เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 11 : ความอัจฉริยะที่แท้จริงของข่งเบ้งที่แฟนคลับชอบมองข้าม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,032
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    28 ก.ย. 54

จูกัดเหลียง--มังกรเทวดา
 

เด็กสมัยนี้อาจจะถือได้ว่าเป็นลูกวัวไม่กลัวเสือ  เพราะสามารถนำสามก๊กมาเขียนได้ตามใจชอบขณะที่รุ่นๆ ปู่ย่าตายายเราไม่กล้าทำ  ความจริงมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้ามันเป็นแค่การตีความประวัติศาสตร์ตามใจชอบ  แต่มันมีปัญหาตรงที่ว่าส่วนใหญ่เขียนเป็นฟิกชั่นมากกว่าจะเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์  ร้อยทั้งร้อยที่เขียนการ์ตูนสามก๊กล้วนเคยอ่านสามก๊กของหลอกว้างจงหรือการ์ตูนที่อิงของคุณหลอมาแล้วทั้งสิ้น  แต่ถ้าไม่เคยอ่านนิยายก็มั่นใจได้ว่างานของท่านผู้นั้นจะไม่มีเตียวเสี้ยนและเจียวก้านเพราะสองคนนี้หาได้มีจริงในประวัติศาสตร์ไม่  ข่งเบ้งจะแทบไม่มีบทให้เล่นจนกระทั่งหลังเล่าปี่ตาย  โจโฉจะไม่ได้แตกทัพเรือแต่ถอยกลับเพราะโรคระบาด และเล่าปี่ก็จะมาในมาดคล้ายโชชิคยอมแทนที่จะเป็นราชัญเจ้าน้ำตา  และมั่นใจได้ว่าเรื่องที่เค้าเขียนจะเป็นมุมมองที่น่าสนใจมากแน่ๆ เพราะเค้าจะไม่อคติกับตัวละครมาก่อน  แต่เราจะได้อ่านนิยายที่ดัดแปลงจากประวัติศาสตร์โดยตรง

ทว่าสามก๊กของหลอกว้านจงนั้นกลับมีอิทธิพลต่อผู้คนมากกว่าประวัติศาสตร์จริง  เหมือนที่คนไทยชื่นชมบุเรงนองเพราะผู้ชนะสิบทิศ เมื่อเราพูดถึงคนที่อัจฉริยะที่สุดในสามก๊กเราก็มักนึกถึงข่งเบ้งมากกว่าจะนึกถึงจิวยี่, กุยแกและกาเซี่ยง แม้แต่คนฉลาดมากแผนการอย่างเล่าปี่และคนที่ความคิดฉับไวอย่างโจโฉก็ยังถูกเบียดชิดซ้ายตกคลองไป  น่าประหลาดที่คนเก่งๆ แบบข่งเบ้งไม่คิดจะผลิตบุคลากรทางการเมืองเพื่อรับช่วงอำนาจต่อหลังจากที่ตัวเองตาย  ทำให้ชู่ฮั่นเป็นก๊กที่ม้วนเสื่อกลับไปเป็นก๊กแรก แถมเวลาแกสั่งงานแกจะทำแบบ "ข้าเก่งคนเดียว" ใช้วิธีซุบซิบๆ สั่งการ หรือไม่ก็เอาจดหมายใส่ถุงให้อ่าน กว่าจะรู้ตัว หลายคนต้องกลายเป็นเบี้ยแลกโคนไปอย่างน่าเศร้า  ผมเคย สงสัยมาตั้งแต่ก่อนที่จะอ่านงานของเล่าชวนหัว ด้วยซ้ำว่า "เอ... ไอ้เบ้งมันเก่งจริงอะเปล่าวะ?" ทำไมอ่านแล้วไม่รู้สึกว่าเบ้งเก่งแต่รู้สึกว่าตัวละครในเรื่องโง่มากกว่า เหมือนทุกคนกลายเป็นคนปัญญาอ่อนเมื่อเบ้งโผล่มา  แม้แต่เล่าปี่ที่ลวดลายยิ่งนักและโจโฉที่ฉลาดสุดแสนมาตั้งแต่ต้นเรื่องทำไมกลายเป็นคนปัญญาอ่อนไปได้? หรือตอนนั้นหลอกว้านจงเริ่มแก่เลยเขียนเรื่องได้คมน้อยลง หรือด้วยสมองของเขานั้นไม่สามารถจะโชว์เทพข่งเบ้งได้จึงต้องลดไอคิวของตัวละครในเรื่องแทน?

