เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 51 : ข่งเบ้งกับราชการสงคราม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 973
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    18 ก.ย. 55

ข่งเบ้งกับราชการสงคราม

หลังจากโม้มานานว่าจะเป็นอิสระ ในที่สุดก็เป็นจริงดังว่า เมื่อบอกอให้ออกจากออฟฟิตในฐานะฟรีแลนซ์เติมตัว รวมทั้งแต่งตั้งเต้าหู้โป้ง(Black Tulfu P)ให้เป็นที่ปรึกษากิติมาศักดิ์ ทำให้ความอยากประสบความสำเร็จของซามมาเอล ซินที่แรงพอๆ กับเต้าหู้สกล(Black Tulfu S)อยากได้ฟิกเกอร์ตัวใหม่ค่อยๆ เบาลงบ้าง วันนี้ผมก็เลยเอาเรื่องที่ค้างๆ ไว้มาลงให้อ่านกัน

ข่งเบ้งนับเป็นทายาททางการเมืองที่สำคัญของเล่าปี่ แต่บทบาทกลับไม่เป็นที่น่าประทับใจเว้นแต่จะนับในนิยาย จนเมื่อเล่าปี่ตายจาก.. ตามไปอยู่ร่วมกินร่วมดื่ม และร่วมรัก(?)กับโจโฉในปรโลก นายเบ้งก็มีโอกาสได้จัดการทั้งหมดดังใจหวัง เริ่มจากจัดการยกทัพลงใต้เพื่อถล่มชนเผ่าไทในมนฑลยูนาน(ไม่ต้องไปเต็ม "ย" ท้าย "ไท" นะครับ เพราะผมหมายถึง "เผ่าไท" ไม่ได้หมายถึง "ประเทศไทย" OK?) ด้วยข้อหา "กินเนื้อดิบ คนป่า ไร้อารยะ" ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องโวยวายกับการที่คนอื่นเขากินเนื้อดิบในเมื่อคนจีนก็เป็นนักกินที่เกินจะรับไหวอยู่แล้ว ขนาดมีคำกล่าวได้ว่า "ไม่มีอะไรที่คนจีนกินไม่ได้" แต่เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์อย่างถ่องแท้แล้วก็พบว่าคนจีนไม่ได้เป็นนักกินทั้งหมด ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถกินหมาได้ โดยเฉพาะก่อนยุคสามก๊ก ข่งเบ้งและโจโฉก็มีส่วนเหมือนกันตรงที่ไม่ชอบกินของแปลกหรืออะไรที่ไม่ถูกสุขอนามัย(จึงรอดพ้น ไม่ติดโรคระบาดเสมอๆ เพราะนิสัยกินร้อน/ช้อนกลาง/ล้างมือ) ต่างแต่ว่า พี่เบ้งแกจะมีส่วนเหมือนเล่าปี่ตรงนี้ต้องการแต่สิ่งที่ดีเลิศ ทั้งสองจึงเป็นคนที่ยอมต่อแถวเพื่อกินในภัตคาร ขณะที่โจโฉกินข้าวมันไก่ข้างทางเพราะไม่เห็นว่าภัตคารมันจะเลิศกว่าตรงไหน(คิวก็ยาว รอก็นาน ทั้งๆ ที่พอลงท้องแล้วก็ถ่ายลงส้วมเหมือนกันหมด) จนคนครหาว่าโจโฉตระหนี่ถี่เหนียว


ความจริงแล้วเป็นเพราะข่งเบ้งได้ประเมินแล้วว่ายามนี้เสฉวนไม่สามารถจะต่อสู้กับใครได้ เพราะสภาพอันบอบช้ำหลังความปราชัยครั้งใหญ่ในศึกอิเหลง แต่มองไปทางไหนก็ไม่อาจมีชัย จึงต้องเลือกชนเผ่าไทมาขึ้นเขียง ทว่าจะเอาอะไรมาอ้างในการทำศึกเล่า เมื่อก๊กเล่าปี่ได้สร้างภาพเป็นก๊กคุณธรรม ข้อหา "คนป่า ไร้อารยะ" จึงถูกหยิบยกมา เหมือนอย่างที่พวกตะวันตกทำในการล่าอาณานิคม

