เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 47 : ลิห้อมและจิวยี่-จากซุนเซ็กถึงซุนกวน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 860
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    11 ก.ค. 55

ลิห้อมและจิวยี่-จากซุนเซ็กถึงซุนกวน

ทั้งลิห้อมและจิวยี่ต่างก็เป็นแขนซ้ายและขวาของซุนเซ็ก ในช่วงแรกของการก่อนร่างสร้างตน เนื่องจากตอนนั้นซุนเซ็กเน้นกิจกรรมบ้านเมืองไปที่สงครามเป็นหลัก ทำให้ที่ปรึกษาของเขานั้นจำเป็นต้องสนองนโยบายได้ทั้งในเมืองและในกองทัพ ลิห้อมจึงถือเป็นกุนซือในกระโจมและจิวยี่เป็นกุนซือข้างกาย ทั้งสองคนช่วยกันสร้างรัฐหวู่ให้เป็นปึกแผ่นภายใต้การนำของซุนเซ็ก พงศาวดารกล่าวว่านโยบายของซุนเซ็กส่วนใหญ่นั้นมาจากลิห้อม

แต่พอในยุคซุนกวนบทบาทของลิห้อมก็หดหาย... นั่นเพราะซุนกวนไม่สนใจการขยายดินแดนเหมือนซุนเซ็กแถมยังติสอีกต่างหาก เขาจึงต้องการคนอย่างเตียวเจียวที่จะมาคอยจ้ำจี้จ้ำไชมากกว่า บทบาทของลิห้อมจึงค่อยๆ หดหายจนคนอ่านเกือบลืมไปว่ามีคนชื่อนี้ในประวัติศาสตร์ และจิวยี่เองก็คงเป็นเช่นนั้นถ้าไม่มีศึกผาแดงมาให้จิวยี่ได้โชว์ตัว ความจริงผมก็บอกท่านแล้วว่ากุนซือของหวู่นั้นเป็นประเภทฮิตาชิ(ไม่ก็ซัมซุง) ลิห้อมเองก็สามารถจับดาบออกสงครามได้ไม่แพ้บรรดานักรบคนอื่นๆ มีบันทึกถึงการนำทัพด้วยตัวเองของลิห้อมหลายครั้งในการรบของซุนเซ็ก และลิห้อมก็เป็นหนึ่งในแม่ทัพที่ร่วมกับกำเหลงในการรบกับเตียวเลี้ยวหลายครั้งหลายคราว รวมทั้งเคยช่วยชีวิตซุนกวนจากการโดนเตียวเลี้ยวไล่ล่ามาแล้ว เมื่อลิห้อมจากไปซุนกวนจึงร้องไห้อาลัยลิห้อมมาก(แต่ในนิยายสามก๊กลิห้อมดูจะรบไม่เป็น)  ข้อเสียของลิห้อมแทบไม่ปรากฏในประวัติศาสตร์ยกเว้นข้อเดียวคือเขาเป็นคนชอบความหรูหราฟู่ฟ่า และมักหมิ่นคนที่แต่งตัวธรรมดา(เช่นคนอย่างโจโฉ) แต่แม้ว่าจะเป็นคนมือเติบและจมไม่ลง แต่ในทางกลับกันลิห้อมก็เป็นคนที่ละเอียดเรื่องรายรับรายจ่ายและซื่อสัตย์มากคนหนึ่ง เขาจึงถูกซุนกวนเลือกให้ทำบัญชี(หา?!?)เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวและงบประมาณกองทัพ ซึ่งอาจเพราะซุนกวนมองการไกล เพราะคนมือเติบย่อมไม่ลังเลที่จะจ่าย ซุนกวนจึงสามารถใช้เงินได้อย่างสบายมือและกองทัพก็มีงบประมาณเต็มพิกัดซึ่งลิห้อมก็ไม่เต็มใจตกลงแต่ก็ทำออกมาอย่างมีประสิทธิภาพเสมอ