ฉายาของข่งเบ้งคือ "มังกรหลับ" แถมมีเพื่อนคู่ซี้(ซั้ว)ชื่อ "หงส์อ่อน" ซึ่งสองอัจฉริยะนี้ใครได้มาเพียงหนึ่งเดียวก็สามารถครองแผ่นดินได้แล้ว แล้วทำไมเล่าปี่ที่ได้ครองทั้งสองสิ่งนี้จึงพบแต่ความผิดหวัง ทำไมเหมาเจ๋อตงผู้ยิ่งใหญ่จึงกล่าวว่า "ช่างเย็บหนังสามคนเท่ากับข่งเบ้งคนหนึ่ง" ทำให้ผมต้องคิดหนักอีกว่า "หงส์อ่อนแปลว่าหงส์ที่เฉลี่ยวฉลาดหรือ?" และ "มังกรหลับคือมังกรที่มีฤทธิ์อำนาจใช่หรือไม่?" จนอีกสามปีต่อมาเมื่อได้อ่าน "เปิดหน้ากากข่งเบ้ง" ของเล่าชวนหัวผมถึงได้ถึงบางอ้อ  แม้จะไม่โอเคที่เล่าชวนหัวปากจัดไปหน่อย แต่หลายสิ่งก็ต้องยอมรับตรงๆ ว่า ที่เล่าชวนหัวบอกมันก็ "จริง" ซะด้วย ผมก็จะเอาข้อมูลที่ได้มาผสมกันดังนี้

แม้โจโฉจะไม่เคยกล่าวถึงข่งเบ้งแม้แต่ครั้งเดียว แต่จะว่าไม่เคยรู้จักก็คงไม่จริงนักเพราะข่งเบ้งสมัยเด็กๆ ก็เร่ร่อนพเนจรไปทั่วกว่าจะได้รับการอุปการะจากเล่าเปียว ดูจากการตั้งชื่อตัวเองว่าข่งเบ้งอันหมายถึง "ข่งจื้อผู้สว่างไสว" และให้ฉายาตนว่าเป็น "ชินแสผู้สยบมังกร" ก็เห็นชัดๆ ว่าจงใจเกทับโจโฉผู้เป็นราชาหงส์จากสวรรค์(ความเชื่อจริงๆ ของคนในยุคนั้นครับ ไม่ใช่หลังจากนั้นที่ทั้งคุณหลอและคนอื่นๆ เอามาเขียนตามใจชอบ) เพราะตามความรู้สึกของคนจีน ข่งจื้อย่อมเหนือกว่าเมิ่งจื้อ(โจโฉชื่อเมิ่งเต๊อะ แปลว่า คุณธรรมสูงส่ง หรือ เมิ่งจื้อผู้ทรงคุณธรรม) และมังกรก็ย่อมเหนือกว่าหงส์ ข่งเบ้งไม่น่าจะประกาศตัวเป็นคู่แข่งกับคนที่ไม่เคยเห็นหน้า  บางทีข่งเบ้งอาจจะรู้จักโจโฉ แต่โจโฉไม่รู้จักข่งเบ้ง หรือรู้จัก แต่โจโฉไม่สนใจจะกล่าวถึง  มีบางคนสงสัยเกี่ยวกับช่วงเวลาที่โจโฉตั้งทัพที่ป่าดำ ข่งเบ้งน่าจะเจอโจโฉช่วงนั้น และแน่นอนว่าสามารถพบได้ เพราะโจโฉนั้นเคร่งครัดวินัยทหารจริง แต่ไม่เข้มงวดกับเรื่องทั่วๆ ไป ค่อนข้างสบายๆ ด้วยซ้ำ ถ้ามีใครมาเยี่ยมเยียนก็ย่อมไม่เป็นปัญหา อย่าลืมว่าในประวัติศาสตร์จริงนั้นข่งเบ้งรับหน้าที่ไปกล่อมซุนกวนแล้วหายจ๋อมไปเลย  หายจริงๆ ครับไม่ได้อำ  กว่าจะโผล่มาอีกทีก็เสร็จศึกผาแดงไปแล้ว เบ้งคุงหายไปไหนครับ? ไปนั่งดูดวงใต้ต้นโพธิ์รึไง?  ไม่น่าใช่  ผมจึงสงสัยเช่นเดียวกับนักประวัติศาสตร์บางกลุ่มว่า "น่าจะฉวยโอกาสไปดูหงส์ให้เต็มตา"

