เล่ห์รัก บ่วงพิศวาส *วางแผงแล้วจ้า*

ตอนที่ 3 : บทที่ 1: ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4293
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    15 พ.ค. 53

  


เสียงนกน้อยที่แข่งกันร้องเจื้อยแจ้วประสานเสียงบรรเลงเคล้ากับสายลมเอื่อยที่พัดผ่านไปรอบคฤหาสน์หลังงาม ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่กลิ่นไอแห่งความอบอุ่นของบ้านนี้ก็ไม่มีวันจางลง เปลี่ยนไปแค่ ณ วันนี้ไม่มีเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กๆ เหมือนเมื่อก่อน

ร่างสูงสง่าของธาวิชญ์ที่สวมชุดลำลองเสื้อโปโลสีฟ้ากับกางเกงขาสั้นสบายๆ เดินลงมาจากบันไดในตอนเช้าของวันจุดหมายคือห้องอาหาร  ใบหน้าคมหล่อยิ้มพรายเมื่อเห็นร่างของบิดานั่งอ่านหนังสือพิมพ์และจิบกาแฟในท่าทีสบายๆ

“อ้าว คุณพ่อกลับมาแล้วหรือครับ ไปฮันนีมูนรอบที่สิบกับคุณแม่ที่สวิตเซอร์แลนด์มาเป็นไงบ้างฮะ” เสียงเข้มถามอย่างอารมณ์ดีพลางทรุดกายลงข้างกายบิดา อดชื่นชมในความรักของบุพการีไม่ได้ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เขาเด็กจนโตพ่อกับแม่แอบหนีไปฮันนีมูนมาไม่รู้กี่รอบ จนเขากับน้องชินเสียแล้ว

“ฮ่ะๆ ก็สนุกดีนะ แต่เหนื่อยว่ะ เพราะแม่แกชวนพ่อเล่นสกีไม่รู้วันละกี่รอบ จนตัวพ่อจะแข็งตายก็เพราะตากอยู่ในหิมะเนี่ยแหละ” ธาวินวางแก้วกาแฟลงพลางพูดเสียงกลั้วหัวเราะยามนึกถึงวันชื่นคืนสุขกับภรรยาที่ดินแดนแห่งขุนเขา  ธาวิชญ์อมยิ้มไปกับเรื่องราวของคุณแม่ยังเปรี้ยวอย่างปภาวรินท์

“แอบนินทาอะไรเกี่ยวกับแป้งกันคะ?” เสียงหวานดังขึ้นก่อนปรากฏร่างที่ยังคงบางเหมือนสมัยสาวๆ เดินเข้ามาในห้องทานอาหารด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ที่ไม่ว่าวันเวลาผ่านมานานเท่าไหร่เธอก็ยังคงสวยสดใสเสมอ

“เปล่าเลยจ้ะที่รัก ผมกำลังบอกลูกว่าเรามีความสุขมากแค่ไหนต่างหากตอนอยู่สวิสน่ะ” ประมุขแห่งบ้านรีบกลบเกลื่อนยิ้มอย่างประจบทันทีที่ได้ยินเสียงประกาศิตของภรรยา ถึงเขาจะเป็นประมุขที่ยิ่งใหญ่ก็จริง แต่เข้าใจไหมว่า เหนือฟ้าย่อมมีฟ้า ขนาดคอนเซาท์ยังต้องมีซุปเปอร์ไวเซอร์เลย

ดวงตาหวานระยับปรายตามองสามีอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อร่างสูงของลูกชายมาสวมกอดจากด้านหลัง พลันปลายจมูกโด่งของลูกที่ได้มาจากพ่อก็กดหนักๆ มาที่แก้มนุ่มของตัวเอง จนธาวินหางตากระตุก

“อื้ม แก้มคุณแม่หอมไม่เปลี่ยนเลยนะครับ ตอนวีย์เด็กๆ หอมยังไงตอนนี้ก็หอมอย่างนั้น” บอกเสียงออดอ้อนก่อนเกยคางบ่นหัวไหล่ของมารดา

“จ้า พ่อคนปากหวาน เดี๋ยวอีกหน่อยก็จะบอกว่าแก้มสาวหอมกว่าแก้มแม่” ปภาวรินท์เอ่ยเสียงเย้าแล้วใช้มือนุ่มลูบใบหน้าคมคร้ามของลูกชายสุดที่รัก

