เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 44 : โจโฉมองกุนซือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,542
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    10 มิ.ย. 55

โจโฉมองกุนซือ
 
โจโฉและเหล่ากุนซือหน้าทะเล้นจากจอมราชันย์อหังการ

เนื่องจากหลอกว้านจงได้กำหนดให้เป็นหัวหน้าฝ่ายผู้ร้าย โจโฉจึงควรจะเป็นนักการเมืองอาชีพที่มากกว่าคนอื่นๆ ผุ้คนตีตราว่าเป็นจอมคดโกงจากการป้ายสีอาของตนและการพูดว่า "ข้ายอมทรยศโลกดีกว่าให้โลกทรยศข้า" แถมขี้ระแวง ทว่าเมื่ออ่านสามก๊กโดยไม่อคติไว้ก่อนว่าโจโฉคือผู้ร้ายสิ่งที่เราจะพบก็คือ "โจโฉเป็นนักการเมืองที่เล่ห์เหลี่ยมน้อย" เล่ห์ของโจโฉนั้นจับได้ไล่ทันเสมอผิดกับเล่าปี่ ข่งเบ้ง และคนอื่นๆ  บ่อยครั้งโจโฉก็พูดตรงเกินไปต่างจากตัวละครส่วนใหญ่ในสามก๊ก ฉะนั้นผมจึงไม่ค่อยเห็นด้วยที่นิยายเรื่องเทพเจ้าทวนเงิน(จูล่ง)เปรียบเปรยว่าโจโฉเป็น "จิ้งจอก" เพราะจิ้งจอกไม่ใช่สิ่งที่ควรจะจับได้ไล่ทันเช่นนี้

โจโฉตัวจริงนั้น จดหมายเหตุร่วมสมัยหรือแม้แต่บันทึกของเฉินโซ่วคล้อยไปในทางเดียวกันเขาเป็นคนตรงไปตรงมา เฉลียวฉลาดผิดจากคนอื่นแต่ไม่ใช่คนมีเล่ห์เหลี่ยม ออกไปทางเพี้ยนและขี้เล่นมากกว่า บันทึกประวัติศาสตร์กล่าวถึงโจโฉว่า "บางครั้งเขาก็ฆ่าคนได้ด้วยคำพูดแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่จำเป็นที่จะต้องแปลสิ่งที่ซ่อนอยู่ในคำพูดเพราะมันไม่ใช่นัยยะ" นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกขุนนางพากันลมจับเมื่อถามเกี่ยวกับแผนรับมือหากซุนกวนลอบโจมตีแล้วโจโฉตอบว่า "ถึงตอนนั้นก็คงทำอะไรไม่ได้หรอก" เพราะเขาหมายความตามที่เขาพูดนั่นเอง โจโฉเป็นคนสบายๆ เขาสวมเสื้อผ้าธรรมดา เวลาออกไปข้างนอกจะมีกระเป๋าเล็กๆ ผูกข้างเอวเพื่อใส่ของเช่นผ้าเช็ดหน้า เวลารบเขาจะผ่อนคลายเหมือนไม่ได้มารบ พฤติกรรมของเขาสงบ-แต่ก็น่าประหลาด เขาไม่อายที่จะร้องเพลงหรือลุกขึ้นร่ายรำเช่นหญิงนางโลม เวลาที่คุยตลกเขาจะหัวเราะมากกว่าคนอื่น บางทีก็หัวเราะตัวงอจนหมวกจุ่มลงไปในถ้วยซุบที(น่ารักดีว่ะ) จดหมายที่เขาส่งไปหาผู้อื่นนั้น แม้จะเป็นเรื่องที่ซีเรียสเพียงใดแต่พออ่านแล้วก็ต้องอมยิ้มทุกครั้ง เช่น ในจดหมายไปให้คู่ศึกยอมแพ้ มีท่อนที่เขียนว่า "พ่อแม่ของท่านอยู่สบายดีในมือข้า แต่ข้าก็ยังเชื่อว่าคุกไม่ได้ที่พักที่ดีของผู้ชรา และรัฐก็ไม่ได้มีหน้าที่เลี้ยงดูพ่อแม่ของชาวบ้าน ฉะนั้นรีบมารับพ่อแม่กลับบ้านได้แล้ว" หรือจดหมายหาซุนกวนว่า "หวังว่าเราจะได้ล่าสัตว์ด้วยกันที่แคว้นง่อ เพราะถ้าปล่อยให้ข้าลอยอยู่บนเรือนานเกินไปปลาอาจจะสูญพันธุ์จะไปแม่น้ำแยงซีเกียง รู้มั้ย ข้าพาคนมาตั้งแปดแสนคนเชียวนะ" ถามหน่อยใครเขียนจดหมายหาแม่ทัพฝายศัตรูแบบนี้

