เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 16 : ศึกใหญ่ตอนที่สอง(ภาคผาแดงสัปยุทธ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,418
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    4 พ.ย. 54

ศึกใหญ่ตอนที่สอง(ภาคผาแดงสัปยุทธ)

 
^ภาพพณฯ ท่านโจโฉเสน่ห์แรง(เอ้ย ไม่ใช่) ล้อเลียนเรื่องลมบูรพาที่ข่งเบ้งเรียกมาในนิยายของหลอกว้านจง ถ้าเรื่องจริงเป็นงี้ด้วย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแพ้ศึก

เราติดค้างในตอนที่ท่านจูล่งฝ่าทัพโจโฉที่กำลังช่วยชาวบ้านเพื่ออาเต๊า ตามเรื่องจริงจูล่งอยู่ในสภาพยอมตายเพื่อไว้ลายแล้วแต่โชคดีเพราะโจโฉมาทันเวลา เมื่อเห็นจูล่งอุ้มทารกไว้แนบอกดังนั้นความใจดีอันเป็นนิสัยเก่าก่อนที่จะกลายมาเป็นขุนพลใจหินแหวกอกขึ้นมา เลยเข้าขวางและเปิดทางให้จูล่งหนีไป  เฉินโซ่วไม่ได้บอกว่าภรรยาเล่าปี่โดดน้ำตายเหมือนนิยายผมจึงขอข้ามไป  เอาเป็นว่าเมื่อนำอาเต๊าไปหาเล่าปี่  แกก็จัดการโยนลูกด้วยแค้นว่าลูกคนนี้เกือบทำให้เสียจูล่ง(แล้วลูกสาวที่แกโยนจากรถม้ามีความผิดอะไรฟะ) ดีที่จูล่งรับทันทำให้อาเต๊ายังมีชีวิตอยู่และมีใจผูกพันธ์กับจูล่งนัก  โจโฉเจ็บใจมากที่เล่าปี่คนขายาวรอดไปได้อีกครั้ง  แต่เมื่อมีประชาชนอ้อมหน้าอ้อมหลังก็ต้องอยู่รับผิดชอบทั้งที่ไม่ใช่คนเผาเมือง แถมต้องคิดหาทางไล่เล่าปี่ให้ทันเพราะตัวเองขาสั้นต้องมีเครื่องทุนแรงจึงเกณฑ์ทหารจากเกงจิ๋วไปเป็นทัพเรือเนื่องจากคนในพื้นที่ซึ่งชำนาญภูมิประเทศและทิศทางลมมากกว่าพวกตนที่เป็นคนต่างถิ่น โจโฉเจรจากับที่ปรึกษาของเล่าจ๋องจนได้ทหารสำหรับกองทัพเรือหลายหมื่นและซัวมอกับเตียวอุ๋นมาบัญชาการทหารเรือ ผมคงไม่จำเป็นต้องบอกผู้อ่านว่านี่เป็นช่วงที่เค้าต้องการ "ใจ" ของทหารเกงจิ๋ว การฆ่าเจ้าเมือง "เด็ก" ที่สิโรราบแล้วไม่ใช่วิธีที่ฉลาดเลย ฉะนั้นถ้าใครคิดว่าโจโฉส่งคนไปสั่งหารเล่าจ๋องทีหลังนับว่าผิดอย่างแรง
 
จูล่งช่วยอาเต๊า(โคตรเท่)

ตัวการจริงที่ทำให้เล่าจ๋องตายก่อนวัยอันควรหลังศึกผาแดงนั้นกำลังรอความหวังอยู่ครับ  เมื่อโวหลง(ไม่ใช่มังกรขี้คุยนะ)ได้ล่วงหน้าไปก่อนเพื่อเจรจากับซุนกวน ข่งเบ้งไม่ได้ไปโต้คารมกับบรรดาที่ปรึกษาของซุนกวนแต่อย่างไร  แต่เข้าพบและบรรยายสรรพคุณความเลวของโจโฉและความดีของเล่าปี่ให้โลซกฟังซึ่งนับเป็นวิธีที่ฉลาดมาก เพราะหนึ่งเสียงที่คนทั้งกังตั๋งจะฟังก็คือโลซกนี่แหละ แล้วอีตาโลซกก็เป็นประเภทขวาตกขอบด้วย  คือถ้าเคยเชื่อยังไงก็จะเชื่อแบบนั้นไปเรื่อยๆ ไม่ยอมเปลี่ยน โลซกได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่าโจโฉนั้นไม่ใช่เทพเจ้าหรือปีศาจที่ใครๆ เค้าลือกันจนมั่ว แต่เป็นโจรที่ชิงอำนาจจากฮ่องตุ๊ก ส่วนจิวยี่ก็ชี้แจงว่าแท้จริงแล้วทัพของโจโฉไม่ได้แปดสิบหมื่นอย่างที่โคมลอยมาเพราะส่งสายสืบไปเยอะ พบว่ามีแค่สิบห้าหมื่นเท่านั้น รวมกับทัพเกงจิ๋วก็แค่ยี่สิบหมื่น ยิ่งกว่านั้นยังมีจุดอ่อนหลายอย่างคือเดินทางมาไกล ไม่คุ้นกับเส้นทางและสภาพอากาศตลอดจนอาหาร โอกาสที่กังตั๋งจะชนะก็มีสูง แต่ซุนกวนก็ยังลังเลใจ  จนนางงอก๊กไถ้ต้องออกมาให้โอวาทจนตาสว่างชักดาบออกมาฟันโต๊ะขาดแทนการฟันธง

