เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 18 : เหี้ยนเต้เป็นแค่จักรพรรดิหุ่นเชิดจริงๆ เหรอ?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,399
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    22 พ.ย. 54

เหี้ยนเต้เป็นแค่จักรพรรดิหุ่นเชิดจริงๆ เหรอ?
 

ทุกท่านที่เคยอ่านสามก๊กคงจดจำเรื่องน่าเศร้าที่พระเจ้าเหี้ยนเต้ต้องกัดพระองคุลีของพระองค์จนพระโลหิตไหล เรียกร้องให้ผู้มีความจงรักภักดีรวมตัวกันกำจัดโจโฉ ตอนที่อ่านผมก็ตั้งข้อสงสัยว่าพระเจ้าเหี้ยนอาจทรงเป็นพระโรค "เลือดไหลไม่หยุด" เพราะปกติแล้วลำพังการกัดนิ้วไม่สามารถเขียนหนังสือแบบนั้นได้  ผมเป็นจอมซาดิสตัวยงที่เคยทดสอบด้วยการปาดนิ้วเขียนหนังสือมาแล้วยังเขียนชื่อตัวเองไม่จบด้วยซ้ำแล้วจักรพรรดิที่น่าสงสารพระองค์นี้ต้องใช้พระโลหิตกี่ซีซีในการเขียนพระราชโองการที่มีความยาวถึงหนึ่งร้อยแปดตัวอักษรจีน!? และเมื่อเวลาผ่านไปผมก็ยิ่งสงสัยเกี่ยวกับโองการโลหิตนั่นว่าเป็นของจริงหรือไม่เมื่อผมพบหลักฐานบางอย่างที่แสดงว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงโปรดปรานโจโฉมากเพียงใดและมีเหตุผลมากแค่ไหนในการคิดกำจัดโจโฉ

ก่อนหน้านี้ผมได้เขียนเกี่ยวกับสถานการณ์ของพระองค์อย่างคร่าวๆ แล้วในเรื่องของเล่าปี่ซึ่งผมจะยกมาพูดอีกครั้ง บางท่านอาจจะรู้อยู่แล้วเกี่ยวกับข้อสันนิฐานที่ว่าพระเจ้าเลนเต้แท้จริงแล้วไม่ใช่เชื้อสายราชวงศ์แต่เป็นการย้อมแมว ซึ่งไม่เรื่องใหม่เพราะประชาชนยุคนั้น "ตั้งใจเชื่อ" มาแต่ต้น(ยิ่งเลนเต้ทรงสนพระทัยถั่วดำเป็นหลัก  จึงมีคนสันนิฐานว่าเหี้ยนเต้อาจจะไม่ใช่พระโอรสจริงๆ) เพราะงั้นประชาชนที่ไม่พอใจเลนเต้มาแต่แรกมีหรือจะยอมรับห้องจูเปียนและเหี้ยนเต้ ฐานะของพระเจ้าเหี้ยนเต้จึงอยู่ในสภาพง่อนแง่นอย่างมาก  นี่เรายังไม่นับรวมความจริงที่ว่าพระองค์ถูกแต่งตั้งโดยตั๋งโต๊ะที่คนเกลียดทั้งแผนดิน พระองค์จะได้ยอมรับการยอมรับหรือไม่? และทรงมีความชอบธรรมในตำแหน่งจักรพรรดิเพียงไรในเมื่อพระองค์ไม่เคยผ่าน "พิธีราชาภิเษก" เลยด้วยซ้ำ! จากทั้งหมดที่กล่าวผ่านมา  ในสายตาของประชาชนยุคนั้นเล่าเปียว-เล่าหัวยังมีศักดิ์และสิทธิ์ในราชสมบัติมากกว่าเสียอีก  นักประวัติศาสตร์มักสันนิฐานว่าทั้งโจโฉ ลิฉุย กุยกี แม้แต่ตั๋งโต๊ะ ล้วนยึดเหี้ยนเต้ไว้เป็นตัวประกัน  แต่ยิ่งศึกษาลึกลงไปยิ่งไม่เห็นความสำคัญของเหี้ยนเต้ในฐานะศูนย์รวมใจแม้แต่น้อย  แล้วคิดว่าเล่าปี่ไม่รู้เหรอครับ เรื่องนี้... เพราะงั้นคิดดีๆ การที่เล่าปี่อ้างตลอดเวลาว่าเป็นลูกหลานรุ่นที่สิบหกสิบเจ็ดของจงซานเซิ่งอ๋องในขณะที่ประชาชนไม่ยอมรับฐานะของทั้งเลนเต้และลูกของพระองค์เช่นนี้หาพระแสงอะไร?
 
