The last of your expectation

ตอนที่ 29 : เรื่องราวของเหล่าวีรบุรุษที่โลกไม่จดจำ--1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 358
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    21 ธ.ค. 54

แสงจากไม้กายสิทธิเปิดทางให้เอรีสพุ่งผ่านมาถึงพร้อมกับอาเทน่า รวมถึงผู้วิเศษอีกหลายคน ทำให้พวกแฮร์รี่ที่อยู่ในภาวะตึงเครียดลดความลำบากลง  ตอนนี้หลายคนมองเห็นผู้พิทักษ์รูปสิงโตสามตัว(จากอาเทน่า เอรีส และเฟรย์) ซึ่งผ่ากลุ่มยมทูตออกไปเป็นวงกว้าง "รีบหลับไปที่ฮอกวอร์ต!" เอรีสตะโกน "เร็ว!"

"ไม่ได้!" ทอมตอบกลับ "เราต้องหาอัลกับสเนป!" ระหว่างนั้นเสียงตะโกนของเอมิเรียผ่าออกมา

"อะพอลโล่กับอาร์เทมีสจะตามหาพวกเค้า! เร็ว! รีบกลับไปที่ฮอกวอร์ต!!"

"จะกลับไปทางไหนกันล่ะ!?" แฮร์รี่ว่า "เราไม่รู้ว่าเราอยู่ที่ไหนด้วยซ้ำ!" เสียงของซิเรียสดังผ่าความวุ่นวายออกมา

"ตามชั้นมา! แฮร์รี่! ตามชั้นมา!"

แล้วซิเรียสก็กลายเป็นหมาสีดำ  พุ่งออกไปโดยมีลูเครเซียเบิกทาง ตอนนี้แฮร์รี่พยายามไม่คิดห่วงลูกชาย แต่พยายามคิดในทางดีกว่าอย่างน้อยเค้าก็มีสเนปอยู่ด้วย และแม้สเนปออกจะนิสัยแย่  แต่เค้าจริงใจต่อลิลี่ เอฟเวนส์--แม่ของแฮร์รี่ เห็นแก่อัลที่เป็นสายเลือดของลิลี่  สเนปจะไม่มีวันปล่อยให้อัลอยู่ในอันตราย ไม่มีวัน!








สเนปลังเลที่จะให้อัลตามไป  แต่เพราะเด็กชายยืนกราน "ผมมีความทรงจำของย่าลิลี่มากขึ้นทุกขณะ! สุดท้ายผมก็ต้องรู้เรื่องทั้งหมดที่ย่าลิลี่รู้! ไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบังผมหรอก!" เค้าจึงยอมตาม ระหว่างทาง ทั้งคู่เริ่มมองหน้ากันอย่างลังเลเพราะเรเวนคลอทำท่าจะเดินตรงไปโดยไม่หันกลับมา  แต่ยังไม่ทันที่จะได้ถามอะไร ทั้งคู่ก็ต้องชะงักกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า  ตอนนี้เรเวนคลอหายไปแล้ว  พวกเค้ากำลังอยู่ที่ฮอกวอร์ต!? แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง  ในเมื่อพวกเค้าเดินลึกลงไปใต้พื้นดิน!?! จนกระทั่งเมื่อเด็กกลุ่มหนึ่งวิ่งทะลุร่างของสเนปไป ทั้งคู่จึงเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง

อัลบัส และ เซเวอรัส ไม่ได้มีตัวตนจริงๆ ในโลกนี้!?