ฉะนั้น กุนซือของโจโฉจึงไม่ใช่แค่ช่วยคิด แต่บางครั้งก็เป็นเหมือน "โล่" ที่ช่วยปกป้องโจโฉจากเล่ห์ของศัตรูรวมทั้งเป็นกำแพงที่คอยป้องกันไม่ให้ศัตรูรู้ว่า "แท้จริงแล้วเจ้านายของพวกเขาไร้เดียงสาเกินคาด" ผมคิดความจริงโจโฉก็มีความเจ้าเล่ห์ แต่เขาไม่ใช้เล่ห์บ่อยๆ และเวลาที่เค้าจะทำอะไรซักอย่าง เขาจะใช้เรื่องจริงที่มีน้ำหนักไม่ใช่ปั้นน้ำเป็นตัวในการโน้มน้าว ซึ่งนี้อาจจะเป็นเทคนิกในการปกครองคนของเขา ผู้คนจึงไว้ใจเขาเพราะแม้ทั้งหมดจะแอบแฝงเจตนาบางอย่างแต่อย่างน้อยเขาก็พูดความจริงเสมอ

 
ในบรรดากุนซือทั้งหมด โจโฉรัก "ซุนฮก" มากกว่าใคร เคยผ่าไฟ-เสี่ยงตายย้อนกลับไปช่วยซุนฮกมาแล้วในตอนที่ลิโป้เผาเมืองซึ่งไม่เคยมีกุนซือคนใดจะได้รับเกียรตินี้ เขาเป็นคนที่โจโฉอยากจะให้อยู่ในตำแหน่งสำคัญมากที่สดแต่เขาก็ปฏเสธและขอรับแค่ตำแหน่งขุนนางในวังเท่านั้นจนโจโฉต้องยอมแพ้ ผมไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะตัดสินกว่าซุนฮกตายเพราะภักดีต่อราชวงศ์ฮั่น เนื่องทุกครั้งที่มีปัญหาซุนฮกจะปกป้องโจโฉก่อนฮ่องเต้เสมอ เมื่อโจโฉขอรับพระราชโองการยกทัพลงใต้ เหี้ยนเต้ไม่ทรงอนุญาตและตรัสว่าโจโฉได้กดดันมากเกินไปแล้ว โจโฉหน้าซีด คุกเข่าลงแสดงความบริสุทธิ์ว่าไม่มีเจตนาจะกดดันและขอให้ทรงลงพระอาญา(เฆี่ยน)ท่ามกลางเสียงเชียร์ข่งหยง ซุนฮกร้องห่มร้องไห้ขอให้ยุติการเฆี่ยนโจโฉ มิเช่นนั้นตนจะยอมตาย(เหตุการณ์นี้ทำให้โจโฉแทบไม่ไปเหยียบท้องพระโรงอีก)แต่หลังจากนั้นประมาณครึ่งเดือนมันก็กลับไปฝึกทหารเตรียมยกทัพลงใต้(ไม่เข็ดนี่หว่า) ฮ่องเต้จึงยอมออกพระราชโองการให้... แต่ปัญหามีอยู่ว่าเมื่อเหล่าขุนนางล่ารายชื่อเสนอให้โจโฉเป็นวุ่ยอ๋อง ซุนฮกเป็นตัวตั้งตัวตีในการคัดค้านและทำให้โจโฉต้องกลุ้มใจเนื่องลูกน้องแตกแยกกันเอง พอซุนฮกตายจึงเป็นเรื่องเล่าลือกันไปทั่วว่าโจโฉต้อนซุนฮกจนฆ่าตัวตาย เฉินโซ่วเขียนว่าซุนฮกฆ่าตัวตายแต่ไม่บอกสาเหตุชัดๆ นัยย์ว่าถูกละเลยจากโจโฉจึงตรอมตรม ส่วนบันทึกวุ่ยระบุว่าซุนฮกป่วยหนักจนไม่อาจรักษาได้ เมื่อซุนฮกตายโจโฉก็ร่ำไห้ว่าทำไมเขาช่วยอะไรซุนฮกไม่ได้เลย