“ไม่หรอกครับ แก้มใครก็ไม่หอมเท่าคุณแม่”

“จ้า” ใบหน้าสวยเหมือนสมัยยังสาวส่ายไปมากับคารมหวานเอาใจ พ่อเป็นยังไงลูกก็เป็นอย่างนั้นไม่มีผิดเพี้ยนจริงๆ

“เฮ้ ไอ้วีย์ ถอยออกห่างจากเมียฉันเดี๋ยวนี้นะ หยุดหอมแก้มเมียฉันสักที เดี๋ยวของที่ทะนุถนอมมาห้าสิบกว่าปีจะช้ำหมด ถอยไป” ร่างที่สูงพอๆ กับลูกรีบเดินมาแทรกกลางแล้วโอบร่างบางของภรรยาไว้อย่างหวงแหน

“เฮ้อ ทำไมคุณพ่อห่วงคุณแม่จัง เป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร คุณแม่ไม่เบื่อบ้างเหรอฮะอยู่กับคนขี้หึง” อดีตน้องวีย์ตัวน้อยเย้าแหย่บิดาแล้วทำหน้าเบ้ก่อนกลับไปนั่งที่ของตัวเอง

“ก็เพราะหึงเนี่ยแหละ ถึงได้มีแกออกมานั่งหน้าสลอน ต่อกรกับฉันอยู่ทุกวันนี้” ปภาวรินท์จัดการบิดหูของสามีโทษฐานพูดจาลามปามให้ลูกฟัง อันที่จริงยามนึกถึงอดีตที่ผ่านมาระหว่างเธอกับธาวินก็มีความสุขไม่น้อย ธาวิชญ์ได้แต่นั่งขำไปกับท่าทางของทั้งสองคนก่อนจะนึกถึงน้องสาวขึ้นมา

“แล้วนี่ยัยปัถย์ยังไม่ตื่นอีกเหรอครับ?” ธาวิชญ์ถามถึง ธันยวีร์ แม่น้องสาวตัวดีฉายา “เจ้าหญิงน้อยขาซิ่ง” ของบ้าน

“จ้ะ บ้านเงียบแบบนี้ก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าแม่น้องสาวตีนผีของเราน่ะยังไม่ตื่น เพิ่งกลับมาจากอิตาลีเมื่อคืน คงเหนื่อยน่ะ” เสียงหวานพูดอย่างอารมณ์ดีด้วยแววตาเป็นประกายยามพูดถึงแม่ลูกสาวจอมแสบคนเล็ก

“วีย์ขึ้นไปดูน้องหน่อยสิ ไม่ได้ทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันมาหลายวันแล้ว” คนที่ยังกอดเมียไม่ปล่อยแนะขึ้น แล้วจูงมือนุ่มของภรรยา จัดการเลื่อนเก้าอี้ให้เสร็จสรรพ  ปภาวรินท์ยิ้มไปกับความน่ารักที่สามีเพียรทำให้อย่างเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ

ธาวิชญ์พยักหน้ายิ้มๆ ก่อนเดินขึ้นไปห้องน้องสาวที่อยู่ชั้นบนด้วยท่าทีสบายๆ วันนี้เป็นวันหยุดเขาจึงรู้สึกผ่อนคลายหลังจากเครียดมาหลายวัน เรื่องงานก็คงเป็นส่วนหนึ่ง แต่เรื่องสาวคนนั้นสิที่เขารู้สึกคิดไม่ตก สายตาหวานนัยน์ตาเศร้าของเธอมันยังตราตรึงอยู่ในดวงตาคมประดุจเหยี่ยวของเขาเสมอมา รสชาติจากกลีบปากหวานฉ่ำทำให้เขาอดคิดถึงไม่ได้ เรือนร่างสะโอดสะองนั่นอีกเล่าที่เมื่อนึกถึงคราใดก็ร้อนวูบวาบไปทั้งตัว สรุปว่านับแต่วันนั้นเขาอดนึกถึงผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เลยจริงๆ ทันทีที่รู้สึกตัวว่าคิดอะไรเลยเถิดจึงรีบสะบัดหน้าอย่างแรงเพื่อไล่ความคิดบ้าๆ ผู้หญิงคนที่เขาควรคิดถึงคือ วโรนิกาต่างหาก แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยมีความรู้สึกพิศวาสกับวโรนิกาเลยสักครั้ง ทั้งหมดนี้คืออะไรกัน?

