เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 25 : เอียวสิ้ว-โง่มากสมควรตาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,381
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    14 ม.ค. 55

เอียวสิ้ว-โง่มากสมควรตาย
 

ผมแน่ใจว่าหลายท่านคงรู้จักชื่อของหยางโซ่วหรือเอียวสิ้วจากสามก๊กฉบับเจ้าพระยาที่คอขาดเพราะขาไก่มาแล้ว และแน่นอนว่าเค้าได้ชื่อเรื่องการเป็นคนมีความสามารถเพราะเดาใจโจโฉถูกไปหมดจนโจโฉที่ขี้ระแวงเอาไว้ไม่ได้  แต่เมื่อผมอ่านแล้วพิจารณาตามเหตุผลพร้อมทั้งเปิดประวัติศาสตร์ประกอบ ผมต้องมานั่งคิดใหม่ว่าเอียวสิ้วฉลาดจริงหรือไม่? โจโฉมักติดป้ายเวลคั่มให้กับทุกคนที่มีความสามารถอยู่และเค้าต้องการคน "รู้ใจ" และ "รู้ทัน" ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด มีเหตุผลอะไรที่จะชังเอียวสิ้ว ถ้าเค้าเป็นคนที่รู้ใจและรู้ทันโจโฉจริงๆ เรามาพิจารณาพร้อมกันนะครับ

เป็นที่รู้กันดีว่าโจโฉสังเกตเห็นสติปัญญาของเขาเมื่อเดินไปตรวจอุทยานที่กำลังก่อสร้างแล้วเห็นว่าประตูมันใหญ่ไป(ไม่ทราบว่าพณฯ ท่านเทียบกับตัวเองหรือเทียบกับมาตรฐาน) ก็เลยเขียนคำว่า "ฮัวะ" ไว้กันลืมแล้วกลับไป เอียวสิ้วได้ไขปริศนาว่าโจโฉไม่พอใจเพราะประตูใหญ่เกินไป เมื่อโจโฉกลับมาเห็นประตูที่แก้แล้วโดยไม่ต้องกลับมาสั่งก็พอใจมากจึงสอบถามว่าใครไขปริศนานี้ได้ พอรู้ว่าเป็นเอียวสิ้วก็พอใจมากแล้วให้เอียวสิ้วเป็นที่ปรึกษาของโจสิดซึ่งเริ่มจะเป็นที่ถูกอกถูกใจพ่อมากขึ้นทุกวัน แต่หลังจากนั้น เพราะอะไรไม่ทราบ นายเอียวสิ้วก็เริ่มอวดรู้และทะลึ่งมากขึ้น อาจจะเพราะได้รู้เป็นแนวว่าโจโฉกำลังต้องการคนที่รู้ทันและรู้ใจเหมือนอย่างกุยแกที่ไปเฝ้ายมบาลและซุนฮกที่เริ่มจะป่วยการเมืองเพราะกำลังงัดกับเพื่อนๆ ที่ต้องการสนับสนุนโจโฉให้เป็นวุ่ยอ๋องและเป็นฮ่องเต้ตามลำดับ จึงพยายามแสดงความรู้เต็มที่แต่สุดท้ายกลายเป็นมูมเมอร์แรงมาฟันคอตัวเองขาดซะงั้น

 
ภาพโจสิด(มันหล่อขนาดนี้เลยเรอะ)

พิจารณาดูดีๆ นะครับ ปกติโจผีกับโจสิดเป็นพี่น้องที่รักกันมาก  แต่อยู่ๆ โจผีก็เริ่มเอาความผิดน้องไปบอกพ่อเมื่อเอียวสิ้วเข้ามาในชีวิตของโจสิด โจโฉก็ทำเป็นไม่สนใจแต่ลึกๆ แล้วกังวลมากเพราะเกรงว่าโจผีจะทำเพื่อใส่ร้ายน้อง เนื่องจากกลัวว่าน้องจะมาแย่งตำแหน่งทายาททางการเมือง(ก็ตัวเองดันบอกเองว่าจะเลือกที่ความสามารถ ไม่คำนึงถึงความอวุโส) จึงพยายามติดตามดูอยู่ห่างๆ และพบว่าโจสิดมักเป็นฝ่ายเหยียบมัจฉาเนตรของโจผีผู้ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากนั่งหน้าเอ๋ออยู่เป็นประจำ แถมโจสิดยังสนิทกับเอียวสิ้วเหมือนคอหอยกับลูกกระเดือก ทำให้โจโฉเริ่มระแวงเอียวสิ้วขึ้นมา เพราะเค้าคุ้นชินกับการแย่งชิงอำนาจมาตลอด เกรงว่าลูกจะฆ่ากันเอง ยิ่งเห็นโจผีซื่อบื้อมากก็ยิ่งห่วง จึงจัดสรรให้สุมาอี้ที่เริ่มเอาแต่นอนเกาพุงนับแต่ถูกไล่ตะเพิดกลับจากการล่องใต้(ดูเรื่องศึกผาแดง)ให้ไปรับใช้โจผีและคอยดูแล ซึ่งสบอารมณ์สุมาอี้ยิ่งนักเพราะโจผีไม่มีสัตว์เลี้ยงจึงไม่มีขนแมวติดมาให้ระคายจมูก

