เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 45 : เล่าปี่มองกุนซือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,624
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    20 มิ.ย. 55

เล่าปี่มองกุนซือ
 

ผู้ลึกลับและเป็นปริศนา ด้วยความเป็นคนที่คาดเดาได้อยากที่สุดและเหนือชั้นกว่าใครๆ เขาแทบไม่ต้องการกุนซือเลยเพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรเขามากนัก ส่วนใหญ่จะเกะกะมากกว่า แต่ไม่ใช่ว่าไม่อยากได้กุนซือนะเพราะความจริงก่อนที่เขาจะเป็นที่จดจำในฐานะผู้นำคนหนึ่งในสามก๊ก เขาเคยมีผลงานยิ่งใหญ่มาแล้วในการปราบขถบผ้าเหลืองด้วยความร่วมมือของกุนซือชั่วคราว "โจโฉ" ปรากฏว่าหลังศึกนั้นโจโฉดังระเบิดจนหลายคนคิดว่าโจโฉเป็นแม่ทัพปราบขบถ(ข่งเบ้งยังจำว่าเป็นกุนซือ แต่โจโฉนี่ถึงขนาดคนเข้าใจผิดว่าแกคุมทัพเองเลย) เล่าปี่ติดใจคนๆ นี้มากขนาดตามจีบอยู่ตั้งหลายปีและไม่สนใจใครเลย... จนตอนหลังต้องตัดใจจึงไปหาคนอื่นมาเป็นกุนซือแทน ก๊กเล่าปี่จึงแทบไม่ปรากฏกุนซือเพราะส่วนใหญ่เล่าปี่เป็นผู้ออกหัวคิดแต่เพียงผู้เดียวซะมากกว่าเนื่องจากมัวแต่เสียเวลาตามจีบคนๆ เดียวอยู่นาน กุนซือของเล่าปี่จึงมีค่อนข้างจำกัดดังนี้

 
"เตียวหุย" นับเป็นกุนซือคนแรกของเล่าปี่ เขาเป็นที่ปรึกษามาตั้งแต่เล่าปี่เริ่มงานใหม่ๆ ผมไม่อยากคิดว่าเล่าปี่รับเตียวหุยมาอยู่ด้วยตั้งแต่อายุสิบสองสิบสามหรอกนะ แต่ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะไปด้อมๆ มองๆ มานานแล้ว และทาบทามไว้ เพียงแต่กว่าจะให้มาร่วมงานจริงๆ ก็ตอนเตียวหุยอายุสิบแปดโดยประมาณ ถ้าอ่านเฉพาะนิยายคงยากจะทำใจเชื่อว่าเตียวหุยเป็นบัณฑิตหนุ่มรูปงาม รูปร่างสูงสง่าความรู้แจ่มหน้าตาดี มีเชื่อเสียงโด่งดังในเมืองที่ตนอยู่ แต่มันเป็นเรื่องจริงครับ พระเจ้าช่วย เขายังมีความสามารถพิเศษในด้านการปลอมลายมือทั่วราชอาณาจักร เตียวหุยนั้นใกล้ชิดกับเล่าปี่ยิ่งกว่าใครในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว เป็นที่ปรึกษาที่ช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระเล่าปี่ ตลอดจนรู้ใจเล่าปี่ราวกับเป็นภรรยาเล่าปี่ก็ไม่ปาน เขาจึงไม่ค่อยชอบโจโฉเล่าไหร่นัก และแน่นอนว่าไม่ถูกกับข่งเบ้งด้วย เตียวหุยเมื่อพบว่าภายในแก๊งมีปัญหา เล่าปี่ไม่จำเป็นต้องบอก เขาจะจัดการทุกอย่างจนเรียบร้อย เช่นเมื่อม้าเฉียวเข้าแก๊งมาใหม่ ม้าเฉียวได้แสดงความสนิทสนมมากจนเกินเหตุ เตียวหุยก็จัดการกำราบม้าเฉียวด้วยกุศโลบายจนไม่กล้ากำแหง และจากกรณีเงียมหงันในประวัติศาสตร์เตียวหุยเป็นนักปกครองและนักการทูตที่เหนือชั้นกว่าข่งเบ้งอย่างเห็นได้ชัด ผมจึงไม่ค่อยชอบใจวรรณกรรมที่เตียวหุยเอะอะก็จะท้าดวลกับคนโน้นทีนั้นที และเมื่อกวนอูกลับมาก็ไม่เชื่อหาว่ากวนอูเข้ากับโจโฉแล้วจนกวนอูต้องไปตัดหัวคนมาให้ดู ท่านคิดจริงๆ หรือว่าเรื่องจริงเป็นเช่นนั้น ในความเป็นจริงเตียวหุยคือแขนขวาเพราะเป็นทั้งนักรบและที่ปรึกษาเล่าปี่ ส่วนกวนอูเป็นแขนซ้าย และที่กวนอูบอกว่าเตียวหุยเก่งกว่าตนก็คือเรื่องมันสมองครับ เพราะไม่ได้มีดีแค่ฝีมือการรบ  แต่อย่างไรก็ตาม เตียวหุยกับตายง่ายจนน่าใจหาย ซึ่งเหตุผลที่แท้จริงไม่ใช่แค่เมาแอ๋ให้เค้าแอบตัดหัวธรรมดา แต่ง่อได้ส่งนักฆ่าเข้ามาโดยมีเป้าหมายเด็ดชีพเตียวหุยนานแล้วโดยทำเป็นคนภักดีจนเตียวหุยหมดข้อสงสัยจึงตายอย่างไม่ทันระวังตัว เนื่องจากถ้าขาดเตียวหุย ความรอบคอบของเล่าปี่ก็ย่อมลดลง