เมื่อเท้าทั้งสองมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องของน้องสาวความคิดทั้งปวงก็ต้องหยุดชะงักลง เขาได้แต่ภาวนาว่าความสับสนเหล่านี้คงจะว้าวุ่นอยู่เพียงในหัวเท่านั้น อย่าได้ลุกลามไปถึงหัวใจที่แข็งแกร่งของเขาเลย...

มือหนาเคาะรัวสองสามทีลงบนบานประตูของเจ้าหญิงน้อยของบ้าน เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจึงถือวิสาสะค่อยๆ จรดปลายเท้าเข้าไปในห้องนอนสีหวานที่ถูกตกแต่งแบบเจ้าหญิงจริงๆ ตาคมกวาดมองรอบห้องก็อมยิ้มน้อยๆ เพราะผนังห้องมีแต่โปสเตอร์รถยนต์ทั้งนั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจ้าตัวชอบสะสมรถยนต์มากแค่ไหน ถึงขนาดให้คุณพ่อสร้างโรงรถส่วนตัวเอาไว้เก็บรถสปอร์ตที่สะสมเอาไว้เลย

ธาวิชญ์รีบเอานิ้วมาแตะปากของตัวเองทันทีที่เจ้าชิฟฟอน ไซบีเรียนฮัสกี้ตัวผู้สีดำสลับขาวสุนัของค์รักษ์ของน้องสาวทำท่าจะอ้าปากเห่า พอเห็นเจ้านายหนุ่มทำท่าปาดคอมาให้ดูจึงหุบปากฉับแล้วหมอบลงนอนบนเบาะนุ่มของตัวเองเหมือนเดิม

ร่างสูงยืนกอดอกมองร่างระหงของน้องสาวที่ซุกอยู่ใต้ผ้าห่มสีหวานหลับตาพริ้มสบายอารมณ์ ปากเรียวได้รูปกดยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วเดินไปกระชากผ้าม่านสีหวานให้เปิดออกเผยให้เห็นแสงเจิดจ้าของแดดในยามเช้า คนที่กำลังหลับใหลสะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกรบกวนนิทรารมณ์ ทำท่าจะพลิกไปอีกด้านเพื่อหลบแสง แต่ก็ถูกพี่ชายตลบผ้าห่มออกเสียก่อน

“ตื่นได้แล้วเจ้าหญิงน้อยตีนผี คุณพ่อเรียกไปทานข้าว เร็วๆ เลย” ธาวิชญ์พยายามข่มน้ำเสียงให้ดูเข้มทั้งที่ปากก็ขำไปกับท่าทางขี้เซาของน้องสาว เขาชอบนักเวลาแกะแม่น้องสาวออกจากเตียง เพราะรู้สึกสะใจนัก แต่ก่อนตอนเด็กๆ ธันยวีร์ชอบกระโดดทิ้งตัวปลุกเขาจนเจ็บจุกทุกครั้งไป

“ไม่เอาอ่ะ น้องจะนอนต่อ ปิดม่านเหอะ” บ่นเสียงอู้อี้อยู่ใต้หมอนนุ่มทำหน้าบูด ในที่สุดธาวิชญ์ก็ดึงแขนของแม่น้องสาวจอมยุ่งให้ลุกขึ้นนั่งจนได้ทั้งๆ ที่เจ้าตัวก็ขัดใจไม่น้อย

“ตื่นมาคุยกันก่อน ถ้ายังดื้ออยู่พี่จะบอกคุณพ่อว่าตอนอยู่อิตาลีเราแอบโดดงานไปงานเปิดตัวรถนะ!” คราวนี้แหละตาที่ปรือลิบหลี่ๆ เมื่อกี้กลับโบกโพลงเป็นไข่ห่าน เพราะกลัวความลับจะถูกเปิดเผย

“ยะ...อย่าบอกคุณพ่อนะ น้องตื่นแล้วก็ได้”

“อื้มดี แล้วอย่าบอกนะว่าแอบไปแข่งรถกับพวกเขามาด้วยล่ะสิ เรานี่น้า” เจ้าหญิงน้อยยิ้มเผล่รับสารภาพแล้วให้พี่ชายขยี้หัวแต่โดยดี ก่อนโผกอดรัดเอวสอบของพี่ชายอย่างออดอ้อน