ท่ามกลางแสดงสว่างที่สาดส่องเข้ามาในทางเดิน ดวงตาของสเนปไปหยุดที่ภาพของเด็กผู้ชายคนหนึ่งตรงหน้าซึ่งเหมือนจะรอใครซักคนอยู่ รู้ว่าเป็นสลิธีรีนจากเครื่องแบบนักกีฬาแบบโบราณที่ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว อายุประมาณสิบห้าหรือสิบหกปี ค่อนข้างสูง-ผอมบาง-ผมสีดำเป็นมันเยิ้ม-ตัดสั้นระดับต้นคอ จมูกงุ้มเป็นตะขอและผิวขาวซีด สเนปวิ่งเข้าไปหยุดข้างๆ เด็กหนุ่มเพื่อจะได้เห็นกับตาว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีดวงตาสีดำสนิทที่เหมือนเค้าอย่างไม่ผิดเพี้ยน แต่ก็ชั่งแตกต่าง มันไม่ได้เย็นชาว่างเปล่าเหมือนของเค้า มันดูใสสะอาดเหมือนดวงตาของบราเทอร์เซเวอรัสมากกว่า คิ้วดกดำ รูปหล่อสะดุดตา(เอาเป็นว่าเหมือนเป็นอลัน ริคแมนเวอร์ชั่นหนุ่มแล้วกัน จะได้จิ้นกันง่ายๆ) เหมือนกำลังมองใครอยู่  แม้เด็กหนุ่มคนนี้จะไม่ได้หน้าตาดีที่สุดในโลก ไม่ได้หล่อเหลาราวเทพบุตร  แต่ท่าทางของเค้าดึงดูดความสนใจและสังเกตเห็นได้ และจากประสบการณ์ของสเนปกับท่าทางของเด็กสาวหลายคนที่เดินผ่านไปพร้อมส่งสายตาอย่างมีความหวังมาให้ เค้ามั่นใจว่าเด็กหนุ่มคนนี้คุ้นชินกับการมีผู้หญิงเดินตามเป็นขบวน

"นั่นโลกินี่!" เสียงของเด็กผู้ชายอีกคนทำให้สเนปหันกลับไป และต้องตกใจกับภาพของเด็กชายสองคนที่สวมชุดนักกีฬากริฟฟินดอร์ เจ้าของเสียงเหมือนเดรโก มัลฟอยตอนอายุสิบห้า-สิบหกอย่างไม่ผิดเพี้ยน "เฮ้! โลกิ!" ทุกอย่างทั้งจมูก-คิ้ว-ตา-ปาก-รูปร่าง แตกต่างแค่สีสัน!? เด็กคนนี้เป็นเดรโกเวอร์ชั่นผมสีทอง ตาสีน้ำตาล นั่นทำให้สเนปหนาวเยือก ตาของเด็กคนนี้เหมือนเจมส์ พอตเตอร์-คู่อริในวัยเยาว์ของเค้า

"เจมส์..." เด็กหนุ่มผมดำมันมีปฏิกิริยาโต้ตอบในที่สุด แต่เค้าไม่ได้มองเด็กผมทอง เค้ากำลังมองเด็กที่เดินมาด้วยกัน เหมือนเจมส์ พอตเตอร์-คู่อริ-แต่มีดวงตาสีฟ้าและแว่นกรอบสี่เหลี่ยม "ลมอะไรหอบนายมาเนี่ย  พวกนายไม่ยักอยู่กับเพื่อนร่วมทีมส์ของนาย"

"นายก็ไม่อยู่ฉลองชัยกับสลิธีรีนเหมือนกัน... อันที่จริงนายมารอเจอชั้นใช่มั้ย" คนที่เหมือนพ่อของแฮร์รี่ พอตเตอร์แสดงท่าทางเหมือนเป็นศัตรู  แต่บางอย่างในพวกเค้ากลับมีอะไรที่ลึกล้ำจนบรรยายไม่ได้ สเนปแน่ใจว่าแม้สองคนนี้จะเหมือนไม่ถูกกัน แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น พวกเค้าพร้อมจะสละชีวิตเพื่ออีกฝ่ายอย่างไม่ลังเล "พริ้นซ์!"

"พริ้นซ์...?" สเนปทวนคำเบาๆ และอัลหันมายังเค้า

"นั่นเป็นนามสกุลของแม่เซวีนี่ฮะ!"