ด้วยร่างกายที่สูงสง่า โจโฉมองว่า "เทียหยก" เหมาะจะเป็นนักรบมากกว่าบัณฑิต กุนซืออะไรว่องไวยิ่งกว่าม้า แถมอึดราวกับวัวป่า แต่ความเป็นกุนซือของเทียหยกชัดเจนมากเพราะเมื่อโจโฉโดนเด็กรุ่นลูกอย่างยีเอ๋งผลักหัวทิ่ม คนตัวใหญ่อย่างเทียหยกดันทะลึ่งยืนเชียร์ปล่อยให้ซุนฮกลงไปคลุกฝุ่นกับยีเอ๋ง เช่นเดียวกับ "ซุนฮิว" พวกเขาเป็นนักการทหารที่ยอดเยี่ยม โจโฉยกย่องทั้งคู่ แม้ในเซ็กเพ็งผลงานของทั้งคู่จะไม่ได้ดีเด่นักเพราะปัจจัยหลายอย่าง แต่พวกเขาร่วมในสงครามกับโจโฉเกือบทุกนัด โดยเฉพาะซุนฮิวที่แทบจะกล่าวได้ว่าเมื่อใดไม่มีซุนฮิวก็แปลว่าทัพนั้นไม่ได้มาโดยโจโฉ โจโฉยกย่องซุนฮิวและพูดว่า "ข้าจะไม่มีวันลืมทั้งซุนฮกและซุนฮิวเลยตราบเท่าที่ยังหายใจอยู่" ส่วนเทียหยกนั้นอายุยืนยิ่งกว่าโจโฉและอยู่ต่อไปจนสมัยโจผี เป็นที่ปรึกษาที่โจผีไว้วางใจ และตอนที่โจโฉอยู่ในภาวะจนตรอก เทียหยกเป็นกำลังสำคัญของซุนฮกในการเหนี่ยวรั้งโจโฉไม่ให้หอบผ้าหอบผ่อนหนีไปอยู่กับอ้วนเสี้ยว

 โจโฉกับกุยแก
คนที่นักอ่านจดจำที่สุดคือ "กุยแก" เนื่องจากบทพูดที่หลอกว้านจงยัดปากโจโฉหลังพ่ายเซ็กเพ็งว่า "ถ้ากุยแกยังอยู่ข้าคนไม่พ่ายแพ้ยับเยินเช่นนี้" ทั้งๆ ที่โจโฉพ่ายแพ้ยับเยินและเกือบเอาชีวิตไม่รอดมาหลายครั้งขณะที่กุยแกยังอยู่ แต่สำหรับผม... เขาเป็นที่จดจำของโจโฉเพราะเขาเป็นกุนซือที่บอบบางที่สุด สูงแค่ร้อยเจ็ดสิบ(สูงกว่าโจโฉตั้งสิบสี่เซนต์) แต่เขาเป็นเสนาธิการที่อยู่ใกล้ชิดสนามรบมากที่สุด ขณะที่ซุนฮิวอยู่ในกระโจม กุยแกถึงกับขี่ม้าเคียงข้างเตียวเลี้ยวและโจโฉทำให้เขาประเมินสถานการณ์ได้แม่นยำที่สุดเพราะอยู่ในสถานการณ์จริงนั่นเอง เขาเป็นคนที่มองเห็นข้อเด่นสิบข้อของโจโฉและแจกแจงออกมา จากที่สังเกตทั้งหมด ผมมั่นใจว่ากุยแกไม่ต้องการให้โจโฉเป็นแค่ "นายกรัฐมนตรี" แต่อยากจะดันให้เป็นถึงฮ่องเต้ด้วยกุยแกก็หวังจะกระจายอำนาจไปสู่นอกด่านและเป็นอ๋องที่นอกด่านด้วย น่าเสียดายที่เขาหักโหมเกินไปทำให้อายุสั้น