ซีซี ความจริงแล้วไม่ควรเอ่ยถึงด้วยซ้ำ เพราะเขาไม่ทำอะไรเลยนอกจากแนะนำข่งเบ้ง-บังทองให้กับเล่าปี่แล้วก็หายหัวไปจากชีวิตของเล่าปี่เนื่องจากแม่ถูกทหารโจกวาดต้อนไป วรรณกรรมบอกว่าเขาวางแผนให้เล่าปี่เผาทัพแฮหัวตุ้นที่ทุ่งพกบ๋อง เรื่องจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น และซีซีก็พยายามจะทำดีกับโจโฉตลอดเวลาที่รับราชการกับโจโฉเนื่องจากโจโฉได้ช่วยแม่ซีซีไว้ ทว่าผลงานไม่ดีพอจะอยู่ในความสนใจของโจโฉ ย่อมหมายความว่าซีซีมีความสามารถไม่พอเช่นกัน ฉะนั้นเพื่อแก้เขิน วรรณกรรมจึงเขียนว่าซีซีไม่ยอมทำงานให้โจโฉเองเพราะรักเล่าปี่ ซึ่งถ้าซีซีคิดเช่นนั้นจริง โจโฉยิ่งต้องระวังตัวมากเพราะอาจจะโดนซีซีทำมิดีมิร้ายเหมือนที่เล่าปี่ชอบทำบ่อยๆ... ฮ่า ล้อเล่นครับ เรื่องจริงนั้นซีซีไม่มีประโยชน์ต่อเล่าปี่มากไปกว่าทำบัญชีให้ รึเหตุผลที่คนอย่างซีซีหนีไปอยู่กับโจโฉก็เพราะเล่าปี่เห็นค่าซีซีแค่นั้น เล่าปี่มองคนไม่เคยพลาดซะด้วย การที่ซีซีไม่เคยเป็นคนสำคัญในสายตาโจโฉก็น่าจะเป็นการการันตีสายตาของเล่าปี่อยู่ไม่น้อยเช่นกัน
 