สเนปพยักหน้าช้าๆ ขณะที่มองดูเด็กสองคนที่ยืนคุมเชิงกันโดยไม่ทำอะไร  ถ้าเป็นเค้ากับพ่อของแฮร์รี่มันคงต้องซัดกันจนแหลกไปข้าง แต่จนแล้วจนรอด  ก็ไม่มีอะไรหลุดจากปากของโลกิ พริ้นซ์จนทำให้คนที่เหมือนพ่อของแฮร์รี่ต้องจากไปด้วยท่าทางที่ไม่พอใจระคนผิดหวัง "เฮ้! โอดีน! ทำไมงั้นล่ะ!" เจมส์ที่ดูราวกับเดรโกเวอร์ชั่นผมทองร้องขึ้น พลางทำท่าจะตามไป  แต่ก่อนจะตามไปก็หันมามองโลกิ พริ้นซ์อย่างเศร้าๆ "ทำไมล่ะ... พวกนายไม่ได้เกลียดกันจริงๆ ไม่ใช่รึไง!?" โลกิส่ายหน้าอย่างทอดถอนใจ เจมส์ถอนใจบ้าง "ยังไงก็ตาม... เรื่องของพวกนายอาจจะต้องการเวลา... แต่ว่าเรื่องของพี่สาวชั้นน่ะ... นายไตร่ตรองเรื่องถอนหมั้นหน่อยเถอะ ถึงเธอจะแสดงออกแบบนั้น  แต่เธอชอบนายจริงๆ นะ... ชอบมากๆ เลย  เอ่อ... เผื่อนายไม่สังเกต"

"จามีสไม่ได้ชอบชั้นจริงๆ หรอก... ไม่งั้นเธอคงไม่ทำแบบนั้น  นายทำกับคู่หมั้นของนายแบบนั้นเหรอ เจมส์"

"...ก็จริง  แต่ถ้านายถอนหมั้น  พ่อของชั้นคงไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่หรอกนะ"

"ชั้นไม่คิดว่าผู้นำตระกูลพอตเตอร์จะเอาเรื่องเด็กกำพร้าที่อยู่ตามลำพังกับเอลฝ์ประจำบ้านอย่างชั้นหรอก  อีกอย่าง  มันดีต่อครอบครัวของนายมากกว่า  เพราะแม่นายอยากอัสลันเทียเป็นลูกเขยพร้อมๆ กับที่จะได้ไดอาน่าเป็นสะใภ้  ถ้าชั้นถอนหมั้นบ้านนายก็จะได้อยู่กันอย่างสงบสุขซะที  และอัสลันเทีย  ชั้นไม่คิดว่าพ่อของเค้าจะมีปัญหากับการที่แม่นายจะมาทาบทามลูกชายเค้าหรอก  เพราะยังไงซะ  ครอบครัวมัลฟอยก็ต้องการสะใภ้เลือดบริสุทธิ์ที่มาจากตระกูลอันสูงส่ง  คุณสมบัตินี้ครบถ้วนในตัวของจามีส พอตเตอร์อยู่แล้ว"

"แล้วความรู้สึกของจามีสล่ะ?"

โลกิยิ้มอย่างอ่อนโยน "เจมส์... เจ็บตอนนี้ยังดีกว่ายิ่งอยู่ยิ่งเจ็บนะ  อีกอย่าง ถ้านายคิดว่าสงสารพี่สาวตัวเอง  แล้วถ้าเราแต่งงานกันไปแล้วชั้นก็ไม่รักเธอจนนาทีสุดท้าย  เธอก็ยิ่งน่าสงสารกว่าเหรอ  ยังไม่รวมความจริงที่ว่าเกิดชั้นรักคนอื่น..."

"เข้าใจล่ะ... ชั้นคงเปลี่ยนใจนายไม่ได้สินะ"

"จามีสเป็นคนเข้มแข็ง  ไม่มีทางล้มลงไปตายกับเรื่องขี้ป่ะติ๋วแบบนี้แน่ๆ"

เจมส์ พอตเตอร์จากไปแล้ว  สเนปยิ้มจางๆ เค้ารู้แล้วว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ย้อนกลับไปในสมัยที่คุณตาของเค้าเป็นเด็ก บางทีเค้าอาจจะได้เห็นดัมเบิ้ลดอร์วัยสิบหกที่นี่ด้วย  น่าประหลาดที่รู้ว่าตาของเค้ากับปู่ของคู่อริเป็นเพื่อนกัน  สเนปพอจะนึกออกแล้วว่าหน้าตาของจามีส พอตเตอร์จะดูเป็นอย่างไร... เธอต้องเหมือนน้องชายของเธอแน่ๆ และเอรีสก็หน้าตาเหมือนแม่ของเค้า  ลูเซียสและเดรโกรวมทั้งสกอร์ปิอัสก็หน้าตาเหมือนเอรีส  พวกนั้นจึงพลอยดูเหมือนเจมส์ พอตเตอร์คนเมื่อกี้ไปด้วย  ตอนนั้นอัลโพล่งขึ้นอย่างตื่นเต้น "เซวี! นั่นน่ะ! ปู่ของปู่ผมใช่มั้ยฮะ!"