"ข่งหยง" เป็นที่ปรึกษาที่ดีของโจโฉในด้านวรรณกรรมและกฎหมาย แต่หลังๆ ชักจะลามปามมากไปหน่อย เขามักโอหังประมาณว่าตัวเองเป็นดั่งข่งจื้อกลับมาเกิด(ไปโน่น) ถือโจโฉต้องเคารพเขาทำให้โจโฉระอาอย่างมาก ข่งหยงจึงไม่พอใจและเริ่มตั้งชมรมคนเกลียดโจโฉขึ้นมา เขามักทำให้โจโฉเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่นเสมอ และสนุกสนานกับการพูดถึงโจโฉในเรื่องที่ "ผิดปกติ" นานเข้าๆ ก็เริ่มเรื่องแปลกเกิดขึ้นอย่างมากมายเช่นแม่ของโจโฉเป็นหญิงขายตัวบ้าง โจโฉเก่งเรื่องร้องรำและแต่งบทกวีเพราะแม่เป็นนางคณิกาบ้าง เลยไปถึงขั้นโจโฉเติบโตในฐานะเด็กผู้หญิงจนอายุสิบหกในหอคณิกาฯลฯ ถ้าโจโฉสนิทกับใครขึ้นมาก็กลายเป็นว่าจะต้องเลยเถิดถึงขั้นขึ้นเตียงกับคนนั้น แม้โจโฉจะทำเหมือนไม่เป็นไร แต่ผมเชื่อว่าโจโฉโกรธมากเพราะชื่อเสียงต้องเสียหายตลอดสิบปีที่ข่งหยงทำเช่นนั้น ยิ่งไปกว่านั้นข่งหยงยังชอบขัดนโยบายสำคัญของโจโฉ(เช่นงดเหล้าเข้าพรรษา) ในที่สุด เมื่อมีคนเขียนฎีการ้องเรียนเกี่ยวกับข่งหยง(ก่อนโจโฉจะยกทัพลงใต้)โจโฉจึงหลับหูหลับตาสั่งประหารซะเลย และโจโฉก็ยังคงเป็นโจโฉ แม้จะประหารข่งหยงทั้งภรรยาและบุตร แต่เขากลับไว้ชีวิตหลานข่งหยงรวมทั้งให้อภัยเพื่อนๆ ข่งหยงที่ถูกจับฐานสมรู้ร่วมคิด

 
ไม่มีใครเจ้าเล่ห์เกินกว่า "กาเซี่ยง" ที่ขึ้นมาใหญ่ด้วยการแทงข้างหลัง-เลื่อยขา-เหยียบบ่าเจ้านายเก่าอย่างเตียวสิ้ว เขาเคยทำให้ชีวิตโจโฉแขวนบนเส้นด้าย ทั้งเสียลูก-หลาน-ทหารองครักษ์และเกือบจะตายเปลือยด้วยน้ำมือของกลุ่มชายฉกรรณ์ไม่ทราบจำนวนหลังจากทนต่อสู้แบบโดนรุมมาสามชั่วโมงเต็มจึงมีคนมาช่วย สร้างความสงสัยแก่ซามมาเอล ซินยิ่งนักว่าทำไมนักฆ่าที่น่าจะถูกคัดสรรค์มาเป็นอย่างดีจะจัดการมนุษย์เปลือยที่พึ่งหมดแรงจากการเสพสุขกับผู้หญิงแถมไม่มีอาวุธติดตัวต้องใช้เวลาร่วมสามชั่วโมง(แถมทำไม่สำเร็จอีก) แต่ที่แน่ๆ กาเซี่ยงเป็นคนที่ฆ่าลูกเสือแล้วอยู่กินนอนกับเสือต่อได้โดยไม่ถูกกิน... ไม่มีกุนซือคนไหนทำได้เหมือนหมอนี่ กระนั้นโจโฉก็ยกย่องเขาว่าเก่งที่สุดในบรรดากุนซือทั้งหมดที่เขามี ด้วยสายตาที่หลักแหลมและประสบการณ์ชีวิตที่โชกโชนเขาจึงเป็นขุนพลคนเดียวในสามก๊กที่คาดการณ์อะไรไม่เคยผิดพลาดและยังจบชีวิตลงอย่างสงบเมื่ออายุมากกว่าเจ็ดปี มีตำแหน่งใหญ่โตแถมชีวิตก็มีความสุขกว่าใคร--สุดยอดดดด

