เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 46 : ขั้นรายการกับหนังสามก๊ก-ละครสามก๊ก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,156
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    2 ก.ค. 55

หนังสามก๊ก-ละครสามก๊ก

ไม่ได้เจอกันพักใหญ่เลยครับ ช่วงนี้ผมกำลังฝึกเขียนสตอรี่บอร์ดกับนักเขียนการ์ตูนท่านหนึ่งอยู่ งานจึงไม่เดินมาก แต่มาคราวนี้ผมก็มาชวนคุุยเรื่องเกี่ยวกับหนังและละครสามก๊กที่ดูๆ กันมา ซึ่งทุกคนคงมีเรื่องมาแลกเปลี่ยนกันบ้างหลายเรื่อง ส่วนผมขอชวนคุยเป็นการขั้นรายการเป็นบางเรื่องนะครับ

สามก๊กเวอร์ชั่นเก่า เคารพต้นฉบับดีมาก แต่รู้สึกว่าตัวละครขาดความมีสีสันไปหน่อย

เหตุผลที่ผมชอบโจโฉมากที่สุดคงเป็นเพราะตอนที่ผมดูซีรี่ย์สามก๊กรุ่นแรกๆ สมัยเด็กๆ กระมังครับ  เห็นโจโฉครั้งแรกตอนกำลังจะวางแผนสังหารตั๋งโต๊ะ ตามลุ้นตอนปลอมราชองค์การจนรวมได้สิบแปดหัวเมือง ด้วยความมั่นใจว่า "มันต้องเป็นพระเอกแน่ๆ" เพราะบทบาทมันสุดยอดมากๆ เล่าปี่ซะอีก ยังไงก็ไม่รู้ ดูหงอๆ ตลอดเวลาแล้วมากระเหี้ยนกระหือรืออยากจะได้เสฉวน(กระเหี้ยนกระหือรือสิ ทำท่าเป็นรับไม่ได้แต่ใจจริงอยากได้ใจจะขาด) แม้ว่าสไตร์การพากษ์เสียงจะเป็นเสียงตัวร้ายแต่โจโฉได้ใจเราไปเต็มๆ ข้อเสียคือหมอมีท่าทางขยุุกขยิกยังไงก็ไม่รู้เนื่องจากคนสร้างคงพยายามหาที่เหมือนในนิยายมาก แม้ตาจะไม่ตี่มากแต่ก็ค่อนข้างเตี้ยสมเป็นโจโฉ... ในซีรี่ย์สามก๊กเวอร์ชั่นสองพันสิบนี่โจโฉตัวใหญ่ขึ้นผิดหูผิดตาไปเลย หน้าบานๆ ตาตี่ๆ แต่ก็มีความน่ารักมากขึ้นในกิริยาท่าทางและนิสัยใจคอหลายๆ อย่าง เช่นฉากผูกเชือกรองเท้าให้กวนอู ฉากที่ล้มลงเพราะโรคปวดหัวกำเริบ ฉากที่วิ่งออกจากร่มไปราวกับเด็กสามขวบ โดยเฉพาะตอนที่คุกเข่าต่อหน้ากวนอูนี่ทำเอาน้ำตาร่วงทีเดียวเพราะมันชัดมากกว่าจะยอมให้กวนอูตัดขอเพียงปล่อยให้ลูกน้องสามสิบชีวิตที่ตามมารอดตายกลับไป ทำให้กวนอูถึงกับช๊อกก่อนจะเดินเข้ามาประคองแล้วปล่อยให้หนีไปเฉยๆ หลายฉากชนะใจผมมาก  ผมจึงเจ็บใจที่ตัวละครอย่างเล่าปี่ ข่งเบ้ง กวนอู เตียวหุย และอื่นๆ ดูมีเสน่ห์ไม่พอทั้งๆ ที่มีบทระดับพระเอกเพราะนิยายเรื่องสามก๊กมันวางมาเช่นนั้น ไม่รู้ว่าไม่กล้าพลิกบทตัวละครเหล่านี้ให้น่าสนใจขึ้นเพราะกลัวจะทำให้ตัวละครดีแตกหรือเพราะไม่ว่าจะพลิกยังไงก็ไม่อาจตีตื้นแซงโจโฉได้ก็ไม่ทราบ(ได้ยินว่าคนเล่นเป็นโจโฉได้รางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมด้วย)