^ และแล้วเล่าปี่ก็จีบโจโฉ(แว๊กกกก!!! ม่ายยยช่ายยย!!!) ไม่มีอะไรมาก  เอามาล่อขาวายเฉยๆ  อันที่จริงภาพนี้ไม่มีอะไรมากจริง มันเป็นภาพประกอบฟิก(ญี่ปุ่น)ตอนที่เล่าปี่พยายามขอความเห็นใจจากโจโฉระหว่างนั่งดื่มสุราด้วยกันเพื่อให้โจโฉเชื่อว่าเค้าไม่ได้คิดร้าย  แต่มันวาดได้วายมากๆ ยังก่ะมันจะจับกดโจโฉทั้งยังงั้น

เล่าปี่แสดงความเป็นคนนอบน้อมตลอดเวลาแต่อ้างความเป็นเจ้านั้นเหมือนผู้สมัครส.ส ที่ไหว้ด่ะไปทั่วเพื่อจะเข้าไปนั่นในสภาฯ ตอนนี้เราอาจจะพอสรุปได้ว่าเล่าปี่อาศัยช่วงเวลาที่ศรัทธาของประชาชนต่อเลนเต้-เหี้ยนเต้คลอนแคลนอ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์ สะสมคะแนนเสียงโดยหวังจะอาศัยมวลชนในการนำตนขึ้นสู่ตำแหน่ง เล่าปี่อยากเป็นจักรพรรดิมาตลอด ในฉบับเจ้าพระยาก็บอกชัดเจน... จากตรงนี้ทำให้ผมไม่เชื่อว่าโองการเลือดเป็นของจริงอีกต่อไป เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เหี้ยนเต้จะไม่ทรงทราบสถานะของพระองค์ โองการเลือดนั่นน่าจะเป็นแผนเล่าปี่ในการกำจัดเหี้ยนเต้ให้พ้นทางโดยยืมมือของโจโฉมากกว่า  แต่โจโฉไม่เล่นด้วยและพูดว่า "วีรบุรุษคือท่านกับข้าเท่านั้น" นักเขียนบางท่าน(ชาวจีน)บอกว่าสถานะของเล่าปี่ไม่มีทางที่จะได้รับเกียรติขนาดนั้นเพราะโจโฉคือผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแต่เล่าปี่เป็นวีรบุรุษธรรมดา คำพูดนั้นคงแค่เพื่อชื้อใจเล่าปี่... แต่ผมกลับมองว่าคำพูดของโจโฉกินความหมายลึกซึ้งมากและมันไม่ได้มาจากความอหังการ ครั้งแรกในการปราบขบถผ้าเหลืองโจโฉถูกสุมาฝางส่งมาในฐานะนายพลเสนาธิการ เล่าปี่ก็มาเป็นมิตรกับโจโฉและแสดงตนเองให้เป็นที่ประทับใจตลอดเวลา  บางท่านอาจมองว่าเป็นธรรมดาที่เล่าปี่จะพยายามสร้างผลงาน แต่ถ้าคิดดีๆ เล่าปี่พยายามทำให้โจโฉหลงเสน่ห์และมาเป็นคนของเค้าเหมือนที่เคยทาบทามจูล่ง โดยการแสดงออกว่าเค้าคู่ควรกับความทุ่มเทของโจโฉมากกว่าเหี้ยนเต้ แต่โจโฉก็ยืนกรานว่า "วีรบุรุษคือท่านกับข้าเท่านั้น" เพราะถ้าวีรบุรุษมีแต่เค้าก็เหมือนบอกว่าถ้าเล่าปี่ดีพอก็จะรับใช้ แต่ถ้าวีรบุรุษคือเล่าปี่โจโฉจะไม่รับใช้วีรบุรุษเชียวหรือ  แต่ถ้าพวกเค้าเท่าเทียมกันในฐานะวีรบุรุษจะไม่มีใครรับใช้ใคร คือต่อให้เล่าปี่ดีกว่านี้ร้อยเท่าเค้าก็จะไม่รับใช้เล่าปี่  แต่การที่ผมสันนิฐานแบบนี้อาจจะไม่ถูกทั้งหมดก็ได้
 
