เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 17 : ศึกใหญ่ตอนที่สอง(ภาคตัดสิน)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,183
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    10 พ.ย. 54

ศึกใหญ่ตอนที่สอง(ภาคตัดสิน)

 
ตอนนี้โจโฉกำลังเผชิญหน้ากับสงครามครั้งใหญ่ที่สุดซึ่งเรียกกันว่า "สงครามใจ" ที่การฆ่าคนครั้งนี้แตกต่างจากที่ผ่านมาไม่ใช่เพราะกำลังฆ่าทหารของตัวเองแต่วิธีการฆ่าต่างหากที่แตกต่าง ตามประวัติศาสตร์จริงนับแต่ออกศึกมา ไม่มีซักครั้งที่โจโฉจะฆ่าทหารตัวเองด้วยการหลอกให้ไปตาย  แต่ในศึกผาแดงนี้เค้ากำลังปลุกระดมทหารป่วยหลายหมื่นคนให้พลีชีพทั้งๆ ที่ยืนแทบจะไม่ไหวซึ่งไม่แตกต่างอะไรกับการหลอกให้ไปตาย  ประวัติศาสตร์กล่าวชัดถึงความเจ็บปวดของโจโฉที่ต้องหลอกใช้คนพวกนี้อย่างที่ไม่มีหน้าไปขอโทษทีหลังได้เลยและพูดว่า "ข้าพเจ้าต้องทำผิดต่อผู้อื่น เพื่อไม่ให้ผู้อื่นผิดต่อข้าพเจ้า" ซึ่งถูกนำไปเขียนเพิ่มทีหลังว่าเป็นประโยคที่โจโฉพูดหลังจากสังหารลิแปะเฉียและครอบครัวด้วย(ทั้งๆ ที่ตอนเขียนประวัติศาสตร์ครั้งแรกไม่ปรากฏนายลิแปะเฉียด้วยซ้ำ เห็นชัดๆ ว่าแต่งเพิ่มตามคำสั่งสุมาเอี๋ยน) และหลอกว้านจงก็เอามาเขียนว่าโจโฉพูดอย่างโหดเหี้ยมเย็นชาแถมเปลี่ยนเป็น "ข้ายอมทำผิดต่อคนทั้งโลกแต่ไม่ยอมให้ใครทำผิดต่อข้า" และไทเลอร์แปลเป็น "ข้ายอมทรยศคนทั้งโลกแต่ไม่ยอมให้ใครมาทรยศข้า"

ผมไม่สามารถที่จะบิดเบือนประวัติศาสตร์ตอนนี้ได้เลยว่านี่เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างที่ทำให้เฉินโซ่วที่ปกติเป็นโรคคอเอียงเพราะนอนตกหมอนประจำนั้นถึงกับกล่าวถึงโจโฉอย่างยิ่งใหญ่ว่า "เป็นคนเหนือคนที่ไม่สามารถเอาไม้บรรทัดใดๆ มาวัดได้" ขณะที่หลอกว้านจงนั้นป่วยเป็นโรคบิด(เบือนประวัติศาสตร์)ขั้นรุนแรง  เขียนให้ข่งเบ้งมีวิชาอาคมเรียกลมได้อย่างน่าเหยียบแทนที่จะเขียนให้คนวิเคราะห์ว่าทำไมโจโฉสามารถทำให้ทหารป่วยซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นชาวเกงจิ๋วซึ่งไม่ขึ้นต่อเค้าในครั้งแรกให้ยอมรับและพลีชีพเพื่อปกป้องเค้าได้ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านมากกว่า  จดหมายเหตุของง๊อก๊กบางเล่มกล่าวถึงทหารป่วยที่เจ็บปางตายแต่พยายามฉุดยื้อทหารกังตั๋งและพูดว่า "ข้าไม่ยอมให้เจ้าแตะเจ้าพระยามหาอุปราชเด็ดขาด" ไม่น่าเชื่อว่าศรัทธาที่ทหารมีต่อโจโฉจะมากขนาดนี้  สารคดีเกี่ยวกับโจโฉในประวัติศาสตร์(ภาษาอังกฤษล้วนๆ)บอกว่า "สำหรับประชาชนในยุคที่โจโฉยังมีชีวิตอยู่นั้น โจโฉไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นเทพเจ้า" ตอนนั้นผมไม่คิดว่าศรัทธาที่ว่าจะมากขนาดนั้น เพราะถ้าจริงการต่อต้านโจโฉคือต่อต้านสวรรค์เชียวนะ  ประชาชนของจ๊กและง๊อคงไม่เล่นด้วยแน่  แถมเล่าปี่และพวกกลายเป็นเทพเจ้ากันไปหมดในยุคนี้ขณะที่โจโฉเป็นคนโฉดชั่ว  จนได้อ่านงานของเล่าชวนหัวจึงถึงบางอ้อว่า พวกเล่าปี่เป็นเทพเจ้าเพราะแมนจู ส่วนความเป็นเทพเจ้าของโจโฉก็ถูกทำลายอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยพวกสุมาเริ่มหลงอำนาจเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับพวกตนในการแย่งอำนาจจากราชวงศ์โจ

