เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 50 : เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในพงศาวดารสามก๊ก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,123
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    14 ส.ค. 55

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในพงศาวดารสามก๊ก

ในการอ่านเรื่องสามก๊กนั้น มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องพิจารณา เพราะเราไม่สามารตัดสินสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคสามก๊กได้จากการอ่านนิยายหรือพงศาวดารเพียงเล่มเดียว เนื่องจากระยะเวลานับจากเกิดเหตุการณ์กับช่วงเวลาที่มีการเขียนขึ้นนั้นห่างไกลกันมาก บางครั้งสิ่งที่เขียนขึ้นมาแบบร่วมสมัยกันก็ไม่ได้ชี้เลยว่าเป็นเรื่องจริงร้อยเปอร์เซนต์ เพราะผู้เขียนก็เขียนจากการพิจารณาเพียงจุดเดียวเท่านั้น สำหรับหัวข้อในวันนี้ของผมจึงเป็นการพิจารณาเรื่องราวเจ้าปัญหาที่หาข้อยุติไม่ได้โดยการพิจารณาอย่างละเอียด และผมขอเชิญทุกท่านที่รู้เกี่ยวกับเรื่องที่เรานำมาพูดในแง่มุมที่แตกต่างหรือรู้อะไรที่เพิ่มจากสิ่งเหล่านี้มาแลกเปลี่ยนกันด้วยนะครับ จะได้เป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้อ่านและผู้เขียนด้วย

ความเป็นเทพเจ้าของกวนอู.- ข้อนี้มีการพูดกันมากพอควร เพราะหาข้อยุติที่ชัดเจนไม่ได้ว่าการบูชาเทพกวนอูเริ่มเมื่อไหร่กันแน่ และอะไรทำให้กวนอูเป็นเทพเจ้า เมื่อมีคนพูดถึงการเป็นเทพเจ้าของกวนอูในสมัยราชวงศ์สุ่ยหรือราชวงศ์แมนจูก็จะมีคนออกมาตั้งแง่คัดค้านไม่น้อย ผมจึงต้องค้นคว้าอย่างตั้งใจ จนในที่สุดผมก็พบคำตอบที่ต้องตะลึง นั่นคือการบูชาเทพเจ้ากวนอูมีมานานมาก ผู้ริเริ่มการบวงสรวงกวนอูก็คือ "เว่ยหวู่ตี้" หรือ "โจโฉ" นั่นเอง แต่ในฐานะวิญญาณผู้คุ้มครองเรียกว่ากวนกง... ตะลึงล่ะครับท่าน ทหารเอกของเล่าปี่เมื่อตายไปไม่ได้ไปตามคุ้มครองเล่าปี่แต่กลับไปคุ้มครองครอบครัวของโจโฉซะงั้น และการบูชากวนอูก็ยุติลงเมื่อสิ้นรัชสมัยพระเจ้าโจยอยจนกระทั่งผ่านไปหลายร้อยปีจึงมีการรื้อฟื้นการบูชากวนอูอีกครั้ง และมีการสถาปนาการกวนอูขึ้นมาเป็นกวนตี้ และเทพเจ้า ตามลำดับ อะไรที่ทำให้โจโฉสั่งให้มีการบวงสรวงนักรบฝ่ายศัตรู นักเขียนสมัยหลังมีไม่น้อยที่ติดใจข้อนี้จึงตั้งสมมตฐานว่าเพราะกวนอูเฮี้ยนจนโจโฉกลัวเลยมีการสั่งให้บูชา บ้างก็แต่งเรื่องมากมายเพื่อสร้างให้เห็นความสัมพันธ์อันลึกล้ำระหว่างโจโฉและกวนอูเป็นต้นว่าโจโฉปล่อยกวนอูและกวนอูปล่อยโจโฉ แต่ในเกร็ดพงศาวดารได้เล่าเรื่องที่น่าสนใจที่อาจจะเป็นคำตอบที่ดีได้ คือเมื่อเตียวเลี้ยวถามกวนอูเกี่ยวกับโจโฉและเล่าปี่ น่าตกใจที่กวนอูบอกว่าเล่าปี่นั้นทะเยอทะยานส่วนโจโฉนั้นอบอุ่นอ่อนโยนกว่า เตียวเลี้ยวถึงถามกลับว่าถ้าเช่นนั้นทำไมไม่มาอยู่กับโจโฉเลย กวนอูก็ตอบอย่างน่าประทับใจว่า "ถ้าคนเราใช้ตนเองเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินผิดถูก โลกนี้คงไม่มีความยุติธรรมที่แท้จริงเป็นแน่ น้ำใจที่โจโฉมีต่อข้านั้นข้าซึ้งยิ่งนักแต่ได้สาบานที่จะรับใช้เล่าปี่ตลอดชีวิตไว้แล้ว ถ้าไม่ต้องถูกผูกมัดด้วยคำสาบานแล้วไซร้ ข้าก็ยินดีตามคุ้มครองโจโฉไปทุกภพทุกชาติเช่นกัน"