นางงอก๊กไถ้มีอำนาจให้กังตั๋งขนาดนั้นมาตั้งแต่ยุคซุนเซ็กแล้วด้วยซ้ำ นางเป็นน้องสาวแม่ของซุนเซ็ก-ซุนกวนด้วย ไม่ใช่แค่แม่ซุนฮูหยิน  ผมไม่ทราบชื่อเธอแต่สันนิฐานว่าเป็นลูกครึ่งชิตัน(คนขาว)ที่อยู่ทางเหนือซึ่งอาจจะเป็นคนรัสเซียในปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นเมียซุนเกี๋ยนตั้งแต่พึ่งมีประจำเดือนหมาดๆ และคลอดซุนเซ็กขณะอายุสิบสี่เท่านั้นเพราะเธออ่อนกว่าเล่าปี่ไม่กี่เดือน และซุนเกี๋ยนก็มีเมียเยอะมาก แกจากโลกไปขณะอายุไม่ถึงสี่สิบแต่มีลูกเยอะกว่าโจโฉอีก บางท่านอาจไม่ทราบด้วยว่าซุนเกี๋ยนเป็นชาวเหนือมีพ่อเป็นลูกครึ่งชิตันและแม่เป็นชิตันแท้  ซุนเกี๋ยนตัวจริงทั้งสูงใหญ่และหล่อล่ำบึกผมและดวงตาสีน้ำตาลและจมูกโดงคมสัน(ในจอมราชันย์ฯ นี่เหมือนฝรั่งเลยครับ) เมื่อเมียเอกเป็นชิตันลูกๆ ย่อมมีลักษณะเป็นชิตันเต็มขั้น บันทึกของง๊อระบุชัดว่าซุนกวนร่างสูงใหญ่ ตาสีฟ้า ผมสีเทา(บางเล่มบอกว่าผมที่ขมับสีม่วงแดง)ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของชาวฮั่นแม้แต่น้อย จึงมีชื่อเล่นว่า "เจ้าตาสีฟ้า" ขณะซุนฮูหยินร่างสูงผมและตาสีเทา  ซุนเซ็กเองก็ร่างสูงใหญ่ตาสีน้ำตาลครับ บ้างก็ว่าซุนเซ็กผมสีเหลืองเหมือนทองด้วย  ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรเพราะเรามีการติดต่อกับโลกตะวันตกมานานแล้วเพียงแต่พึ่งมีการบันทึกเป็นเรื่องเป็นราวไม่นาน  เมื่อทั้งสามคือลูกเมียเอกจึงสนิทสนมกันมากกว่าพี่น้องคนอื่น และเมื่อซุนเซ็กตายซุนกวนก็สืบตำแหน่งได้สบายๆ
 <ซุนเซ็กในเวอร์ชั่นหงสาจอมราชันญ์ ผอมสีทองอร่ามเลยครับ

