เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 42 : จากซุนเกี๋ยนถึงซุนเซ็ก-พยัคฆ์ร้ายพ่อลูก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,501
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    30 พ.ค. 55

จากซุนเกี๋ยนถึงซุนเซ็ก-พยัคฆ์ร้ายพ่อลูก

ซุนเกี๋ยน-พยัคฆ์ใหญ่.-
 
มีบันทึกที่ชัดเจนว่าซุนเกี๋ยนสืบเชื้อสายตระกูลมาจากซุนหวู-เจ้ายุทธผู้เกรียงไกรในสมัยโบราณ บางท่านคงคาใจเกี่ยวกับรูปลักษณ์อันแปลกประหลาดของซุนเกี๋ยนที่เป็นลูกหลานทำไมถึงแหวกซุนหวู่ที่น่าจะเป็นจีนแท้ๆ ได้นัก ทั้งผมทอง ตาสีน้ำตาล(บ้างก็ว่าสีฟ้า) ผิวขาว แถมยังมีลูกชายตาสีฟ้า(บางเล่มว่าสีเขียว) จึงมาลงที่คำอธิบายว่าพื้นเพของตระกูลส่วนที่เป็นครอบครัวซุนเกี๋ยนนั้นมีถิ่นฐานอยู่ทางเหนือ ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะมีการรับภรรยาจากนอกด่านมาอยู่ด้วยหลายรุ่น นานเข้าๆ ลูกหลานจึงมีตาสีน้ำข้าวมากขึ้นทุกทีและแหกอย่างแจ่มชัดในรุ่นซุนเกี๋ยน... ผมเคยดูสารคดีเกี่ยวกับคนจีนที่อาศัยอยู่ที่ทะเลทรายทางตะวันตกของประเทศ ตอนนั้นประหลาดใจมากเพราะพวกเขาทุกคนดูเหมือนฝรั่งและแขกมากทั้งที่แต่งกายแบบจีนท้องถิ่นที่เห็นในหนังแนวจอมยุทธทะเลทรายทั้งหลาย(แต่ในหนังมันหน้าจีนทั้งหมด ไม่เห็นมีตัวละครตัวไหนเหมือนฝรั่งอย่างพวกนี้เลย) และพวกนี้นับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนมาก ทำให้ผมคิดได้ว่าเหนือจีนขึ้นไปนอกจากชนกลุ่มน้อยก็คือรัสเซีย รวมทั้งเส้นทางสายไหมก็เชื่อมจีนกับชาติอาหรับและยุโรปไว้ด้วยกัน เพราะฉะนั้นคนจีนโบราณจึงคุ้นกับฝรั่งตาสีฟ้ามาหลายพันปี(บันทึกของชาวยุโรปโบราณก็กล่าวถึงชาวฮั่นเช่นกัน) แต่อยู่ๆ ลูกหลานภายหลังกลับเริ่มไม่รู้จักชาวต่างชาติซะงั้น เช่นพวกแมนจูที่ตื่นตาตื่นใจกับพวกบาทหลวงตาสีฟ้า ทำให้ผมคิดได้ว่า ความหมายที่แท้จริงของ "หอคอยบาเบล" ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลคือแบบนี้นี่เอง

ฉะนั้น... ความตื่นตาตื่นใจของผู้คนเกี่ยวกับผมสีทอง-ตาสีฟ้าของเทพธิดาแห่งไนล์-แครอลในการ์ตูนเรื่อง "คำสาปฟาโรห์" จึงเป็นไร้สาระอีกเช่นกัน...

