เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 48 : โจสิด-จอมกวีแห่งยุคสามก๊ก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,417
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    14 ก.ค. 55

โจสิด-จอมกวีแห่งยุคสามก๊ก

เมื่อกล่าวถึงโจสิดคงไม่มีใครไม่รู้จักกวีเจ็ดก้าวอันลือลั่น มีคำกล่าวถึงโจสิดไว้ว่า "หากเขาเล่าขานเรื่องนั้นจะกลายเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกัน หากจับผู้กัน มันคือวรรณคดีชั้นเลิศ" ลีลากวีของโจสิดนั้นอ่อนหวานหยาดเยิ้มจนมดขึ้น ทำให้โจโฉโปรดปราณเขามากกว่าใครเพราะอารมณ์อันสุนทรีนี่เอง แต่อย่างไรก็ตามกวียุคหลังๆ ของเขากลับอ่อนแอท้อแท้ราวกับหญิงม้ายที่พึ่งเสียสามีไปในสงครามก็ไม่ปาน นั่นเพราะเวรกรรมที่เขาได้ทำไว้ได้ตามสนองได้เร็วราวกับติดจรวด และต้องตรอมใจตายอย่างท้อแท้เมื่ออายุเพียงสี่สิบปี กระนั้นก็ได้ทิ้งผลงานไว้ให้คนรุ่นหลังเชยชมไว้มากมาย แม้ว่าบทกวีเหล่านั้นจะสูญหายไปเพราะภัยสงครามแต่ก็ยังตกทอบหลงเหลือมายังคนรุ่นหลังอยู่บ้าง... เป็นกลอนถึงสี่สิบสองบท และเป็นลำนำเพลงถึงห้าสิบห้าบท
 

โจสิดเป็นบุตรคนที่สามของนางเปี้ยนสี อ่อนกว่าโจผีห้าปี เขาเริ่มเขียนกวีตอนอายุสิบกว่าๆ เท่านั้น แรกๆ โจโฉก็ไม่ได้สนใจมากจนกระทั่งได้แอบอ่านตอนที่ลูกกำลังเขียนอย่างขมักเขม้นถึงรู้ว่าลวดลายของโจสิดดูจะเหนือกว่าพี่น้องคนอื่นๆ ก็เลยแซวว่าไปวานให้ใครคิดให้เพื่อมาอวดพ่อรึเปล่า โจสิดตกใจก็แก้ตัวว่าแค่เขียนเล่นๆ ไม่ได้คิดอวดพ่อหรอก โจโฉก็บอกว่างั้นคิดกลอนเพราะๆ มาอวดพ่อบ้างสิ แต่ก็ไม่ให้โจสิดทำทันทีเพราะอยากให้โจสิดคิดนานๆ จนกระทั่งก่อนศึกผาแดงสองปีก็ได้กลอน "อาชาขาว" ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการสัมภาษณ์แม่ทัพเตียวเลี้ยวเพื่อจะให้บิดาประทับใจมากที่สุดด้วยเนื้อความที่พร้อมพลีชีวิตเพื่อแผ่นดิน ทำให้โจโฉประทับใจในความฉลาดของเด็กหนุ่มวัยสิบห้า แต่เรื่องกลับมิได้ไปได้ดีนักเพราะสุดท้ายโจสิดก็พังเพราะเอียวสิ้ว... เป็นที่น่าสนใจว่าก่อนที่จะมีเอียวสิ้วนั้นโจสิดมีความคิดจะแย่งตำแหน่งพี่หรือไม่? ผีกับสิดนั้นเป็นพี่น้องที่ถูกคอมากที่สุดและรักใคร่กันมากขนาดนอนกอดกันทุกคือในสมัยเป็นเด็ก แต่แล้ววันหนึ่งโจผีก็เริ่มเจ็บอกเจ็บใจน้องชายขนาดมาฟ้องพ่อผู้แสนจะน่ารักอยู่บ่อยๆเนื่องจากโดนน้องเหยียบมัจฉาเนตรแล้วทำอะไรไม่ได้ แรกๆ โจโฉก็ไม่คิดมาก(ก็คู่นี้รักกันมากจนแทบจะวายกันอยู่แล้ว คงทะเลาะกันเพราะโฮโมนเริ่มพุ่งพ่าน  อืม... เจ้าสิดมันก็โตขึ้นทุกวันๆ คงจะเริ่มใจแตกบ้างพอๆ กับที่เสียงเริ่มแตกพลักๆ นั่นแหละ) แต่ไปๆ มาๆ เฮ้ย... มันชักจะไม่ใช่แล้วว่ะ... ตอนนั้นศึกชิงอำนาจเริ่มจะเข้มข้นขึ้น ทั้งคู่เปิดศึกแย่งพ่อ(ถ้าได้ใจพ่อก็ได้ตำแหน่ง)และแย่งผู้หญิง(เอียนสี)กันอย่างอนาจขนาดถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ มีคนมากมายกลายเป็นเหยื่อสงครามครั้งนี้ ทั้งเตงหงี หวู่จื้อ มอกาย ซุนต่ำ เอียนสี ฮกเฮา แม้แต่โจโฉก็โดนลูกหลงจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