ซุนกวนตกลงเพราะไม่ต้องการอยู่ใต้เงาของโจโฉอีกต่อไป(คือก่อนหน้านั้นซุนกวนขึ้นตรงกับโจโฉอยู่) ฉะนั้นที่หลอกว้านจงที่บอกว่ากังตั๋งรบเพราะข่งเบ้งยั่วว่าโจโฉอยากได้เมียจิวยี่จึงมั่วสิ้นดี เนื่องจากกลอนที่ว่านั้นผู้แต่งคือโจสิด เนื้อความกล่าวถึงความงามของปราสาทนกยูงสำริดที่มีสะพาน(นางสองเกี้ยวแส้เฉียว แปลว่าสะพาน)โอบสองข้าง จะแปลว่าเหมือนมีนางสองเกี้ยวเคียงข้างหรือไม่ก็ไม่ทราบ ทราบแต่ว่ากลอนนี้เกิดหลังจิวยี่ตายแล้วสองปี จึงไม่มีทางที่จิวยี่จะได้ยินกลอนนี้จากปากใครทั้งนั้น  และการคิดจะสงบศึกกับโจโฉก็ไม่ต้องเอานางสองเกี้ยวใส่เรือไปให้หรอกครับ เอาไอ้เล่ากลอง(ปี่)ใส่เรือส่งไปแค่คนเดียวโจโฉก็โอเคแล้วเพราะตอนนั้นเล่าจ๋องก็สิโรราบ ซุุนกวนก็เด็กเค้าแต่แรก ขาดเสฉวนไปมนฑลเดียวไม่เสียหายหรอก  และช่วงนี้เองโจโฉได้ไถ่ตัวยอดหญิงอัจฉริยะไช่เหวินจีหรือในเรื่องชีวิตรักของโจโฉว่า "ซัวบุ้นกี้" มาจากนอกด่านด้วย

 <โจโฉเป็นคนตัวเล็ก และออกจะต่างจากที่เราเคยคุ้นในหนังสือหรือละครด้วย(โปรดดูความเตี้ยครับ ให้เตียนอุยนั่งยังไม่พอ ต้องเหยีบบลังไม้+หนังสือถึงจะตีหัวเตียนอุยถึง)
ว่าแล้วก็เล่าเป็นเกร็ดนิดหน่อย คือตอนที่โจโฉไล่ล่าลูกๆ อ้วนไปจนถึงนอกด่านนั้นทำให้พลอยได้ข่าวคราวซัวบุ้นกี้จึงส่งสาส์นไปขอเจรจาเพื่อไถ่ตัวเธอกลับ ชงหนูก็ส่งทูตมา แต่โจโฉเกิดวิตกว่าตนนั้นตัวเล็กราวกับเด็กอายุสิบสองเกรงว่าทูตจะไม่ยำเกรง! เลยไปคว้าซุนต่ำให้มาทำท่าเป็นโจโฉ แล้วตัวโจโฉเองปลอมเป็นที่ปรึกษา แต่ดันพกดาบแถมโชว์เทพต่อหน้าทูตระหว่างเจรจา พอให้คนไปถามทีหลังทูตก็ออกความเห็นว่า "โจโฉรูปร่างสูงใหญ่น้ำใจกว้างขวาง  แต่บุรุษตัวน้อยๆ ที่ถือดาบนั้นเหมือนไร้พิษสง แต่จริงๆ เป็นคนเก่งกล้าสามารถยิ่งกว่า" จากนั้นชะตาทูตเป็นเช่นไรไม่ทราบ บ้างก็ว่าโจโฉสั่งเก็บ แต่บ้างก็ว่าโจโฉทาบทามเป็นพวก ผมคล้อยตามข้อหลังมากกว่าเพราะตามธรรมเนียมจะไม่สังหารทูต