ไม่นานนัก ก็มีขุนนางที่นอกด่าน(อาจจะเป็นหันซุย)ส่งขนมเปี๊ยะอย่างดีมาเป็นของขวัญตรุทจีนสำหรับโจโฉเท่านั้น(โจโฉชอบขนม) โจโฉก็เลยเขียนคำว่า "คำละกล่อง" ไว้ เอียวสิ้วผ่านมาเจอก็ตีความแล้วนำขนมไปตัดแบ่งให้ทหารกินคนละคำ... ประทานโทษครับ... ท่านพอจะเห็นความ "โง่" ขึ้นมาบ้างหรือไม่ หรือท่านยังคิดว่าเอียวสิ้วรู้มากจนชีพวายอยู่อีก!?  ของขวัญในเทศกาลพิเศษนั้น ถ้าเป็นท่านได้รับของขวัญพิเศษที่ถูกใจท่านจะทำอย่างไร ถ้าจะแบ่งจะแบ่งใคร  ใครกันที่สมควรจะได้รับแบ่งขนมเปี๊ยะกับโจโฉคนละคำ? ต้องไม่ใช่ทหารที่เอียวสิ้วเอาไปให้แน่ๆ แล้วขนมที่ส่งมาให้นั้นโจโฉได้กินซักคำรึยัง  ถ้าเค้าส่งเค้กปีใหม่มาให้ท่าน แล้วมีคนเอาเค้กไปให้คนอื่นกินโดยที่ท่านยังไม่ได้กินท่านจะรู้สึกอย่างไร?  นี่ยังไม่นับความจริงว่า คนที่จะแบ่งขนมคนละคำกับโจโฉในเทศการปีใหม่นี้จะเป็นทหารได้อยู่หรือ โจโฉมีเมียที่เป็นทางการสิบเอ็ดคน ลูกชายยี่สิบห้า ลูกสาวอีกสิบกว่าคน หลานเล็กๆ อีก! ถ้าไม่ตัดแบ่งกันคนละคำแล้วจะได้กินกันทุกคนมั้ย ขณะที่เอียวสิ้วทำก่อนโดยพละการนั้น คิดรึเปล่าว่าขนมนี้เข้าปากโจผีหรือโจสิดไปบ้างรึยัง  หรือถ้าเอียวสิ้วคิดถูกว่าโจโฉก่ะจะแบ่งให้ทหาร คิดรึไม่ว่าจะเป็นใครที่จะได้กินกับโจโฉ?  เคาทู เตียวเลี้ยว แฮหัวตุ้น ฯลฯ รึว่าใครก็ได้? ถ้าผมเป็นโจโฉ ผมกระโดดเตะปลายคางไปแล้ว แต่โจโฉตัวจริงในประวัติศาสตร์กลับใจกว้างพอที่จะปล่อยไปโดยไม่ทำอะไร
 