ทำไมไม่ยิงธนูไฟ.- นี้ก็หนึ่งในข้อถกเถียงกัน เมื่อเล่าชวนหัวตั้งข้อสังเกตในผาแดงและมีคนมาสนับสนุนและคัดค้านมากมาย ความจริงการยิงธนูไฟต้องพิจารณาหลายๆ ด้าน ก่อนจะจบศึกผาแดงนั้นกองทัพโจโฉเป็นฝ่ายที่มีชัยภูมิดีกว่าเสมอเพราะอยู่เหนือลม ผมจึงกล้าพูดได้อย่างชัดเจนว่าถ้าข่งเบ้งใช้เรือฟางมาล่อหลอกจริงโจโฉต้องสั่งยิงธนูไฟแน่ จริงอยู่ที่ถ้าหัวธนูถูกผูกผ้าจุ่มน้ำมัน น้ำหนักจะมากขึ้นและยิงได้ไม่ไกล แต่เมื่อจุดไฟน้ำหนักจะลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ผนวกกับทัพโจโฉที่อยู่เหนือลม ธนูจะพุ่งไปได้ไกลกว่าความเป็นจริงมาก และการที่ข่งเบ้งตะโกนขอบใจที่มอบธนูให้ก็แปลว่าอยู่ไม่ไกล เพราะงั้นธนูไฟต้องถึงแน่นอน แต่ในทางกลับกัน ทำไมแม่ทัพต้วนจงถึงไม่ให้ทหารหญิงของเธอใช้ธนูไฟยิงใส่เรือของซุนกวนล่ะ? คำตอบคือเมื่อทหารหญิงทำธนูเสร็จพบว่ามีน้ำหนักมาก ถ้ากำลังของผู้หญิงอาจจะไม่สามารถยิงได้ถึง และตอนนั้นพวกเธออยู่ใต้ลม ถ้าจุดไฟก็ต้องเผาหน้าคนยิงแน่นอน แม่ทัพต้วนจงจึงให้การระดมยิงเพื่อคว่ำเรือซุนกวนแทน... สรุปคือในการใช้ธนูไฟจำเป็นต้องสังเกตทิศทางลมด้วย เพราะถ้าอยู่ใต้ลมไม่มีประโยชน์ที่จะจุดไฟ นอกจากจะไหม้หน้าแล้วระหว่างที่ลูกธนูโต้ลมไปไฟคงดับก่อนทำให้เสียเชื้อเพลิงโดยไร้ประโยชน์ นั่นเป็นเหตุผลที่อ้วนเสี้ยงใช้วิธีระดมยิงธนูใส่แทน ส่วนพวกโจโฉที่อยู่เหนือลมก็ไม่สามารถจะยิงธนูไฟตอบกลับได้เพราะโดนระดมยิงจนโงหัวไม่ขึ้นเหมือนกัน... คำตอบของการยิงธนูไฟจึงไม่ใช่เพราะมันเป็นนิยายแต่เพราะสภาพการณ์ในสนามรบจริงๆ ทำได้หรือไม่ได้นั่นเอง

