เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 10 : เมื่อกุนซืออยากเป็นขุนพล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,052
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    19 ก.ย. 54

ยอดนักปกครอง ยอดนักบริหาร และยอดกุนซือ--บทบาทของโจโฉในประวัติศาสตร์

 <ยอดกุนซือรุ่นแรกๆ ในยุคขุนพลอันเป็นผลผลิตของตระกูลสุมา ถ้าไม่นับเรื่องที่ท่านผันตัวเองไปเป็นขุนพลผู้ช่วงชิงใต้ล้าซะเอง บุคคลผู้นี้นับเป็นกุนซือที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์สามก๊กทีเดียว

ความจริงแล้วตั๋งโต๊ะก็ไม่ใช่ไอ้อ้วนซกมกเหมือนนิยายของหลอกว้านจงนะครับ  ถ้าว่าตามหลักฐานประวัติศาสตร์แล้ว คงไม่มีสามก๊กเวอร์ชั่นเขียนถึงตั๋งโต๊ะได้สมจริงเท่ากับจอมราชันย์อหังการ(สามก๊กเวอร์ชั่นโจโฉโคตรเทพนั่นแหละ) บุคลิกและการกระทำของตั๋งโต๊ะในจอมราชันย์อหังการคล้ายกับพระนเรศวรเพียงแต่เพิ่มเรื่องปัญหาเรื่องผู้หญิงเข้ามา ฉากนั่งบัลลังก์ที่ทำจากสาวๆ อธิบายเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ได้ชัดมาก  เพราะความจริงแล้วตั๋งโต๊ะตัวจริงในประวัติศาสตร์เป็นคนประเภทเดียวกับพระนเรศวรมหาราชของเรา  เค้าเหี้ยมหาญ-เด็ดขาดและเป็นนักบริหารที่เก่งกล้าสามารถ  แต่ปัญญาหาคือโหดมากเกินไป... พระนเรศวรอยู่ในราชสมบัติได้ตลอดรอดฝั่งเพราะทรงเป็นกษัตริย์ มีสิทธิ์เต็มที่ในการปกครองแผ่นดิน  แต่ตั๋งโต๊ะมีสิทธิ์อะไร? นั่นป็นการโจมตีอันแรกของคนภายนอก

ที่เค้าเห็นสติปัญญาของเหี้ยนเต้แล้วเอาพระองค์ขึ้นเสวยราชย์ย่อมชัดเจนว่าจริงใจต่อราชวงศ์ฮั่น  ทุกสิ่งที่เค้าทำก็เป็นการล้างความโสมมที่ทับถมมานาน  นั่นเป็นสาเหตุที่ยอดขุนนางมากมาย(เช่นซัวหยง)ร่ำไห้และยอมตายพร้อมกับตั๋งโต๊ะ  ถ้าตั๋งโต๊ะอายุยืนกว่านี้ซักสิบปีประวัติศาสตร์อาจจะต้องเขียนใหม่ว่าตั๋งโต๊ะคือสุดยอดนายกรัฐมนตรี มีลิโป้เป็นขุนพลคู่กายและโจโฉเป็นสุดยอดเสนาธิการ และราชวงศ์ฮั่นก็อยู่ไปอีกหลายร้อยปี  แต่ความผิดพลาดเกิดขึ้นเมื่อโจโฉที่ได้รับการโปรดปรานจากตั๋งโต๊ะเช่นที่โจโฉโปรดปรานกุยแกลังเลที่จะเด็ดชีพตั๋งโต๊ะ ความขัดแย้งของสองขั้วอำนาจใหญ่ไปดำเนินไปจนจุดแตก อ้วนเสี้ยวไม่สามารถอยู่ในเมืองหลวงได้ก็ต้องลี้ภัยการเมือง ลิโป้เองก็ไม่ให้โอกาสโจโฉตัดสินใจเช่นที่ขั้วตรงข้ามพร้อมจะฆ่าโจโฉถ้าย้ายข้าง ขณะที่นิยายของหลอกว้างจงเล่าไปคนละทางนั้นเรื่องจริงซีเรียสและซับซ้อนยิ่งกว่าหงสาจอมราชันย์อีก  โจโฉไม่ได้หนีแค่เพราะถูกสงสัยว่าคิดร้ายกับตั๋งโต๊ะเท่านั้นแต่หนีไปเพราะพวกเดียวกันหมายปิดปากด้วย จากนั้นตั๋งโต๊ะก็ไล่บี้ตระกูลสุมาจนยับเยิน(พอจะนึกออกรึยังว่าทำไมโจโฉต้องรับอุปการะสุมาอี้?) ถ้าเราเป็นโจโฉคงแน่ใจไม่ได้เหมือนกันว่าย้ายข้างตอนนี้จะทันมั้ย  โจโฉตัดสินใจสู้กับตั๋งโต๊ะเพราะไม่มีพวกอีก ส่วนคนที่ทำตัวสงบเสงี่ยมอย่างอองอุนก็รอดไป ลิยูก็กลายเป็นกุนซือของบิ๊กตั๋งแทนโจโฉ