^เล่าปี่พยายามทำให้โจโฉประทับใจ
 
^แต่โจโฉดูจะไม่ค่อยโปรดปรานเท่าไหร่

แต่ถ้าเป็นอย่างที่ผมสันนิฐานล่ะก็ แปลว่า... ที่พากันว่าเล่าปี่ไม่เอาถ่านนั้นไม่จริงเลยครับ เพราะเล่าปี่ตัวจริงนั้นฉลาดลดเลี้ยวเขี้ยวลากดินจริงๆ  ขนาดบุกเข้าถ้ำเสือแบบไม่ได้เอาลูกเสือเลย  ก่ะจะเอาเสือตัวที่เป็นเจ้าของถ้ำไปนอนกอดทั้งแบบนั้น(แต่โจโฉไม่เล่นด้วย)  น่าเสียดายที่เล่าปี่เดินหมากช้ากว่าสุมาฝางไปแต้มหนึ่ง เพราะเกิดมาช้าเกินไป  ถ้าสมมติว่าเล่าปี่เจอโจโฉเร็วกว่านี้แล้วทำให้โจโฉเป็นของเค้าก่อนที่สุมาฝางจะทำสำเร็จ... โห หลับตานึกภาพเล่าปี่ได้ทั้งหงส์และมังกรไปครองจริงๆ แบบไม่ต้องให้หลอกว้านจงตวัดผู้ช่วย... บางทีเล่าปี่อาจจะได้ครองทั้งแผ่นดินโดยที่ไม่ต้องรอจนยุคสุมาเอี๋ยนเลยก็ได้