ศาสนาของพวกม้าเฉียว.- อันนี้ผมต้องกราบขอโทษงามๆ เลยที่เข้าใจผิดแล้วเขียนไปว่าเป็นมุสลิม ด้วยเหตุที่ดินแดนที่พวกม้าเฉียวอยู่นั้นเป็นถิ่นของพวกมุสลิมในปัจจุบัน แต่ความจริงไม่ใช้ครับ เพราะศาสนาอิสลามเกิดหลังยุคสามก๊ก แต่พวกม้าเฉียวก็ไม่ใช่ผู้ยึดมั่นในข่งจื้อ จากวิธีการที่พวกเขาปฏิบัติและดูจะไม่ใช่พวกเต๋าด้วย เมื่อตรวจสอบแล้วจึงพบว่าพวกม้าเฉียวเป็นโซโรอัสเตอร์ครับ ศาสนาโซโรอัสเตอร์เป็นศาสนาของพวกเปอร์เซีย(อิหร่าน)ที่แพร่กระจายไปทั่วทั้งตะวันออกกลาง ลักษณะสำคัญของพวกเขาคือการบูชาไฟเหมือนกับพวกพราหมณ์ยุคเก่า ซึ่งมีตำนานเล่าเรื่องพิธีบูชาไฟที่พวกม้าเฉียวจัดขึ้นเพราะให้ชนะการรบกับโโจโฉ

ดวงตาของซุนกวน.- ผมเคยให้ข้อมูลไปแล้วว่าซุนกวนตาสีฟ้า แต่เมื่อสืบใหม่ก็พบว่าผิด ตาของซุนกวนเป็นสีเขียวครับท่าน ผู้ที่มีดวงตาสีฟ้าที่แท้จริงคือซุนเซ็กและซุนฮูหยินต่างหาก

เกี่ยวกับโจโฉ.- ชื่อของโจโฉก็คือ "เชา" อันแปลว่า "ฉลาด" นั้น ผมพบว่าเขาใช้ชื่อนี้โดยปราศจากนามสกุลมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งอายุยี่สิบปี เขาจึงเปลี่ยนมาใช้อักษร "曹操" ซึ่งออกเสียงเหมือนกันแต่ความหมายต่างกัน และเชาคำนี้ถูกใช้พร้อมกับแส้เฉา "曹操" จะได้ความหมายว่า "ยึดแซ่เฉา" หรือ "มีสิทธิที่จะใช้แซ่เฉา" ตามที่ได้บอกไปแล้วว่าเขาเป็นเด็กที่พ่อไม่ใยดี การใช้แซ่เฉาของเขาจึงหาได้รับความเห็นชอบจากตระกูลเฉาไม่ แต่เป็นเจ้าตัวดื้อดึงจะใช้แซ่นี้เองด้วยถือว่ามีสิทธิอย่างถูกต้องในฐานะลูกคนโตตัวจริงของโจโก๋... ยิ่งไปกว่านั้นประวัติของเขายังมีเรื่องน่าสนใจอีกอย่าง ก็คือตามความเป็นไปได้เขาแทบไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียนอะไรมากไปกว่าการอ่านเขียนแท้ๆ เพราะสภาพทางบ้านไม่เอื้อ แต่เขากลับสอบได้คะแนนดีทั้งบู้-บุ๋นทำให้เกิดข้อกังขาว่าไปร่ำเรียนมาจากไหน ทำให้บันทึกในยุคหลังเขียนว่าเขาเป็นลูกคนรวยที่พ่อแม่รักดังแก้วตาดวงใจ  ความจริงเกร็ดพงศาวดารได้บรรยายความบุ๋นของโจโฉไว้ชัดเจนว่าไม่ใช่แบบ "บัณฑิต" แต่เป็นแบบ "นางโลม"  เขาเชี่ยวชาญการบรรเลงดนตรีหลากหลายประเภท การร้องเพลงและร่ายรำแบบอิสตรี และตอนที่รับเหี้ยนเต้มาอยู่ด้วยเขาก็ถวายการปรนนิบัติพระองค์ได้ยอดเยี่ยมราวกับสาวงามที่หลุดมาจากหอคณิกาชั้นสูง  ทั้งๆ ที่อยู่ในค่ายทหารแต่ก็ทำให้เหี้ยนเต้เบิกบานได้ตลอด และนั่นคือหนึ่งในเรื่อง "ผิดปกติ" ที่ข่งหย่งชอบเอาไปพูดกับเพื่อนๆ บ่อยๆ และตั้งข้อสมมติฐานอย่างสนุกสนานว่าเพราะแม่ของโจโฉเป็นเป็นนางคณิกาจึงทำให้โจโฉมีความสามารถของหญิงเต้นกินรำกินอยู่ในตัว... จะว่าไป น่าจะมีคนทำวิจัยบ้างว่าโจโฉไปเอาวิชาผู้หญิงๆ แบบนี้มาจากไหน