โจโฉขายสมบัติทั้งหมดโดยไม่ได้เกี่ยวกับพ่อแต่อย่างไร(ดูดีๆ นะครับ ถ้าพ่อโจโฉช่วยแต่แรกจะมีทรัพย์สมบัติมากมายเหลือให้ขนไปหาลูกชายและโดนฆ่าเหรอครับ) โจโก๋ไม่ช่วยแต่ก็เริ่มใจอ่อนเพราะเห็นความอุสาหะของลูกที่ตัวเองไม่เคยเหลียวแล  จึงสั่งให้ทำชุดเกราะที่พอดีตัวและมอบให้ลูกชายในคืนก่อนเดินทาง และโจโฉก็เกณฑ์คนได้เพราะน้องชายสองคน(โจหอง, โจหยิน)และญาติอีกสองคน(แฮหัวตุ้น, แฮหัวเอียน)ที่เห็นพี่บ้าเลยบ้าตาม  ข่งมอได้เห็นข้อความของโจโฉที่เรียกร้องให้คนร่วมใจกันล้มตั๋งโต๊ะ ก็ตัดสินใจแต่งข้อความในให้เหมือนราชโองการลับ แล้วส่งไปยังหัวเมืองต่างๆ(คุณหลอเขียนว่าโจโฉปลอมราชโองการ ความจริงไม่ใช่)ทำให้ยิ่งมีแนวร่วมเพิ่มขึ้น... และยิ่งไปกว่านั้นโจโฉไม่เคยฆ่าลิแปะเฉีย! และคนที่ช่วยให้โจโฉหนีก็ไม่ใช่ตันก๋ง! ความจริงเรื่องลิแปะเฉียถูกเขียนเพิ่มในภายหลังเพราะสุมาเอี๋ยนเห็นว่าเฉินโซ่วเขียนยกย่องโจโฉมากเกินไป  ตันก๋งเองก็เข้าร่วมกับโจโฉหลังโจโฉแยกตัวจากกองทัพ ก่อนจะสมัครใจไปอยู่กับลิโป้เองเพราะชื่นชมฝีมือ

กลับมาที่งานใหญ่  แม้เค้าจะสามารถรวบรวมผู้คนได้สำเร็จ  แต่โจโฉยังสำคัญตนว่าเป็นฝ่ายบุ๋นแม้จะมีพื้นฐานการต่อสู้อยู่บ้าง  เมื่อรวบรวมกำลังสำเร็จก็ยกอ้วนเสี้ยวเป็นหัวหน้าตามความเคยชินซึ่งทุกคนก็เห็นชอบ  มีเพียงเปาซิ่นที่พูดกับโจโฉว่า "ความสามารถในการวางแผนนั้นหาใช่ความสามารถธรรมดาทั่วไปที่ใครก็มีได้  ท่านเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถจัดการความวุ่นวายและทำให้แผ่นดินสงบสุข  แม้ว่ากองทัพของเราจะแข็งแกร่ง  แต่เราก็อาจจะไม่ได้รับผลสำเร็จถ้าผู้นำด้อยความสามารถ  ตัวท่านนั้นเหมือนดั่งสัญญาณจากสวรรค์" และนักรบที่ยอดเยี่ยมอีกคนก็คือซุนเกี๋ยน, ชาวเหนือผู้มีเชื้อสายชิตัน(ปัจจุบันนี้ทราบแล้วว่าชิตันเป็นคนขาวและเป็นบรรพบุรุษชาวรัสเซีย นั่นน่าจะเป็นสาเหตุที่ซุนกวนมีดวงตาสีฟ้า)ที่รบอย่างจริงจัง  กวนอูก็ถูกเลือกให้รบในทัพของซุนเกี๋ยนและคอยคุ้มกันซุนเกี๋ยนจนสามารถสังหารหัวหยงได้(ซุนเกี๋ยนฆ่านะครับไม่ใช่กวนอู) อย่างไรก็ดีการประกาศตนเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยเช่นนี้ทำให้ตระกูลอ้วนถูกฆ่าล้างโคตรกว่าห้าสิบชีวิต
 <โจโฉกับซุนเกี๋ยน