ในศึกผาแดง ลิห้อมไม่ได้อยากจะอ่อนน้อมกับโจโฉเพราะความกลัว แต่เขาสนับสนุนให้สงบศึกกับโจโฉไปก่อนเพราะเห็นว่าเล่าปี่เป็นคนไว้ใจไม่ได้(ขณะที่เตียวเจียวเชื่อใจคนอย่างโจโฉว่ามีคุณธรรมมากพอ) ลิห้อมยังพูดในที่ประชุมถึงความร้ายกาจของเล่าปี่ที่หักหลังทุกคน(แกสืบประวัติเล่าปี่ทันทีที่ได้ข่าวว่าเล่าปี่มาพึ่งเล่าเปียวเนื่องจากรู้มาว่าเล่าปี่หนีโจโฉมา)และจะหักหลังซุนกวนแน่นอน ตรงนี้คือความเฉลียวฉลาดของลิห้อมที่สามารถทำนายผลการจับกับเล่าปี่ได้อย่างแม่นยำและเขาเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่ยืนกรานการอ่อนน้อมต่อโจโฉด้วยเหตุผลข้อนี้ ซึ่งแน่นอนว่าในนิยายเล่าปี่เป็นพระเอกคนอย่างลิห้อมที่พูดจาหมิ่นเล่าปี่ขนาดนั้นย่อมถูกลดบทบาททันที  แต่มันทำให้เรารู้ชัดถึงความสามารถของกุนซือเอกแห่งซุนเซ็กผู้นี้ เพราะเขาออกรบกับซุนเซ็กมานานย่อมมีหูตากว้างขวาง รู้ชัดว่าการเมืองเป็นอะไรที่ล่อแหลมเพียงใด ลิห้อมจึงนับเป็นบุคคลที่เก่งด้านสงครามอย่างหาตัวจับอยากคนหนึ่ง

อนิจจา... ลูกๆ ของลิห้อมเทียบพ่อไม่ได้เลย...

ขณะที่กำลังงงๆ ว่าทำไมบทความเรื่อง "ลิห้อม" จึงเขียนออกมาได้สั้นจุดจู๋ปานนี้  ผมก็นึกถึงแขนขวาของซุนเซ็กซึ่งก็คือจิวยี่ที่กลายเป็นไอ้ขี้อิจฉาในนิยาย ความจริงจิวยี่คงไม่จำเป็นต้องอิจฉาใครเพราะเขาเป็นคนที่เพอร์เซ็กที่สุดคนหนึ่งในสามก๊ก เพอร์เฟ็กมากจนหลอกว้านจงต้องเขียนบทคนขี้อิจฉาลงไป ทั้งๆ ที่ความจริงจิวยี่ไม่ต้องอิจฉาใครเลยครับเขาเป็นชายที่หล่อที่สุดในกังตั๋ง มีเมียสวยที่สุดในกังตั๋ง ชาติตระกูลสูงส่ง เก่งทั้งบู๊-บุ๋น ได้ตำแหน่งแม่ทัพเรือทั้งที่ยังหนุ่ม ขนาดโจโฉที่เป็นคู่ศึกยังออกปากชมแล้วชมอีกจนอยากจะจับวายกันให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย(ข้อหลังนี่ล้อเล่นครับ) คุณภาพชีวิตดีครบเครื่องแบบนี้ยังจะไปอิจฉาใครอีกก็ไม่รู้ จิวยี่เป็นคนน้ำใจดีงามขนาดมีคำกล่าวว่าได้เพื่อนอย่างจิวยี่เหมือนได้ดื่มเหล้าเลิศรสที่ชิมครั้งเดียวก็ติดใจไม่รู้ลืม