หลงจงทอล์คที่โด่งดัง

แต่อย่างไรก็ดีคำของซีซีทำให้เล่าปี่เดินทางไปพบอาจารย์กระจกวารี-สุมาเต็กโซ(บางกระแสก็ว่าไม่มีจริง แต่เฉินโซ่วระบุุไว้ คงไม่ผิดพลาด) กระจกวารีได้ปฏิเสธเล่าปี่และแนะนำหงส์อ่อนมังกรหลับให้แทน เล่าปี่จึงเดินทางไปเยือนสามครั้งเพื่อพบมังกร-ข่งเบ้ง ซึ่งกวนอูและเตียวหุยไม่พอใจมาก เนื่องจากกวนอูเป็นคนทระนงตน ไม่ชอบให้ใครทำเหมือนไม่เห็นความสำคัญ ส่วนเตียวหุยเก่งด้านศิลปะและอักษรศาสตร์ ย่อมตีความ "หงส์อ่อนมังกรหลับ" อย่างลึกซึ้ง มังกรหลับคือมังกรเก่งกล้าสามารถใช่หรือไม่? หงส์อ่อนคือหงส์ที่สติปัญญาเฉลียวฉลาดหรือ? เขาจึงอ่านไปถึงความสามารถที่มีและพูดอย่างเหลืออดในวันหนึ่งว่า "ขอให้นายท่านส่งน้ำไปรับศึก" แต่เล่าปี่ตอกกลับว่า "น้ำมีหน้าที่ใช้สมอง" ทำให้เตียวหุยยิ่งไม่ชอบข่งเบ้งมากขึ้น ในประวัติศาสตร์จริงสองคนนี้ชอบงัดข้อกันประจำ เพราะเตียวหุยมักสอยข่งเบ้งจนหน้าชาเสมอทำนองว่า "ข่งเบ้งไม่เก่งจริง" เราไม่รู้ว่าข่งเบ้งเก่งกว่าเตียวหุยจริงๆ เหมือนในนิยายหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วอาจจะเป็นเด็กหนุ่มที่ช่างคิดและกระตือรือร้นคนหนึ่งเท่านั้น แต่ผมมีข้อเสนอที่จะมองลงไปว่า เมื่อพูดคุยกันเกี่ยวกับแผนหลงจง เล่าปี่มิได้มองเห็นยอดกุนซือแต่มองเห็น "ทายาททางการเมือง" เพราะเขามีลูกที่ยังเล็ก ยังตั้งตัวไม่ได้ และลูกก็ยังไม่แน่ว่าจะเทียบเขาได้เมื่อโตขึ้น ดูอย่างตอนที่ขอเล่าฮองเป็นลูก เล่าปี่ไม่ได้คิดว่าข่งเบ้งจะที่ปรึกษาที่ดีในเริ่มแรก ขนาดพูดว่า "สติปัญญาของเจ้าสูงส่งกว่าโจโฉมากนัก อย่าได้ยุ่งเรื่องนี้เลย เพราะคนที่จัดการมันได้อย่างสมน้ำสมเนื้อมีแต่ข้าเท่านั้น" ท่านคิดว่าเล่าปี่กำลังหมายความตามที่พูดจริงๆ ว่าโจโฉเทียบข่งเบ้งไม่ติด หรือว่าเหน็บแนมว่าอย่างข่งเบ้งไม่ใช่คู่มือโจโฉกันแน่? แต่แน่นอนว่าถ้าไม่คิดจะเอาข่งเบ้งไว้เหมือนที่จะเอาเล่าฮองไว้ต้องจัดการทั้งคู่พร้อมกับ แต่เมื่อเห็นสติปัญญาของอาเต๊าความคิดของเขาย่อมต้องเปลี่ยนไป ตรงนี้ผมจึงนำท่านไปพิจารณาเกี่ยวกับบังทองด้วย