เริ่มจากเอียนสีที่ gone with the ghost ไปอย่างไม่มีวันกลับ โจโฉจึงได้แต่กัดฟันกรอดๆ ว่า "กูยึดเมืองให้มันแท้ๆ ไอ้ลูกเวร" แต่ก็ยกให้ลูกเพราะจะมาแย่งเมียกับลูกก็หน้าทนเกินไป คืนนั้นเมาหนักจนหลับคาวงเหล้าให้เคาทูอุ้มไปนอน ทำให้นึกถึงเกร็ดพงศาวดารที่ว่าเอียนสีขอไม่เป็นฮองเฮาเพราะเธอไม่คู่ควรเนื่องจากมีความสัมพันธ์กับโจโฉก่อนจะแต่งกับโจผี--เห็นไม่ครับว่าเป็นไปไม่ได้ ถ้าเป็นจริงเอียนสีต้องปล้ำโจโฉอย่างเดียวเพราะแกเมาขนาดนั้นจะไปทำอะไรใครได้! (ฮา) ฉะนั้นถ้าผีกับสิดเชื่อคำพูดนี้ก็โง่บัดสบทั้งคู่... เอาเป็นว่า เมื่อโจผีได้เอียนสีเป็นภรรยาโจสิดหลงรักในวินาทีเลยเหรอ  หรือแค่จะหาทางเล่นงานพี่แต่กลับหลงรักพี่สะใภ้กันกันแน่ เอียนสีมีอายุมากกว่าโจสิดตั้งสิบปี น้องตัวแสบต่อสู้กับพี่ชายขนาดนั้นเพื่อแย่งผู้หญิงเหรอ หรือเรื่องแย่งผู้หญิงเป็นประเด็นรองที่คนเอามาพูดราวกับเป็นประเด็นหลักกันแน่ เมื่อดูจากพฤติการณ์หลายอย่างโจผีไม่ได้ผูกใจเจ็บเรื่องน้องคิดแย่งเมีย เพราะงั้นประเด็นหลักของทั้งคู่จึงเป็นการสู้กันอย่างถึงพริกถึงขิง โดยมีสุมาอี้และเอียวสิ้วเป็นคนให้น้ำอยู่ที่มุมและบางทีก็กระโดดลงมาชกเอง ถ้าโจสิดเป็นแค่น้องที่เกือบจะแย่งเมียโจผีไม่จำเป็นต้องรังแกโจสิดมากมายขนาดนั้น ทั้งกักบริเวณ ตัดอำนาจ ให้ไปอยู่เมืองกันดาร ฯลฯ โจผีไม่ได้รังแกน้องคนอื่นมากเท่าโจสิด แปลกมั้ยครับ ทั้งๆ ที่คู่นี้เป็นพี่น้องที่รักกันมาก

