทำไมพ่อกลายเป็นเสาเอก ในทางกลับกันโจโฉคงคิดว่า "ไม่ต้องสงสัยแล้ว! ช่วยพ่อก่อน!" แน่นอนถ้ามองทั้งหมดเป็นเรื่องเสาเอกฮัวโต๋คงบ้าแน่ๆ ที่ยังจะห่วงว่าบ้านจะพังลงมา แต่ถ้าเปลี่ยนบ้านเป็นประเทศทั้งประเทศแล้วเปลี่ยนพ่อเป็นราษฎรเรือนแสนหรือเรือนล้านล่ะ? เราจะเห็นว่าฮัวโต๋ต้องการรักษาระบบเพื่อประโยชน์ในระยะยาวที่จะไม่ให้ประเทศต้องวุ่นวายย่อยยับลงในอนาคต ซึ่งทำให้โจโฉต้องลุแก่โทสะเพราะรับไม่ได้กับการที่หมอไม่นำพาต่อชีวิตคนมายมายแบบนั้น เนื่องจากฮัวโต๋เป็นคนที่คิดกังวลเกี่ยวกับอนาคต ส่วนโจโฉอยู่กับ "สิ่งที่เป็น ณ ตอนนี้" แล้วใครผิดล่ะ... ความจริงอาจไม่มีใครผิดเลยก็ได้
โจโฉเวอร์ชั่นโมเอะ

หมอหัวโถ เวอร์ชั่นสามก๊กโมเอ๊ะ(กลายเป็นหนุ่มหล่อเลย)

ยังไงก็ตาม ผมยอมรับว่า  แม้สามก๊กจะเป็นวรรณกรรมที่สร้างโจโฉเป็นคนชั่ว แต่ประวัติศาสตร์จริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือโจโฉห่วงชีวิตคนมากกว่าอย่างอื่น และบ่อยครั้งยอมทิ้งหลักการเพราะเห็นแก่คน(เพราะงี้ผมเลยปิ๊งเค้ามากกว่าเดิมอีก) ส่วนฮัวโต๋เป็นคนยึดหลักการ จึงมองไปที่ระบบเป็นหลัก แม้จะต้องมีคนตายมากมาย แต่ความถูกต้องก็คือความถูกต้อง เหมือนอย่างพันท้ายนรสิงห์ที่ยอมตายเพื่อรักษาระบบไว้ให้ศักดิ์สิทธิตลอดไป

ทีแรกผมคิดว่าจะพาทุกท่านไปพบกับทหารยุคบุกเบิกของลุงโฉ น้าปี่และน้องกวนกัน แต่เนื่องจากมีการขอมาเรื่องอิเกียดและโจจู๋ ผมจึงขอเอาสองคนนี้มาขั้นแทนเนื่องจากคิดว่าน่าสนใจดี เอาเป็นว่าเราจะเจอกับอิเกียดและโจจู๋ในตอนหน้าครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #233 LE BASIlIC (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 29 กันยายน 2555 / 23:21
    _(:3」∠)_

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 29 กันยายน 2555 / 23:32
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 29 กันยายน 2555 / 23:33
    แก้ไขครั้งที่ 3 เมื่อ 29 กันยายน 2555 / 23:56
    แก้ไขครั้งที่ 4 เมื่อ 30 เมษายน 2559 / 23:32
    #233
    0