 <โจโฉเวอร์ชั่นคนแสดง กี่คนๆ ก็ไม่ค่อยสวยเหมือนที่ประวัติศาสตร์ว่าไว้ แต่สังเกตมั้ยครับ ว่าเคราไม่ยาว เพราะโจโฉตัวจริงไม่ได้ไวเครายาวพอจะได้ตัดเคราหนีตายเหมือนในนิยายหรอก

ก่อนโจโฉจะทำการปลุกระดมนั้นเค้ามีคำสั่งให้ตอกเรือติดกันเพราะทหารเค้าเมาเรือมาก  ในประวัติศาสตร์ยังบอกอีกว่าโจโฉสั่งประหารซัวมอและเตียนอุ๋นเพราะ "ทำงานไม่ได้เรื่อง" ฟังดูคลุมเคลือมากครับ  เป็นไปได้มั้ยว่าสองคนนี้คงเล็งเห็นแผนร้ายเลยพยายามขัดขืนถึงถูกสั่งเก็บ แต่ถ้าคิดในแง่ดีคือ "ดูแลลูกน้องประสาอะไรปล่อยให้ป่วยได้ขนาดนี้"  ช่วงนี้จิวยี่ก็เริ่มดำเนินการเช่นกันเพราะคนระดับแม่ทัพไม่ใช่คนแจวเรือข้ามฟาก นี่เป็นช่วงที่ลมแรงจะพัดมาจากทางทิศตะวันออก และจากที่หน่วยสอดแนมโทรศัพท์มาบอกคือโจโฉสั่งตอกเรือ แหม ถ้าคนไม่คิดมากก็แค่ "ได้ทีเผาเรือ" แต่จิวยี่คิดลึกครับ สั่งระดมพลเพื่อตามให้ทันเน้นคำสั่ง "จับโจโฉให้ได้" ท่านคงคิดออกแล้วว่าจิวยี่รู้ว่าโจโฉก่ะเผาเรือหนี  จิวยี่ประชุมเครียดเรื่องสงครามทั้งวันจึงรู้ได้ไล่ทันไม่ได้ไปตีกอฟต์ทั้งวันพอที่จะให้ข่งเบ้งเอาเรือบรรทุกฟางไปหลอกเอาธนูโจโฉ  ก็มัวเครียดนี่แหละจึงไม่ทันระวังว่าจะไม่สามารถรักษาเมืองได้(อาจเพราะซื่อตรงเกินไปเลยไม่คิดว่าคนอื่นจะเล่นไม่ซื่อด้วยเช่นกัน)เปิดช่องให้พวกเล่าปี่ทำตัวเป็นอีแอบยึดเมืองได้  นี่ถ้าข่งเบ้งฉลาดกว่านี้คงหลอกให้ซุนกวนยกทัพไปไล่จับแม่ทัพแคระฝ่ายวุ่ยด้วยจะได้ทั้งกังตั๋ง น่าเหยียบจริงๆ ข่งเบ้ง วันๆ มั่วไปนั่งอ่านข่าวซุบซิบ "ลกเจ็กเมื่อเล็กลักส้มไปให้มารดา" แทนที่จะอ่านข่าวพาดหัว "สุมาอี้เข้าโรงพยาบาลเพราะแพ้ขนแมวอย่างรุนแรง" จะใด้ชนะสุมาอี้เพราะแทนที่จะมัวร้องด่าท้าทายให้ออกมารบสู้ให้ทหารอุ้มแมวไปล้อมค่ายให้สุมาอี้เป็นภูมิแพ้ตายยังง่ายกว่า  เล่าปี่เองก็พอกัน สมัยก่อนเป็นจอมวางแผนคิดซับซ้อนมีเล่ห์กล  แต่พอได้ข่งเบ้งมาก็ปล่อยให้ข่งเบ้งใช้สมองอยู่คนเดียวส่วนตัวเองกลายเป็นกุ้ง(มีขี้ไปกองอยู่ที่สมอง)จนต้องหนีการไล่ล่าของสุมาอี้และบุนเพ่งแบบใต้การนำทัพของโจโฉแบบกระเซอะกระเซิงและเกือบเสียจูล่ง