"ใช่... บางที คนที่ชื่อโอดีนก็อาจจะเป็นตาของปู่ของเธอด้วย... เค้าต้องเป็นโอดีน เมอร์กัน-พ่อของเฟรย์แน่ๆ"

ไม่นานนัก  ทั้งสองก็ต้องหันไปยังจุดสนใจใหม่  นั่นคือเด็กผู้ชายผมยาวสีเงินที่มีดวงตาสีเงินสวยงาม-คนตระกูลมัลฟอย-ในชุดนักกีฬาของสลิธีรีน  หน้าตาคล้ายไดอาน่า  ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่านั่นคืออัสลันเทีย "โลกิ... อยู่นี่เอง  ทำไมนายไม่ไปฉลองกับทุกคนล่ะ"

"งานนี้ควรฉลองให้นาย อัสลัน  เพราะนายจับลูกสนิชได้  สลิธีรีนไม่เคยทำแต้มมากขนาดนี้เลยในประวัติศาสตร์!"

"เพราะเรามีเซนเซอร์ที่เก่งอย่างนายต่างหาก  ต่อให้ชั้นจับสนิชไม่ได้กริฟฟินดอร์ก็ไม่มีทางตามทันหรอก  นายเป็นนักกีฬาที่เก่งที่สุดเท่าที่เรามีเลย" โลกิส่ายหน้า

"อย่าเลย มันเป็นความผิดของชั้นที่เราพลาดถ้วยบ้านดีเด่น... ถ้าชั้นไม่ทำเสียมากขนาดนั้น  ตั้งพันคะแนน  บ้านเรายังติดลบอยู่เลย..."

"นายไม่ได้ฆ่ายูนิคอน! ชั้นเชื่อแบบนั้น  เจมส์เชื่อแบบนั้น  และโอดินก็เชื่อแบบนั้นเหมือนกัน บางทีอาจจะเป็นดัม--"

"ไม่มีทางเป็นดัมเบิ้ลดอร์หรอก เค้าอาจจะดูเหมือนหมกมุ่นไปบ้าง--"

"แต่เค้าเป็นพยายานว่าเห็นนายที่นั่น! แม้เค้าจะไม่ได้ทำจริง! แต่เค้าอาจจะรู้ว่าใครทำ! และเค้าไม่ยอมบอกอาจารย์! ได้โปรดเถอะโลกิ ชั้นรู้ว่านายรู้สึกอะไรกับเรื่องนี้! สาบานได้ว่านายต้องรู้สึก! ไม่งั้นนายถอนหมั้นจามีสที่ให้การไปในทางเดียวกับดัมเบิ้ลดอร์ทำไม!"

"ชั้นไม่ได้ถอนหมั้นจามีสที่พูดความจริงหรอกนะ ยอมรับว่าโกรธที่เธอแก้แค้นชั้นโดยวิธีนี้ แต่ที่เธอพูดก็เป็นความจริงทุกอย่าง!" โลกิลดเสียงลง "ส่วนดัมเบิ้ลดอร์... เค้าเสียใจที่ทำให้ชั้นถูกคาดโทษจากกระทรวงเวทมนตร์  แม้ผลการตัดสินจะกลายเป็นว่าชั้นฆ่ายูนิคอนโดยไม่ตั้งใจ  แต่เค้าก็ได้พูดสิ่งที่ทำให้ชั้นกลายเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งทั้งๆ ที่เค้ารู้เต็มอกว่าชั้นไม่ได้ทำ  ชั้นรู้ว่าเค้าเสียใจและรู้สึกผิด.. แต่นายเข้าใจหน่อยเถอะว่าเค้าเป็นคนที่น่าสงสาร ไม่มีเพื่อน... น่าสงสาร"

"โลกิ... นายรู้ใช่มั้ยว่าใครฆ่ายูนิคอน" โลกิไม่ตอบ ทำให้อัสลันเทียคาดคั้น "โลกิ!"