ถ้าเหี้ยนเต้ไม่ได้มีประโยชน์ใดๆ ต่อโจโฉเลย โจโฉจะยึดไว้ทำไมล่ะ!? อืมมม... ที่ตั๋งโต๊ะเอาเหี้ยนเต้เป็นฮ่องเต้เพราะพอใจสติปัญญานั้นตรงกันทั้งนิยายและประวัติศาสตร์ นี่จะถือเป็นความภักดีต่อราชวงศ์ฮั่นของตั๋งโต๊ะได้มั้ย!? ตั๋งโต๊ะพยายามแก้ไขราชสำนักที่ฟ่อนเฟะแต่มือหนักไปหน่อยเลยกลายเป็นความรุนแรง  แล้วลิฉุย-กุยกีล่ะ, ผมจะชี้ลงไปว่าพวกมันเป็นขันทีครับ จะออกคำสั่งบรรดาขุนนางตรงๆ ไม่ได้ต้องอ้างเหี้ยนเต้เพื่อต่อรองกับความภักดีของขุนนาง  นี่ต่างหากได้ประโยชน์จากฮ่องเต้โดยตรง... แล้วก็โจโฉล่ะ  เราคุ้นเคยว่าเพราะซุนฮกโจโฉจึงเลี้ยงดูเหี้ยนเต้ อันที่จริงโจโฉตั้งใจจะรับเหี้ยนเต้มาอยู่กับเค้าแต่แรกอยู่แล้วต่างหาก  แต่ที่ลูกน้องไม่มีใครเห็นด้วย  กลัวเสียมวลชนเพราะประชาชนเสียศรัทธาต่อราชวงศ์ฮั่นมากแล้ว  อีกอย่างหากภายหลังโจโฉมีอำนาจประวัติศาสตร์อาจจารึกว่าโจโฉข่มเหงฮ่องเต้ แล้วตอนนี้โจโฉก็ยังลำบากอยู่จะกลายเป็นเตี้ยอุ้มค่อมซะ เพราะการเลี้ยงดูฮ่องเต้มีค่าใช้จ่ายมหาศาล  ท่านเข้าใจรึยังว่าทำไมโจโฉดีใจราวกับขอทานถูกหวยเมื่อขุดพบนกยูงสัมฤทธิ์เก่าๆ เพราะแม้เป็นนายกรัฐมนตรีแต่ไม่ได้ร่ำรวยอู่ฟู่  ออกไปทางอนาถาด้วยซ้ำ! แต่เมื่อโจโฉให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จริงๆ ซุนฮกจึงตัดสินใจสนับสนุนเพราะเห็นว่านี่คือวิธีโฆษณาความดีที่ดีที่สุดเพราะไม่ต้องประชาสัมพันธ์ให้ยาก! บางครั้งผมก็สงสัยว่าซุนฮกคือคนที่ปล่อยข่าวเรื่องโจโฉเป็นหงส์สวรรค์เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่าเชื่อโจโฉคือเชื่อสวรรค์ เมื่อหงส์พิทักษ์เหี้ยนเต้ก็แปลว่าสวรรค์พิทักษ์เหี้ยนเต้  พูดง่ายๆ ไม่ใช่โจโฉที่ใช้ประโยชน์จากฮ่องเต้แต่เป็นฮ่องเต้ต่างหากที่ทรงมีความสุขในฐานะมังกรใต้เงาปีกของโจโฉ!

 
^เหี้ยนเต้มักถูกมองว่าเป็นจักรพรรดิที่อ่อนแอและโง่เขลา  แต่พระองค์ทรงเป็นแบบนั้นจริงเหรอ?

ถ้ามองให้เป็นการเมืองแทนที่จะมองว่าโจโฉภักดีด้วยใจจริง  เหี้ยนเต้ก็มีความจำเป็นในช่วงเวลาที่ประชาชนพร้อมจะรับใครก็ได้ที่ไม่ใช่ลูกหลานเลนเต้ คือใครจะตั้งตัวเป็นฮ่องเต้ก็ย่อมได้ แต่ถ้าดึงศรัทธาของประชาชนกลับมารวมที่เหี้ยนเต้ได้ สายตาของประชาชนจะเริ่มจับจ้องไปที่บรรดาผู้นำและเริ่มแยกแยะว่าใครเป็นคนดีจริงๆ หัวหน้าชมรมต่างๆ กลัวการต่อต้านจากมวลชนก็จะไม่กล้าอหังการ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเพราะถ้ามีฮ่องเต้เกิดขึ้นมากมายก็จะมีประเทศเกิดขึ้นเท่ากับจำนวนฮ่องเต้ ประชาชนของเมืองนั้นไม่ใช่ประชาชนฮั่นอีกแล้ว การรวมประเทศของโจโฉก็จะกลายเป็นการรุกรานเอกราชซึ่งการต่อต้านของประชาชนจะมีมากกว่าหลายเท่า!