 <หงส์แก่กับมังกรหนุ่ม(เบ้ง-- "เป็นหงส์ที่น่ารักกว่าที่คิดนะ")

เรื่อง "จอมราชัญอหังการ" เขียนตามข้อสันนิฐานนี้ และเขียนได้แฟนตาซีมากๆ แต่สุดท้ายโจโฉกลับมองผ่านทำให้ข่งเบ้งโกรธถึงขนาดแบ่งใต้หล้าเป็นสามเพื่อให้โจโฉจดจำตนไว้(ความจริง มันก็แบ่งใต้ล้าแล้วในกระท่อมหลงจงนั่นแหละ) ส่วนรายละเอียดจริงในประวัติศาสตร์คงไม่มีใครรู้นอกจากพระเจ้า  แต่ผมก็เคยจินตนาการภาพที่ทั้งสองพบกันนะ  ด้วยความสูง 184 สวมชุดปักขนนกกระเรียน หน้ามาหล่อเหลา สง่าดังเทพยดาของท่านมังกร เผชิญหน้ากับร่างผอมบางที่มีความสูงเพียงประมาณ 156 แต่งตัวธรรมดาของเจ้าพระยามหาอุปราชคงเป็นภาพที่ดูไม่จืด ลำพังความสูงก็ห่างกันเกือบฟุต ถ้าโจโฉจะมองผ่านก็คงเพราะเมื่อยคอมากกว่า(ฮา) ความจริงแล้วข่งเบ้งตัวจริงไม่ใช่นักการทหารที่เก่งหรือนักปกครองที่ยอดเยี่ยมดั่งที่เฉินโซ่วยกย่อง  หลักฐานคือจ๊กหรือชู่ล้มหลังการตายของข่งเบ้ง แปลว่าหมดข่งเบ้งแล้วชู่ทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าว่าข่งเบ้งมองการไกลก็ยังสู้กุยแกไม่ได้  กุยแกมองการไกลกว่า และยอดกุนซืออย่างกุยแกก็ยังไม่สามารถจะวางรากฐานระยะยาวให้อาณาจักรเหมือนที่โจโฉทำได้ ถ้าข่งเบ้งเยี่ยมขนาดนั้นจริงเค้าต้องผลิตบุคลากรทางการเมืองไว้มากมายจนสามารถรับช่วงต่อได้ถ้าเค้าจากไป และชู่ควรอยู่ยืนนานกว่านั้น

แต่จากการศึกษาด้วยตัวเอง  ที่ผมกำลังชวนทุกท่านให้เห็นด้วยคือ "ข่งเบ้งเป็นอัจฉริยะในด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม" มากกว่าจะชวนให้คิดว่าท่านเป็นยอดอัจฉริยะในด้านการเมืองการทหาร  ข่งเบ้งได้เปิดโลกใหม่ให้กับยุคนั้นด้วยสิ่งประดิษฐ์มากมายและอาจจะเป็นคนที่ค้นพบดินระเบิดก่อนที่จะถูกพัฒนาเป็นประทัดและพลุในอีกพันปีถัดมา  นี่คืออัจฉริยะภาพอันแท้จริงของชายผู้นี้ เป็นสิ่งที่ต้องเชิดชูอย่างที่สุด  ทุกคนมีข้อดีเฉพาะตัว  และเราควรยกย่องในสิ่งที่เค้าเป็นไม่ใช่พยายามให้เค้าเป็นในสิ่งที่คิด  เพราะหากวันหนึ่งมีหลักฐานว่ามันไม่ใช่ขึ้นมา  คนที่จะเสื่อมเสียก็คือข่งเบ้งทั้งๆ ที่เค้าไม่ได้ผิดในเรื่องนี้  คนที่ปั้นให้เค้าเป็นในสิ่งที่เค้าไม่ได้เป็นต่างหากที่ทำ  และการที่ข่งเบ้งไม่ใช่นักปกครองหรือนักการทหารก็ไม่ควรทำให้ใครต้องมาเดือดร้อนแก้ต่างให้  เพราะความจริงก็คือข่งเบ้งเป็นยอดอัจฉริยะที่หาไม่ได้ในยุคนั้น  เค้าเปรียบได้กับดาวินชี่หรือกาลิเลโอ หรือใครต่อใครที่เป็นยอดนักวิทยาศาสตร์  และถ้าบ้านเมืองสงบ  ข่งเบ้งมีโอกาสได้รับราชการ  วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้ากว่านี้มาก และทุกวันนี้เราอาจจะไม่ได้แค่สำรวจดวงจันทร์แต่อาจจะไปทักทายกับมนุษย์ต่างดาวที่อยู่ห่างออกไปหลายล้านปีแสง