"ไม่ใช่โดชหรอก... แน่นอนว่าไม่ใช่นักเรียนของโรงเรียนนี้"

"แล้วเค้าเป็นใคร!?!" อัสลันเทียดูเดือดดาล

"เค้าเป็นคนสำคัญของดัมเบิ้ลดอร์... นายรู้ใช่มั้ยว่าคนเราพร้อมทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อปกป้องคนที่รักแม้จะต้องทำร้ายคนอื่น..." โลกิหันไปมองเพื่อนอัสลันเทีย "คนที่มีความรักไม่ใช่คนเลวหรอก"

"เด็กเดริมสแตรงนั่น!" อัสลันเทียถอนใจก่อนจะบอก "ก็ดี! อย่างน้อยเรื่องบ้าๆ นี่ก็ทำให้เห็นโฉมหน้าของคนหลายคน  และคนที่ชั้นสงสัยมาตลอดว่าเพื่อนนายหรือศัตรูของนายก็คือโอดิน... เค้าปกป้องนายมาก" อัสลันเทียหันมามองโลกิ "ที่นายมาที่นี่เพื่อคุยอะไรกับเค้าใช่มั้ย"

"รู้ด้วยเหรอ!"

"เดาเอาจากตอนที่นายถามว่าทำไมเค้าช่วยนาย เค้าบอกว่าไงนะ 'คนอย่างนายไม่เคยรู้อะไรเลย! ไม่ซักอย่าง!' แล้วจากนั้นท่าทางของนายก็ดูแปลกๆ" อัสลันเทียหยุดถอนใจก่อนจะถามอีกครั้ง "นายคุยอะไรกับเค้ารึยัง" โลกิส่ายหน้า "ทำไมละ!?"

"เพราะเค้าบอกว่าชั้นไม่เคยรู้อะไรไง ก็เลยไม่ได้พูดอะไร  เพราะกลัวว่าความไม่รู้ของชั้นจะไปทำร้ายเค้า"

ทุกอย่างเปลี่ยนไป  ตอนนี้สเนปและอัลอยู่ท่ามกลางการโจมตีของผู้คุมวิญญานและพวกเค้าได้เห็นการต่อสู้กับผู้คุมวิญญานโดยไม่ต้องเสกผู้พิทักษ์--คาถาอันเป็นทักษะของพ่อมดศาสตร์มืดเช่นนี้เห็นได้ทั่วไปในกลุ่มของผู้เสพความตายจนพวกมันหายไป  อัสลันเทียและโลกิประคองกันและกันขึ้นในความมืดพลางระวังภัย  แล้วอยู่ๆ แสงสว่างที่ทรงพลังก็เรียกความสนใจของทุกคน  ผู้พิทักษ์ขนาดเล็ก แมว!? ไม่ใช่สิ แบดเจอร์ต่างหาก!! และสเนปรู้โดยสัญชาตญานว่าอะไรคือสิ่งที่เค้าต้องมองหา  เค้าวิ่งออกไปทันทีโดยมีอัลร้องตาม "เซวีฮะ! คอยด้วย!!" แต่สเนปไม่หยุด  เค้าวิ่งไปเรื่อยๆ จนทันตัวแบดเจอร์และแซงมันออกไป  พลางมองหา  อัลหอบฮักๆ มาหยุดข้างๆ "เซวีฮะ! เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น!?"

"มองหาจุดสีเงินช่วยชั้น! อัล! มันจะนำเราไปหาคนที่เสกผู้พิทักษ์!" อัลมองไปรอบๆ และ

"นั่นไง!"