ความจริงเหี้ยนเต้มีศักยภาพมากกว่าในนิยายและโจโฉในชีวิตจริงก็ทำดีกับเหี้ยนเต้ไว้มาก  ท่านที่อ่านเฉพาะนิยายอาจไม่รู้ว่าความข้องพระทัยของเหี้ยนเต้แท้จริงไม่ได้เกิดระหว่างการล่าสัตว์(ซึ่งเป็นเรื่องแต่ง)แต่เกิดเมื่อเหี้ยนเต้ปรากฏพระองค์ต่อประชาชน พวกเค้ากลับเรียกหาโจโฉราวกับว่าทำไมมังกรปรากฏกายแล้วไม่มีหงส์เคียงข้าง และเหี้ยนเต้ก็ไม่ได้ซื่อบื่อแต่ทรงคิดมุมกลับว่าทีตอนโจโฉโผล่มาตามลำพังไม่มีใครเรียกหาเหี้ยนเต้ซักคน และตรัสกับโจโฉทำนองว่าจงใจให้พระองค์รู้ว่าตนเป็นเพียงหุ่นเชิดโจโฉถึงกับร้องไห้ทีเดียว  อีกประการเหี้ยนเต้สามารถต่อรองกับโจโฉได้ไม่ใช่ว่าอำนาจจะเป็นของโจโฉเบ็ดเสร็จ เช่นที่เอียวปิวกลายเป็นญาติกับอ้วนสุดโดยการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ โจโฉก็แต่งข้อกล่าวหาว่า "เอียวปิววางแผนที่จะโค่นล้มฮ่องเต้" ทำไมเอียวปิวต้องความผิดจากความผิดของอ้วนสุดด้วย  เรื่องนี้สร้างความแปลกใจให้ทุกคนเพราะไม่ใช่นิสัยของโจโฉที่จะเหมารวมแบบนั้น  ท่านทราบมั้ยครับว่าเพราะอะไร? ข่งหยงอุสาห์แล่นมาบีบคอโจโฉเพียงเพื่อจะได้คำตอบกลับมาว่า "นี่เป็นพระประสงค์ของฮ่องเต้"
 
^ในประวัติศาสตร์ เหี้ยนเต้มีศักยภาพมากกว่าในนิยาย และพระองค์เองก็พอพระทัยที่จะอยู่อย่างสบายๆ ในการดูแลของโจโฉมากกว่าจะไปตกตระกำลำบาก ก็เหมือนในภาพยนตร์เรื่องตำนานเทพเจ้ากวนอูที่เข้าโรงไปนั่นแหละ

แปลว่า... บ้านเมืองชิบหาย-ความผิดโจโฉ, บ้านเมืองสันติสุข-ฮ่องเต้ทรงมีเมตตา? ท่านยังจะว่าเหี้ยนเต้ที่ฉลาดลึกขนาดนั้นเป็นฮ่องเต้หุ่นธรรมดาอยู่เหรอครับ! พระองค์พอพระทัยอยู่กับโจโฉและสร้างหลักประกันความสุขด้วย ในนิยาย-โจโฉประหารฮองเฮาแล้วฉวยโอกาสถวายลูกสาว  แต่เรื่องจริงฮ่องเต้โปรดปราณฝีมือการทำอาหารของโจโฉและขอให้ทำถวายพร้อมหยอกเย้าว่าอยากเห็นหน้าลูกสาวโจโฉ-คนที่ได้ยินว่าหน้าเหมือนพ่อมาก  โจโฉก็ทำหมูหันมาถวายในวันต่อมาพร้อมพาลูกสาวที่หน้าเหมือนตัวเองที่สุดมาเข้าเฝ้าสามคน เหี้ยนเต้ได้เห็นก็ขอเอาดื้อๆ เลยทั้งสามคนเช่นกันแล้วก็ทรงโปรดปรานโจเจี๋ยที่ "หน้าเหมือนโจโฉที่สุด" จนฟูฮองเฮาเกิดความคิดพิเรณว่าแท้จริงแล้วโจเจี๋ยก็คือตัวแทนโจโฉนั่นเอง(ประมาณว่าเหี้ยนเต้เอาโจโฉเป็นเมียไม่ได้เลยเอาโจเจี๋ยแทน)จึงวางแผนฆ่าโจโฉเพราะความหึง(เอาสมองส่วนไหนคิดวะ) ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ ในการโละอีแก่ออกและทำให้โจโฉวางใจมากขึ้น งานนี้จึงเช็คบินกันยาวเหยียดและฮองเฮาก็ลอยไปปรโลก(โทษฐานหึง)โดยที่เหี้ยนเต้ไม่ได้ช่วยอะไร หรืออาจช่วยสมน้ำหน้าที่ไปเหยียบหางบิ๊กจิ๋วอย่างโง่บรม ความจริงผมเคยได้ยินเรื่องเล่าขำๆ มาว่า "มีเรื่องที่เหี้ยนเต้เสด็จในอุทยาน แล้วมีงูตกจากต้นไม้ เหี้ยนเต้เองก็ทรงตกพระทัยวิ่งหนีไปไปจากที่เกิดเหตุ  แต่ไม่ไปเปล่าๆ แต่ทรงอุ้มโจโฉพาดบ่าหนีไปด้วย  จนเคาทูต้องวิ่งตามไปเพราะมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้โจโฉ" ถ้านี่เป็นเรื่องจริง ผมว่าฟูฮองเฮาคงตะหงิดๆ มาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วล่ะ
 <ถ้าเหี้ยนเต้คิดอะไรกับโจโฉแบบที่ฟูฮองเฮาสงสัยล่ะก็ งานนี้ตัวใครตัวมันครับ(ไอ้เมี่ยน มึงแน่ใจนะว่านี่สามก๊ก ไม่ใช่ฟิกวายเสื่อมๆ)