กลับมาที่เรื่องสงครามอีกครั้ง  หลังจากการเจรจานั้นข่งเบ้งก็หายจ้อยไปเลย! เล่าชวนหัวเลยแขวะแกคงไปนั่งยิ้มแก้มตุ่ยดูดวงใต้ต้นไม้(เป็นจ๊อบ) แต่ผมว่าคงไปดูหน้าหงส์มากกว่าเพราะโจโฉตัวจริงนั้นนอกบทแม่ทัพค่อนข้างสุภาพและอารมณ์ขัน ไม่มีพิธีรีตรองอะไรมาก ถ้าท่านมังกรเดินสะเงาะสะแงะไปขอข้าวขอน้ำแกคงไม่ว่าอะไรหรอก  แต่นั่นน่าจะหลังจากตั้งค่ายแล้วซึ่งมีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการเผาเรือ ทีแรกผมก็คิดว่าโจโฉเผาเรือและจิวยี่สมอ้าง แต่เมื่อศึกษาจริงๆ อาจจะไม่ใช่ซะแล้ว  เพราะหลังจากโจโฉถอยทัพไปแล้วมีสาส์นมาหาน้องกวนว่าด้วยเรื่องที่ต้องเผาเรือเพื่อระงับโรคระบาด  ถ้าจิวยี่ยังอ้างว่าตนเผาเรือผมว่าหน้าด้านเกินไป... ตัวที่ทำให้สะกิดใจคือช่วงเวลาและบันทึกเพิ่มเติมครับ เมื่อกำเหลงนำกำลังไม่กี่ร้อยคนบุกเข้าประชิดตัวโจโฉได้ก่อนจะกลับมาโดยไม่เสียทหารแม้แต่คนเดียวโจโฉกล่าวว่าสองครั้งแล้วที่หมอนี้ประชิดตัวเค้าได้  ทีแรกเข้าใจว่าครั้งแรกคงเป็นตอนที่ยกทัพตามบนบกหลังเผาเรือแต่ตอนนั้นคนที่ประชิดตัวโจโฉคือจิวยี่นี่? ผมจึงนึกถึงจอมราชันย์ฯ ตอนกำเหลงนำกำลังไปเผาเรือโจโฉในรอบแรกช่วงที่โจโฉป่วยเพราะแพ้อาหารพอดี จะว่าไปข้อมูลที่มีคือช่วงเวลาที่จิวยี่ทำการเผาเรือเหมือนจะเป็นช่วงแรก  ขณะที่การเผาเรือโดยโจโฉนั้นหลังจากตั้งทัพโดยไม่มีการรบกว่าสองเดือน!?

จะว่าไปแล้ว เป็นเรื่องจริงที่ทหารมากมายป่วยเพราะอาหารเป็นพิษเนื่องจากไม่คุ้นกับอาหาร โจโฉดูจะหนักที่สุดถึงกับนอนจมหลาย  ผมจึงตั้งข้อสันนิฐานว่ามีการเผาเรือสองครั้งเหมือนในจอมราชันย์ฯ โดยครั้งแรกเป็นการโจมตีช่วงหมอกลงจัดโดยเผาเฉพาะเรือที่โจโฉอยู่เท่านั้น  ไม่ใช่แบบข่งเบ้งหลอกเอาธนูมาเหมือนงิ้วแต่เป็นการโจมตีเพื่อชิงพิชิตศึก  ซึ่งการจะทำเช่นนั้นใช้เรือเร็วไม่กี่ลำกับทหารมือฉมังไม่มากเพราะทันทีที่เรือติดไฟต้องมีคนสังเกตเห็นแน่นอน  จะเอาเรือที่บรรทุกน้ำหนักเพียบเหมือนเรือที่ท่านมังกรไปหลอกเอาธนูไม่ได้  ตอนนั้นกำเหลงคงตรงเข้าไปจนถึงตัวโจโฉจริงๆ แต่ที่ไม่ฆ่าก็เพราะตอนนั้นโจโฉคงอ่อนแอมากจนไม่น่าจะรอดชีวิตระหว่างเรือจมแน่ๆ หรืออาจเพราะมันเสียศักดิ์ศรีที่จะฆ่าคนที่กำลังป่วยหนัก หรือยอดบอร์ดี้การ์ดเคาทูช่วยทันไม่อาจจะรู้ได้  แต่ที่แน่ๆ โจโฉรอดชีวิตใต้การคุ้มกันของทหารไม่กี่สิบคนที่นำโดยเตียวเลี้ยว การถูกลอบโจมตีบวกกับการป่วยของบรรดาทหารทำให้ต้องปลูกค่ายอย่างเร่งด่วนที่ฝั่งแม่น้ำทางเหนือแถมโจโฉก็ไม่ได้สติตั้งหลายวัน! แต่กลับกลายเป็นโชคดีซะงั้นเพราะคนที่ป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษจะให้กินอะไรส่งเดชไม่ได้  โดยเฉพาะโจโฉที่หมอต้องถวายชีวิตเป็นพิเศษ  อาหารทุกอย่างสุกสะอาดน้ำต้องต้ม แม้แต่ภาชนะและเสื้อผ้าเครื่องนอนก็ต้องลวกน้ำร้อนทั้งหมด โจโฉและทหารจากทางเหนือที่ป่วยเพราะอาหารเป็นพิษจึงรอดจากโรคระบาดมาได้ทั้งหมด ขณะที่ทหารชาวเกงจิ๋วที่คุ้นกับอาหารการกินอยู่แล้วจะขาดความระมัดระวัง เมื่อโรคระบาดลงเลยโดนไปเต็มๆ
 
^เตียวเลี้ยวคุ้มครองโจโฉที่กำลังป่วยไปที่ค่าย(ทำไมภาพมันชวนวายยังงี้ฟะ)