สามก๊กเวอร์ชั่น 2010 มีความเนียนในเรื่องจิตวิญญานของตัวละครมากกว่าแบบเดิมที่เน้นเคารพต้นฉบับ

มีคนมากมายที่โวยวายและบอกว่าชอบเวอร์ชั่นเก่าเพราะดีกว่ามาก แต่สำหรับผมแบบใหม่ก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น มันเนียนกว่ามากในเรื่องการบิ้วอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชม เอาง่ายๆ คือฉากกวนอูปล่อยโจโฉ... เวอร์ชั่นเก่าโจโฉไม่ต้องขอร้องอะไรมากแค่กวนอูมีความกตัญญูแต่คนดูไม่เกิดอารมณ์ร่วมเพราะมันปล่อยเนื่องจากบทมาแบบนั้น แต่เวอร์ชั่นใหม่เราสามารถมีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์ได้ว่าถ้าเป็นกูก็คงหน้ามืดด้วยความสงสารและฆ่าโจโฉไม่ลงเหมือนกัน! การกระทำของกวนอูจึงกลายเป็นการกระทำที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่ทำไปแค่เพราะบทมันเขียนว่า "ห้ามฆ่าโจโฉเพราะกวนอูต้องกตัญญู"  อีกตอนก็คือตอนที่สุมาอี้ห้ามไม่ให้ทุกคนออกไปรับเสด็จฮ่องเต้ที่จะมาเยี่ยมศพโจโฉกับตอนกำลังจะเชือดคอตัวเองหลังหลงกลข่งเบ้งแล้วฝนตกลงมาพอดีนี่ ผมรู้สึกว่าสุมาอี้เท่มากเลย ยังไม่นับเล่าปี่ที่เท่ขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ไม่ได้กลัวโจโฉจนขี้ขึ้นสมองเหมือนเวอร์ชั่นเก่า แต่ก็ใช่ว่าดีไปหมด เพราะเวอร์ชั่นใหม่ก็มีความเป็นดราม่ามากเกินไป โดยเฉพาะลิโป้กับเตียวเสี้ยนนี่กลายเป็นละครช่องเจ็ดอย่างสิ้นเชิง น้ำเน่าจนแทบจะโยนทีวีทิ้งเหมือนกัน

ในความจริงยังมีเวอร์ชั่นที่ใช้โจโฉเป็นตัวเดินเรื่องอย่างเดียวด้วย... แต่ผมมีปัญหากับการแปลจึงไม่ได้นำมาวิจารณ์บ้าง บอกท่านได้แค่โจโฉตัวสูงปีด, เคราไม่ยาวและเหมือนจะแต่งหน้ามากไปหน่อย ซึ่งไม่ว่ากันเพราะเป็นหนังสมัยก่อน...