^โจโฉชอบขนมนะ ไม่มีทางที่จะเอาแจกทหารโดยที่ตัวเองไม่ได้กินหรอก

ผู้ที่อ่านบทความของผมมาจนถึงตอนนี้คงจำได้ว่าโจโฉเริ่มมีอาการปวดหัวจนถึงขั้นละเมอฆ่าคนก็หลังจากคืนวิบัติที่ต้องเสียเตียนอุย เสียลูก เสียหลาน และเสีย...? เอ่อ เสียอะไรก็ไม่รู้ล่ะ อาการของโจโฉก็ดีขึ้นจนไม่ละเมออีก แต่วันหนึ่งโรคเกิดกำเริบรึไงไม่ทราบ คนรับใช้ผู้หนึ่งผ่านไปเห็นโจโฉกำลังหลับท่ามกลางอากาศที่ค่อนข้างหนาว แต่ผ้าห่มกลับตกออกจากตัว ด้วยความหวังดีจึงเอาผ้าห่มไปห่มให้ แต่โจโฉกลับเด้งขึ้นมาเหมือนผีเข้าและฟันคนรับใช้ผู้นั้นตายคาที่ไป พอตื่นขึ้นมาก็เอะอะว่ามีคนมานอนตายแถวนี้ ทำให้เป็นที่ฮือฮาว่าโรคประจำของท่านนายกกลับมาแล้ว แต่เอียวสิ้วขัดขึ้นมาว่า "ไม่ใช่ว่าท่านละเมอร้ายหรอก แต่ความสุภาพบุรุษของท่านมันหลับต่างหาก" โอ้โห ความจริงเอียวสิ้วอาจคิดถูก เพราะโจโฉไม่จำเป็นที่จะพกดาบขณะนอนในเมื่อมีเคาทูนอนเฝ้าห้องอยู่ แล้วโรคนี้ก็ดีขึ้นมากแล้วไม่งั้นคงละเมอฆ่าอีหนูหมด เว้นแต่โรคนี้จะมีปฏิกิริยากับร่างกายของผู้ชายเท่านั้น(ก็ไอ้ที่รุมๆ ในคือวิปโยคนั่นน่ะ ไอ้หนุ่มทั้งนั้นไม่ใช่เรอะ) แต่ถ้าเอียวสิ้วฉลาดจริงก็ควรรู้ว่าโจโฉเคยลงโทษคนที่พูดลับหลังถึงตายมาแล้ว และคนนั้นเป็นถึงเชื้อสายของข่งจื้อที้มีคนนับถือไปทั่วนับประสาอะไรกับเอียวสิ้วที่ไม่ได้มีชาติตระกูลอะไร ถ้าเอียวสิ้วสงสัยไปพูดกับโจโฉในที่ลับตาคนไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าเค้าเข้าใจถูกมันจะเป็นผลดีแน่เพราะโจโฉกำลังต้องการคนรู้ทันและรู้ใจ

โจผีเชิญหวูจื้อมาจากนอกด่านเพื่อปรึกษาราชการด่วน(ปกติโจผีไม่มีความลับกับพ่อเพราะงั้นโจโฉย่อมรู้จักหวูจื้อบ้างแล้วแม้จะไม่เคยเห็นหน้าก็ตาม) แต่พอดีโจโฉกำลังจะมีสงครามและประกาศกฏอัยการศึกไว้ โจผีจึงให้หวูจื้อซ่อนตัวมากับลังไม้ก่อนแล้วค่อยพาตัวไปพบพ่อทีหลัง เอียวสิ้วตัวแสบก็คาบข่าวไปบอกโจโฉว่าโจผีสมคบกับชาวต่างชาติคิดการร้าย และจะซ่อนตัวมากับลังไม้วันนี้ แต่หวูจื้อรู้จากสุมาอี้เกี่ยวกับคู่แข่งของโจผีเช่นกันจึงออกอุบายให้หลังไม้นั้นขนมาแต่แพรพรรณ โจโฉไปที่บ้านของโจผีและให้ทหารตรวจลังไม้ทั้งหมดแต่ไม่พบอะไรนอกจากผ้าแพรและโจผีซึ่งนั่งเอ๋อตามเคย เมื่อเอียวสิ้วไปแล้วจึงไปสารภาพกับพ่อเรื่องหวูจื้อ(ทั้งนี้เพราะห่วงหวูจื้อที่หายไปด้วย) โจโฉจึงสามารถปะติดปะต่อเรื่องทั้งหมดได้ว่าหวูเจื้อออกอุบายให้ตนมาให้โจผีรายงานก่อนหวูจื้อจะมาจริง แน่นอนว่าในฐานะจอมล้วงความลับเอียวสิ้วควรรู้แล้วว่าหวูจื้อเป็นใคร ระหว่างกฏอัยการศึกกับสถานการณ์แบบนั้น ถ้าโจโฉพบหวูจื้อก่อนเค้าจะเชื่อลูกชายหรือไม่ และนั่นทำให้โจโฉขนลุกเมื่อนึกได้ว่าอะไรอาจจะเกิดหากหวูจื้อไม่ซ้อนแผน การที่เอียวสิ้วทำเช่นนี้ย่อมไม่ต่างอะไรกับเจตนาฆ่าโจผี เพราะงั้นโจโฉจึงยิ่งชังเอียวสิ้วและพลอยลดความเอ็นดูโจสิดไปด้วย
 