 
"สุมาอี้" นั้นโจโฉเรียกเขาว่าเป็น "จิ้งจอกเก้าหาง" นักอ่านสามก๊กมักมองว่าสุมาอี้หย่อนประสิทธิภาพกว่าข่งเบ้ง ทั้งๆ ที่สุมาอี้รบกับข่งเบ้งสองครั้งชนะรวดแถมยังชนะน๊อคในครั้งที่สองด้วย เฉินโซ่วเขียนเหมือนเรื่องประชดว่าสุมาอี้มารับใช้โจโฉเพราะกลัว แต่บันทึกรัฐเว่ยกลับเขียนว่าสุมาอี้รับใช้โจโฉตั้งแต่อายุสิบแปด แต่ภูมิแพ้กำเริบหนักเนื่องจากโจโฉกำลังคลั่งน้องแมวที่บ้านซึ่งออกลูกมาหลายตัวทำให้เสื้อผ้าเริ่มเต็มไปด้วยขนแมว บวกกับกำลังมีปัญหาภายในราชสำนัก โจโฉจึงสั่งให้ลาป่วยเพื่อความปลอดภัยส่วนหนึ่งอาจจะเพราะน้ำมูกที่ไหลยืดๆ ของสุมาอี้ทำท่าจะเปื้อนหน้าโจโฉด้วยก็เป็นได้ เมื่อถึงเวลาเหมาะสมก็เรียกกลับมา แม้เขาจะได้ชื่อว่าเป็นเจ้าสำนักด้าน-ดำ แต่ผมกลับเห็นว่าเขาภักดีอย่างแท้จริง เพราะสิ่งที่เขาบอกลูกก่อนตายก็คือเขาทำลายราชวงศ์วุ่ยไม่ได้  แค่คิดว่าวิญญาณจะโจโฉเสียใจก็ทำไม่ลงแล้ว และตอนที่รู้ว่าโจโฉจะไม่รอดเขาก็เป็นหนึ่งคนที่ร้องไห้ออกมา โจโฉเอ็นดูสุมาอี้เหมือนกับเป็นลูกทีเดียวและปฏิบัติต่อเขาไม่แตกต่างจากโจผีหรือโจสิดแม้แต่น้อย ถ้าสุมาอี้คิดร้ายก็โจโฉก็เกินไปหน่อยแล้วล่ะ

คนที่ไม่เคยอ้างตัวว่าตนเองมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับฮ่องเต้ขนาดมีศักดิ์เป็นถึงพระเจ้าอาก็คือ "เล่าหัว" ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นพระเจ้าอาจริงๆ เมื่อมีฐานันดรเป็น "หม่อม" โจโฉก็คำนับเขาก่อนเสมอ ขนาดนี้แล้วกลับไม่ทำให้เขาทะนงตัวแม้แต่น้อยและการคงอยู่ของเขาก็เป็นหลักฐานสำคัญที่บอกให้รู้ว่าโจโฉไม่ได้คิดร้ายต่อราชวงศ์ฮั่นเพราะไม่เช่นนั้นโจโฉย่อมสั่งประหารเขาเมื่อเขาฆ่าคนของโจโฉที่เข้าไปจับกุมมาไต่สวนจนหมด เพราะนั่นแสดงถึงจิตใจอันเหี้ยมหาญและเฉลียวฉลาด(ซึ่งคนขี้แวงต้องรู้ว่านี่เป็นภัยอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิด) แม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์แต่กลับตำหนิฮกเฮาเมื่อพระนางเจรจาเรื่องเอาชีวิตโจโฉ เล่าหัวเป็นนักประดิษฐ์ที่เก่งกาจ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือเครื่องยิงหิน(ศึกกวนตู้) ยิ่งไปกว่านั้นเล่าหัวเป็นกำลังสำคัญในการกำจัด "ขบถเว่ยเฟิง" ในปี 219 ที่หมายกำจัดโจโฉที่กำลังนอนป่วยอยู่โดยการนำคนไปที่วังของฮ่องเต้ ใครอยากทราบรายละเอียดสามารถอ่านได้จากพงศาวดารฉบับเฉินโซ่ว หรืออ่านง่ายกว่านั้นคือ "จอมราชันย์อหังการ" ฉบับท้ายๆ จะมีเรื่องนี้อยู่ด้วย(ซึ่งโจผีจะได้โชว์มาดโหด) แม้สามก๊กฉบับนิยายจะไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเขามากนักแต่โจโฉแสดงความยกย่องต่อเขาทั้งคำพูดและการกระทำ