ซุนเกี๋ยนมีฝาแฝดด้วยแต่ไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงนัก ตำนานเล่าว่าตอนซุนเกี๋ยนเกิดมีแสงพุ่งขึ้นจากสุสานซุนหวู่เป็นลางว่าตระกูลซุนจะเป็นใหญ่ เมื่อซุนเกี๋ยนเริ่มเป็นหนุ่มเขาก็ขึ้นชื่อเรื่องความหล่อระดับพระกาฬ เขาเข้าสอบและรับราชการโดยมีคะแนนนำโด่งในส่วนบู๊จึงได้รับการบรรจุเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ และฉลองผลการสอบด้วยการผลิตลูกคนแรกกับฮูหยินจนมีซุนเซ็กอุแว๊ออกมาดูโลก แต่เขาไม่ได้มีเมียคนเดียวครับท่าน ซุนเกี๋ยนเป็นนักรักที่มีชื่อเสียงเกรียวกราวมากทั้งในเรื่องรูปโฉมและลีลาบนเตียงจึงมีลูกเป็นโขยงภายในเวลาสิบปี ประมาณว่าไปจอดเติมน้ำมันที่ไหนต้องไข่เรี่ยราดที่นั่น(แต่ดังอยู่ไม่กี่คน) ซุนเกี๋ยนมีฝีมือมากแต่ไม่มีเส้นสายและไม่ชอบล้ำเส้นด้วย นับว่าเป็นคนที่ไต่เต้าจากชั้นล่างสู่ชั้นบนอย่างแท้จริง เขาร่วมปราบขบถผ้าเหลืองในตอนที่ตระกูลสุมาส่งโจโฉมาซึ่งชื่อจ่าหัวว่าเป็นแม่ทัพทหารม้าแต่นายพลอ้วนเสี้ยวกลับบอกว่าเป็นแค่ที่ปรึกษา แถมเอาเข้าจริงๆ คงมีหน้าที่แบกสัมภาระวิ่งตามอ้วนเสี้ยวมากกว่า ในที่สุดด้วยความขัดใจโจโฉจึงไปขอเป็นสมองให้ทีมทหารรับจ้างที่กองซุนจ้านจ้างมา(ทัพเล่าปี่)จนสร้างผลงานอย่างน่าประทับใจ--ทำให้คนมากมายอยากร่วมงานด้วย ซุนเกี๋ยนเองก็เข้าร่วมด้วย และกล้าบ้าบิ่นพอที่จะสนับสนุนโจโฉโดยการปลอมรายงานเพื่อเบิกกำลังทหารม้าร้อยนายให้กับโจโฉในการนำเข้าตีฐานที่ตั้งของศัตรูในฐานะกุนซือที่อยู่ใกล้ชิดสนามรบอย่างที่สุด-และเบิกอาวุธอย่างดีให้กับกองทัพเล่าปี่ที่จะโจมตีอีกด้าน จึงอาจจะพูดได้ว่าด้วยความจริงใจไร้ความริษยาของซุนเกี๋ยนนี่เองที่ทำให้ชนะศึกในที่สุด แต่แทนที่จะได้รางวัลเขากลับถูกพวกอ้วนเด้งไปอยู่ชายแดน

แต่ก็ไม่มีสิ่งใดริดรอนความจริงใจของเขาได้ เมื่อรู้ว่ามีการตั้งกองทัพธรรมขึ้น เขาก็เข้าร่วมแบบไม่ลังเล ตอนนี้เอง ผมพบเรื่องน่าสนใจหลายประการ คือสภาพการที่แท้จริงของกองทัพธรรมและรู้ชัดว่าทำไมมันแตกแยกในที่สุด คือตอนที่โจโฉเริ่มแปะโปสเตอร์หาคนเข้าร่วมต้านรัฐบาลเผด็จการ นอกจากอ้วนเสี้ยวแล้ว คนแรกๆ ที่มาจับมือกับโจโฉก็คือซุนเกี๋ยนนี่เอง แม้ข่งมอจะทำราชโองการปลอมขึ้นมาแล้วก็ยังคนน้อยด้วยเหตุผลที่ชัดเจนมาก... คือโจโฉอยู่ในการจับตาของตั๋งโต๊ะตลอดเวลาที่อยู่ในวังและอาจจะถูกบังคับให้นอนห้องใกล้ๆ ไม่ก็ข้างเตียงตั๋งโต๊ะด้วยซ้ำเพื่อให้เรียกใช้ได้สะดวก(ตอนนั้นเป็นคนโปรดตั๋งโต๊ะ) จะเอาเวลาที่ไหนไปเข้าเฝ้าเป็นการลับ? ไม่แปลกใจถ้าข่งมอจะฝอยแน่ๆ คนจึงไม่อยากร่วมด้วยเท่าไหร่ ด้วยเหตุนี้ซุนเกี๋ยนจึงเอามือลูบหัวโจโฉแล้วบอก "ไม่ต้องกลัวนะตัวเล็ก เดี๋ยวผมจัดการให้" แล้วก็ไปรวบรวมกองทัพจากที่ต่างๆ โดยการกดดันแบบน่ากลัวคือพูดตรงๆ ไม่มีแสแสร้งว่า "ถ้าท่านไม่รู้สถานการณ์ ไม่อยากร่วมปราบขบถ ก็จะขอตัดหัวไป" ซุนเกี๋ยนแกทำงี้จริงๆ ครับ ไม่ใช่มุขที่ผมเล่นสั่วๆ แม้แต่เฉินโซ่วก็ยังต้องเขียนไว้ด้วย!! วิธีนี้ทำให้หลายคนเหงื่อตก ยอมเข้าร่วมเพราะเห็นก่ะตาแล้วว่าซุนเกี๋ยนแกเอาจริง