ภาพยนตร์สามก๊กเองก็มีหลายแบบ ผมไม่ได้ดูมาทุกเรื่อง บางเรื่องก็ดูแค่ผ่านๆ ด้วยซ้ำ แต่ก็พอจะนำมาพูดได้บ้าง หนึ่งในนั้นมีเรื่องที่เน้นไปที่จูล่ง ตอนท้ายได้สู้ศึกกับวุ่ยที่นำโดยหลานสาวโจโฉคือโจเจี๋ยแล้วก็จบลงโดยที่เหมือนจะให้คนอ่านจินตนาการว่าจูล่งคงตายคาสนามรบ... นับว่าน่าสนใจกับการตีความ แม่ทัพสตรีและการตายอย่างสมศักดิ์ศรีของจ้าวจือหลง(เตียวจูล่ง) เพราะตำนานเรื่องแม่ทัพสตรีไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับวุ่ยเลย และในประวัติศาสตร์จริงจูล่งก็หวิดจะเสียหัวในศึกเตียงปันตอนฝ่าทัพช่วยอาเต๊ามาแล้ว--แถมแม่ทัพที่เกือบจะลบจูล่งจากบัญชีมนุษย์ได้ในคราวนั้นก็เป็นแม่ทัพหญิงอย่าง "หวนฮูหยิน" ซึ่งมีอีกชื่อว่า "ต้วนจง" ในตำนานฝ่ายวุ่ยเองก็กล่าวว่าครั้งหนึ่งก็มีกุนซือเหล็กที่รับศึกขงเบ้งในสมัยพระเจ้าโจยอยมาแล้ว.. เธอเป็นลูกสาวคนหนึ่งของโจโฉด้วย  โจเจี๋ยในหนังความจริงไม่จำเป็นต้องเป็นหลานสาวโจโฉเช่นกัน เพราะเธอสามารถเป็นลูกสาวโจโฉได้เลยด้วยซ้ำ ชื่อและอายุของเธอในหนังนั้นเป็นไปได้ว่าเธอคือโจฮองเฮา--หรือโจเจี๋ย--ลูกสาวของโจโฉที่เกิดจากนางเปี้ยนสีมากกว่าจะเป็นหลานสาว โจเจี๋ยคือลูกสาวที่หน้าเหมือนพ่อที่สุดที่ยกให้เหี้ยนเต้นั่นเอง  สำหรับการจบของจูล่งในหนังนั้นน่าประทับใจ เพราะปกติแล้วจูล่งมักถูกให้ป่วยตายหรือตายด้วยปิ่นของภรรยามากกว่า... ส่วนบทหนังผมไม่ขอคอมเม้นส์มากเพราะเป็นการตีความใหม่หมดอย่างสมบูรณ์

โจเจี๋ยปะทะจูล่ง

เรื่องที่มีค่าคู่ควรแก่การพูดถึงอีกก็คือ red cliff-สามก๊ก โจโฉแตกทัพเรือ, แม้มันจะมีความไม่ลงตัวหลายอย่างแต่ก็นับว่าเป็นหนังที่สนุกเรื่องหนึ่ง แน่นอนว่าด้วยการพยายามที่จะเล่าเรื่องภายในสองภาค ทำให้มีหลายสิ่งที่ต้องทำให้คนที่ไม่เคยดูสามก๊กเชื่อกันว่า "นี่คือบุคคลเช่นนั้นจริงๆ" โจโฉจึงสูงขึ้นอย่างพรวดพราด ดูๆ ก็จะราว 180 ซม. เป็นอย่างต่ำ ซึ่งก็ทำใจเพราะจางเฟิงอี้ทำให้คนดูเชื่อได้ว่า "โจโฉคือบุคคลที่อันตรายที่สุดในยุค" อย่างแท้จริง เพราะถ้าจอห์น วูหาผู้ชายที่หน้าตาเหมือนผู้หญิงแถมสูงไม่ถึง 155 มาเล่นนี่จะกลายเป็นงานช้าง เพราะการจะทำให้คนเชื่อว่าตาลุงตัวผอมๆ สูงเมตรห้าสิบนี่ทำให้คนกลัวทั้งแผ่นดินได้จริงๆ หนังเรื่องนี้คงต้องให้ชื่อใหม่ว่า "โจโฉ-บุรุุษโลกไม่กล้าทรยศ" ส่วนเล่าปี่, ก็ทำให้คนเชื่อได้จริงว่าเป็นตาแก่ใจบุญไม่สู้คน เพราะดูแล้วขี้แพ้แถมแก่ยิ่งกว่าโจโฉที่เกิดก่อนหกปี... คอมเม้นส์ด้านบวกคือความอลังการงานสร้างที่ทำให้ผู้คนสามารถเข้าใจโดยไม่ต้องเสียเวลาอธิบายทำไมผู้คนจึงหวาดกลัวโจโฉ การที่ทีมสร้างไม่เน้นการโต้วาทีของข่งเบ้งในนิยายแต่ใช้การเจรจาลับแบบประวัติศาสตร์ทำให้สามารถปูความสัมพันธ์ให้เล่าปี่กับซุนกวนรวมกันได้ง่ายขึ้น การใช้ช่วงเวลาเล็กๆ ที่ทำให้คนดูสามารถเข้าใจได้ว่าระหว่างโจโฉกับกวนอูมี "สายสัมพันธ์" บางอย่างอยู่โดยไม่ต้องเล่าเรื่องการปล่อยทดแทนคุณตามนิยายให้เสียเวลา ท่าทางของเล่าปี่ที่น่าเคารพ ท่าทางของซุนกวนที่ดูมุทะลุ และท่าทางอันดุดันกราดเกรี้ยวของโจโฉส่งพลังให้กับเรื่องเป็นอย่างดี ใบหน้าของเล่าปี่เล่าเรื่องได้ดีมากขนาดว่าแม้ไม่มีบทพูดของจูล่ง, ข่งเบ้ง, จิวยี่ก็สามารถอ่านความเป็นไปของเรื่องได้ ฝ่ายวุ่ยนั้นแม้ตัวละครอื่นจะไม่ค่อยถูกกล่าวถึงแต่กับบทโจโฉป้อนยาทหารป่วยและพูดถึงโจฉอง(ลูกชายคนเล็ก)ก็สามารถทำให้คนดูรู้สึกถึงความมีเลือดเนื้อในฝ่ายวุ่ยได้มากจริงๆ ฉากที่เขาคำรามว่า "ข้าแพ้เพราะแค่ชาถ้วยเดียว แพ้เพราะลมวูบเดียวเนี่ยนะ" มันสมเป็นโจโฉจริงๆ เพราะคนที่อ่านสามก๊กจะรู้สึกได้เลยว่าเขากำลังโกรธตัวเองมากเพียงใด เพราะนิสัยของเขาคือเมื่อพลาดแล้วจะประเมินตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก

สามก๊กเวอร์ชั่นจิวยี่โคตรเท่

ไม่เข้าใจว่าทำไมเตียวเลี้ยวกับงั้กจิ้นจึงกระจอกเพียงนี้ แย่จริงๆ

สำหรับคอมเม้นส์ด้านลบของเรื่องนี้อย่างแรกก็คือเหตุผลของการยกทัพลงใต้นั้นเบาเกินไป ปากโจโฉอ้างต้องการรวมแผ่นดินแต่จริงๆ หมายปองผู้หญิง โดยความเห็นของผมแม้ต้องการเพิ่มบทเสี่ยวเกี้ยวแค่ไหนก็ไม่จำเป็นที่จะเน้นความหน้าหม้อของโจโฉแม้แต่น้อย หรือให้ชัดๆ คือคุณสามารถเขียนบทให้เสี่ยวเกี้ยวได้โดยไม่จำเป็นที่จะต้องให้โจโฉอยากได้เธอ อย่างที่สอง-ฝั่งวุ่ยทำไมมันมีแต่โจโฉคนเดียว ทำไมเตียวเลี้ยว-ซิหลงถึงได้กระจอกปานนั้น เกิดคำถามว่าทำไมโจโฉที่มีแต่ทหารชั้นสวะแบบนี้จึงได้เป็นใหญ่เป็นโตมิทราบ ทหารแปดแสนไม่ใช่คำตอบของอำนาจนะครับ ถ้างั้นให้โจโฉยกทัพมาสี่หมื่นแต่ทหารโคตรเก่งและโจโฉมาดสุขุมเหมือนใน "เทพเจ้ากวนอู" คนดูคงจะเชื่อในอำนาจของโจโฉมากกว่าอีก ประการที่สามน้องสาวของซุนกวนในทัพโจโฉกับเพื่อนผู้แสนซื่อ-เชื่อยากว่าไม่มีใครจับได้เพราะท่าทางเธอไม่ให้เลยซุนฮิวควรจับเธอไปให้โจโฉแล้วโจโฉท้าทายซุนกวนด้วยการปล่อยเธอไปจะเข้าท่ากว่า ประการที่สี่ ตอนจบโจโฉจนมุมอย่างสิ้นเชิงและจิวยี่บอกให้โจโฉกลับไป "ที่นี่ไม่มีผู้ชนะ" ไม่มีเหตุผลเลย ก็รู้ว่าโจโฉตายไม่ได้เพราะประวัติศาตร์กำหนดมาแล้วแต่ช่วยทำให้มันสมเหตุสมผลกว่านี้ได้มั้ย สมมติจบสั่วๆ เลยว่ากวนอูพาโจโฉที่กำลังจะเสียหัวหนีเพื่อแทนคุณ หรือวายกระจายให้เล่าปี่หลั่งน้ำตาบอกว่า "ข้าให้โจโฉตายไม่ได้ ข้ารักเขา" ทุกคนจึงต้องยอมปล่อยไป ก็ยังจะรับได้มากกว่า