 
"เอียวสิ้ว" เป็นคนที่น่าฆ่าทิ้งอย่างน่าเจ็บปวดทั้งที่ฉลาดด้วยนิสัยปากไม่รูปซิบ เขาเป็นลูกชายของเอียวปิวแต่เกิดจากพี่สาวต่างพ่อของอ้วนเสี้ยว(ภายหลังอ้วนสุดเชื่อมสัมพันธ์กับเขาโดยให้เขาแต่งงานกับคนในตระกูลอ้วน) ด้วยความที่เขาเหมือนอ้วนเสี้ยวโจโฉจึงอาลัยอาวรณ์ มักหนีบเอียวสิ้วไปด้วยเสมอแม้เอียวสิ้วจะชอบโชว์ภูมิจนน่ารำคาญ ครั้งหนึ่งโจโฉไปเยี่ยมซัวบุ้นกี้แล้วเห็นข้อความที่เธอเขียนก็เลยถามประสาซื่อ บุ้นกี้ก็อยากลองภูมิโจโฉก็เลยบอกว่าไม่รู้แต่จำจากพ่อ โจโฉก็ตอบแบบไม่คิดเลยว่า "งั้น... อะไรก็ชั่งมันเถอะ" ตอนนั้นเองเอียวสิ้วอยากโชว์เทพก็เลยแปลความออกมา ซึ่งโจโฉก็ปรบมือชื่นชมแปลว่าไม่ได้มีอคติกับเอียวสิ้วอย่างนิยายว่าไว้  ความผิดพลาดอย่างเดียวของเอียวสิ้วคือคิดร้ายต่อโจผีเท่านั้น แม้ว่าเหตุการณ์นั้นโจโฉจะโดนไปด้วยทั้งๆ ที่ไม่ใช่เป้าหมายแต่เขาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเพราะต้องการปกป้องโจสิด อีกหลายปีต่อมาเอียวสิ้วกับโจสิดที่นอนตบยุงมานานเริ่มเขียนจดหมายหากันเรื่องวิธีเลื่อยขาเก้าอี้โจผี แล้วคงเป็นคราวซวยของเอียวสิ้วเนื่องจากสุมาอี้ดันทำบัญชีตรวจสอบจดหมายตอนนั้นพอดี(ถ้าสุมาอี้ทำหน้าที่นี้แม้จะเป็นจดหมายที่ประทับตราลับเฉพาะจะถูกคลี่อ่านหมด) จดหมายจึงถึงมือโจโฉ มีคำสั่งจับกุมและประหารเอียวสิ้วในปี 219 นี้เอง

"ซุนต่ำ" เป็นที่ปรึกษาที่รั้งตำแหน่งแม่ทัพด้วย ความจริงเขาเป็นแม่ทัพคนสนิทของโจโฉแต่โจโฉไม่ชอบให้มายืนใกล้ๆ โดยไม่จำเป็นเพราะตัวใหญ่เกินไป เขาเฉลียวฉลาด-ไหวพริบเป็นเลิศ ทำให้เขาเหมาะที่สุดในการปลอมเป็นวุ่ยอ๋องเนื่องจากโจโฉเกิดวิตกจริตเกี่ยวกับรูปร่างที่ดูเล็กบอบบางเกินเหตุของตน แม้เขาจะเล่นบทโจโฉได้สง่างามไร้ที่ติแต่ทูตชงหนูก็ยังเสือกตาแหลมเห็นว่า "บุรุษร่างน้อยๆ ที่ถือดาบงามผู้นั่นต้องเป็นวีรบุรุษกระเดื่องนามหรือไม่ในอนาคตอันใกล้ก็ต้องเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่เป็นแน่" แม้ไม่มีถ้อยคำที่เด่นชัดแต่การที่โจโฉผู้ไม่มีความมั่นใจในตนว่าจะไม่สามารถทำให้ทูตยำเกรง ได้เลือกซุนต่ำแทนที่จะเป็นเทียหยกที่โจโฉเห็นว่าสง่างามเกินกว่าจะเป็นแค่บัญฑิตหรือแม่ทัพท่านอื่นที่ทั้งสง่างามและเฉลียวฉลาดมาทำหน้าที่ก็น่าจะเป็นใบประกาศชั้นเยี่ยมที่บอกคุณสมบัติซุนต่ำแล้ว เพราะถ้าโจโฉจะเลือกใครสำหรับหน้าที่นี่เขาต้องเลือกคนที่ดีที่สุดเท่าที่มีในตอนนั้น อย่างไรก็ตามจุดจบของซุนต่ำกลับถูกใส่ความว่าเป็นขบถจนในที่สุดก็ต้องตาย(ส่วนหลอกว้านจงว่าเพราะซุนต่ำขัดขวางการเป็นวุ่ยอ๋องของโจโฉ) ผมเห็นว่านี่คือเกมการเมืองเพราะ "ซุนต่ำคือคนที่พยายามดันโจผีขึ้นตำแหน่งรัชทายาท" แล้วคนที่ให้ร้ายซุนต่ำก็คือ "เตงหงี" ที่ "สนับสนุนโจสิด" ตอนท้ายโจโฉไม่นำเรื่องมาไตร่สวนใหม่แม้มอกายจะยื่นฎีกา โจโฉให้คำตอบว่าเพราะต้องการปกป้องทุกคนทั้งมอกาย(โจผี)หรือเตงหงี(โจสิด)คือไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บนั้นเอง มอกายจึงออกจากตำแหน่งและไปตายที่บ้านในที่สุด สรุปคือ แม้หลายคนจะเชื่อว่าโจผีใช้เล่ห์เพื่อให้ชนะการชิงตำแหน่ง แต่ความจริงที่ปิดไม่ได้คือซุนต่ำเป็นคนที่ต้องตายเพียงเพราะขวางทางโจสิดเท่านั้นเอง