เราจะตัดเรื่องในนิยายสามก๊กไป... ไม่ต้องคุยเรื่องโจผีปล่อยงูมากัดโจฉอง แต่เราจะพูดกันเนื้อๆ เน้นๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมผีและสิดที่เห็นกันชัดๆ ในประวัติศาสตร์ เมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้น แฮหัวตุ้นสั่งเผาระงับโรค ยาส่งเข้าเมืองล่าช้าเพราะโจผีที่ดูแลเกิดล้มป่วยแต่ก็สู้อุส่าห์กันยาไว้หนึ่งชุดแล้วให้คนเอาไปส่งให้พ่อ... เวลานั้นโจฉองกับรัชทายาท(ลูกเหี้ยนเต้)ล้มป่วยพร้อมกัน โจโฉ-คนสารเลวที่ใครๆ ก็ว่าข่มเหงฮ่องเต้ ยอมเอายาที่มีเพียงชุดเดียวขึ้นถวายรัชทายาท แต่ไม่ทัน-องค์ไถ้จือสิ้นพระชนม์ โจโฉไม่แม้แต่จะอยู่ไว้อาลัย รีบนำยากลับบ้านเพื่อไปให้โจฉอง-ลูกชายคนเล็กสุดที่รัก กลับกลายเป็นว่าไม่ทันเหมือนกัน... วันนั้นเสียโจฉองไปพร้อมๆ กับรัชทายาทที่จะสืบราชวงศ์ฮั่นต่อจากเหี้ยนเต้ คนแสนชั่วอย่างโจโฉเสียใจมากทั้งยังต่อว่าตัวเองว่าเป็นคนผิดที่ทำให้หมอหัวโถตาย ไม่งั้นทั้งลูกชายและรัชทายาทคงจะรอด โจโฉเล่นละครเหรอครับ? แล้วเวลาที่โจโฉกำลังเสียศูนย์นั้นโจสิดก็พูดขึ้น"เป็นเพราะท่านพี่(โจผี) ท่านพี่รู้ว่าน้องฉองเป็นหอบจึงแกล้งส่งยาช้า อยากให้น้องตายเพราะกลัวน้องจะมาแย่งตำแหน่งผู้สืบทอด!"  ท่านคิดว่าโจสิดเป็นคนแบบไหนที่พูดเรื่องนี้ขณะที่พ่อกำลังจะใจขาดและพี่ชายที่ถูกกล่าวหาก็กำลังจะตายห่าเพราะติดโรคระบาด? ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ก็ไม่ควรทำเลย... โจสิดจึงไม่ใช่คนธรรมดาแต่เป็นนักเล็งผลชั้นยอดที่เมื่อเห็นช่องทางแล้วจะไม่ปล่อยให้พลาดโอกาสทองไป  เช่นนั้นแล้วโจสิดย่อมไม่ใช่คนแอ๊บแบ๊วหรือแบ๊วจริงแน่ๆ หากคงจะเป็นบัณฑิตหนุ่มที่มีท่าทางน่าประทับใจมากคนหนึ่ง เพราะถ้าโจสิดแอ๊บแบ๊วโจโฉคงไม่ลังเลใจเรื่องตำแหน่งทายาท(โจโฉไม่ชอบคนหน้าไหว้หลังหลอก) และถ้าโจสิดแบ๊วจริงยิ่งฝากวุ่ยให้โจสิดดูแลไม่ได้ ฉะนั้นการที่โจโฉลังเลจึงน่าจะเพราะโจสิดดูจะฉลาดแกมโกงกว่าโจผีแบบเห็นๆ ต่างหาก  โจโฉย่อมคิดหนักเพราะตำแหน่งทายาทคืออนาคตของแผ่นดิน  และถ้าสิดรอบตัวจริงตัวขณะที่ผีดูเอ๋อๆ ตำแหน่งย่อมไม่พ้นของสิดแน่ๆ

สิ่งนี้ต้องอยู่ในใจของโจโฉมาตลอดแน่ๆ เป็นเหตุให้โจโฉออกอุบายเรื่อง "ปฏิบัติราชการลับนอกเมือง" ขึ้นมา โดยมีเจตนาเพื่อทดสอบคุณธรรมของผู้ที่จะปกครองคน และผลที่ได้คือโจสิดฆ่านายทวารแล้วออกนอกเมืองไป ซึ่งทำให้โจโฉขนลุกอย่างมากกับความเลือดเย็นของลูกชาย... แม้พงศาวดารจะบอกว่ามีเอียวสิ้วอยู่เบื้องหลัง แต่ผมเริ่มสงสัยว่าอาจจะไม่ใช่เพราะเอียวสิ้วทุกอย่าง มิเช่นนั้นโจสิดก็ไม่ควรที่จะถูกระแวงขนาดนั้น แปลว่าลำพังโจสิดเองก็อาจจะร้ายกาจพอตัว แต่เมื่อมีเอียวสิ้วก็เลยทวีความร้ายกาจมากขึ้น... ตอนที่เอียวสิ้วขี่ม้าสามศอกไปบอกโจโฉว่าโจผีสมคบคนต่างชาติคิดการร้ายนั้นเอียวสิ้วคิดเองหรือใครอยู่เบื้องหลัง? เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เล่นๆ หากพลาดพลั้งโจผีจะถึงตายทีเดียว  แล้วทำไมเอียวสิ้วที่คิดปองร้ายโจผีจึงยังรอดปลอดภัยโดยที่โจโฉไม่คิดฆ่าแกง...? เพื่อเสริมอำนาจโจสิด ผู้สนับสนุนโจสิดจึงเสนอเตงหงีให้เป็นเจ้าบ่าวของคุณหนูใหญ่-โจชิงเหอ, ลูกสาวคนโตที่สวยนักแต่ไม่มีใครกล้าแตะเพราะเป็นลูกสาวสุดเลิฟของโจโฉผู้กำลังปวดหัวกับการหาผัวให้ โจผีก็ขัดขวางเพราะไม่ชอบเตงหงี ทำให้ชิงเหอกลายเป็นเจ้าสาวของลูกชายแฮหัวตุ้นไป... ซุนต่ำที่เป็นหัวหน้าผู้ฝักใฝ่โจผี ถูกใส่ความจากเตงหงีที่เป็นพวกโจสิดว่าเป็นขบถจนถึงแก่ความตาย โจโฉถึงกับต้องขอร้องมอกายที่จะหยุดร้องฎีกาเพราะไม่อยากสืบไปมากกว่านี้ หลังจากนั้นโจผีก็แสดงความจริงใจต่อพ่อโดยขอร้องให้มอกายลาออกเพื่อจะไม่ต้องมาทำให้พ่อระคายใจอีก ทำไมครับ... โจโฉกลัวอะไรนักหนาถึงไม่ยอมสืบเรื่อง เพราะถ้าสืบต่อต้องมีการประหารใหญ่ หรือเพราะเมื่อสาวเต็มที่แล้วซุนต่ำถูกให้ร้ายจริง โจสิดอาจอยู่เบื้องหลังใช่หรือไม่?