“มีอะไรที่พี่ชายไม่รู้เกี่ยวกับน้องบ้างน้า” ธันยวีร์ออดอ้อนตาใส

“ไม่มีหรอก โดยเฉพาะเรื่องหนุ่มๆ เนี่ยพี่รู้ดีว่ามีไอ้หน้าไหนมันมาวอแวกับเราบ้าง ไปอาบน้ำอาบท่าได้แล้วไป ทุกคนรออยู่นะ”

“ค่า” สาวน้อยตีนผีพยักหน้ารับแล้วรีบวิ่งแผล็วเข้าห้องน้ำไปจนพี่ชายที่มองตามหลังได้แต่ส่ายหัว

“ไอ้ชิฟฟอน เฝ้าอยู่หน้าห้องน้ำเนี่ยแหละ ไม่ต้องเข้าไป” ท้ายประโยคเสียงเข้มรีบหันมาสั่งความกับเจ้าสุนัขจอมแสบที่ทำท่าจะวิ่งเข้าไปในห้องน้ำด้วย ผลสุดท้ายฮัสกี้สุดหล่อจึงสะบัดหน้าพรืดไปนั่งหมอบอยู่หน้าห้องน้ำแทน

 ***************************

ในช่วงบ่ายของวัน ร่างสูงของรองประธานฯหนุ่มแห่งหทัยทัตกรุ๊ปเดินวนไปวนมาเป็นเสือติดจั่นอยู่ในห้องนอนของตัวเอง ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องการอะไร คว้าแฟ้มรายงานผลประกอบการของ  HT Jewelry มาอ่านก็แล้ว เซ็นอนุมัติเรื่องต่างๆ ก็แล้วเขาก็ทำไม่ได้ เพราะหน้ากระดาษมักจะมีใบหน้าสวยซึ้งของเธอคนนั้นลอยมาอยู่เสมอ เมื่อทนไม่ไหวมากๆ เข้าจึงคว้ากุญแจรถเดินออกไปในทันที เป้าหมายคือร้านกาแฟร้านนั้นนั่นเอง

“กี๋มาช่วยเราคิดหน่อยสิว่าเราจะหาทางเข้าถึงตัวนายธาวิชญ์อะไรนั่นได้ยังไง” อิษยาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หลังจากที่นั่งครุ่นคิดมาหลายวันที่จะหาทางเข้าถึงธาวิชญ์ แต่ก็ดูลิบหลี่อยู่ในที เพราะจริงอย่างที่กนิษฐาพูด ผู้ชายคนนี้เป็นเข้าถึงยากจริงๆ

“กี๋ขอร้องล่ะอิงค์ เลิกคิดที่จะทำอะไรแบบนี้ซะทีเถอะ ในเมื่อต่างคนก็ต่างมีวิถีทางเดินกันคนละเส้น สู้อย่าไปล้ำเส้นของกันและกันเลยจะดีกว่า นี่กี๋เตือนด้วยความหวังดีนะ”

“ไม่ได้หรอก อิงค์ทำไมได้ ขอแค่อิงค์ได้เห็นเขาเจ็บปวดแค่นั้นพอ อิงค์จะถอยห่างออกจากชีวิตเขาทันที”

“ตามใจ แต่ถ้าคิดจะเข้าถึงตัวเขาน่ะไม่ต้องคิดแล้ว เพราะเขามาโน่นแล้ว” กนิษฐาพยักพเยิดให้เห็นร่างสูงสง่าที่กำลังเดินเข้ามาในตัวร้าน อิษยายิ้มร้ายอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิตของสาวหวาน

“เห็นไหม? อิงค์ไม่ได้เป็นฝ่ายไปยุ่งกับเขาก่อนนะ เขามาเอง” อิษยาพูดได้แค่นั้นร่างสูงของคนที่พูดถึงก็ตรงมาฉุดกระชากแขนเรียวให้ออกไปด้วยกัน ท่าทางของธาวิชญ์ตอนอยู่บ้านกับตอนนี้ช่างต่างกันลิบลับ ยามอยู่ในโลกภายนอกเขามักจะเป็นคนที่หน้าตาเคร่งขรึมตลอดเวลา และยิ่งเวลามาเจอหน้ากับเจ้าหล่อนแล้วเขาก็ยิ่งถมึงทึง เพราะเธอคนนี้แหละที่ทำให้หัวใจของเขาปั่นป่วนโดยที่เธอยังไม่ทันทำอะไรเลย