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ตั๋งโต๊ะของขึ้นเช่นกันครับ พอมีคนมาต่อต้านความโหดเหี้ยมก็ยิ่งทวีขึ้น  การ์ตูนเรื่องจอมราชันย์อหังการบรรยายเหตุการณ์ช่วงนี้ได้สมบูรณ์แบบตามบันทึกประวัติศาสตร์ครับ  ซ้ำยังสามารถเปิดภาพให้เราเห็นเหตุการณ์ในยุคนั้นได้แจ่มชัดมากขึ้นด้วย(ลองไปอ่านดู)  และที่แย่ไปกว่านั้นคือกองทัพคณะปฏิบัติเองก็พากันฝ่อเมื่อเห็นตั๋งโต๊ะเจ้าลงประทับแบบนั้น  แถมขุนพลทั้งสิบเจ็ดก็เบ่งใส่กัน  ประทานโทษครับ, ส่วนใหญ่ล้วนเป็นประเภพขุนพลไร้สมองเพราะไม่มีใครหนีบกุนซือมาทำศึกแม้แต่คนเดียว  ทั้งกองทัพจึงมีโจโฉเป็นกุนซือคนเดียวที่ทั้งประสานงาน เสนอแผนการ วางแผนต่างๆ และไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง  และดูจะยังไม่มีใครสนใจรบเพื่อบ้านเมืองจริงๆ นอกจากตัวท่านกุนซือที่พึ่งโชว์เทพฝ่าลงล้อมกลับค่ายแค่ครั้งเดียวและท่านซุนเกี๋ยนจอมบู๊ แต่ตัวเองก็ถูกอ้วนสุดกัดข้างหลังตลอดเพราะความอิจฉาจึงถอดใจออกจากกองทัพไป(อาจจะเพราะได้ตราหยกไปด้วย) เมื่อเหตุการสุดจะทนดังนี้กุนซือคนเดียวของกองทัพขัดใจหนักจึงลุกโวยออกมาว่า

"พวกท่านก่อตั้งกองทัพเพื่อทำลายศัตรูและนำความสงบสุขมาสู่บ้านเมือง  เวลานี้ทัพใหญ่ก็พร้อมแล้วทำไมพวกท่านยังจะมากัดกันเองแบบนี้อีก  ตอนแรกนั้น, ถ้าตั๋งโต๊ะยังยึดถือราชสำนักใช้ลกเอี๋ยงเป็นฐานที่มั่นทัพพันธมิตรของเราเป็นย่อมกลายเป็นศัตรูกับทั้งแผ่นดิน  เพราะต่อให้ตั๋งโต๊ะมีพฤติกรรมเป็นกบฏแต่ก็ยากที่จะชี้ชัดลงไป  ทว่า... ตอนนี้ตั๋งโต๊ะเผาวังหลวงและเมืองหลวง  แล้วยังลักพาตัวองค์จักรพรรดิไป  ทั่วทั้งแผ่นดินล้วนอยู่ในความวุ่นวายและไม่มีผู้ใดล่วงรู้จะว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป  นี่เป็นเวลาที่ตั๋งโต๊ะจะได้โทษทัณฑ์จากสวรรค์แล้ว  ขอเพียงรบแค่ครั้งเดียวทั่วทั้งแผ่นดินจะสงบสุข"