ด้วยประการนี้กองทัพธรรมจึงมารวมกันแบบหลวมๆ ด้วยความเกรงใจซุนเกี๋ยนเป็นอันมาก(แต่นิยายออกมาคนละทางคงเพราะหลอกว้านจงอ่านไม่ละเอียด) งั้น... ทำไมทุกคนไม่รบปล่อยให้โจโฉฉายเดี๋ยวจนกลายเป็นเม่นเพราะความห้าวห่ามระหว่างชนกับซีเอ๋งเล่า? คำตอบคือตอนนั้นซุนเกี๋ยนไม่อยู่ครับ... เขาขออ้วนเสี้ยวออกไปตามหาเล่าปี่! ซึ่งอ้วนเสี้ยวก็อนุญาตเพราะเห็นประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมในการทลายรังกองทัพเสื้อเหลืองมาแล้วและยอมรับว่า "ขอเพียงมีเสนาธิการอย่างโจโฉ และมีแม่ทัพเช่นซุนเกี๋ยนและเล่าปี่ กองทัพธรรมจะพิชิตตั๋งโต๊ะลงได้แน่นอน" ซุนเกี๋ยนจำต้องไปเองแทนที่จะส่งคนไปรับเพราะเล่าปี่ตอนนั้นไม่ยอมเชื่อใครเนื่องจากกำลังหนีคดีไม่ธรรมดาเพราะดันไปเฆี่ยนผู้ตรวจการจนตายคาที่มีพยานเต็มตลาด(-*-)กว่าเล่าปี่จะตกลงร่วมทัพ กองทัพธรรมก็ล่มแล้วด้วยน้ำมือของอ้วนสุดที่เลื่อยขาเก้าอี้อ้วนเสี้ยวเพราะกลัวพี่จะได้ดีกว่าตน สิ่งนี้ทำให้ซุนเกี๋ยนไม่มีหน้าไปเจอโจโฉเลยครับ แม้แต่หน้าจะไปขอโทษเล่าปี่ก็ไม่มีด้วยซ้ำ หลอกว้านจงและพ่อลูกเหมาน่าจะเขียนเรื่องนี้ไว้มากกว่าจะเสียเวลากับฉากน่าสังหารหัวหยงแบบสุราไม่ทันเย็นของกวนอูหรือฉากสามพี่น้องรุมลิโป้ เพราะมันเป็นการประกาศว่า "โจโฉ-ซุนเกี๋ยน-เล่าปี่, เพียงสามคนนี้ร่วมมือกันก็ไม่มีใครในแผ่นดินจะต่อกรด้วยแล้ว" แต่ก่อนที่จะเป็นแบบนี้มีเหตุการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่ผมอยากจะเล่าให้ท่านฟังอีกคือระหว่างการตามตัวเล่าปี่ของซุนเกี๋ยน ตั๋งโต๊ะได้ส่งลิโป้ติดตามไปตี แต่ซุนเกี๋ยนกลับชนะกระทั่งลิโป้และตัดคอหัวหยง ทำให้กองทัพต้องเสียขวัญแตกหนีไป