แล้วด้านการทหารและการปกครองนั้น  ในประวัติศาสตร์ผมยอมรับว่าเค้าทำได้ดีพอแล้ว  เพราะความจริงข่งเบ้งไม่ได้ชำนาญเรื่องพวกนี้  ดูการที่เค้าสนทุกเรื่องสิ นักปกครองที่ฉลาดต้องรู้จักวิธีการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพสิ ไม่ใช่นั่งควบหลายๆ เก้าอี้และเหนื่อยอยู่คนเดียว  แต่ข่งเบ้งก็ยังสามารถพยุงประเทศชาติไว้ได้จนสิ้นชีวิตของเค้า  นั่นแปลว่าเค้าเก่งพอควรแล้วสำหรับสิ่งที่ไม่ถนัด  เพราะรุ่นถัดมาไม่สามารถพยุงประเทศได้เลย  คุณจะให้สตีเฟ่นส์ ฮอกวิ้งค์--ยอดนักวิทยาศาสตร์ฟิสิกซ์มาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐได้มั้ยล่ะ เค้าจะทำได้เหมือนที่ข่งเบ้งทำมั้ยยังไม่รู้

ข่งเบ้งเป็นคนที่ฉลาดที่สุดจริง  แต่คนฉลาดไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จได้ เพราะไอคิวไม่ได้เป็นคำตอบของทุกสิ่ง มันยังมีประสบการณ์และอีคิวเข้ามาเสริมด้วย  สติปัญญาของข่งเบ้งเปรียบได้กับมีโกนที่คมจัด  แต่เล่าปี่นั้นล้ำลึกเหมือนมีดพร้า  แม้จะตัดกระดาษไม่ขาดแต่สับกระดูกขาดชัวส์  เพราะงั้นเค้าจึงสามารถชนะใจคนและรวบรวมบุคลากรเป็นรากฐานแห่งประเทศ ทำให้จากไปอย่างสบายใจได้  แม้แต่ข่งเบ้งและจูล่งก็ยังยอมสยบแทบเท้าคนผู้นี้  สุมาอี้เองก็ไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุดในสามก๊กทั้งนิยายและประวัติศาสตร์จริง แต่เค้าได้รับการสอนเรื่องการควบคุมอารมณ์จากโจโฉมาโดยตรง รวมทั้งประสบการณ์ก็มาจากโจโฉ  รากฐานอำนาจของเค้าก็ล้วนก่อร่างจากทางที่โจโฉได้แผ้วถางไว้แล้ว  มันคงเอามาเทียบกับสิ่งที่ข่งเบ้งสะสมมาไม่ได้  ถ้าสุมาอี้มาจากป่าเหมือนข่งเบ้งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะออกหัวออกก้อยอย่างไร  ประวัติศาสตร์อาจจะต้องเขียนไหม่ก็ได้  แต่ก็นั่นแหละ  เพราะทั้งหมดที่พูดมาข่งเบ้งจึงไม่ประสบความสำเร็จเพราะขาดความฉลาดทางอารมณ์และประสบการณ์  สุมาอี้ติดตามโจโฉตั้งแต่เด็กและมีส่วนในราชการสงครามของโจโฉตลอด  แม้จะไม่เต็มที่(จนมีคนเชื่อว่าโจโฉไม่ไว้ใจสุมาอี้)แต่กว่าจะได้เลื่อนเป็นแม่ทัพไม่ใช่ธรรมดาครับ  มันเป็นการไต่เต้าอย่างแท้จริง  ขณะที่ข่งเบ้งไม่มีโอกาสเรียนรู้เรื่องสงครามจากสถานการณ์จริงจนกระทั่งศึกฮั่นจงประสบการณ์จึงต่ำกว่า
 <สุมาอี้(ชงต๊ะ) ยอดนักการทหารที่ยอดเยี่ยมแห่งยุคสามก๊กตัวจริง