หลังจากที่โจโฉหายป่วยสิ่งที่รออยู่ก็คือโรคระบาดใหม่ในหมู่ทหาร ถ้าใครอ่านเรื่อง "มังกรอหังการ หมาป่าคะนองศึก" คงจำได้ว่า "เทพธิดามังกร(มาซึมิ)บาดเจ็บจากการระหว่างกุนซือมังกร(ชิโร่)พาหลบหนี เมื่อเธอห่ายป่วยก็ต้องรับมือกับโรคระบาดในหมู่ทหาร" เมื่อท่านมาถึงบรรทัดนี้คงจะนึกออกแล้วว่าแท้จริงมาซึมิเล่นบทของโจโฉในประวัติศาสตร์ที่ต้องต่อสู้กับการเสียขวัญและศรัทธาของทหารต่อตนที่เริ่มสั่นคลอน โจโฉสืบต้นตอของโรคระบาดด้วยตนเอง หวิดจะเอาชีวิตไม่รอดระหว่างที่พยายามบอกต้นเหตุของโรคระบาดและวิธีป้องกัน นี่คือความจริงในสงครามครั้งนี้ที่โจโฉลำบากหนักตลอดสองเดือนที่ตั้งทัพอยู่ไม่ใช่อยู่สบายๆ จนอาบังเดินสะเปะสะปะมาบอกให้ตอกเรือนะครับ แล้วจิวยี่ก็ไม่ได้ถูกข่งเบ้งยั่วจนขี่ม้ายกทัพมาปล้ำเสบียงด้วย เสบียงตั้งอยู่ที่ป่าดำซึ่งเป็นป่าดงดิบ-อยู่อีกฝั่งของแยงซีเกียงซึ่งเป็นแม่น้ำใหญ่ที่ไม่ใช่คลองแถวบ้านเราที่จะเอาไม้พาดแล้วข้ามไปได้ ถ้าจะปล้นเสบียงเห็นทีจะต้องใช้เฮลิคอปเตอร์บุกครับ... ศึกนั้นจึงต่างคนต่างอยู่เพราะจิวยี่คะเนแล้วว่าโจโฉจะขลุกขลัก  แต่จะยกทัพไปตีก็อาจจะพังได้เพราะอย่างไรซะไพร่พลข้าศึกก็เรือนแสน  แน่นอนว่าไม่นายเจียวก้านมาทาบทับ เอ้ย ทาบทามจิวยี่และขโมยจดหมายไปส่งโจโฉจนสั่งประหารซัวมอ-เตียวอุ๋นแต่อย่างไร โจโฉเคยทาบทามจิวยี่ให้ไปอยู่กับเค้าจริงครับแต่มันก่อนศึกผาแดงตั้งสิบปี