ผู้นำกองทัพไทในตอนนั้นมีนามว่า "เบ้งเฮ็ก" หรือตามการออกเสียงที่แม่นยำกว่าคือ "เม็งเฮ้ง" เป็นนักรบที่หัวแข็งและดื้อรั้น ประการแรกคือเบ้งเฮ็กไม่ได้ถือว่าตนเป็นอาณานิคมฮั่นตามการอ้างสิทธิของข่งเบ้ง เพราะเวลานี้ฮั่นได้มีสภาพแยกเป็นสาม และตามหลักไทจะขึ้นตรงต่อรัฐบาลเดียว แต่ตอนนี้มีสามรัฐบาลจะให้ทำไงล่ะ? ความจริงไทยอมรับรัฐบาลเว่ยมากกว่าง่อและจ๊กอีก แต่เป็นความโชคดีอันบัดซบของไทและเป็นความซวยแห่งฮั่น เนื่องจากนายกโจไม่มีแก่ใจจะสนเรื่องชนพื้นเมือง(โจโฉ.- "ประเทศตัวเองยังไม่รอดแล้วยังจะมีน้ำหน้าไปล่าอาณานิคมอีกเรอะ",  -"- ) เมื่อเว่ยอ๋องเสด็จมาทำศึกที่ฮั่นตง ไทก็ส่งทูตไปขอเจริญไมตรี เว่ยอ๋องก็จัดให้ คือให้ไปจัดการเรื่องในบ้านตัวเอง เพราะเว่ยอ๋องโจโฉมีนโยบายไม่ทำศึกกับต่างชาติหากต่างชาติไม่มาลากไส้เรา...เวลาผ่านไป ท่านข่งเบ้ง-เทพมังกรอัฉริยะก็เกิดอยากทวงสิทธิแทนคนจีนขึ้นมา ก็เลยส่งคนไปเจรจาให้หัวหน้าเผ่าไทยอมเป็นเมืองขึ้น

งานนี้ท่านเบ้งเฮ็กไม่ยอม จำคำโจโฉมาโต้กลับข่งเบ้งว่า "ประเทศตัวเองยังไม่รอดแล้วยังจะมีน้ำหน้าไปล่าอาณานิคมอีกเรอะ" ทำให้ท่านมังกรร้องกรี๊ด-ดิ้นเป็นไส้เดือนโดนขี้เถ้า ระดมกำลังเต็มอัตรา(คือราวๆ ห้าแสน)เพื่อจัดการกับเผ่าไท กองทัพไทนั้นอาศัยอยู่กับธรรมชาติ พวกเค้าจึงนำทั้งหมดเท่าที่หาได้ในป่ามาประกอบหลอมรวมจนเป็นอาวุธและเกราะ(ตามพงศาวดารว่าเป็นเกราะหวาย) และต่อสู้กับเสฉวนแบบเทหมดใจ ในรอบแรกๆ ก็พอไหวครับ แต่หลังๆ ท่านมังกรก็เริ่มจับทางได้ในที่สุดก็เกิดเป็นกิจกรรมจับเจ็ดปล่อยเจ็ดขึ้นมา... คือจับแล้วก็ปล่อย ให้กลับไปพาคนมา ใส่เกราะหวาย มาโดนไฟเผาตาย แล้วก็จับตัวไว้ แล้วก็ปล่อยกลับไป... ทั้งเฉินโซ่วและหลอกวานจงย่อมไม่อาจจะทำให้ข่งเบ้งเป็นคนเลวได้ จึงไม่ได้ให้ข้อมูลที่เต็มร้อย แต่ผมมีความสงสัย คนเราได้รับเมตตาจากคนอื่นปานนั้น ทำไมยังดื้อด้านพาคนมารบอีกทั้งเจ็ดครั้ง เป็นไปได้ไหมว่าระหว่างเป็นเชลยพวกนั้นคงทำกับเบ้งเฮ็กเหมือนไม่ใช่คน... แล้วก็ทำซ้ำๆ ซากๆ เพื่อให้เบ้งเฮ็กกระจ่างแจ้งในใจว่าไม่มีทางต่อกรได้ด้วยประการทั้งปวง(พามาเจ็ดก็แพ้ราบคาบทั้งเจ็ด) แต่คิดแบบเป็นพวกข่งเบ้งแบบเต็มที่ก็คือ เบ้งเฮ็กอาจจะดื้อด้านจริงๆ จนยอมเอาคนมาตายทั้งเผ่าเพื่อสนองเป้าหมายตน