“เฮ้ คุณจะทำอะไรเนี่ย!” เสียงหวานร้องลั่นพยายามขืนตัวให้หลุดจากพันธนาการ แต่ก็ไม่ทันเพราะเขาจับอิษยายัดเข้ารถพอร์ชคันหรูของเขาเรียบร้อย คนที่ทำหน้าทำตาเหลอหลาใสซื่อเมื่อครู่กลับเปลี่ยนเป็นแสยะยิ้มทันทีขณะที่ร่างสูงกำลังเดินอ้อมไปประจำที่คนขับ พอเขาเข้ามานั่งในรถก็ตีหน้าตาตกใจต่อ

กนิษฐาและตำลึงเด็กสาวพนักงานในร้านรีบวิ่งตามอิษยาออกมานอกร้าน แต่ก็สายเกินการเพราะรถสปอร์ตคันหรูได้กระชากออกไปจากตรงนั้นเรียบร้อยแล้ว

“อิงค์! อิงค์! ทำไงดีล่ะตำลึง เรื่องมันชักจะบานปลายใหญ่แล้วนะ” เพื่อนสาวของอิษยาร้องบอกอย่างสุดจะทนกับเรื่องราวต่างๆ

“ใจเย็นๆ ค่ะคุณกี๋ กลับเข้าร้านกันเถอะค่ะ” กนิษฐาพยักหน้าช้าๆ แล้วเดินเข้าไปในตัวร้านพร้อมกับตำลึง ทันทีที่ร่างบางของบาริสต้าสาวเดินลับหายเข้าไปในร้าน รถ BMW 3 Series Coupé สีขาวก็แล่นเข้ามาจอดหน้าร้าน ตามมาด้วยร่างสูงที่สวมสูทสีดำเผยให้เห็นเสื้อยืดแขนกุดลายดำสลับขาวด้านใน มีสร้อยคอที่ทำจากแพลทตินัมชั้นดีประดับอยู่ส่งผลให้ชายหนุ่มยิ่งดูหล่อเหลาสะดุดตากว่าใครๆ

“สวัสดีค่ะ รับเครื่องดื่มอะไรดีคะ” กนิษฐาพูดเสียงราวกับคนหมดอะไรตายอยาก ขณะมือก็ยังคงเช็ดแก้วกาแฟ

“ขอลาเต้ร้อนๆ แก้วนึงครับ” เสียงนุ่มทุ้มชวนฝันเอ่ยอยู่หน้าเคาน์เตอร์พลางถอดแว่นกันแดดสีชาออกด้วยทุกท่วงท่าสง่าและเท่เกินใคร

ดวงหน้ากลมๆ แก้มป่องๆ สวยกระจ่างเงยหน้าขึ้นมองคนสั่งด้วยท่าทีเบื่อๆ แต่พอเห็นสายตาหวานเชื่อมก็สะดุ้งสุดตัว

“อ่ะ...เอ่อ...ลาเต้เย็น เอ้ย ร้อน ใช่ไหมคะ?” เสียงหวานพูดตะกุกตะกัก

“ครับ” ตอบรับเสียงหวานพร้อมกับขยิบตาให้จนบาริสต้าสาวสะดุ้งอีกรอบ

“งั้น...ชะ...เชิญรอที่โต๊ะสักครู่นะคะ” พูดเสียงขาดๆ หายๆ ก่อนจะรีบหลุบตาแล้วหันหลังไปชงกาแฟตามออร์เดอร์ต่อ

พีรวิชญ์ วรอินธกานต์ รองประธานฯหนุ่มแห่งโรงแรม Castillo Palace ลูกชายคนเดียวของอธิพัทธ์และแพรวพลอย ผู้ที่วงการธุรกิจนั้นรู้ดีว่าเขามีคารมเป็นเลิศที่ใช้ทั้งในเรื่องการงาน และในเรื่องสาวๆ ด้วยความที่มีใบหน้าหล่อเหลาและอารมณ์ดี เขาจึงพอใจที่จะเลือกคู่ควงได้ไม่ซ้ำหน้า และเขาก็รู้สึกดีเสียด้วยที่ได้หลีสาว เช็คเรทติ้งไปเรื่อยๆ