ขอขั้นรายการนิดหน่อย โรคระบาดนี้ผมค้นมาแล้วทราบว่าคือโรคหนอนดูดเลือด ซึ่งบ้านเราเรียกว่าโรคพยาธิปากขอ ในสมัยนั้นถ้าเป็นแล้วแทบไม่มีทางรักษาให้หายได้ อาการขั้นรุนแรงของโรคคือรากเลือด(อาเจียนและขับถ่ายเป็นเลือด) จิวยี่เองก็ตายเพราะโรคพยาธิปากขอเช่นกัน เมื่อพันปีก่อนโรคนี้มักจะระบาดเฉพาะลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงซึ่งในการระบาดแต่ละครั้งคร่าชีวิตผู้คนคราวละหลายหมี่นจนถึงแสนคน และสำหรับคนสมัยนั้นถ้ามีโรคระบาดมา ศพที่ตายเพราะโรคระบาดจะไม่ฝังแต่จะเผา  การแยกคนที่ป่วยไปจากคนไม่ป่วยแล้วรักษาคือความกรุณาขั้นสูงสุดแล้ว  แต่สำหรับบางแห่งที่ควบคุมไม่ได้คนป่วยจะถูกฆ่าและนำไปเผา  แฮหัวตุ้นก็เคยสั่งฆ่าคนทั้งเมืองและเผาศพทิ้งเพื่อยับยั้งโรคระบาดมาแล้ว ทหารป่วยในทัพโจก็ไม่สามารถนำกลับได้ต้องทิ้งไปซึ่งถือว่าปราณีแล้ว  การที่โจโฉอดทนกับทหารป่วยได้ถึงสองเดือนจึงนับว่ามีจิตใจเมตตามากสำหรับคนในยุคนั้น เพราะถ้าปล่อยให้กลับไปเกงจิ๋วหรือเข้าเขตกังตั๋งอาจจะถูกจับฆ่าและเผาทิ้งซึ่งนับว่าโหดร้ายมาก
 <แม้หลังๆ จะออกทะเลไปมาก แต่เหตุการณ์ช่วงศึกผาแดงนับว่าตรงกับประวัติศาสตร์มากพอควร ในเรื่องเหมือนจะเอามาซึมิมาเล่นบทอ่อนแทนโจโฉ เพราะดันวาดภาพโจโฉซะบึกบึนจนไม่เหลือเค้าของตัวจริงในประวัติศาสตร์ทีเดียว
ตอนนี้ผมพูดถึงฝ่ายโจโฉมากเป็นพิเศษเพราะทีเด็ดของศึกผาแดงอยู่ตรงนี้ครับ  ในมังกรอหังการฯ มาซึมิเปลือยร่างต่อเหล่าทหารโดยหวังใช้ร่างกายตนชดเชยต่อความผิดพอดีฝนตกลงมาจึงชนะใจทหารได้ แต่มีเหตุผลอะไรที่โจโฉจะทำแบบมาซึมาล่ะ... สำหรับครั้งแรกที่จะยอมคุกเข่าต่อผู้ใต้บังคับบัญชาแบบที่มาซึมิทำ โจโฉอายุเลยห้าสิบแล้วนะครับ นี่ไม่ใช่การ์ตูนวายจะได้ขอใช้ร่างกายชดเชยความผิด(ต่อให้งามชวนน้ำลายหกก็ตาม)  ถ้าจะโชว์จริงๆ ก็ไม่ใช่เนื้อหนังมังสาแต่เป็นสิ่งที่บอกใบ้ให้รู้ว่านี่ไม่ใช่ทรราชย์ที่หากินบนกองเลือดและซากศพแต่ชายผู้นี้อุทิศหยาดเหงื่อและเอาชีวิตเป็นเดิมพันทุกสมรภูมิ ภาพบุรุษบอบบางร่างเล็กราวกับเด็กแต่แผลเต็มตัวดูจะบาดความรู้สึกของเหล่าทหารเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดได้ โจโฉจึงดึงศรัทธาของทหารกลับมาได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งปาฏิหาริย์อะไรเลย!  ทว่า... นี่คือการลงทุนครั้งใหญ่ของโจโฉสำหรับกลยุทธที่โหดเหี้ยมที่สุดเท่าที่เค้าเคยทำมาและต้องการศรัทธาของคนมากเหลือเกินที่จะตายเพื่อเค้าได้อย่างสมัครใจ!?!

ตอนต่อไปคือการถอยทัพที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกถึงความชาญฉลาดและความโหดเหี้ยมของโจโฉซึ่งเผ็ดมันส์ไม่แพ้ในนิยาย!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #211 mook (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2555 / 16:39
    อยากรู้จังค่ะ ว่าในมังกรอหังการเนี่ย มาซึมิเป็นเมียฮ่องเต้ ไปรึยัง เพราะตอนเล่มสุดท้ายของภาคแรกเห็นฮ่องเต้เรียกมาซึมิว่าพระสนมน่ะค่ะ สงสัยมากกกกกกกกกกกกกก ช่วยตอบกลับมาทีนะคะ ที่ Lylafighting_earn@hotmail.com ขอบคุณมากๆเลยนะคะ
    #211
    0
  2. #68 Fuoco Penegan (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2554 / 23:47
    รูป.1 แหม อยากไปถ่ายรูปด้วยจัง พี่โจก็ซึนได้ใจ(ถ้าสมัยนั้นมีกล้องถ่ายรูปกันแล้ว ขงเบ้งคงไม่ต้องเรียกลมหรอก คงสร้างระเบิดนิวเคลียร์ ตูมมันทั้งประเทศไปเลย)

    เออ... หมดละ

    ตอนนี้ไม่มีอะไรจะเขียนแหะ ต่อมขำยังไม่ตื่น อ่านๆดูก็มีฮาบ้าง สาระบ้าง ความจริงก็อยากจะฮาแตกละนะ

    ปล. รูป.4นี้ ถ้าโจโฉเตี้ยขนาดนั้นจริง ถ้ากะดูจากองค์ประกอบในรูป โจโฉคงเตี้ยกว่าขาผมนิดหน่อย (ถ้าหน้าตาโมเอะอีกสักนิดจะเป็นบุญตามาก)
    #68
    0