ทั้งสองรีบวิ่งไปจนกระทั่งถึง  และเห็นว่าแสงระยิบระยับคล้ายดาวมาจากไม้กายสิทธิ์ของผู้วิเศษในชุดสีดำ  ยืนบนโขดหิน... ใต้ต้นไม้ที่ยืนต้นตาย... ชุดสีดำปลิวไสวในสายลมเย็น  ผมสีดำยาวสยาย  และ ช่างคล้ายสเนปในตอนนี้มากเหลือเกินเพียงแต่ไม่ได้มีผมเป็นมันเยิ้มเหมือนเค้า  และตาของพ่อมดหนุ่ม  ไม่ใช่สีดำ! มันเป็นสีทองที่ส่องแสงจ้าในรัตกาลเหมือนแมวหรือนกฮูก!? เค้ามีจมูกที่คมเป็นสันเช่นเดียวกับแม่ของเค้า ครู่หนึ่งสเนปลดสายตาลงตามสายตาของพ่อมดสีดำและพบผู้หญิงคนหนึ่งหลับอยู่บนพื้น  ผู้หญิงที่หน้าคล้ายๆ เค้า แต่ก็ไม่เหมือน... ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดเท่าที่สเนปและอัลเคยเห็น! เธอคือผู้หญิงที่ภาพของเธอปรากฏอยู่ในห้องลับของตระกูลมัลฟอยโดยปราศจากการเคลื่อนไหวเฉกเช่นภาพอื่นๆ ในโลกเวทมนตร์!! แต่บางสิ่งในหัวเค้าก็แย้งว่านี่เป็นไปไม่ได้! เพราะผู้หญิงในภาพนั้นคือเฮก้า ฮัฟเฟิลพัฟ!

แล้ว... ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร!?

"เซวีฮะ... คุณตาคุณมา!"

สเนปหันกลับไปอีกทางและเห็นโลกิเดินเข้ามาพร้อมกับยกมือขึ้นขวาง อัสลันเทียหยุดขณะที่โลกิเดินทะลุอัลและทรุดลงข้างๆ เค้า สเนปมองไปรอบๆ เพื่อจะพบว่าชายคนนั้นหายไปแล้ว

ภาพรอบๆ ตัวเปลี่ยนไปอีกครั้ง  พวกเค้าอยู่ในคฤหาส สเนปเห็นตาของเค้าเดินออกมาจากห้องนอนและพูดคุยเกี่ยวกับเบาะแสของเด็กผู้หญิงที่พวกเค้าพบ พวกเค้าไม่มีอะไรจะนำทางนอกจากสร้อยคอที่ห้อยจี้รูปดอกแอปเปิ้ลสีทอง ที่ถอดจากคอของหล่อนสลักคำว่า "มานาเกีย" ไว้ด้านหลัง สเนปดึงสร้อยออกจากคอของตนเพื่อเปรียบเทียบ  มันเป็นอันเดียวกัน "คุณใส่สร้อยด้วยเหรอ!?"

"อืม ทำไมเหรอ"

"คือ ผมไม่เคยเห็นมันมาก่อนน่ะ"

"ชั้นใช้เวทมนตร์อำพรางไว้ และตรึงมันไว้กับผิวกาย มันจะไม่หลุดออกจากตัวถ้าชั้นไม่ต้องการ" สเนปบอกอัล "มันเป็นกุญแจที่ทำให้ชั้นพบห้องทำงานเก่าของเฮก้า ฮัฟเฟิลพัฟที่อยู่ที่คุกใต้ดิน และต่อมาชั้นก็ใช้มันเป็นห้องทำงานตอนที่เป็นอาจารย์ที่ฮอกวอร์ต"

"แล้วคุณได้มันมาได้ยังไงก็ในเมื่อ--!" อัลยังไม่ทันถามจบสเนปก็ชิงตอบ

"คุณยาย... แม่ของแม่ชั้น  เธอมีชื่อว่ามานาเกีย พริ้นซ์  ถึงจะไม่รู้ประวัติท่าน  แต่ตอนนี้ชั้นพอจะเดาได้แล้วว่ามานาเกียไม่ใช่ชื่อจริง" สเนปหันไปยังประตูห้องที่ปิดอยู่ "เด็กสาวที่หน้าตาเหมือนฮัฟเฟิลพัฟคนนั้น  คือยายของชั้น"

"หาาาา!?!"

คราวนี้ เอลฝ์ประจำบ้านเข้ามารายงานบางสิ่ง  และทำให้อัสลันเทียลุกพรวดไปที่ห้องรับแขกที่มีเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลนั่งอยู่ตามลำพัง  เค้าสูงกว่าทั้งอัสลันเทียและโลกิ ตาสีฟ้าและแว่นรูปพระจันทร์ครึ่งดวง








"นายมาทำหอกอะไรที่นี่!"