“ลาเต้ร้อนค่ะ” กนิษฐานำกาแฟมาเสิร์ฟให้พีรวิชญ์พลางยิ้มบางๆ ส่งให้ ขณะที่มือเรียวนุ่มกำลังจะผละออกก็ถูกมือขาวสะอาดของชายหนุ่มตะปบเอาไว้ ดวงตาหวานไม่แพ้ผู้หญิงจ้องมองดวงตากลมโตนิ่งเหมือนสะกดให้หญิงสาวหยุดนิ่ง ค่อยๆ นำมือนุ่มมารับจุมพิต ทันทีที่ปลายปากอุ่นร้อนจรดลงบนมือนิ่มของเธอ หญิงสาวก็สะดุ้งสุดตัว รีบสะบัดมือออกราวต้องของร้อน อารามตกใจที่มีคนมาลวนลามทำให้เอาถาดที่ถือไว้ในมือฟาดลงบนศีรษะได้รูปนั้นเต็มแรง แล้วรีบวิ่งออกไปทางหลังร้านอย่างรวดเร็ว

คนที่เพิ่งโดนถาดฟาดหัวไปหยกๆ ลูบหัวตัวเองป้อยๆ ชักไม่มั่นใจในฝีมือหลีสาวของตัวเองเสียแล้ว นี่เขาฝีมือตกไปแล้วหรืออย่างไร ทำไมถึงโดนทำร้ายกลับแบบนี้ทั้งๆ ที่เวลาส่งสายตาหวานพิฆาตไปทีไรสาวๆ ก็ต่างหลงใหล ไม่เหมือนแม่สาวแก้มซาลาเปาคนนี้เลย ว่าแล้วหนุ่มนักรักก็รีบลุกตามร่างบางไป

แขนเรียวเสลาถูกกระชากเต็มแรงด้วยฝีมือของผู้ชายนามพีรวิชญ์ กนิษฐารีบสะบัดการเกาะกุมออกทันที

“นี่คุณ เอาถาดฟาดหัวลูกค้าแบบนี้ไม่กลัวร้านจะเจ้งเอารึไง” ถามเสียงหาเรื่อง จนหญิงสาวแก้มป่องกอดอกถอนหายใจยาวแล้วสะบัดหน้ากลับมาเผชิญหน้า

“ขาดคุณไปคนเดียวร้านกาแฟฉันไม่เจ๊งหรอกค่ะ แล้วอีกอย่างถ้าใครมาลวนลามฉันก่อนก็สมควรแล้วที่จะต้องโดน อย่างงี้สงสัยฉันจะต้องเอาป้ายแปะไว้หน้าร้านแล้วว่า ไม่รับผู้ชายหื่นที่ชอบลวนลามผู้หญิง”

“อืม ฝีปากคมกล้าดีนี่ คุณคงไม่รู้เสียแล้วว่าผมเป็นใคร”

“รู้ รู้ว่าคุณน่ะคือ นายพีรวิชญ์ วรอินธกานต์ เสือผู้หญิงตัวพ่อที่มีคารมจีบสาวเป็นเลิศ แล้วไง ก็ไม่เห็นว่าเลิศเลอตรงไหน ดูยังไงก็เหมือนผู้ชายหื่นกามมากกว่าอีก ถอยไปนะ!” เสียงหวานแหวดังลั่นพยายามสุดกำลังที่จะแกะมือแน่นราวปลอกเหล็กนั่นออก

“ไม่ปล่อย” เสียงที่แสนจะมีเสน่ห์ยั่วเย้า พลางใช้มืออีกข้างดึงแก้มป่องๆ นั่นเล่นจนเจ้าตัวตาลุกวาว

“อี๊ ไม่ปล่อยเหรอ นี่แน่ะ” ไม่ทันไรหญิงสาวตัวขาวดุจน้ำนมบริสุทธิ์ก็ยกเข่าตัวเองกระแทกไปสู่กึ่งกลางร่างกายของชายหนุ่มเสียเต็มแรง ทำให้มือที่เกาะกุมอยู่ต้องปล่อยออกไปกุมท้องตัวเองโดยอัตโนมัติ

“ถ้ายังไม่อยากเป็นหมัน แล้วอยากให้น้องชายของนายใช้งานกับผู้หญิงคนอื่นได้ต่อไปก็ถอยไปซะ” กนิษฐาบอกได้แค่นั้นแล้วรีบเดินชนร่างที่ตัวงออย่างตั้งใจแล้วเดินจากไป

 