^ลูกชายจอมบื้อกับพ่อจอมแสบ

แต่เอียวสิ้วทำมากกว่านั้นคือแส่ในเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากคือการแต่งตั้งทายาทของโจโฉ เมื่อมีข้อราชการใดๆ โจโฉจะเรียกลูกมาปรึกษาเพื่อฝึกให้ทำงานเป็น สุมาอี้นั้นฉลาดวางตัวจึงให้คำปรึกษาโจผีพอเป็นพิธีและที่เหลือให้ไปคิดเอง ขณะที่เอียวสิ้วนั้นกลัวไม่รู้ว่าเป็นความสามารถตนจึงเขียนเป็นหลักฐานตลอด  โจโฉนั้นรู้ดีว่าทั้งคู่ไม่ได้ใช้สมองคิดเองซะทุกเรื่องหรอก จึงออกอุบายให้ไปปฏิบัติราชการนอกเมืองโดยสั่งนายทวารเป็นการลับไม่ให้เปิดประตูแก่ผู้ใด เมื่อโจผีไปถึงแล้วเค้าไม่ให้ออกก็กลับบ้านตามประสาคนซื่อบื้อ แต่โจสิดกลับสังหารนายทวารและออกไปได้ อะไรขึ้น? เราถูกสอนให้เชื่อว่าโจโฉพอใจ แต่ผมต้องบอกตรงๆ ครับ ถ้าเราย้อยรอยประวัติศาสตร์อย่างจริงจังก็จะพบว่าโจโฉไม่ฆ่าผู้บริสุทธิ์โดยไม่จำเป็น และนายทวารผู้นั้นเป็นบุคคลที่โจโฉกำลังพิจารณาเพื่อการปูบำเหน็จเพราะทำหน้าที่ตามคำสั่งโดยไม่กลัวตาย ฉะนั้นการฆ่าคนของโจสิดจึงทำให้โจโฉวิตกมากกว่าจะพอใจ  อีกประการ การจะออกจากประตูมีได้หลายวิธี เพราะคำสั่งคือห้ามผ่านประตู ไม่ได้ห้ามออกไป!? ปีนกำแพงได้มั้ย หรือใช้คนที่อยู่ด้านนอกไปทำงานตามคำสั่ง หรือฉลาดกว่านั้น ร่างแถลงการขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วนำไปแสดงต่อนายทวารก็ย่อมได้ เพราะฉะนั้นการที่โจสิดทำงานสำเร็จโดยวิธีนี้ไม่ได้ทำให้โจโฉดีใจแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นคนฉลาดตัวจริงอย่างสุมาอี้สังเกตเห็นความกังวลนั้นและจัดการนำเอกสารการให้คำปรึกษาโจสิด(ที่ติดสินบนให้คนใกล้ตัวของเอียวสิ้วให้ขโมยมา)ไปให้โจโฉในช่วงเวลาที่เหมาะ ทำให้โจโฉไม่พอใจมาก ในที่สุดก็มีคำสั่งเป็นทางการให้แต่งตั้งโจผีเป็นรัชทายาท โจสิดและลิ้วล้อจึงจ๋อยไปตามระเบียบ
 

แต่อย่างไรก็ตาม ความไม่พอใจส่วนไม่พอใจ เพราะเอียวสิ้วก็จัดว่ามีความสามารถ จากการที่อ่านข้อให้คำปรึกษาที่สุมาอี้เอามาถวาย วุ่ยอ๋องโจโฉจึงยังหนีบมันไปด้วยในศึกฮั่นจงร่วมกับสุมาอี้ในฐานะปลัดบัญชีกองทัพ