"ไม่ใช่ธุระของนายมัลฟอย  ชั้นมาพบพริ้นซ์"

"นายไม่มีสิทธิ์มาพบโลกิอีกแล้วหลังจากที่นายทำให้โลกิมีประวัติเสียในโลกเวทมนตร์เมื่อปีที่แล้ว! นายกล้าดียังไงมาหาเค้า! หลังจากทำให้เค้าเป็นผู้ต้องสงสัยว่าฆ่ายูนิคอนทั้งๆ ที่เป็นแค่เด็กปีหก!"

"พอเถอะอัสลัน!" โลกิปรากฏตัวที่บันได เค้าพูดกับแขกของเค้าอย่างสุภาพและสเนปกับอัลไม่รู้สึกถึงความโกรธแค้นอาฆาตใดๆ "ยินดีต้อนรับอัลบัส ดัมเบิ้ลดอร์... ชั้นได้ยินว่าพ่อกับแม่ของนายพึ่งเสียชีวิต  เสียใจด้วยนะ"

"ชั้นมีเรื่องอยากคุยกับนาย... ตามลำพัง"

"อัสลัน" โลกิหันไปคุยกับเพื่อนสนิท "ขอเวลาเราตามลำพังได้มั้ย" อัสลันเทีย มัลฟอยวิ่งขึ้นบันไดไปพร้อมกับบ่นอุบไปตลอดทาง โลกิหันไปต้อนรับดัมเบิ้ลดอร์ให้นั่งลงที่โซฟา "อีกสามเดือนนายจะเรียนจบแล้ว ระหว่างนี้นายต้องหายตัวกลับไปที่บ้านหลังเรียนเสร็จเพื่อดูแลน้องสาว  คงจะลำบากมากนะ"

ดวงตาสีฟ้าของเด็กหนุ่มดัมเบิ้ลดอร์เป็นประกายจ้า ก่อนถอนใจเบาๆ "มีแต่อำนาจพินิจใจของนายเท่านั้นที่ชั้นไม่เคยสะกัดใจจากมันได้เลย... นายรู้เรื่องอารีอันน่าตั้งแต่เมื่อไหร่"

"สามปีก่อน... ดัมเบิ้ลดอร์, ถ้านายมีอะไรให้ชั้นช่วย--"

"ชั้นไม่ต้องการความเมตตาที่เกินเลยของนายหรอก!!" เสียงของดัมเบิ้ลดอร์ทำให้สเนปตกใจก่อนจะนึกได้ว่าตอนนี้เค้ายังเด็กอยู่ "ชั้นมาที่นี่เพื่อพูดกับนายเรื่องเมื่อปีที่แล้ว! พริ้นซ์! อย่าแสดงน้ำใจกับชั้นมากกว่านี้เลย! นายรู้ตลอดว่าชั้นเป็นยังไงใช่มั้ย! และนายรู้ด้วยว่าชั้นจงใจให้นาย--!"

"แต่คนสำคัญของนายปลอดภัยดีไม่ใช่เหรอ" เสียงของเค้าอ่อนโยนมาก "เพราะงั้นไม่เป็นไรหรอก"

เงียบไปนานมากทั้งคู่ และในที่สุดดัมเบิ้ลดอร์ก็เริ่มต้นขึ้นก่อน "ไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ... ทั้งที่ชั้นใส่ร้ายนาย! แต่นายกลับ--!?!"

"นายไม่ได้ใส่ร้ายชั้นหรอก  นายก็แค่ไม่ยอมพูดความจริงทั้งหมด  เพราะนายต้องปกป้องคนที่นายรักนี่ใช่มั้ย" โลกิยิ้มอย่างไร้เดียงสา






TBC.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

274 ความคิดเห็น

  1. #258 micupcake16 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2559 / 21:06
    โลกิเป็นคนดีเกินไปแล้ว แง้ววว ดัมเบิ้ลดอร์ทำเพื่อคนที่ตัวเองรักสินะ
    #258
    0
  2. #164 Negro Recuerdos (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2554 / 21:56
    แอ้กมาเร็ว ต้อนรับวันพ่อเลยนะคะ โอ้วว สนุกๆ ตื่นเต้นๆ ใกล้ได้รู้ความจริงเพิ่มแย้วววววว

    จะได้ลดอาการ งมโข่ง..
    #164
    0