***************************

รถพอร์ชสีเงินเลี้ยวมาจอดที่บ้านพักตากอากาศริมทะเลหัวหินที่ดูสงบร่มเย็น อิษยาทำหน้างงงวยหนักตลอดสองชั่วโมงที่ผ่านมาคนหน้าดุไม่ได้พูดอะไรกับเธอเลยแม้แต่คำเดียว จนเธอก็ไม่อยากถามเซ้าซี้เขาเหมือนกัน จู่ๆ ร่างสูงก็เปิดประตูออกไปเสียอย่างนั้นไม่ได้คิดจะทำตัวเป็นสุภาพบุรุษมาเปิดประตูให้เธอเลย แต่ก็นะ เขามีแฟนอยู่แล้วนี่นาเขาจะมาสนใจผู้หญิงอย่างเธอทำไมกัน

“นี่! รอกันด้วยสิ” เสียงหวานตะโกนเรียกร่างสูงที่เดินจ้ำพรวดๆ ไปที่ตัวบ้านที่ติดกับทะเลสีฟ้าใส แค่เธออยู่ตรงนี้ก็สามารถเห็นน้ำทะเลได้ชัดเจนแล้ว คิดได้ดังนั้นก็รีบเปิดประตูรถแล้วรีบวิ่งตามไป คนบ้าอะไรเอาตัวเธอมาแล้วยังไม่คิดจะพูดด้วยอีกปล่อยให้งงเป็นไก่ตาแตกอยู่ได้

ธาวิชญ์ก้มลงไขประตูบ้านแล้วก้าวเดินเข้าไป อิษยาทำท่าจะเดินเข้ามาบ้างแต่ก็หุบเท้ากลับแทบไม่ทันเพราะเสียงและคำพูดจากปากรูปกระจับของเขา

“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละไม่ต้องเข้ามา เพราะคนอย่างคุณผมไม่รู้ว่าคู่ควรกับบ้านหลังนี้หรือเปล่า” เสียงห้าวพูดเรียบนิ่งแล้วเดินไล่เปิดหน้าต่างสีขาวรอบตัวบ้านให้แสงแดดที่กระทบกับน้ำทะเลใสสาดส่องเข้ามา เผยให้เห็นว่าในตัวบ้านนั้นตกแต่งน่าอยู่เพียงใด

“จะให้ยืนจนขาแข็งเลยหรือไงฮึ ถ้าคิดว่าเอาฉันมาเป็นหุ่นเป็นรูปปั้นที่ไม่มีค่าอะไรแล้วจะพาฉันมาทำไมล่ะ” เสียงหวานแหวเข้าให้ สาบานได้ว่าชีวิตนี้เธอไม่เคยกล้าต่อปากต่อคำกับใครเลย ก็เพราะเรียบร้อยและแสนดีอย่างนี้น่ะสิเธอถึงรักษาชีวิตแบบเดิมไว้ไม่ได้ ปล่อยให้คนนิสัยแย่ๆ มาย่ำยีจนพลิกผัน

“ไม่เห็นเหรอว่ามีเก้าอี้อยู่หน้าบ้าน ผมบอกไม่ต้องเข้ามาแต่ไม่ได้บอกว่าคุณจะนั่งพักตรงไหนไม่ได้”

“ใครเขาจะไปเข้าใจ อ่านใจคุณออกได้ทุกเรื่องกัน ทั้งที่คุณกับฉันก็ไม่เคยรู้จักมักจี่อะไรกันมาก่อน แม้แต่คำพูดสักประโยคก็ยังไม่เคย แล้วอย่างนี้ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าคุณคิดอะไร และอีกอย่างฉันเห็นว่ามีเก้าอี้ แต่ถ้าขืนฉันถือวิสาสะไปนั่งเกิดคุณตอกกลับมาว่าฉันไม่คู่ควรอีกล่ะ” อิษยาสวดยาวยืด อีตานี่ท่าจะประสาทจริงๆ แหละ ทำอะไรก็ไม่ถูก ไม่คู่ควรไปเสียหมด คิดว่ารวยแล้วจะดูถูกใครก็ได้งั้นเหรอ ขนาดคนชั้นสูงอย่างพวกเขายังรักศักดิ์ศรีเสียมากมายจนใครแตะไม่ได้ แล้วคนธรรมดาทั่วไปเขาจะไม่รักศักดิ์ศรีของพวกเขากันหรือ