 <จิวยี่สุดหล่อ
จะว่าไปแล้วจิวยี่นั้นก็เป็นที่ชื่นชมของโจโฉอย่างมาก ตอนที่โจโฉเห็นกองทัพของจิวยี่ที่ไล่ตามเค้ามา  เค้าถึงกับออกปากว่าจิวยี่นี่เก่งจริงๆ ขนาดอายุน้อยกว่าเค้าทั้งยี่สิบปียังต่อกรกับเค้าได้ขนาดนี้ จึงไม่เข้าใจจริงๆ ว่าหลอกว้านจงคิดยังไงจึงทำให้จิวยี่กลายเป็นนางอิจฉาไปได้จนตอนหลังๆ นักเขียนมือทองหลายคนทำให้จิวยี่กลายเป็นบุคคลผู้ถ่มน้ำลายรดฟ้า

ตอนนี้พ่ออินทรีทะเลจิวยี่ยังติดพันการไล่จับแมวแก่ที่เป็นประเภทแมวป่าที่ไม่ยอมให้จับ แต่ก็ไม่ยอมใช้แผนล่อแมวด้วยปลาย่าง(นางสองเกี้ยว)เหมือนที่กาเซี่ยงเคยเอานก(เจ๋าซื่อ)มาล่อ จิวยี่คิดว่าตัวเองฉลาดแล้วแต่ก็ยังไม่ถึงที่สุด  ไม่คิดว่าจะเจอทหารป่วยที่แล่นเรือเร็วมาสะกัดและพยายามลากทหารของเค้าให้ตายตกตามกันไปด้วยมากขนาดนั้น  แต่ด้วยความสามารถของจิวยี่ก็ยังสามารถนำทหารของตนขึ้นฝั่งได้สำเร็จและพยายามตามโจโฉไปแบบกระชั้นชิดแต่ก็ยังเจอทหารป่วยที่อยู่สะกัดอีก  บันทึกบางเล่มกล่าวว่าจิวยี่หัวเสียมากขนาดไล่กวดจนทันโจโฉ(ผู้มักล้าหลังอยู่ท้ายขบวนเสมอยามถอยทัพ)และคว้าคอกระชากขึ้นม้าทีเดียว  แต่เจอธนูของแม่ทัพต้วนซึ่งเป็นทั้งผู้พิทักษ์จากระยะไกลและคู่ประกบคลายเครียดของโจโฉสวนมาจนตกจากหลังม้า  ตำนานฉบับนี้ไม่รู้จริงแค่ไหนแต่น่าสนใจทีเดียว  ตอนนี้ยังมีอีกด่านคือบ่อโคลนซึ่งโจโฉให้ทหารที่แก่และป่วยสละตัวเองและถูกเหยียบตายจำนวนมาก  แต่ก็ต้องย้ำอีกเหมือนเดิมว่า "ทหารพวกนี้เต็มใจมาทั้งแต่ก่อนจะเผาเรือและยังเต็มใจจนนาทีสุดท้าย" หรือพวกเค้าอาจจะเชื่อว่าถ้าได้ช่วยพญาหงส์สร้างประเทศแล้ววิญญานของพวกเค้าจะได้ขึ้นสวรรค์กันแน่!?

ตอนที่ผมอ่านกระทู้เกี่ยวกับการ์ตูนสามก๊ก มีคนออกมาวิจารณ์ว่าจอมราชันย์อหังการเขียนบิดเบือนประวัติศาสตร์เพราะบังทองโผล่มาตายแค่ตอนพยายามยึดเสฉวนทั้งความจริงต้องออกมาตั้งแต่ผาแดง  อ่านแล้วขำก๊ากเพราะนั่นมันก็นิยายอีก  เรื่องจริงในผาแดงนั้นบังทองไม่รู้ไปเมาแอ๋อยู่ที่ไหน แต่หลอกว้านจงหามออกจากร้านเหล้ามาร่วมแสดงจนได้ก็แค่นั้น  นี่คือทั้งหมดของศึกผาแดง! ศึกที่ถูกใส่สีตีไข่ที่สุดในนิยายเรื่องสามก๊ก! ทั้งๆ ที่เรื่องจริงนั้นการรบแทบไม่มี!