คราวหน้าผมจะมาคุยเรื่องเล่าปี่มองกุนซือกันบ้าง บางทีระหว่างที่คุยกันเราอาจจะได้เห็นอะไรมากกว่าที่เคยเห็นนะครับ เชิญเพื่อนๆ มาแบ่งปันความรู้ด้วยนะครับ เพราะผมก็ไม่ได้รู้ไปซะทุกเรื่องหรอก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #207 ping (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2555 / 04:21
    อ่านมา ฮาสุดเเล้ว ><

    อาโฉ ถ้าลื้อจะเขียนจดหมายเอาฮา สะขนาดนี้ 555

    นึกภาพ ซุนกวนจะทำหน้ายังไงเนี่ย!!



    #207
    0
  2. #206 Se7ven (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2555 / 11:14
    เรื่องโจโฉ ให้กล่องเปล่า มีคนไปตีความแยอะแยะมากมายจนปัจจุบัน ยังไม่รู้ว่า จริงๆแค่หยิบกล่องผิดไปหรือเปล่า
    #206
    0
  3. #205 ราเบล (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2555 / 09:25
    จริงๆ ผมว่าออกความเห็นตอนที่ครบ3คน (โจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน) แล้ว แต่ผมเห็นของโจโฉยาวขนาดนี้เลยต้องกล่าวเสียหน่อย

    ซุนกวนเป็นคนที่ติสมาก คือ ทำอะไรก็ตามอารมณ์ของตน (อยากก็ทำ ไม่อยากก็ไม่ทำ) แต่เรื่องการเมืองการบริหารมันเป็นไปตามอารมณ์ไม่ได้ ดังนั้นก็อย่างที่รู้ๆกันว่า กุนซือก๊กนี้ต้องออฟชั่นเยอะมาก แต่ความเห็นและความสนิทสนมของตัวกุนซือกับซุนกวนนั้นก็จะแล้วแต่คนและเป็นช่วงๆ อย่างลกซุนตอนแรกซุนกวนชอบเขามาก แต่ตอนหลังไม่ชอบเพราะถูกใส่ร้ายจนเจ้าตัวตรอมใจตาย อย่างไรก็ดี ณ จุดๆหนึ่งเขาก็เป็นคนฟังความเห็นคนอื่นอย่างเตียวเจียวออกความเห็นทีไร ซุนกวนต้องสะอึกทุกที (ยกเว้นศึกเซ็กเพ็กอ่ะนะ)
    ส่วนของโจโฉ เขาเป็นคนที่เป็นกันเองกับลูกน้องทุกคน ไม่ใช่มีที่รักมักที่ชัง (แต่ทำให้ปวดหัวก็ปล่อยไม่ได้เหมือนกัน) ดังนั้นกุนซือทุกคนของเขาจึงรักเขามาก และยอมทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อเขาได้ (ความเห็นคนนี้สั้นครับ ขอโทษที)
    ปล.สรุปซุนฮกป่วยตายใช่มั้ยครับ ผมนึกว่ากินยาฆ่าตัวตายซะอีก (ถ้างั้นโจโฉก็หลุดจากข้อหาไปอีกหนึ่งข้อล่ะนะครับ)
    #205
    0