เล่าปี่เป็นเกย์.- ความจริงไม่มีหลักฐานอะไรชี้ได้เลยว่าเล่าปี่เป็นพวกชอบไม้ป่าเดียวกัน เพราะไอ้ที่ว่าเล่าปี่ชอบนอนกับเพื่อนผู้ชายนั้นมีอยู่แต่ในนิยายของอาจารย์หลอและพ่อลูกเหมา กระนั้นก็น่าตกใจที่ในเวปบอร์ดของจีนกลับตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้มาก ซึ่งผมไม่เห็นด้วย(ส่วนที่แซวๆ นั้นคือเอาฮาเฉยๆ) แต่ถ้าจริงตูดของซุนกวนและโจโฉย่อมไม่มีทางบริสุทธิ์(อันที่จริงตูดของโจโฉนั้น ผมสันนิฐานอย่างจำใจไปแล้วว่าไม่บริสุทธิ์หลังจากเริงสวาทกับนางเจ๋าซื่อจนถูกเตียวสิ้วลอบกัด) เขาเป็นคนมีเสน่ห์แก่คนทั่วไปนี่คือความจริงแต่ก็ไม่ใช่แบบในนิยายครับ เล่าปี่เป็นคนสำรวมแต่ทะเยอทะยาน มันทำให้ประกายของความเป็นผู้นำเจิดจ้า และผู้คนก็ติดตามเขาเช่นที่ผู้คนในยุคโบราณติดตามเล่าปัง แต่ถ้าเล่าปี่เป็นชายเหนือชายในบางครั้งผมก็ไม่เห็นว่าจะเสียหายเท่าไหร่เพราะสนามรบที่หาผู้หญิงไม่ได้บางครั้งก็ต้องหาอะไรแก้ขัดกันไปก่อน และถ้าบังเอิญเล่าปี่แกเป็นเกย์จริงผมก็สันนิฐานถึงเจ้าตัวเล็กที่แล่นเรือรบมาถึงผาแดงว่าน่าจะเป็นคู่ขาได้มากกว่ากวนอู เตียวหุย จูล่ง ข่งเบ้ง เพราะเกร็ดพงศาวดารชู่ฮั่นได้เล่าถึงความมุมานะของเล่าปี่ที่ทำตัวเป็นป๋าคอยจ้องจะดักฉุดน้องแมวผู้น่ารัก(โจโฉ)อยู่เรื่อย(แฮหัวตุ้น.- หนอย! ไอ้หูใหญ่! คิดจะฉุดพี่เชาของข้าเรอะ!? ไม่มีวันซะหรอก! เฮ้ยพวกเจ้า! รีบคุ้มกันพี่เชาเดี๋ยวนี้!?) ฮา...