แต่ไม่มีใครทำอะไรครับ  ทุกคนนั่งซื่อบื้อกันหมด ท่านกุนซือขัดใจหนักก็คิดได้ว่า 'กูไปเองก็ได้  ให้มันรู้กันไปว่าพวกมึงไม่แน่เหมือนกู' แล้วก็คุมทัพออกไปเอง  นี่คือครั้งแรกที่โจโฉก็ได้โชว์ความสามารถในการเป็นแม่ทัพ  แม้ว่าจะพ่ายแพ้  แต่ก็นับว่าทำได้ดีมากเมื่อคิดว่านี่คืองานใหญ่ครั้งแรกที่เค้าลงมือเอง  แทนที่จะนั่งวางแผนอยู่ในกระโจมหรือในห้อง  และเมื่อเค้าและทหารอยู่ในภาวะวิกฤตท่ามกลางห่าธนูของซีเอ๋ง  โจโฉแข็งใจสั่งการกองทัพทั้งๆ ที่ทั้งตัวเองและม้าที่ขี่แทบจะกลายเป็นเม่นอยู่แล้ว(เจ็บหนักกว่าในนิยายมาก)  และฝ่าออกมาได้  ทุกคนมีธนูปักเต็มตัวรวมทั้งโจโฉด้วยและม้าของโจโฉก็ล้มลง  โจหองสละม้าให้พี่ชายต่างมารดาและพูดประโยคสุดเด็ดว่า "แผ่นดินนี้ไม่มีน้องหองไม่เป็นไร แต่ขาดพี่โฉไม่ได้" แล้วพากลับค่าย โจโฉลากสังขารไปยังที่ประชุมด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลและแทบจะยืนไม่ไหว  เพียงเพื่อจะได้เห็นบรรดาแม่ทัพกินเลี้ยงอย่างสนุก  เค้าด่ากราดก่อนจะเสนอแผนการรบอีกครั้ง

"ขอให้ท่านเจ้าเมืองปุดไฮนำกองทัพโห้ลายบุกเข้าด่านเป๊ง  ในขณะที่เจ้าเมืองคนอื่นๆ ที่นี่นำทัพไปล้อมเชงเกา  ยึดคลังเสบียงหลวง  และปิดทางหวนหยวนและไท่กู่แล้วพวกเราก็จะครองดินแดนในด่านทั้งหมด  แล้วแม่ทัพอ้วนสุดก็จะสามารถนำทัพจากลำหยงผ่านต้านและซี มายังด่านงอเพื่อคุกคามซานฟุ  ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรเราก็มีจุดแข็ง  และรักษาการณ์ในพื้นที่ที่เราเฝ้าระวังอยู่หลังกำแพงและคูเมือง  พวกเราเลี่ยงการต่อสู้ได้  แต่แสดงการเคลื่อนทัพให้ทุกคนได้รู้  แล้วทั้งแผ่นดินก็จะรู้ว่าพวกเราคือจงรักภักดีและต้องการทำลายโจรกบฏ  สถานการณ์จะคลี่คลายไปเอง  คนของเราล้วนติดตามเราเนื่องจากความวุ่นวายในแผ่นดิน  ถ้าเรายังลังเลหรือชักช้าที่จะลงมือ  เราอาจทำให้คนทั่วแผ่นดินต้องผิดหวัง  ข้ารู้สึกละอายใจแทนพวกท่านยิ่งนัก"  แต่หลังจากที่เห็นสภาพโชกเลือดของโจโฉแล้วไม่มีใครคิดจะทำตามแผนของเค้าอีก  ดังนั้นโจโฉจึงออกจากค่ายพร้อมกับคนของเค้า  ส่วนคนอื่นๆ ก็กัดกันต่อไปแล้วแยกย้ายไปคนละทิศละทางในที่สุด

ดูเหมือนเหตุการณ์ในครั้งนั้นโจโฉไม่คิดจะรับใช้นักการเมืองคนใดอีก  แต่ผันตัวเองไปเป็นนักการเมืองและเป็นแม่ทัพซะเอง  ซึ่งความจริงเค้าก็ได้แสดงคุณสมบัติให้เป็นที่ประจักษ์แต่สายตาผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนแล้วในการพยายามรวบรวมคนปราบตั๋งโต๊ะจนกระทั่งการฝ่าวงล้อมกลับค่ายด้วยกำลังตัวคนเดียว  จนถึงการคุมทัพครั้งแรก  แม้การที่โจโฉเป็นกุนซือมาก่อนตลอดจนรูปร่างหน้าตาที่ดูบอบบางก็ทำให้คนทั่วไปมองว่าโจโฉเป็นผู้นำที่อ่อนแอในยุคแห่งความวุ่นวาย  แต่ถ้าโจโฉไม่แน่จริงผมว่าเค้าคงไม่สามารถผงาดขึ้นมาได้ในกาลต่อมา
 <ภาพนี้จงใจล้อเลียนโจโฉในแง่ที่ตัวเล็กและดูอ่อนแอ โดยเอาไปเปรียบเทียบกับเด็ก  และพระเจ้าช่วย... เหมือนเด็กจริงๆ ครับท่าน