ยิ่งไปกว่านั้นคือก่อนซุนต่ำจะตาย พระนางฮกเฮาได้สมคบคนผู้หนึ่งเอาชีวิตโจโฉมาแล้ว แม้เฉินโซ่วจะกล่าวแบบข้ามๆ แต่เรื่องจริงคือโจโฉบาดเจ็บหนักและทำโจผีบ้าไปพักใหญ่ พระนางฮกเฮาถูกโจผีฆ่าอย่างโหดร้าย(แต่เฉินโซ่วเขียนว่าโจโฉทำ) มีเหตุการณ์น่าสนใจเกิดขึ้นคือ มีการปิดข่าวเกี่ยวกับอาการของโจโฉทั้งๆ ที่โจโฉร่อแร่มากถึงกับเรียกกาเซี่ยงมาปรึกษาเป็นการลับเรื่องตำแหน่งทายาทหากตนต้องตายในตำแหน่งวุ่ยก๋งจริงๆ และเมื่อโจโฉพ้นขีดอันตรายแล้ว  เขาก็พูดคุยกับโจสิดเป็นการลับแล้วจบลงที่การถอดเอียวสิ้วจากตำแหน่งผู้ดูแลโจสิด รวมทั้งไม่สนิทสนมกับโจสิดเหมือนเคย(เกร็ดพงศาวดารกล่าวด้วยว่าโจสิดเข้าหน้าพ่อไม่ติดอีกเลยแม้ว่าโจโฉจะถามไถ่ทักทายเป็นปกติก็ตาม) และเมื่อโจโฉได้เป็นวุ่ยอ๋องก็ประกาศตั้งโจผีเป็นเซจา(รัชทายาท)  ผมเชื่อว่าโจสิดไม่มีเจตนาจะฆ่าพ่อเพราะเป้าหมายตัวจริงในวันวิปโยคนั้นคือโจผี แต่โจโฉที่รู้เรื่องก่อนเอาตัวมาอยู่ในแผนแทนเป้าหมายตัวจริงซึ่งอาจจะเพื่อจับคนร้ายหรืออาจจะบอกให้โจสิดรู้ว่า "เฮ้ย พ่อรู้นะว่าคิดจะทำอะไร"