 
เมื่อบังทองเข้าเสฉวนและเสนอฆ่าขุนนางที่ต่อต้าน เล่าปี่บอกว่า "ดูเหมือนเจ้าจะมีสติปัญญาเทียบเท่ากับจูกัดเหลียงจริงๆ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้หรอกนะ เพราะเขาจะหาว่าข้าใจอำมหิต ซึ่งทำให้คนที่เห็นว่าโจโฉกับต่างกันเหมือนขาวกับดำแลโจโฉชั่วช้าส่วนข้าดีงามนั้นไม่จริงเลย" คำพูดนี้สุภาพนุ่มนวล แต่ความหมายจะรื่นรูหูหรือไม่ ต่อมาบังทองก็ฉีกหน้าเขาในงานเลี้ยง และไม่นานนักเล่าปี่ก็แลกม้ากับบังทองและทำให้บังทองกลายเป็นเป้าสังหาร... ถ้าเล่าปี่คิดจะให้ข่งเบ้งเป็นทายาททางการเมือง และบังทองมีความสามารถเทียบกับข่งเบ้งย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ เพราะทายาททางการเมืองจะมีสองคนไม่ได้ อีกประการ คำพูดที่ฟังดูเหมือนชมแต่ก็ขัดอย่างสุภาพว่าเป็นความคิดที่ใช้ไม่ได้ ดูไม่ต่างอะไรกับการตำหนิอย่างสุภาพว่า "เจ้าก็พอๆ กับข่งเบ้ง ที่ยังฉลาดไม่พอ" แม้เฉินโซ่วจะกล่าวยกย่องข่งเบ้งและบังทองอย่างไรก็ตาม แต่ในสายตาของเล่าปี่ดูจะไม่คิดเหมือนกับที่เฉินโซ่วคิด ทั้งข่งเบ้งและบังทองก็เหมือนม้าใช้ที่ใช้ด้านสมอง ทั้งคู่เข้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค แต่เมื่อต้องเลือกคนเดียวคนที่เก่งพอกันก็ต้องถูกเลื่อยขาเก้าอี้เป็นธรรมดาแม้จะเสียดายว่ายังไงก็เป็นหงส์แม้จะแค่หงส์อ่อนก็ตาม ทั้งนี้เพื่อไม่ให้พรรคล่มในภายหลัง และอีกอย่างหากวันหนึ่งตระกูลเล่าล่มสลาย ทายาททางการเมืองคือผู้ที่จะตายหมดแต่ลูกๆ ของเล่าปี่จะรอด เล่าปี่มองขาดพอที่จะรู้ว่าอำนาจนั้นไม่ยั่งยืนเพราะเขาล้มลุกคลุกคลานมาตลอด หากวันหนึ่งเขาล้มเขาต้องหาคนที่จะเป็นโล่ให้เขาเหมือนที่ตระกูลโจเป็นโล่ให้ราชวงศ์ฮั่น ข่งเบ้งจึงไม่ได้เป็นสิ่งใดนอกจากหนังหน้าไฟในการป้องกันไม่ให้เชื้อสายเล่าปี่สูญพันธุ์เมื่อวันนั้นมาถึง และเขาคงสอนลูกด้วยว่าควรทำอย่างไรหากวันหนึ่งไม่มีพอ(ถ้าอาเต๊าไม่ปัญญาอ่อนจะรอดหรือไม่ สุมาสูคงเชือดไปแล้ว)