เมื่อทั้งคู่มาพบกัน สุมาอี้คือแม่ทัพกร่ำศึกไม่ใช่แค่กุนซืออย่างที่หลายคนเข้าใจ  และข่งเบ้ง, เป็นกุนซือที่มองทุกอย่างเช่นกุนซือ  ข่งเบ้งจึงไม่ได้เจอคู่ปรับธรรมดาครับเพราะสุมาอี้--จิ้งจอกเก้าหางตัวนี้นับเป็นตัวตายตัวแทนของโจโฉผู้ซึ่งเต็มพร้อมทั้งคุณสมบัติของกุนซือและขุนพล  ที่สำคัญคือโหดกว่าโจโฉหลายเท่า  ถ้านัดไปชกกันกลางป่าข่งเบ้งก็หมดสภาพอย่างไม่ต้องสงสัยเพราะสุมาอี้เก่งทั้งบู้บุ๋นขณะที่ข่งเบ้งเป็นนักวิชาการ  คงจะเหมือนไมค์ ไทสันชกกับซิกมันด์ ฟรอยด์  แล้วสุมาอี้สูงใกล้เคียงกับข่งเบ้งด้วยนะ ไม่ได้เตี้ยเหมือนโจโฉ

แต่ถ้าให้แข่งประดิษฐ์จรวดไปดวงจันทร์  ข่งเบ้งชนะครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #476 เทล์เวอน์ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 04:29
    เอามาเล่นกับไอรอนแมนคงเฮฮาปาร์ตี้เลยล่ะ // จะสร้างอะไรชึ้นมาบรรลัยอีกแน่ ;)
    #476
    0
  2. #385 ReJint (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2556 / 01:33
    แอบขำกับคำสุดท้ายที่ว่า.. "ถ้าให้แข่งประดิษฐ์จรวดไปดวงจันทร์ ...ขงเบ้งชนะครับ"

    และก็แอบคิด...เออเนอะ ท่าจริง
    (ถ้าขงเบ้งเป็นอมตะป่านนี้เราคงมีทริปไปเที่ยวดวงจันทร์ ดาวอังคารถูกๆเหมือนสายการบินแล้วมั้ง= =)
    #385
    0
  3. #55 จูกัด (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2554 / 20:59
    ขงเบ้งไม่ได้คิดแค่ทำลายอย่างเดียวนะ ซาลาเปาไง  ใช้แทนศีรษะของทหาร จะได้ไม่ต้องสังเวยชีวิตคนต่อไป แต่อย่างอื่นมันก็นะ..โคยนต์ โคมลอย หน้าไม้กล ไรงี้  มันก็ทำประโยชน์ แต่จะเอาไปใช้ทางทำคุณหรือก่อโทษ อีกอีกเรื่องนึง = ="
    #55
    0
  4. #54 สุมาอี้ ชงต๊ะ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2554 / 10:29
     เพิ่งจะรู้ว่าโจโฉสูงกว่าข้าน้อยนิดเดียว (ข้าน้อยสูง 154 ซม.)
    #54
    0
  5. #53 Sammael Sin (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 กันยายน 2554 / 08:50
    ตอบจูล่ง

    ใช่ครับที่ว่าภรรยาของข่งเบ้งคิด แต่คงยกเครดิตให้เธอแค่ฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีข่งเบ้งเธอก็ไม่คิดเหมือนกัน ความจริงผลงานพวกนี้เป็นผลงานของทั้งคู่ครับ ไม่ใช่แค่คนใดคนหนึ่ง เพียงแต่ภรรยาคิดเพื่อสร้างสรรค์ ส่วนสามีคิดเพื่อทำลาย(ฮา)
    #53
    0
  6. #52 Zhao Yun - [ จูล่ง ] (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 กันยายน 2554 / 13:50
    สิ่งประดิษฐ์พวกนี้เท่าที่ทราบมา  อุ๋ยซีภรรยาขงเบ้งเป็นคนคิดไม่ใช่หรือท่าน
    #52
    0
  7. #51 Se7en (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 กันยายน 2554 / 08:55
    ขงเบ้งเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญ ระบบเฟือง

    กะ Aero Dinamic เลยนะนั่น
    #51
    0