ทีแรกอ้วนสุดกลัวซุนเกี๋ยนจะมีผลงานเกินตนจึงคอยแตะตัดขาต่างๆ นาๆ มองว่าซุนเกี๋ยนเป็นตัวอันตรายและกลายเป็นพยัคฆ์ภายหลัง เขาจึงไม่ส่งเสบียงอาหารให้แก่ทัพของซุนเกี๋ยน ทำให้ซุนเกี๋ยนถึงกับรีบพบอ้วนสุดกลางดึกและคุกเข่ากล่าวว่า "เหตุผลที่ข้ามาเพื่อกำจัดศัตรูแผ่นดิน ข้าไม่มีความทะเยอทะยานของตัวเองและไม่มีอคติส่วนตัวต่อตั๋งโต๊ะ ไม่มีเหตุผลใดเลยที่ท่านจะระแวงสงสัยในตัวข้า" อ้วนสุดจึงยอมส่งเสบียงอาหารให้กองทัพซุนเกี๋ยน ทางตั๋งโต๊ะถึงกับส่งลิฉุยมาเจรจา เฉินโซ่วกล่าวว่า "--ตั๋งโต๊ะยื่นข้อเสนอให้ซุนเกี๋ยนเสนอชื่อคนในครอบครัว แล้วตั๋งโต๊ะสัญญาจะแต่งตั้งคนที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นผู้ตรวจการหรือเจ้าเมือง--" แต่ซุนเกี๋ยนปฏิเสธและโจมตีลิโป้ต่อจนชนะและทำให้ลิโป้ต้องหลบหนีไป(โอ้พระเจ้า! ซุนเกี๋ยนตัวจริงเทพสุดๆ ชนะลิโป้ตั้งสองครั้ง!) จากนั้นซุนเกี๋ยนนำกำลังกลับเมืองหลวงและช่วยซ่อมแซมวังหลวงด้วยความเสียสละอย่างมาก พระเจ้าจึงเห็นว่าเขาคู่ควรที่จะพบตราหยกซึ่งซุนเกี๋ยนก็เก็บรักษาไว้อย่างดี จากนั้นก็ต่อสู้กับตั๋งโต๊ะต่อแม้ว่ากองทัพธรรมจะแตกไปคนละทิศละทางแล้วก็ตาม ซุนเกี๋ยนยังคงรบและเอาชนะต่อไปเรื่อย จนวันหนึ่ง... เล่าเปียวส่งหองจอออกจากเมืองไปรวบรวมกองทัพเสริม และพบกับทัพซุนเกี๋ยนระหว่างทาง โดยไม่ถามไถ่(อาจจะเพราะมันมืด)ทั้งสองต่อสู้และหองจอพ่ายแพ้ หองจอหนีซ่อนที่เนินเขาเสียนสัน ซุนเกี๋ยนนำทัพไล่ตามไปจึงโดนดักยิงเสียชีวิต ภายหลังซุนเกี๋ยงคู่แฝดของซุนเกี๋ยนได้ฮวนกายไปรับศพคู่แฝดของตนจากเล่าเปียวและฝังอย่างสมเกียรติ

ซุนเซ็ก-พยัคฆ์น้อย.-
 
อย่างที่เคยบอกไว้แล้วว่าซุนเกี๋ยนมีลูกเมียมากมาย แต่ที่เด่นที่สุดคือภรรยาที่มาจากในสกุลง่อในเกียนถัง พวกเธอให้กำเนิดบุตรชายให้เขาสี่คนคือ ซุนเซ็ก ซุนกวน ซุนเซียง ซุนของและบุตรสาวหนึ่งคน ซุนเซ็กเป็นเพื่อนกับบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคน หนึ่งในนั้นคือจิวยี่ซึ่งเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดจนสามก๊กโมเอ๊ะจับคู่นี้เป็นคู่ยูริ จิวยี่ชักชวนให้ซุนเซ็กไปอาศัยอยู่ที่จ๊ก และเมื่อซุนเซ็กไปหาเขา จิวยี่มอบบ้านหลังใหญ่ติดถนนให้เขาพักอาศัย จิวยี่เคารพแก่แม่ของซุนเซ็กเป็นแม่ตัวเอง เขาทั้งสองมักจะแบ่งปันของทุกสิ่งร่วมกัน(รวมทั้งนางสองเกี้ยวที่ไปจีบมาด้วยกันด้วย) เมื่อซุนเกี๋ยนลาโลกไป ซุนเซ็กที่อายุได้สิบเจ็ดปีก็ฝังศพพ่อไว้ที่ที่ขยกโอ๋ และข้ามแม่น้ำไปอยู่ที่เจียงตู้ สร้างความสัมพันธ์กับผู้มีฝีมือการต่อสู้และตั้งปนธานว่าจะล้างแค้นหองจอให้ได้