 หวดเจ้ง
แต่เมื่อเล่าปี่ได้รู้จักหวดเจ้งเล่าปี่อาจจะเปลี่ยนความคิดก็เป็นได้... เพราะเล่าปี่ออกปากว่าหวดเจ้งนั้นเปรียบเสมือน "กุยแก" ของเขา เรารู้กันดีว่ากุยแกนั้นคือกุนซือของโจโฉที่เล่าปี่ประทับใจมากที่สุดเนื่องจากเป็นคนที่ทันความคิดเขาเสมอ คำพูดนี้ของเล่าปี่จึงเป็นการแสดงความยอมรับความสามารถของหวดเจ้งอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นอาจจะนำมาซึ่งความคิดว่าเขายังต้องการข่งเบ้งในฐานะทายาททางการเมืองอีกหรือไม่? เพราะเขาเริ่มจะมีความมั่นใจในอนาคตขึ้นมาแล้ว สิ่งเหล่านี้ทำให้ข่งเบ้งปลีกตัวไปและพยายามหาหนทางสำหรับการอยู่รอดโดยการแสดงสิ่งอื่นที่ตนมีและน่าสนใจในสายตาของเล่าปี่ขึ้นมา(ช่วงนี้ข่งเบ้งเริ่มเน้นไปที่การทำแผนพัฒนาเศรษกิจและการร่างกฎหมายตลอดจนการเมืองการปกครองแทน ทำให้นักโบราณวิทยาบางท่านถึงกับเชื่อว่าข่งเบ้งมีโจโฉเป็นโมเดล) ความพึงพอใจต่อหวดเจ้งของเล่าปี่นั้นเห็นได้ชัดเมื่อหวดเจ้งมีอำนาจแล้วเข่นข้าโจทย์เก่าเป็นช่องให้ข่งเบ้งใช้เป็นข้อฟ้องร้องต่อเล่าปี่ แต่เล่าปี่กลับไม่คิดจะจัดการอะไรทั้งสิ้นทำให้ข่งเบ้งตระหนักได้ว่า "เมื่อนายท่านได้หวดเจ้งมาเคียงข้างท่านก็เก่งกาจเหมือนนกที่ปีกกล้าขาแข็ง ไหนเลยจะพูดอะไรได้ คงต้องปล่อยให้เลยตามเลย" และเมื่อเล่าปี่คิดยกทัพไปรบซุุนกวนข่งเบ้งก็รำพึงว่า "หากหวดเจ้งยังอยู่เขาคงห้ามนายท่านได้" แล้วเมื่อเล่าปี่แพ้สงครามยีหลิงเล่าปี่ก็ยังต้องยอมรับว่า "ขอเพียงยังมีหวดเจ้ง ไหนเลยข้าจะปราชัยยับเยินเช่นนี้" เราจึงสามารถฟันธงได้เลยว่าถ้าเขาอายุยืนพอ เขาจะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของชู่-ฮั่นเป็นแน่

นอกจากนี้ยังมีคนที่อาจจะต้องกล่าวถึงเพิ่มอีกคนก็คือ "จูล่ง" เนื่องจากเขาเป็นบุคคลที่เล่าปี่เรียกอย่างเต็มใจด้วยชื่ออย่างเป็นทางการว่าจูล่งแทนที่จะเรียกแค่ "จ้าวหยุน" เหมือนที่เรียกคนอื่นๆ ว่า กวนอู, เตียวหุย, ฮองตง ซึ่งนั่นแสดงว่าเล่าปี่ให้ความเคารพต่อจูล่งมาก ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเชื้อสายที่ไม่ได้ด้อยไปกว่า(จูล่งสืบสายจากราชวงศ์ที่ครองรัฐจ้าว)และตัวเขาเกิดปีเดียวกับเล่าเปียวซึ่งทำให้เขามีอายุมากกว่าเล่าปี่ประมาณสี่ปี แม้เขาจะไม่ได้อยู่ในฐานะกุนซืออย่างเป็นทางการแต่ก็มีหลายครั้งที่เขาได้แสดงความเห็นบางอย่างออกมา หรือขัดความความคิด-การกระทำของผู้ถือครองอำนาจทั้งเล่าปี่และข่งเบ้ง เล่าปี่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเขาเท่าที่ควรถ้าพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะจูล่งไม่เคยมีตำแหน่งที่มากไปกว่าแค่บอดี้การ์ดของเล่าปี่หรืออาเต๊าจนเมื่อตายแล้วจึงได้เป็นพระยาโดยความต้องการของอาเต๊า... แต่การที่เล่าปี่ให้ความสำคัญน้อยขนาดนี้โดยไม่กลัวว่าจูล่งจะแปรพักตร์ย่อมชี้ชัดว่าเล่าปี่ตาแหลมเพียงใดในการมองคน และอาจจะเพราะสองคนนี้มีบางสิ่งที่สามารถเข้าใจกันได้โดยไม่ต้องพูดมากกระมัง