อย่างไรก็ตามข่งเบ้งคิดถูกที่ไปตีเผ่าไทก่อนแล้วค่อยเปิดศึกรวมประเทศ แต่ผิดไปหน่อยที่เลือกตีเว่ยที่ใหญ่กว่าง่อเป็นกอง ซึ่งเราอาจจะตีความได้ว่า "หลังสงครามอิเหลงทำให้คนไม่กล้าไปเจอกับง่ออีก" หรืออาจจะเพราะ "ข่งเบ้งไม่ได้มองไปที่รัฐแต่มองไปที่บอสใหญ่ ซึ่งก็คือโจยอย ซึ่งยังเด็กมากเมื่อเทียบกับข่งเบ้งและซุนกวน สติปัญญาและความสามารถคงเทียบข่งเบ้งและซุนกวนไม่ติด" อีกประการที่เป็นไปได้คือ "ข่งเบ้งต้องการล้างอาย(ความแค้นส่วนตัว)ที่เล่าปี่ให้คุณค่าโจโฉมากกว่าตน จึงอยากทำลายเว่ยเพื่อแสดงว่าตนเหนือกว่าโจโฉแม้ว่าโจโฉจะไม่อยู่แล้วก็ตาม" ยังไงก็ตาม ประการที่สามนี้ผมจำใจตัดออก เพราะคนระดับนายกรัฐมนตรีไม่ควรจะมามัวคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้ จึงเหลือแค่หนึ่งกับสองให้พิจารณาแทน

แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นยังไง สงครามระหว่างเว่ยและจ๊กก็เกิด... และในสงครามครั้งแรกนี่เอง ข่งเบ้งกับไพล่พลสามแสนก็ได้เปิดศึกกับพระเจ้าโจยอยที่นำทัพมาเองอย่างเป็นทางการ ทัพหน้าข่งเบ้งก็คือม้าเจ๊กยกทัพไปประทะกับทัพหน้าโจยอยที่นำโดยเตียวคับ ผลการรบคือคือมังกรไร้เทียมทานอย่างข่งเบ้งบัญชาการรบสู้เด็กเมื่อวานซืนอย่างโจยอยไม่ได้ ซ้ำร้ายม้าเจ๊กยังทำการระเมิดคำสั่งจนเสียแผน ความผิดพลาดนี้เกิดเพราะทั้งเบ้งและเจ๊กประเมินศักยภาพโจยอยต่ำไป ในศึกนี้ข่งเบ้งต้องหลั่งน้ำตาประหารม้าเจ๊ก ส่วนหลอกว้านจงก็แก้เขินให้โดยเขียนมั่วไปว่าคนที่นำทัพมารบด้วยคือสุมาอี้ที่แก่ไล่เลี่ยกัน จะได้สมน้ำสมเนื้อ (เพราะขื่นบอกความจริงไปว่ารบแพ้โจยอยคนอ่านจะจับได้ว่ามั่วมาแต่ต้น เนื่องด้วยโจยอยนั้น จิ้งจอกเก้าหาง-สุมาอี้ออกปากเองว่าเก่งไม่ได้ครึ่งโจโฉด้วยซ้ำ) แล้วความผิดล่ะ? ในเมื่อท่านเมินแผนการรบที่อุยเอี๋ยนเสนอ(นำคนไม่กี่ร้อยไปไปตัดเส้นทางลำเลียงเสบียง)แต่ยอมให้ม้าเจ๊กนำพลสองแสนไปเสี่ยง มิหนำซ้ำพลาดแล้วยังไปลงโทษจูล่งที่่กอบกู้สถานการณ์ไว้อีกต่างหาก

แต่ข่งเบ้งไม่ยอมแพ้ นำทัพออกไปอีกในครั้งที่สอง ไพร่พลประมาณสองแสน ไปได้ไม่มากก็ต้องติดแหงก ไม่สามารถเปิดศึกล้างตากับพระเจ้าโจยอยได้ เนื่องจากก่อนที่ชาวบ้านบางระจันจะได้มาเกิดในผืนแผ่นดินไทยและปกป้องบ้านเมืองเรานั้น ท่านทั้งหลายได้เกิดที่เมืองจีนก่อนแล้ว โดยท่านจันหนวดเขี้ยวในภพที่แล้ว(เฮ็กเจียว)นั้นได้นำกำลังพลสามพันต้านทัพเสฉวนจนข่งเบ้งเกิดโทสะต้องมาบัญชาการรบด้วยตนเอง ใช้ทั้งหมดที่มีห้ำหั่นแต่ก็ไม่อาจหักค่ายเฮ็กเจียวได้เป็นเวลากว่ายี่สิบวันจนต้องเลิกทัพกลับ ดีว่าอุยเอี๋ยนที่เป็นทัพหลังวางแผนสะกัดข้าศึกและสังหารแม่ทัพได้จึงพอได้โวบ้าง ข่งเบ้งแก้ตัวในการรบครั้งที่สาม บังเอิญว่าท่านเฮ็กเจียวป่วยตายพอดี จึงไปยึดเมืองแบบง่ายๆ แล้วยกทัพกลับมาฉลอง