แต่เริ่มต้นไม่ค่อยดีนักเพราะระหว่างที่กำลังทำเช่นนั้น อ้วนสุดตัวแสบเกิดไประแคะระคายเกี่ยวกับตราหยกจากที่ใดไม่ทราบ-เอากองทัพมาชิงเมืองและจับครอบครัวของซุนเซ็กเป็นตัวประกันเพื่อให้ซุนเซ็กส่งตราหยกให้กับเขา แม้ซุนเซ็กก็บอกว่าพ่อไม่ได้ฝากตราไว้กับเค้า อ้วนสุดฉุนขาดจะฆ่าซุนกวนทิ้งให้ดูเป็นตัวอย่างว่าเอาจริง ซุนเซ็กจึงกับต้องร่ำไห้ต่อหน้าอ้วนสุดพูดว่า "--เมื่อบิดาของข้าจากเมืองเตียงสาเพื่อโจมตีตั๋งโต๊ะ เขาเข้ารับใช้ท่านที่เมืองลำหยงเป็นพันธมิตรและเพื่อนของท่าน แม้ว่าโชคร้ายจะมาเยือนทำให้เขาได้จบชีวิตลง โดยที่งานของเขายังไม่บรรลุผลสำเร็จ เมื่อคิดถึงความสัมพันธ์ที่ท่านมีต่อบิดาที่ล่วงลับของข้า ข้าจึงปรารถนาที่จะมอบตัวข้าเข้ารับใช้ท่านซึ่งเป็นขุนนางใหญ่ที่มีเกียรติ ขอท่านจงได้โปรดรู้ถึงความจริงใจของข้าด้วย--" อ้วนสุดตอนนั้นยังมีสมองดีอยู่ ก็คิดเช่นกันว่าเด็กอาจจะไม่รู้เรื่องจริงๆ เพราะซุนเกี๋ยนตายกระทันหันและซุนเซ็กพึ่งสิบเจ็ด ยังไม่ประสีประสาพอจะไปรับผิดชอบอะไรขนาดนั้น แต่เขายังไม่มอบกองทัพของซุนเกี๋ยนให้แก่ซุนเซ็ก และแต่งตั้งน้าของซุนเซ็กเป็นเจ้าเมืองตันเอี๋ยงและลูกพี่ลูกน้องเจ้าให้เป็นแม่ทัพเมืองตันเอี๋ยงและสั่งให้ซุนเซ็กสร้างกองกำลังขึ้นเอง นับว่าเจ็บแสบมาก

อ้วนสุดคนนี้เราเคยรู้ฤทธิ์มันมาแล้ว ขนาดพี่มันแท้ๆ ยังทำได้ลงคอโดยการปั่นจนกองทัพธรรมแตก กลั่นแกล้งซุนเกี๋ยนต่างๆ นาๆ และสมัยอยู่รวมกันเป็นกองทัพธรรมก็รังแกโจโฉตลอด(เอ่อ.. อย่าไปตีความคำว่ารังแกเป็นเรื่องทำนองนั้นนะครับ) แต่ที่เลวร้ายที่สุดก็คือการรังแกเด็กอย่างซุนเซ็กซึ่งแม้จะเป็นสายตาคนสมัยนี้ก็นับว่าไม่น่าให้อภัยเลยจริงๆ ระหว่างที่กำลังจะกลับไปสร้างกำลังพลซุนเซ็กจึงถูกซีเหลโจมตีจนเกือบถูกฆ่าตาย ทำให้เขาจำต้องกลับไปอยู่ในอานัดของอ้วนสุดซุนเซ็กจึงกลับไปหาอ้วนสุด ซึ่งคงเป็นสิ่งที่อ้วนสุดคำนวนไว้อยู่แล้ว อ้วนสุดยอมอุปการะหนุ่มน้อยและครอบครัวโดยให้ทหารไปแค่พันคน อย่างไรก็ดีการเริ่มต้นที่โหดร้ายนี่เองที่ทำให้ซุนเซ็กเปลี่ยนจากเด็กหนุ่มธรรมดากลายเป็นพยัคฆ์น้อยที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ เขาเริ่มจริงจังกับวินัยในกองทัพ ลงโทษอย่างเฉียบขาด และพยายามสร้างกองทัพของตัวเองขึ้นมา ในช่วงแรกวิธีการสร้างกองทัพของเขาค่อนข้างโหดครับ โดยการบังคับเกณฑ์คน ภายหลังเมื่อเขาเริ่มพราวขึ้นเขาก็สร้างความชื่นชมในหมู่ผู้คนแทนและทำให้เขาเป็นที่ชื่นชอบแม้แต่ศัตรูอย่างไทสูจู้ก็ยังกลายเป็นมิตรได้ ท้ายที่สุดเขาก็เลือกที่จะมอบตราหยกแก่อ้วนสุดแลกกับทหารจำนวนหนึ่งเพื่อบุกเบิกกังตั๋ง(อ้วนสุดก็สวาปามจนท้องแตกตายอย่างที่บอก)