เสร็จจากตรงนี้แล้วก็ไม่ได้จบซะทีเดียวเพราะโจโฉไม่ได้หนีแต่ได้ย้ายสมรภูมิจากผาแดงมาอยู่ที่ใหม่จึงมีศึกจงหยวนตามมาเป็นธรรมดาหลังจากที่รบกันอยู่พักใหญ่  จิวยี่ก็เริมดวงตาเห็นธรรมเพราะเมื่อยึดเกงจิ๋วบางส่วน(ย้ำว่าบางส่วน)จากโฉได้พวกเล่าปี่กลับโกงเอาไปถ้าเล่าจ๋องตายตอนนี้ผมคงไม่ต้องบอกท่านนะว่าตายเพราะใครเพื่อทั้งจิวและโจไม่คิดจะฆ่าเล่าจ๋อง จึงตัดสินใจสงบศึกและเปิดห้องเจรจากัน โจโฉก็ตอบรับเป็นอย่างดีและทำเรื่องกราบบังคมทูลขอตราแต่งตั้งจากเหี้ยนเต้ให้จิวยี่ส่งไปที่เมืองหลวงซึ่งจิวยี่ก็ตอบรับเป็นอย่างดี มีตำนานกล่าวว่าทั้งคู่ได้ร่วมเลี้ยงฉลองการเป็นพันธมิตรกันด้วยและจิวยี่ก็ให้นางสองเกี้ยวมาร่วมงานเนื่องจากซุนเกี๋ยนเคยคุยโม้ให้โจโฉฟังว่าลูกสะใภ้สวยอย่างงั้นอย่างงี้จึงอยากเห็นกับตาว่าเรื่องจริง  ซึ่งพอโจโฉได้เห็นก็เอากลับไปคุยฟุ้งให้บรรดาลูกชายฟังจนโจสิดเขียนกลอนพาดพิงถึงนางสองเกี้ยวขึ้นมาเพื่อเอาใจพ่อ  จิวยี่มองว่าโจโฉนั้นเอาเข้าจริงๆ น่าคบกว่าที่คิด แต่ก็ไม่อยากทะเลาะกับพวกเล่าปี่เพราะเล่าปี่หลั่งน้ำตาบอกว่าตัวเองไม่มีที่อยู่(ก็ไม่มีจริงๆ) จะขออยู่ไปก่อนแล้วจะเกงจิ๋วให้ทีหลังซึ่งพวกกังตั๋งที่นำโดยโลซกก็เชื่อเพราะความซื่อไม่คิดว่าเล่าปี่จะหลอกลวง แต่ตอนนั้นจิวยี่ไม่ไว้ใจเล่าปี่อีกแล้วจึงวางแผนให้เล่าปี่แต่งงานกับน้องสาวของซุนกวนเพื่อเป็นหลักประกันซึ่งเป็นใจจริงของฝ่ายกังตั๋งหาใช่อุบายอย่างที่หลอกว้านจงเขียน เล่าปี่ครึ่มใจมากที่จะได้เมียเด็กคราวลูกก็เข้าโปแกรมลดความแก่ยกใหญ่  ข่งเบ้งไม่แน่ใจถึงกับถามว่า "แน่เหรอที่จะไปนอนดงฉลามแบบนั้น" เล่าปี่ก็บอกว่าตัวเองแอบไปเปิดซิงเสือร้ายอย่างโจโฉ-อ้วนเสี้ยวถึงบ้านแล้วหนีออกมาแบบเบิร์ดๆ มาแล้ว นับประสาอะไรที่เด็กรุ่นลูกสองคนจะวางแผนจับปลาไหลอย่างเค้าได้ เผลอๆ จะโดนเค้าเปิดซิงทั้งคู่ ว่าแล้วก็ขยับเหงือกหัวเราะอย่างน่ากลัว

 <ภาพล้อเลียนโจโฉตอนแตกทัพเรือหนีกระเซอะกระเซิง ปรากฏว่าคนที่ตามมาช่วยมีแต่พวกหัวซาลาเปา(โจโฉคงหิวจนหน้ามืด แต่ลองเห็นคนหัวซาลาเปาขนาดนี้ตัวใครตัวมันครับ)