ในครั้งที่สี่ท่านก็ยกทัพไปตีเว่ยอีก... และสุมาอี้ก็ได้รับคำสั่งให้มารับศึกแทนโจยอยที่เริ่มเซ็ง แต่เกิดเหตุน้องน้ำเที่ยวเมืองจีน... ฝนตกหนักติดต่อกันจนน้ำท่วมถึงเข่า ทำให้ต้องเลิกทัพไปโดยไม่มีการรบอย่างที่ปรากฏในนิยายแม้แต่น้อย สุมาอี้เองก็ขี้เกียจรบด้วยเพราะเป็นภูมิแพ้-โดนฝนนิดๆ หน่อยๆ ก็เป็นหวัด หลังหมดฝนเพราะพญาแถนท่านเป็นนิ่ว ข่งเบ้งก็ยกทัพมาแก้มือในครั้งที่ห้า ศึกนี้รบกันแค่ชายแดนแต่ไม่ทันไรก็ต้องเลิกทัพเพราะปัญหาเรื่องเสบียง(น่าแปลกใจว่าประสิทธิภาพวัวไม้ม้าเลื่อนมีแค่นี้เหรอจึงแก้ปัญหาขาดเสบียงไม่ได้) ในนิยายบอกว่าข่งเบ้งต้องรีบกลับทั้งที่กำลังจะชนะเพราะพระเจ้าเล่าเสี้ยนเรียกกลับ น่าแปลกว่าทำไมต้องทำตามพระบัญชา เพราะตามหลักแล้วระหว่างสงคราม แม่ทัพมีสิทธิที่จะขัดคำสั่งเพราะสภาพการณ์ของสงครามมีความผันผวนมาก ผมตรวจสอบแล้วก็ว่าเหตุผลที่แท้จริงคือความผันผวนทางการเมืองที่แรงกว่า ที่หากท่านมังกรไม่รีบกลับท่านอาจจะต้องเสียงทั้งอำนาจหน้าที่รวมทั้งทรัพย์สินทั้งหมดที่มี ซึ่งในประเทศเราก็เคยมีแบบนี้ คือสมัยพระไชยราชาธิราช-พระองค์ก็ต้องยุติสงครามกับพระเจ้าสอพินยาที่เมืองเชียงกรานทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายได้เปรียบเนื่องจากเมาะตะมะอยู่ในสภาพอ่อนไหวกับฝ่ายตองอูใต้การนำของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้(นักประวัติศาสตร์ไทยสมัยก่อนก็มั่วเก่งเหมือนกัน ดันไปวิเคราะห์ว่าเชียงกรานเป็นศึกระหว่างพระไชยราชาธิราชกับพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ ทำให้คนรุ่นหลังต้องเรียนประวัติศาสตร์ผิดๆ มาตั้งร้อยกว่าปี)... ระหว่างที่กำลังหนีกลับนั้นเอง เตียวคับที่ไล่ตามมาตามคำสั่งสุมาอี้ก็ดับอนาจด้วยห่าธนู