ซุนเซ็กไม่เคยลืมเป้าหมายเดิม เขามุ่งหน้าไล่ล่อหองจอและได้ชัยชนะหลายครั้ง หองจอเองก็วิ่งหนีเหมือนหมาจริงๆ ครับ ส่วนซุนเซ็กก็ฆ่าแหลกผู้คนของหองจอทั้งหมดเพราะไม่รู้ว่าใครฆ่าพ่อตายจึงฆ่าทั้งหมดเผื่อมันจะโดนซักคน(-"-)รวมทั้งย้อนหลังไปยึดเมืองอ้วนสุดเป็นการคิดดอกด้วย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ซุนเซ็กอหังการมากครับ ทว่า... ในกิจกรรมสงครามอันโหดเหี้ยมของซุนเซ็กได้สร้างความแค้นแก่ผู้คนจำนวนมาก และคนเหล่านี้ได้ลอบสังหารซุนเซ็กระหว่างล่าสัตว์ด้วยธนู ซุนเซ็กจึงเสียชีวิตลงอย่างหน้าเสียดายขณะอายุเพียงยี่สิบหกปีเท่านั้น

คราวหน้าจะกลับไปที่เรื่องกุนซือกันต่อ โดยจะเริ่มจากมุมมองของซุนกวน ไปหามุมมองของโจโฉ และมุมมองของเล่าปี่ตามลำดับครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #196 Sammael Sin (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2555 / 22:09
    เล่าเปียวมาไงเหรอครับ ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะในประวัติศาสตร์เล่าเปียวเป็นกลางจริงแต่เป็นพันธมิตรกับอ้วนเสี้ยว โจโฉเองก็ส่งยีเอ๋งไปเป็นขุนนางเล่าเปียวช่วงนี้เหมือนกัน เพราะพวกเขาเป็นมิตรกันผ่านอ้วนเสี้ยว แต่เท่าที่ผมเข้าใจตอนนี้คืออย่างที่พิมพ์ไว้ครับ "มันมืด" คงดูไม่ออกว่าใคร ทราบเพียงว่าต่างผ่ายต่างกำลังรวมกำลังทหารอยู่ แล้วเจอกัน เนื่องจากอยู่ในเขตตั๋งโต๊ะ(ซุนเกี๋ยนกับหองจอยกทัพล้ำเขตปกครองของทหารตั๋งโต๊ะ) แล้วคงซัดกันเองโดยนึกว่าอีกฝ่ายเป็นคนของตั๋งโต๊ะมั๊งครับ เดี๋ยวเอาเป็นว่าผมจะย้อนกลับไปค้นดูอีกทีนะครับ
    #196
    0
  2. #195 ราเบล (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2555 / 22:17
    หลังจากอ่านตอนนี้แล้ว ทำเอาผมอึ้งอีกรอบครับ (ทำไมซุนเกี๋ยนเก่งขนาดนี้ล่ะ ถึงขั้นรบชนะลิโป้ด้วย) แบบว่าต่างจากในนิยายอย่างมากเลย ยกเว้นเรื่องอ้วนสุดตัดเสบียงซุนเกี๋ยน แต่เล่าเปียวมาได้ไงครับนั่น (แต่ผมจำได้ว่าเล่าเปียวตอนนั้นไม่ได้เข้าข้างใครนะ) ส่วนเรื่องซุนเซ็กนี่ในตอนแรกดูเด็กกว่าในนิยายมากเลยครับ ถึงขนาดคุกเข่าขอร้องอ้วนสุดด้วย

    จริงๆ ผมเองก็พูดตามที่คิดเท่านั้นเองครับ ก็ไม่นึกว่าจะยาวขนาดนี้เหมือนกัน ขอบคุณพี่Sammael Sinที่ไม่ได้ว่าอะไร (ตอนแรกกลัวพี่ว่ามากๆเลยครับ เพราะเหมือนทะเลาะกันในบทความพี่ยังไงไม่รู้) ขอบคุณ คุณfonterraที่ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดด้วยกัน (ถ้าคราหน้ามาถึง ผมจะเอาให้เต็มที่ ไม่เลิกกลางคันแบบนี้แน่) และก็ขอบคุณ คุณLE BASIlIC ที่ให้ลิ้งค์พงศาวดารดีๆมาให้ (ผมหาไม่เจอสักทีครับ) ขอบคุณมากนะครับ  ขอบคุณจริงๆ

    #195
    0