จะว่าไป... มีคนถกเรื่องเล่าปี่เป็นเกย์ออกเยอะ ผมว่าจริงๆ คงไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องโรคประจำตัวของเล่าปี่... เขามีอาการ "เลือดออก" โดยเล่าปี่ให้เหตุผลว่า "ข้าอยู่บนหลังม้ามาตลอดจึงได้รับบาดเจ็บ" ซึ่งอาจจะเดาได้ว่าหูรูดฉีกหรือไม่ก็เป็นริดสีดวง  ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยเป็น พึ่งมาเป็นตอนแยกจากโจโฉมาแล้วไป แล้วก็เป็นช่วงที่ได้จูล่งมาอยู่ด้วยพอดี ทำให้บรรดานักท่องเน็ตจีนที่มาถกกันว่าใครเจ๋งกว่ากันระหว่างโจโฉกับเล่าปี่ตั้งข้อสังเกตว่าเล่าปี่อาจจะเป็นเกย์(ส่วนโจโฉนั้นพวกเขาลงความเห็นว่าต้อง "หล่อกว่า" แน่นอน เพราะประวัติศาสตร์บอกไว้) แต่คงเป็นเมะมาตลอด จนจูล่งมาอยู่ด้วยจึงยอมเป็นเคะบ้างเพราะจูล่งไม่ยอมรับ จึงมีฉีกขาดบ้างเพราะไม่ชินกับการรับนั่นเอง... เหตุุผลพื้นๆ ที่พวกเขาตั้งข้อสังเกตเช่นนั้นเพราะในบันทึกสามก๊กมีคนขี่ม้าตั้งมากมาย ทำไมหมอนี่เป็นอยู่คนเดียว(ฮา) แต่ความจริงคงไม่ใช่หรอก มิเช่นนั้นคนที่จะเสียท่าให้เล่าปี่เป็นคนแรกย่อมเป็นโจโฉแบบไม่ต้องสงสัย

คราวหน้าผมจะมาชวนคุยเรื่องลิห้อมและจิวยี่ครับ แล้วก็มาวิจารณ์หนังกันนิดๆ หน่อยๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #384 Uray (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2556 / 00:58
    วิเคราะห์แต่ละอย่างแต่ละตอนได้โดนใจมากๆเลยค่ะ เรื่องความสัมพันธ์ของเล่าปีกับจูล่ง
    ชวนให้นึกถึงหงสาฯจริงๆ คือเหมือนเล่าปี่กับจูล่งรู้ใจกันและไว้ใจกันมาก (ขณะที่คนอื่นมองอีกแบบ)
    คิดเหมือนกันว่าถ้าไม่ไว้ใจกันจริงๆ ใครจะให้มาดูแลครอบครัวตัวเอง

    ป.ล.แอบเป็นนักอ่านเงามาหลายตอน เลยเม้นบ้างอะไรบ้าง ^^"
    #384
    0
  2. #209 ohio-12 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2555 / 15:14
    ถึงยังไงจูล่งก็ยังเป็นของตายสินะ สำคัญแต่มองข้าม T-Tช่วงนี้เราหายไปนาน แต่กลับมาอ่านก็ยังน่าสนใจเหมือนเดิมค่ะ
    #209
    0
  3. #208 ราเบล (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2555 / 15:30
    เอาเข้าจริง เล่าปี่ก็คงจะไม่ได้เห็นกุนซือของตนสำคัญเท่าไหร่หรอกครับ เพราะเล่าปี่เป็นคนที่คิดกลยุทธิ์อะไรต่อมิอะไรได้เองอยู่แล้ว นอกจากหวดเจ้ง ดังนั้นนี่อาจเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้บุคลากรในยุคหลังขงเบ้งเสื่อมประสิทธิภาพลงก็เป็นได้ (เพราะมีโอกาสทำงานจริงๆน้อย ยิ่งขงเบ้งมาเป็นสมุหนายกยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่)

    ปล.ผมพยายามหาเวลาอัพสามก๊กออนไลน์อยู่เรื่อยๆครับ ตอนนี้ม.6แล้วครับ (เครียดสุดๆเลยล่ะ) ไม่ต้องห่วงนะครับ ว่าจะอัพนิยายไม่ได้ ขนาดพี่อัพนิยายทีไร ผมยังเม้นต์เกือบทุกทีเลยนี่นา แต่ยังไงก็ขอโทษทีนะครับที่อัพช้าไปหน่อย
    #208
    0