แต่แน่นอนว่าแม้หนุ่มที่มีรูปโฉมหล่อเหล่าผู้นี้จะร่วมรบออกศึกกับซุนเซ็กมามากมายและมีชายหนุ่มในกองทัพที่ห่างไกลหญิงสาวคอยมองว่าเมื่อไหร่จิวยี่จะก้มลงเก็บสบู่ให้(จะได้ติดเรท) บทบาทของจิวยี่ก็ยังไม่ค่อยโดดเด่นมากนักจนกระทั่งศึกผาแดง ที่จิวยี่สามารถกัดโจโฉได้จนจมเขี้ยว เมื่อโจโฉยกพลสิบห้าหมื่นมาเหยียบเกงจิ๋วแล้วเกณฑ์กองทัพเรืออีกหกหมื่นมาร่วมทัพ แม้จะปล่อยข่าวโคมลอย เพื่อทำสงครามประสาทว่ายกทัพมาแปดแสนแต่จิวยี่ก็ยังมีสติพอที่จะสืบจนรู้ว่าโจโฉมีไพล่พลจริงๆ เท่าไหร่  อ่านออกว่าไพล่พลสองหมื่นเอ็ดใช่จะมาหมกรวมกันที่ผาแดงซะเมื่อไหร่ แต่ต้องกระจายออกไปตามจุดต่างๆ เพื่อรับมือกับการล่าถอยและทำการโอบล้อมจึงมีการกระจายพลไปตามจุดต่างๆ เพื่อรักษาพื้นที่(ถ้าบางท่านที่อ่านประวัติศาสตร์ก็จะจำได้ว่าแฮหัวตุ้นและสุมาอี้ก็ตามลงใต้มาด้วยกลับไม่กล่าวถึงในผาแดงเลย) ทั้งยังต้องทิ้งไว้รักษาเกงจิ๋วอีก สรุปแล้วโจโฉมีพลที่ผาแดงไม่เกินแสนเดียว แล้วเป็นไพล่พลที่พึ่งเกณฑ์มาจากเกงจิ๋วประมาณหกหมื่นคนซึ่งถ้าไม่นับเพราะความจงรักภักดียังไม่เพียงพอก็แปลว่าโจโฉมีไพล่พลจริงเพียงสี่หมื่นซึ่งเสียเปรียบจิวยี่ที่มีพลเจ็ดหมื่นทันทีนับว่าศึกผาแดงในความเป็นจริงก็ไม่ถึงกับเรียกว่าศึกอัปยศของโจโฉ ตรงกันข้ามเป็นศึกที่ใส่สีตีไข่มากที่สุดเพราะจริงในประวัติศาสตร์นั้นการรบแทบไม่มี แต่ต่างฝ่ายต่างหย่าทัพกันเองเพราะโรคระบาดและไฟที่ช่วยกันจุด

เรื่องหน้าเศร้าอีกเรื่องก็คือ ในศึกผาแดงลิห้อมก็มีส่วนในการรบครับท่าน ไม่ได้มีแต่จิวยี่กับโจโฉและโลซกที่ทำหน้าที่เป็นนกฮูกคอยส่งจดหมายให้พ่อมดน้อยข่งเบ้ง แต่ข้อมูลนี้ถูกละเลยและปลิวหายไปกับสายลมเหมือนดอกแดนดิไลอัน