ในการรบกับเล่าปี่ก็มีปัญหาขาดเสบียงขึ้นมา โจโฉเป็นประเภทให้ลูกน้องอิ่มก่อนเสมอทหารเลวจึงได้กินดีกว่าวุ่ยอ๋องที่ต้องเสวยของเหลือของเหล่าทหารที่แทบจะเรียกว่าเป็นซากข้าวต้มกับโครงไก่ที่ไร้ตูดไร้คอ โจโฉเสวยอาหารชั้นสวะติดต่อกันหลายวันก็เบื่อสุดขีดจนบ่นออกมาว่า "จีเล่ย" อันแปลว่าโครงกระดูก พอดีกับที่แฮหัวตุ้นโผล่เข้ามาเพื่อขอรับรหัสผ่านตามเวลาเดิม  แฮหัวตุ้นนั้นเป็นแม่ทัพที่ขึ้นชื่อเรื่องไม่ค่อยใช้สมองเท่าไหร่ ได้ฟังก็เกาหัวเดินจากไปโดยไม่แม้จะถามว่านั่นคือรหัสหรือแค่บ่น เมื่อรหัสกระดูกไก่ถูกใช้แพร่หลาย เอียวสิ้วก็อวดรู้ตามเคยว่ากระดูกไก่แปลว่าเก็บของกลับบ้านได้ ครับ ถ้าเอียวสิ้วฉลาดจริงเค้าต้องรู้สิว่าโจโฉแค่คิดแต่อาจไม่ตัดสินใจแต่จะนำเรื่องขึ้นสู่ที่ประชุม เพราะงั้นสิ่งที่เค้าต้องทำคือกระตุ้นการตัดสินใจของโจโฉในระหว่างประชุม แต่เค้ากลับสั่งทุกคนเก็บของซึ่งทำให้แฮหัวตุ้นงงมาก พอถามก็บอกว่า "การที่วุ่ยอ๋องตรัสถึงกระดูกไก่ยอมหมายความว่าศึกนี้เหมือนกระดูกไก่ที่กินต่อไม่ได้แล้วแม้ว่าจะเสียดายเพียงใดก็ตาม เพราะฉะนั้นท่านต้องสั่งถอนทัพแน่" พี่ตุ้นได้ฟังดังนั้นก็ชมเปราะว่าเอียวสิ้วรู้ใจนายก็สั่งให้ทุกคนเก็บของโดยพร้อมเพรียง(ชักสงสัยว่าโจผีมันเป็นลูกโจโฉกับแฮหัวตุ้นรึไงวะ ซื่อบื้อเหมือนกันเลย)
 
^บื้อมากจนเกือบทำซวยทั้งกองทัพ

โจโฉนอนไม่หลับก็ออกมาตรวจค่าย เอ้ย ทำไมมันผิดปกติวะ เลยแล่นไปหาน้องที่กระโจมแล้วสอบถาม น้องตุ้นได้ฟังพี่โฉถามก็ตอบไปตามประสาซื่อว่าเอียวสิ้วบอกให้ทำงั้นเพราะคิดว่าพี่จะถอนทัพกลับ ระหว่างศึกสงครามสิ่งที่เป็นความผิดร้ายแรงนอกจากการผิดกฏอัยการศึกแล้วคือการทำลายขวัญทหาร เพราะยังไงก็ตามแม้โจโฉจะมีด้านที่เด็ดขาดแต่ก็มีด้านที่โลเลเช่นกัน และด้วยคำๆ นี้เค้าจึงต้องยั้งความคิดของตัวเองไว้และนำมันเข้าที่ประชุมเพื่อขอมติ เพราะฉะนั้นการทำอะไรก่อนมีคำสั่งออกมาของเอียวสิ้วย่อมให้อภัยไม่ได้ โจโฉจึงสั่งให้ไปตามเอียวสิ้วมาพบด่วนแล้วก็ว๊ากสุดเสียงก่อนจะสั่งตัดหัวทิ้ง  ทุกท่านครับ... ระหว่างสงครามความลับเป็นเรื่องสำคัญมาก  แล้วท่านยังจะคิดว่าเอียวสิ้วที่เป็นมนุษย์มหาภัยในยามศึกเช่นนี้ฉลาดอีกมั้ยครับ แล้วเอียวสิ้วไม่เคยรู้บ้างเหรอว่าโจโฉมักสมองใสในภาวะคับขันบ่อยๆ  สมมติระหว่างที่นอนอยู่โจโฉเกิดคิดแผนขึ้นมาได้อีกครั้งเหมือนที่ผ่านมา แล้วเอียวสิ้วมาสั่งคนเตรียมกลับบ้านแบบนี้ ทหารจะมีกำลังใจในการรบต่อได้อย่างไร? ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อสุมาอี้เสนอให้บุกต่อ โจโฉกลับปฏิเสธและเลือกที่จะถอยทัพกลับโดยให้เหตุผลว่า "เอียวสิ้วได้ทำให้โครงไก่ที่อาจจะทำไก่หมกเกลือได้กลายเป็นเศษซากที่กินต่อไม่ได้แล้ว" จากทั้งหมดที่กล่าวมา โดยเฉพาะข้อสุดท้าย โทษประหารย่อมไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยสำหรับความผิดของเอียวสิ้ว