ตอนนี้ผมเริ่มสนใจที่จะวิเคราะห์ว่าทำไมโจโฉเลือกที่จะรบทางเรือแทนที่จะไล่ตามบนบก  ผมสันนิฐานว่าครั้งแรกโจโฉคงไม่ได้ตั้งใจที่จะมารบกับกังตั๋งจริงๆ แต่คงมาเพื่อข่มขวัญมากกว่า  โจโฉตั้งใจเคลื่อนทัพให้เร็วที่สุดทั้งที่เล็งว่าตัวเองจะเสียเปรียบถ้าถูกโจมตีจากที่เมื่อบรรดาที่ปรึกษาถามว่า "จะทำไงถ้ากังตั๋งตัดสินใจรบ" แทนที่โจโฉจะแจกแจงแผนกลับตอบว่า "ถึงตอนนั้นก็คงทำอะไรไม่ได้" ซึ่งแทบจะทำให้บรรดาที่ปรึกษาทั้งหลายล้มพังพาบลง  นั่นอาจจะเป็นคำพูดแบบทีเล่นทีจริงก็ได้ เพราะคนระดับนี้จะไปเพื่อแตกทัพกลับมาคงไม่ใช่แน่ แต่โจโฉยกทัพทางบกมาที่เกงจิ๋วจริงๆ เพราะตั้งใจจะรบกับเล่าเปียวอยู่แล้ว(แต่เล่าเปียวซ๊อกตายซะก่อน) จากนั้นจึงเดินทางต่อด้วยเรือ  ผมจึงแยกออกมาเป็นข้อดังนี้คือ
1. โจโฉมา "ทวงความจงรักภักดี" จากกังตั๋ง เพราะก่อนหน้านี้ซุนกวนก็เป็นเด็กในการดูแลของโจโฉมาตลอดจึงไม่คิดจะใช้กำลังอยู่แล้ว(แต่เริ่มดื้อเพราะช่วงนี้เล่าปี่มาร่อนอยู่ภาคใต้)
2. โจโฉต้องการจับเล่าปี่เพราะเห็นว่าหมอนี่เป็นตัวบ่อนทำลาย ถ้าปล่อยให้อยู่รอดต่อไปภาคใต้จะแยกตัวเป็นเอกราชและการรวมประเทศจะไม่สำเร็จ เนื่องจากเล่าปี่มีเป้าหมายจะเป็นจักรพรรดิอยู่แล้ว การมาทางเรือก็คือเดินทัพมาดักข้างหน้านั่นเอง
3. การยกทัพใหญ่มานั้นต้องใช้เวลาในการเดินทัพมาก เพราะมีพวกนอกด่านม้าเท้ง-หันซุยและเตียวฬ่อที่คอยฉวยโอกาสตอนโจโฉติดพันกับศัตรูด้านหน้าทิ่มแทงข้างหลังของโจโฉให้ปวดรูทวารอยู่เรื่อยๆ ถ้าเกิดศึกทางเหนือขึ้นมาจำเป็นต้องถอยทัพกลับให้เร็วที่สุด  ซึ่งแน่นอนว่าระหว่างที่โจโฉเปลี่ยนแนวรบมาเป็นจงหยวนนั้นโจโฉต้องรับศึกทั้งจิวยี่และเตียวฬ่อไปพร้อมๆ กัน

แต่โจโฉจับมือกับกังตั๋งได้ไม่นานครับ เพราะหลังจิวยี่ตายด้วยโรคระบาด  โลซกที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแทนก็ทิ้งนโยบายของจิวยี่ที่เป็นไมตรีกับโจโฉหันไปจับมือกับเล่าปี่เพราะแกเชื่อไปแล้วว่าโจโฉสารเลวส่วนเล่าปี่เป็นคนดีที่สุดในโลกแถมเป็นเชื่อสายราชวงศ์ตามประสาคนขวาตกขอบทั้งที่ตอนนั้นเสียงสวนใหญ่เริ่มเห็นด้วยว่าการจับมือกับโจโฉดีกว่าจับมือกับเล่าปี่ แต่โลซกก็ยังยืนการที่จะไม่รับไมตรีจากคนสารเลวอย่างโจโฉ  เค้าลางของการแยกเป็นสามก๊กจึงเริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้ง