ทีเด็ดของเทพเจ้ากวนอูคือกวนอู(ดอนนี่ เยน) และโจโฉ(เจียงเหวิ่น)

อีกเรื่องคือเทพเจ้ากวนอู เรื่องนี้บทเข้าท่ากว่าโจโฉแตกทัพเรือแม้ภาพโดยรวมอาจจะด้อยกว่า กวนอูกลายเป็นคนตัวเล็ก-เตี้ยยิ่งกว่าโจโฉอีก กวนอูกลายเป็นคนไร้สมองในสงครามการเมืองของเหล่าผู้นำ โจโฉที่รักกวนอูอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูหลัง ฮ่องเต้ที่ทำให้คนได้ด่าในตอนจบเมื่อทำให้กวนอูต้องจากไปในสภาพแค้นขนาดฆ่าโจโฉได้ น่าเสียดายที่ฉากบู๊จัดมาแบบรกรุงรังทำให้พลังของเรื่องต่ำลง กวนอูที่น่าจะโดดเด่นจึงลดพลังจนถูกโจโฉขโมยซีนฉากแล้วฉากเล่าจนคนดูจะจำกวนอูที่มีบทเยอะเพราะต้องบู๊บ่อยๆ ได้น้อยกว่าโจโฉออกมาโชว์พราวแบบบุ๋นๆ อยู่ไม่กี่ฉาก พูดง่ายๆ คือบทของโจโฉอุ้มเรื่องไว้ทั้งเรื่องทีเดียว ความจริงเราสามารถเพิ่มความน่าประทับใจให้กับกวนอูได้โดยไม่ต้องเน้นฉากลุยเลือด เช่นฉากที่กวนอูสอบถามโจโฉว่าจะจัดการบ้านเมืองที่ระส่ำระสายอย่างไร ถ้ามีฉากที่กวนอูคุยถึงสิ่งเหล่านี้กับเล่าปี่หรือมีความคลางแคลงในเล่าปี่หรือเริ่มเปรี่ยบเทียบระหว่างเล่าปี่-โจโฉ-เหี้ยนเต้ผ่านการแอคชั่นหรือสนทนากับตัวละครอื่นๆ บทกวนอูก็จะพุ่งขึ้นทันที ส่วนบทบู๊นั้นจะให้เทพเหมือนในนิยายก็ไม่เสียหายอะไรเพราะสมเหตุสมผลดีที่โจโฉจะอยากเก็บไว้เพื่อตัดกำลังเล่าปี่ แต่ถ้าต้องการเน้นความเป็นคนธรรมดาในตัวกวนอูมากกว่าจะทำให้กวนอูเป็นเทพเจ้ายิ่งต้องชูคุณสมบัติกวนอูที่ทำให้โจโฉจับใจมากกว่าจะชูบทบู๊  แต่ถ้าเราดูบทบู๊ด้วยความรู้สึกประหนึ่งดูเรื่ององค์บากนี่ก็เป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่งครับ

สงสารก็แต่เต้าหู้โป้ง(คนเขียนสตอรี่บอร์ดการิน)ที่เงินเดือนออกช้ากว่าคนอื่นๆ ทั้งๆ ที่ทีมส์งานการินคอมมิกคนอื่นเงินเดือนออกหมดแล้ว หวังว่าคงไม่ดักตีหัวบ.ก. ก่อนนะ... คราวหน้าผมจะให้เวลากับจิวยี่อีกครั้งรวมทั้งลิห้อมที่ติดค้างไว้ หวังว่าจะตามอ่านนะครับ

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #212 LE BASIlIC (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2555 / 21:10

    _(:3」∠)_



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 9 กรกฎาคม 2555 / 22:14
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 25 ธันวาคม 2555 / 18:27
    แก้ไขครั้งที่ 3 เมื่อ 25 ธันวาคม 2555 / 18:33
    แก้ไขครั้งที่ 4 เมื่อ 30 เมษายน 2559 / 23:31
    #212
    0