เบ้งเฮ็กเป็นคนไทยหรือไม่.- อันนี้เป็นข้อถกเถียงกันมาก และคงไม่ใช่คนไทยแน่ถ้าคนไทยไม่ได้อพยพมาจากมณฑลยูนาน แต่ถ้าจะพูดตามหลักภาษาศาสตร์ พวกเบ้งเฮ็กนั้นพูดภาษาในตระกูลภาษาไทแน่นอน โดยลักษณะภาษาจะเป็นคำโดดที่มีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาไทในสมัยพ่อขุนรามคำแหง จนถึงปัจจุบันรูปภาษาก็ยังเป็นเช่นเดิม ที่ถ้าเราไม่อคติเกินไปก็สามารถฟังเข้าใจได้ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจด้วยว่าคนไทแท้ๆ กับคนที่อาศัยในประเทศไทยอาจจะไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกัน คนไทยนั้นมีดีเอ็นเอที่ใกล้เคียงกับชาวชวามากกว่าและอาจจะมีต้นกำเนิดจากฟิลิปิน และเมื่ออพยพเข้ามาอยู่ในแผ่นดินไทยปัจจุบันก็ได้รับวัฒนธรรมทางภาษา จะเห็นได้จากลักษณะภาษาของเราที่ไม่การพัฒนาและผสมปนเปกับภาษาอื่นๆ ตลอดเวลา ขณะที่ชนเผ่าไทแท้ๆ รูปภาษาจะใกล้เคียงกับภาษาดั้งเดิม อาธิเช่นพวกฉานในพม่า พวกลาว พวกชนเผ่าทางเหนือ และมณฑลยูนานซึ่งมีภาษาแบบเดียวกันและภาษาไทแท้ แต่ถ้าเราจะหยวนๆ ว่าเผ่าพันธุ์เราต้องมีการผสมผสานกับไทแท้บ้าง พวกเบ้งเฮ็กย่อมเป็นบรรพบุรุษของเราอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะมีหลักฐานการอพยพลงใต้ของพวกเขาเพราะทนต่อการรุกรานของข่งเบ้งไม่ไหวเช่นกัน ซึ่งพวกเขาเป็นบรรพบุรุษของพวกคนไทที่จะจายอยู่ทางเหนือทั้งหมด

พอจบลงที่เบ้งเฮ็ก เราต้องไปดูประวัติการทำสงคราของข่งเบ้งครับ จากนั้นจะไปทำความรู้จักกับทหารยุคบุกเบิกของโจโฉกันหน่อย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #232 Sammael Sin (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 29 กันยายน 2555 / 22:05
    เล่าปี่ NO COMMENT แต่แอบอยากรู้ความสัมพันธ์ของเล่าปี่กับโจโฉมากกว่านี้จัง หุหุหุ

    เดี๋ยวจัดให้... จะไปค้นให้มากกว่านี้ครับเพื่อคนอ่านที่ตามเม้นไม่หยุดไม่หย่อนเช่นคุณ(ฮา...) เผลอแผล็บเดียวเขียนไปแล้ว 50 กว่าตอน
    #232
    0
  2. #224 ราเบล (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2555 / 23:21
    กลับมาแล้วครับ โทษทีนะครับที่หายไปนานเลย ส่วนเรื่องนิยายจะพยายามอัพต่อนะครับ (ช่วงนี้ ม.6ครับ)

    เกี่ยวกับกวนอูและธนูไำฟสองเรื่องนี้พอจะรู้มาบ้างแล้วครับ ส่วนเหตุผลที่ตั้งกวนอูเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ ผมว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุผลทางการเมืองแน่นอน เพราะเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์คนดั้งเดิมคือ งักฮุย
    เกี่ยวกับศาสนาของม้าเฉียว อันนี้ผมเคลิ้มตามพี่เลยครับ ยังไงก็ขอบคุณมากครับที่ช่วยแก้ให้
    เล่าปี่นี่ ผมว่าก็คงไม่ใช่เกย์จริงๆนั่นล่ะ เพราะเอาเข้าจริงเล่าปี่มีลูกเยอะมากกว่านิยาย (แต่เป็นไบรึเปล่า เราไม่รู้)
    ส่วนเรื่องเบ้งเฮ็กนี่ของดออกเสียงครับ เพราะถึงแม้ว่ามันจะใช่หรือไม่ใช่ เราก็ทำใจไว้แล้วล่ะครับ
    #224
    0
  3. #223 LE BASIlIC (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2555 / 22:57
    _(:3」∠)_

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 15 สิงหาคม 2555 / 23:04
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 30 เมษายน 2559 / 23:31
    #223
    0
  4. #222 ZLsan (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2555 / 23:02
    ขอบคุณมากๆค่ะ ได้ความรู้ไปเต็มๆ ><
    #222
    0