จะว่าไปแล้วนอกจากเด็กชายเล่าจ๋องแล้ว  เล่าเปียวยังมีลูกชายอีกคนคือเล่ากี๋ซึ่งถูกข่งเบ้งหลอกได้ออกจากเมืองไปนั้นได้ตั้งทัพอยู่ที่กังแฮ นี่ก็อีกคนที่พาซื่อไปจับมือกับจอมเขมือบอย่างเล่าปี่นั้นตั้งตัวเป็นศัตรูกับโจโฉอยู่แล้ว พอเล่าปี่ยุก็เลยจับมือกันโดยหารู้ไม่ว่าตัวเองจะอายุสั้นทั้งๆ ที่เป็นหนุ่มฉกรรณ์  สภาพนี้ท่านคงเห็นแล้วนะครับว่าโจโฉมีคนมารุมโทรมมากขนาดไหน ไหนจะโรคระบาดด้วย นั่นเป็นเหตุผลที่โจโฉต้องยืนทัพอยู่ตั้งสองเดือนโดยไม่เปิดศึกอย่างรวดเร็วตามถนัดทั้งๆ ที่เป็นคนค่อนข้างจะชั้วะช้ะ เพราะสภาพการณ์แบบนี้มันเข้าข่ายหนีเสือปะจระเข้ชัดๆ จะสู้ก็ไม่ถนัด จะหนีก็ไม่ถนัด จะอยู่เฉยๆ ก็มีหวังโดนลงแขกอีกเพราะฉะนั้นการกระทำของโจโฉที่มาทางเรือและจบที่เผาเรือน่าจะเป็นการกระทำที่ฉลาดที่สุดแล้วครับ  มาตอนนี้ผมจึงคิดว่างานฉลองที่ปราสาทนกยูงสำริดนั้นไม่เพื่อคลายความเศร้าที่พ่ายแพ้ในศึกผาแดงอย่างที่นักประวัติศาสตร์สันนิฐานแต่ผมเห็นว่าเป็นการฉลองที่ตนสามารถแก้ปัญหาใหญ่ขนาดนั้นได้สำเร็จมากกว่าเพราะกว่าจะผ่านได้ทำเอาบรรดากุนซือลุ้นจนใจหายใจคว่ำทีเดียวเนื่องจากตอนนั้นทุกคนอยู่ในระดับที่ว่าระดมสมองจนปวดหัวแล้ว  โชคดีจริงๆ ที่โจโฉแก้ปัญหาทั้งหมดได้อย่างสวยงาม  งานฉลองจึงจัดขึ้นเพราะความรู้สึกโล่งใจมากกว่าจะทำเพื่อคลายความเศร้า

 <ภายนอกที่ดูสุภาพอ่อนโยนนั้นไม่เหมือนภายใน เล่าปี่ตัวจริงเป็นคนที่ซับซ้อนน่าสนใจมากที่สุดคนหนึ่ง และอาจจะเป็นจอมเจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าโจโฉเสียอีก
จะว่าไปก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมเล่ากี๋จึงตายหลังจับมือกับเล่าปี่ได้ไม่นาน(ทหารของเล่ากี๋จึงตกเป็นของเล่าปี่) เหมือนที่บรรดาหัวหน้าแก๊งทั้งหลายตายอย่างรวดเร็วหลังจับมือกับเล่าปี่  อาจจะเพราะบุญของเล่าปี่ที่จะได้เป็นลองเอียร์อิมเพอเรอร์แห่งเสฉวนกระมัง ทุกคนจึงมีอันเป็นไปเพื่อหลีกทางแก่เล่าปี่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #69 ราเบล (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2554 / 18:46
    ผมว่าที่เล่ากี๊ตาย เพราะป่วยมากกว่าครับ ซึ่งค่อนข้างประจวบเหมาะกับที่เล่าปี่มาอยู่กับเล่ากี๊พอดี แต่การที่เล่าปี่ไปอยู่กับใครหัวหน้าตายหมดก็ไม่ได้หมายความว่า เล่าปี่จะเป็นคนไม่ดีนะครับ (คนที่อยู่ใต้การปกครองของเล่าปี่ทุกคน เป็นคนที่เต็มใจพร้อมช่วย เพราะเล่าปี่ยกย่องสรรเสริญทุกคนที่อยู่กับเขาครับ ไม่ต่งจากโจโฉหรือซุนกวนเลย)
    #69
    0