เรารู้แล้วว่าสุดท้ายแล้วโจโฉสามารถครอบครองเกือบทั้งหมดของแผ่นดินได้และวันที่เค้าตายนั้นซุนกวนอยู่ในอานัติของเค้าและลูกชาย(โจผี)ด้วย แปลว่ายุคสามก๊กจริงๆ คือในสมัยโจยอยและสิ้นสุดในยุคสุมาเอี๋ยนเท่านั้นเอง  เพราะสภาพที่แท้จริงของบ้านเมืองตอนนั้นโจโฉในตำแหน่งวุ่ยอ๋องนั้นถ้าเราถือว่าการยอมรับอำนาจรัฐบาลของซุนกวน(แม้จะเป็นช่วงสั้น)คือการยอมอยู่ในอานัติของโจโฉ  ก็เท่ากับว่าสามารถแผ่อำนาจไปถึง90% ไม่ใช่แค่ 70% ซึ่งเกือบทั้งประเทศทีเดียว(และแผนที่ๆ ดูเหมือนจะเป็นสามก๊กอย่างชัดเจนนั้นจริงๆ เป็นสมัยของโจยอยครับไม่ใช่โจโฉ) ถ้าเรานับว่าโจโฉเป็นกุนซือก็ถือว่าเป็นกุนซือที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าใครในสามก๊กทีเดียว  และเพราะสิ่งที่โจโฉทำไว้สุมาเอี๋ยนจึงชุบมือเปิบอย่างง่ายๆ  ความจริงแล้ว ทั้งโจผีและรุ่นต่อมาจนกระทั่งตระกูลสุมาล้วนเสวยสุขจากทางที่โจโฉได้แผ้วถางไว้ทั้งสิ้น

บางครั้งผมก็แอบคิด  แค่คิดเล่นๆ นะครับ  โจโฉอยู่มาจนอายุสามสิบหกเพราะสุมาฝาง  ถ้าเราจะถือว่าสุมาฝางตั้งใจฝึกโจโฉให้เป็นยอดกุนซือ ก็เท่ากับว่าโจโฉเป็นกุนซือของสุมาฝาง  กุนซือของตระกูลสุมา... น่ากลัวนะครับถ้าจะคิดว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาสุมาอี้ไม่ใช่กุนซือของโจโฉ แต่โจโฉต่างหากที่เป็นกุนซือของตระกูลสุมา โดยการวางรากฐานของสุมาฝางนั่นเอง โจโฉก็นับว่าเป็นกุนซือที่ประสบความสำเร็จที่สุดยุคสามก๊ก  โจโฉเก่งจริงๆ ในการนำตระกูลสุมาขึ้นสู่ตำแหน่งฮ่องเต้ในที่สุด  ในขณะข่งเบ้งที่ว่าเก่งนักหนาไม่สามารถจะทำให้อาเต๊าหรือลูกหลานในรุ่นต่อไปหลังจากที่เค้าตายสามารถเป็นฮ่องเต้ที่ยิ่งใหญ่ได้เลย  แล้วสิ่งนี้ยังเป็นสิ่งที่ยอดกุนซือคนอื่นๆ ในยุคเดียวกันไม่สามารถทำสำเร็จ

ขอย้ำนะครับ... ว่า... คิดเล่นๆ!!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #473 ยัยคลั่ง3ก๊ก(...) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 18:33

    โจโฉในภาพล้อเลียนน่ะฉากแรกทําเอานิกว่เด็กผู้หญิง แต่ก้น่ารักดีนะ

    #473
    0
  2. #457 สาววายผ่านทาง (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 / 14:53
    เป็นคิดเล่นๆที่โหดสั สเลยค่ะไรท์ 55555 ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆล่ะก็ คนที่ฉลาดที่สุดในเรื่องนี้ก็คงเป็นสุมาฝาง ฝึกกุนซือที่เก่งจนรวบรวมยอดคนได้เกือบร้อย ขออนุญาตนำข้อมูลทั้งหลายไปปรับใช้แต่งนิยายนะคะ 
    #457
    0