ตอนต่อไป  เราจะคุยเรื่องยอดคนที่ได้รับการขนานนามว่าเยี่ยมยุทธที่สุด แต่กลับหมดรัศมีเพราะถูกหาว่าเป็นโคตรเนรคุณ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #336 The Spy (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 23 มกราคม 2556 / 19:43
    ในหงสาเอียวสิ้วไม่ใช่หนึ่งในแปดพิศดารน้า เป็นแค่หนึ่งในศิษย์ของสำนักคันฉ่องวารีเฉยๆ
    (ศิษย์ในสำนักนี้มีมากมาย สุมาอี้ก็เกือบได้เป็นหนึ่งในนั้นฮะ) 
    แต่โดยส่วนตัวรู้สึกตั้งแต่แรกแล้วฮะว่ามันไม่ฉลาด
    มาพูดบ้าอะไรกับสุมาอี้ว่าอย่ามาขวางทาง
    คนฉลาดจริงเค้าต้องน้ำนิ่งไหลลึกสิ ==
    #336
    0
  2. #314 Wiji (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 2 มกราคม 2556 / 20:20
    รอบข้างโจโฉมีคนอยู่ 2 ประเภท
     1.แสนรู้ เอ้ย! ฉลาด+เก่งเกินคน
     2.ซื่อจนเซ่อ
    ดังนั้นสรุปได้ว่ารอบตัวโจโฉไม่มีคนปกติซักคน อาเมน~
    #314
    0
  3. #273 ไม่บอก (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 / 18:55
    น่าคิด
    #273
    0
  4. #117 Se7ven (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 19 มีนาคม 2555 / 11:40

    ในหงสา เอี้ยวสิ้ว เป็นถึง หนึ่งในแปดสัปดน . . .เอ้ย แปดพิศดารเลยนะ

    #117
    0
  5. #86 ราเบล (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 14 มกราคม 2555 / 19:12
    จริงๆ เอียวสิ้วเป็นคนที่ผิดจริงในแง่ของการอวดรู้เกินไป อยากมีผลงาน เพียงแต่การอวดเกินไปสำหรับโจโฉมันไม่ใช่เรื่องดีเอาเสียเลย ยิ่งการปองร้ายโจผียิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่โจโฉซึ่งเคยทนต่อการด่าของยี่เอ๋งได้แล้ว จึงทนไว้ได้จนกระทั่งถึงศึกฮั่นต๋งที่ต้องปะทะกับเล่าปี่ กำลังใจของทหารเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นการตายของเอียวสิ้วจึงนับเป็นเรื่องที่สมควร อย่างไรก็ตามหลังจากที่ถอยทัพกลับฮูโต๋ โจโฉก็สั่งให้เอาหัวของเอียวสิ้วมาฝังพร้อมกับตัวอย่างสงบ

    ปล.ตอนหน้า ผมว่าลิโป้ชัวร์เลย เทพสงครามจอมทรยศนั่นคือฉายาของเขา แล้วก็ขอบคุณมากครับที่รับเรื่องการตายของโจผี
    #86
    0
  6. #85 -NIRIN- (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 14 มกราคม 2555 / 15:38
    เอียวสิ้วโง่โนคอมเม้นจริงๆ

    //อ่านมาแต่ละตอนรูปท่านโฉน่ารักเว่อๆอะท่านน สูบโลด*-*

    ///"ชักสงสัยว่าโจผีมันเป็นลูกโจโฉกับแฮหัวตุ้นรึไงวะ ซื่อบื้อเหมือนกันเลย" อ๊ายยยท่านพิมอะไรออกมาเนี่ย แฟนเกิร์ลสครีมใหญ่แล้ว


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 14 มกราคม 2555 / 15:47
    #85
    0