ก่อนไปศึกฮั่นจง โจสิดก็ได้พยายามกู้โอกาสสุดท้ายของตนกลับมาโดยเขียนกลอนสรรเสริญบิดาอย่างไพเราะจนโจโฉอดปลาบปลื้มไม่ได้ แต่เมื่อมองไปทางโจผีที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนที่ตัวเองปางตายก็เห็นโจผีเช็ดน้ำตาแล้วเข้ามากราบแต่ก็ได้แต่กอดขาพ่อแล้วสะอื้นไม่หยุด (พงศาวดารบอกว่า "หวู่จื้อบอกให้โจผีเช็ดน้ำตาแล้วเข้าไปกราบ" ตรงนี้คนมักแปลหวู่จื้อบอกให้โจผีแกล้งร้องไห้ แต่ถ้าแปลแบบจะๆ จริงจะพบว่าโจผีกำลังร้องไห้ หวู่จื้อจึงบอกให้เช็ดน้ำตาแล้วเข้าไปกราบลา) โจโฉก็ประคองให้ลุกแล้วกอดลูกไว้ ปรากฏว่างานนี้ผีได้รางวัลดราม่ายอดเยี่ยมเมื่อพี่แกร้องไห้โฮพร้อมกับกึ่งกอดกึ่งอุ้มพ่อที่ตัวเล็กราวกับเด็กไว้แน่น  ทำให้ทุกคนที่กำลังโห่ร้องให้กับชัยชนะล่วงหน้าเพราะกลอนโจสิดพากันเขื่อนแตกด้วยห่วงโจโฉที่อายุเลยหกสิบแล้วยังต้องไปเสี่ยงตาย ทำเอางานเลี้ยงส่งแทบจะเป็นงานศพทีเดียว  ขนาดเล่าหัวยังพูดติดตลกระหว่างเดินทัพเลยว่า "ถ้าศึกนี้เราแพ้ก็เพราะเซจา(โจผี)ทำลายขวัญทหารตั้งแต่ทัพยังไม่ออกนอกเมือง ถ้าวุ่ยอ๋องกริ้วจนจะตัดหัวใครต้องรีบยั้งพระองค์ไว้" มีคนมากมายมองว่าโจผีแสแสร้งแต่ผมก็ตั้งข้อสงสัยว่าโจโฉจะไม่รู้จักลูกตัวเองเชียวหรือ... เลยพลอยคิดเรื่องสุสานโจโฉที่ถูกขุดพบ มีคนครหากันว่าเรียบง่ายตรงไหน ถ้าขนาดนี้ยังบอกว่าเรียบง่ายแล้วถ้าอลังการจะมิสร้างด้วยทองคำเลยรึ? ผมก็สงสัยว่าสุสานโจโฉจริงหรือไม่ แต่คิดอีกที สมมติว่าท่านเป็นลูกท่านจะทำตามคำสั่งเสียของพ่อหรือไม่ถ้าพ่อของท่านบอกท่านเหมือนที่โจโฉสั่งเสียลูกว่า "ถ้าพ่อตายให้ขุดหลุมกว้างศอกยาววาแล้วฝังศพพ่อไม่ ไม่ต้องจัดงานศพหรือเลี้ยงพระ ไม่ต้องก่อดิน ไม่ต้องเอาของมีค่ามาฝังรวมกับศพพ่อ" คิดด้วยสามัญสำนึกธรรมดานะครับ ถ้าใครทำตามคำสั่งเสียนี้ครบถ้วนได้โดยไม่ใช่ผู้ซึ่งละกิเลสแล้ว มันย่อมสมควรถูกตีหัวด้วยโลงศพพ่อมัน

พานอกเรื่องไปไกลเลย... เอาเป็นว่า... บางทีโจโฉอาจจะรู้ทุกอย่างดีที่สุดแล้วขอกับโจผีไม่ให้อาฆาตน้องก็ได้ เมื่อจะกำจัดเสี้ยนหนามให้โจผีก่อนตายก็จัดการแค่เอียวสิ้ว ไม่คิดเอาโจสิดไปด้วย ส่วนโจผีก็เลี้ยงโจสิดไว้โดยไม่ฆ่าไม่แกง ปลอยให้เก๊กซิมตายไปเอง ขณะที่คนร่วมขบวนการของโจสิดนั้น โจผีไม่ปล่อยให้รอดแม้แต่คนเดียว ผมไม่กล้าคิดอะไรที่มันเกินเลยหรอกครับ เพียงแต่ถ้าโจสิดแอบร้ายขนาดนั้นเรื่องมันดูลงตัวมาก  และแน่นอนว่ามีนักประวัติศาสตร์บางท่านคิดถึงข้อนี้จึงตั้งข้อสังเกตว่า "เทวีแม่น้ำลัวะ" เป็นบทกวีของโจสิดจริงหรือไม่ แม้จะมีเกร็ดพงศาวดารบางเล่มบอกว่าเดิมชื่อของมันคือ "เอียนรำลึก" หรือ "คิดถึงเจินมี่" เนื่องจากเกร็ดพงศาวดารที่ว่านี่ก็เขียนขึ้นหลังยุคสามก๊กหลายร้อยปี แต่ถ้าไม่ใช่โจสิดแล้วใครเป็นคนแต่ง เพราะความสามารถทางกวีระดับนี้มีเพียงโจสิดเท่านั้นที่น่าเชื่อว่าเจ้าเป็นเจ้าของตัวจริง

เดี๋ยงคราวหน้ามาพูดถึงสองนักขมังธนูแห่งเว่ยและชู่ครับ นั่นคือแฮหัวเอียนและฮองตง
 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #225 ookb (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2555 / 23:36
    ต่อๆๆๆ นะ
    #225
    0