ในครั้งที่หกซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย... ข่งเบ้ง-พญามังกรใหญ่ก็ระดมพลทั้งหมดได้เกือบแสนคน(เอ๊ะ ทำไมคนน้อยลงเรื่อยๆ ฟะ)เคลื่อนออกจากเสฉวน ด้านเว่ยก็ส่งสุมาอี้ที่เป็นจิ้งจอกขี้เกียจตัวหนึ่งเนื่องจากมีหางมากถึงเก้าหาง เวลาไปไหนก็ต้องหอบหางทั้งเก้าอันไปด้วย กลายเป็นสัมภาระจำเป็นไปเพราะตัดทิ้งก็ไม่ได้(กว่าจะตัดหมดเจ็บตายเลย) เมื่อยกทัพมาจึงมาปลูกค่ายนอนแทนเนื่องจากมังกรดันเลื้อยมาที่ราบหวู่จ้างหยวนซึ่งทำให้การรบฝ่ายเว่ยสบายเป็นสามเท่า(ยังไม่นับที่โจยอยไล่ตีซุนกวนแตกกระเจิงไปหมาดๆ)...   จิ้งจอกเก้าหางก็เหมือนกับพญาหงสา-อดีตนายเก่าที่เวลามารบจะมีท่าทางผ่อนคลายเหมือนไม่ได้มารบ ต่างแต่ว่าความหน้าทนนั้นเทียบได้กับมังกรสวรรค์(เล่าปี่)หรือเหนือกว่าหลายเท่า ไม่ว่าจะโดนด่าท้าทายยังไงก็ไม่คิดจะออกไปรบกับข่งเบ้ง และข่งเบ้งก็ไม่เคยคิดจะโยนแมวเข้าไปในค่ายเพราะไม่เคยรู้ว่าจิ้งจอกตัวนี้แพ้ขนแมว ข่งเบ้งตรากตรำคิดแผนยั่วทั้งวันทั้งคืน ในใจก็คิดแต่งเรื่องจะฆ่าฝ่ายเค้าให้ได้มากๆ จึงต้องล้มป่วยลงและตายที่หวู่จ้างหยวนนั่นเอง

ทีแรกว่าจะนำเพื่อนๆ ไปรู้จักกับทหารยุคบุกเบิกของโจโฉกันหน่อย แต่เปลี่ยนใจเอาเรื่องอื่นมาแทรกเพราะเรารู้จักกับโจโฉไปเยอะพอควร เพราะงั้นผมจะพาท่านไปเจอหมอเทวดากันก่อนแล้วค่อยย้อนไปเซย์ฮัลโหลกับทหารยุคบุกเบิกของลุงโฉ น้าปี่และน้องกวนกัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #231 Sammael Sin (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 29 กันยายน 2555 / 21:58
    ผมเห็นด้วยครับที่ข่งเบ้งจบตรงนี้เพราะไม่เชื่ออุยเอี๋ยน ซ้ำยังยกทัพไปยังเส้นทางเดิมตลอดแม้จะล้มเหลว(ซึ่งไม่ทราบว่าทิฐิหรือคำนวนผิด) แต่ก็ต้องยอมรับว่าข่งเบ้งนี้ใจแข็งจริงๆ แม้ว่าจะล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ยังยืนกรานที่จะตีวุยให้แตก เสียดายที่มุ่งการศึกมากเกินไปจนไม่ผลิตบุคลากรที่จะรับช่วงต่อ จ๊กจึงต้องม้วนสื่อลงเป็นก๊กแรก

    ความจริงจะถือว่าวุยม้วนสื่อก่อนก็ได้เหมือนกัน เพราะตอนนั้นอำนาจสิทธิขาดอยู่ที่ตระกูลสุมาหมดแล้ว เนื่องจากสุมาอี้รับใช้โจโฉคนเดียวไม่ได้รับใช้ลูกหลานโจโฉด้วย

    อิเกียดกับโจจู๋ผมจะรับไว้เป็นการบ้านครับ
    #231
    0
  2. #230 ราเบล (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 28 กันยายน 2555 / 00:35
    เรื่องที่ขงเบ้งขึ้นเหนือมากครั้งแล้วคนน้อยลงเรื่อยๆนี่ ตอบได้ง่ายๆเลยครับว่า เพราะขงเบ้งยกทัพไปก็ต้องมีคนตาย แต่กลับไม่ได้พื้นที่เพิ่มขึ้นมาเลยด้วยดันมีปัญหาเรื่องเสบียงซ้ำซาก แล้วสุดท้ายก็ยกทัพกลับไปยังจุดเดิม พอจะเปิดศึกใหม่ คนก็น้อยลงสิครับท่าน

    ว่ากันตามจริง ถ้าขงเบ้งเชื่ออุยเอี๋ยนตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่องแล้วล่ะครับ เพราะผมว่าโจยอยเองก็คงคาดไม่ถึงเหมือนกันว่า ขงเบ้งจะมาบุกทางนี้ ดีไม่ดีประวัติศาสตร์อาจจะเปลี่ยนไปเลยก็ได้ครับ

    ปล.กลับมาแล้วครับ แต่ช่วงนี้ผมพยายามสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่ครับ เลยหาเรื่องอู้จัดไปหน่อย ยังไงก็ขอโืืทษด้วยนะครับ
    #230
    0
  3. #227 LE BASIlIC (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 18 กันยายน 2555 / 22:10
    _(:3」∠)_

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 เมษายน 2559 / 23:31
    #227
    0