จิวยี่ยังคงตรากตรำทำงานต่อไปในการทำสงครามสองด้านทั้งกับโจโฉและเล่าปี่ที่จัดการหักหลังเรียบร้อยโรงเรียนเหล้า(เล่า) จนกระทั่งเลือดกลบปากตายไปด้วยโรคระบาดที่กำลังคลุ้ง แต่ก่อนตายประมาณปีกว่าเขาได้ยอมรับไมตรีจากโจโฉ เปิดห้องเจรจาอย่างเป็นทางการและยอมรับตราตั้งอย่างเป็นทางการจากเมืองหลวงเพื่อความสมานฉันท์ จากนั้นก็วางแผนให้เล่าปี่ได้กลายเป็นน้องเขยของซุนกวน-แต่งงานซุนฮูหยินไป แม้คนส่วนใหญ่จะเชื่อว่าเล่าปี่หลงเมียเด็กคนนี้ไม่น้อยจนเกือบจะทิ้งความทะเยอทะยานที่จะเป็นฮ่องเต้ไปเหมือนกัน  อนิจจา... จิวยี่เก่งทุกอย่างยกเว้นเรื่องในมุ้ง การจับคู่เล่าปี่กับซุนฮูหยินอาจจะไม่เป็นอย่างที่คิดก็ได้เพราะซุนฮูหยินเธอเข้าข่ายหาผัวอยากเนื่องจากเป็นสาวห้าวๆ ที่ชอบแต่งตัวเป็นชาย  ไปไหนมาไหนพร้อมกับเหล่าสาวใช้ที่ต้องมีคุณสมบัติดังนี้คือถ้าไม่งามล้ำก็ต้องมีวรยุทธล้ำเลิศ(คำถาม... ไอ้วรยุทธล้ำเลิศนี่พอเข้าใจเพราะชอบตีรันฟันแทงแบบผู้ชาย แต่จำเป็นต้องคัดสาวประเภท "งามล้ำ" ไว้ข้างกายด้วยรึ?) สรุปแล้วคือซุนฮูหยินคงเป็นเหยื่อทางการเมืองดีๆ นี่เอง ถ้าเธอเลือกได้อย่างยุคปัจจุบันน่าเชื่อว่าเธอจะตัดผมสั้น รัดหน้าอก กางเกงยืนและควงสาว... สรุปแล้วคือเป็นทอมนั่นเอง  ด้วยเหตุนี้เธอจึงมัดใจเล่าปี่ยาก

แม้จะป่วยเพียงใดจิวยี่ก็ไม่ยอมพัก นี่คือข้อผิดพลาดอีกข้อของเขาคือไม่รู้จักถนอมตัวเองในยามเจ็บป่วย จึงลาโลกไปด้วยอายุยังน้อยแต่เขาก็สร้างสิ่งดีๆ ให้กับหวู่อย่างมากมาย ทั้งสนับสนุนคนมีความสามารถ เริ่มตั้งแต่ซุนเซ็กที่เขาช่วยประคองให้ผงาดขึ้นเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ตามมาด้วยซุนกวนที่ช่วยประคับประคองจนกระทั่งผ่านวิกฤตการเมืองไปได้ ไม่แปลกใจเลยว่าในวันที่จิวยี่ตายมีคนร้องไห้มากมายทั้งเทียเภา-นักรบรุ่นเดอะ เตียวเจียว ลิห้อม โลซก หรือแม้แต่ซุนกวน

แต่ข่งเบ้ง, ผมไม่แน่ใจ ว่าร้องไห้จริงหรือแกล้งร้องแบบในนิยาย...

วันนี้เขียนสั้นไปหน่อย เอาเป็นว่าคราวหน้าผมจะมาพร้อมกับเรื่องราวของจอมกวีแห่งสามก๊ก-โจสิด และศึกชิงอำนาจรวมทั้งชิงนางกับพี่ชายอย่างโจผี บางทีโจสิดตัวจริงอาจจะไม่แอบแบ๊วอย่างที่เราเคยคิดก็เป็นได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #215 Ling (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2555 / 23:57
    ติดตามๆ เคยอ่านกลอนของโจสิด ชอบมากๆ >
    #215
    0
  2. #214 ราเบล (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2555 / 00:38
    เกี่ยวกับจิวยี่ ผมเห็นด้วยกับพี่นะครับ ว่าเขาไม่จำเป็นต้องอิจฉาใคร จะว่าไปแล้วถ้าเขาไม่ิติดโรคระบาด เขาอาจจะสามารถทำให้หวู่รวมแผ่นดินได้สำเร็จเลยก็ได้
    ส่วนลิห้อม ผมว่าเขามีบทบาทในเชิงการรบพอสมควร เพราะแม้แต่ในศึกอิเหลง เขาก็มีบทบาทในการนำทัพรับศึกกับวุยจนสามารถทำให้ล่าถอยไปได้ เพียงแต่ในง่อก๊กมีคนแย่งซีนเขาเยอะเท่านั้นเอง
    #214
    0