โจผีก็คงคิดว่าเหี้ยนเต้หากินบนหลังพ่อของเค้ามานานแล้วยังจะมาหากินบนหลังเค้าอีกหรือ!? การสถาปนาโจโฉเป็นฮ่องเต้ย้อนหลังก็เพื่อประกาศว่า "ที่ผ่านมามันผลงานพ่อข้าไม่ใช่ของเจ้า!" แสดงความกตัญญู และทำให้ได้คะแนนจากมวลชนที่ศรัทธาโจโฉด้วย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #71 Sammael Sin (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 / 19:13
    น่าจะใช้คำว่า โจโฉทำงานในนามพระองค์มากกว่า และพระองค์ก็พอพระทัยให้ทำแทน(เพราะสบายกว่า) แต่ก็มีบ้างที่พระองค์ดึงดันตามพระประสงค์ เพราะยังไงก็ไม่มีใครว่าพระองค์ได้ และจากที่ดู ความจริงแล้วโจโฉกับพระเจ้าเซี่ยนตี้นั้นปรองดองกันดีผิดกับนิยาย โดยทั้งหมดก็ทรงทำเพื่อความอยู่รอดของพระองค์ เนื่องจากทรงรู้ว่าโจโฉไม่ได้อยู่ตลอดไป หากต่อไปโจโฉตาย พระองค์ก็อาจจะลำบาก พูดง่ายๆ คือทรงวางแผนเพื่อจะไม่ต้องตายอย่างอนาจและอยู่อย่างสบายหลังโจโฉลาโลกไป
    #71
    0
  2. #70 ราเบล (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 / 10:53

    เกี่ยวกับโองการเลือด ผมอ่านของเล่าชวนหัวที่บอกว่าใช้เลือดหมูเขียน แล้วมันเยอะ ผมก็เถียงว่า เลือดหมูมันจะข้นเท่าเลือดคนได้ไง แต่พอมาบอกว่าใช้เลือดตัวเองมาพิสูจน์ พออ่านตรงนี้ผมยอมรับเลยว่า โองการเลือดอาจไม่มีจริงก็เป็นได้

    พระเจ้านเต้เอาเข้าจริงๆ ผมก็ว่าเขาไม่ใช่หุ่นเชิดอย่างเดียวแต่งานของพระองค์ส่วนใหญ่คงจะออกผ่านโจโฉมากกว่าเลยดูเหมือนโจโฉมีผลงานมากกว่าไป

    #70
    0