“หยุดพล่ามได้แล้ว ผมไม่ชอบคนพูดมาก” คนหน้ายักษ์พูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่งไม่ต่างจากน้ำเสียงก่อนเดินลงบันไดไปยังบริเวณชายหาด จนหญิงสาวทำปากเข่นเขี้ยวไล่หลัง เขาไม่เมื่อยบ้างรึไงกันนะที่วันๆ ทำหน้าตาเคร่งขรึมบูดบึ้งเหมือนคนไม่มีความรู้สึกได้ตลอดทั้งวัน

“เฮ้ย จะยืนอยู่ตรงนั้นหรือไง บอกว่าเมื่อยไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่ตามมาล่ะ” ธาวิชญ์ตะโกนเสียงดังมาจากริมชายหาด จนคนที่ถูกลากมาทั้งที่ไม่รู้เรื่องอะไรต้องทำหน้าตาบึ้งตึงอีกรอบ เดินกระแทกเท้าตึงตังตามไป

“นี่ใจคอคุณจะไม่บอกฉันหน่อยเหรอว่าที่พามาเนี่ยที่ไหน แล้วคุณน่ะเป็นใคร และมีเหตุผลอันใดถึงพาฉันมาที่นี่ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้รู้จักกันเลยสักนิด” เอียงคอถามด้วยแววตาใคร่รู้

“ผมรู้จักคุณอยู่แล้วล่ะ อิษายา นฤกุล หรืออิงค์ จบการศึกษาด้านคหกรรมศาสตร์ ถูกไหม” นักธุรกิจหนุ่มเอามือไขว้หลังแล้วหันกลับมาบอกกับหญิงสาวด้านหลังที่ทำหน้าฉงนสนเท่

หัวใจดวงน้อยของอิษยาร่วงลงถึงตาตุ่มเมื่อเห็นว่าเขารู้เรื่องราวของเธอทั้งหมด หวังว่าที่เขาพาเธอมาที่นี่คงไม่ใช่เพราะเขารู้หรอกนะว่าเธอเป็นลูกของใคร ตายล่ะ แผนการทั้งหลายคงมลายไปชั่วพริบตาแน่นอน จริงอย่างที่กนิษฐาและเสียงล่ำลือพูดกัน ว่าคนอย่างเขาไม่ควรแตะเลย เพราะเขาสามารถรู้ทั้งหมดว่าคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเป็นใคร นับว่าตระกูลหทัยทัตสมกับเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่และเด็ดขาดจริงๆ

“คุณสืบประวัติฉันแล้วหรือคะ? แล้วดูด้วยรึเปล่าว่าฉันเป็นลูกเต้าเหล่าใคร”

“ไม่จำเป็น ผมแค่รู้ว่าคุณเป็นใครแค่นั้นก็พอ” อิษาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ โชคดีเหลือเกินที่เธอใช้นามสกุลมารดา หากใช้นามสกุลของบิดา ธาวิชญ์ต้องรู้แน่นอนว่าเธอน่ะเป็นลูกของนายครรชิต

“ที่นี่เป็นบ้านพักตากอากาศของครอบครัวผมเองแหละ สวยไหมล่ะ คุณแม่ผมเป็นคนออกแบบเอง” ดวงตาคู่คมยามเอ่ยถึงมารดาของเขา ดูก็รู้ว่าเขารักและเทิดทูนมากเพียงใด

“สวยค่ะ เท่าที่ทราบคุณก็มีพี่น้องด้วยไม่ใช่หรือ แล้วทำไมบ้านเล็กจัง” เป็นครั้งแรกกระมังที่สองหนุ่มสาวไม่ได้รู้ตัวเลยว่าพูดจาดีๆ กันตั้งแต่เมื่อไหร่ขณะเดินเลียบริมชายทะเล ที่คลื่นซัดพาน้ำสีฟ้าใสมาโดนเท้าแต่ก็เป็นเหมือนพลังจากธรรมชาติที่ทำให้ทั้งคู่สดใสอย่างน่าประหลาด

“ผมมีน้องสาวอยู่หนึ่งคน คุณพ่อ คุณแม่ และยัยปัถย์ ไม่ค่อยได้มาหรอก มีแต่ผมนี่แหละเวลาว่างจากงานหน่อยก็ขับรถมาพัก ผมเลยยึดที่นี่เอาไว้เสียเลย” จู่ๆ ความรู้สึกแปลกๆ ก็แล่นเข้ามาที่หัวใจแกร่งของธาวิชญ์ เพราะอะไรกันเขาแทบไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ด้วยซ้ำ แต่เวลาที่ได้คุยกันมันกลับทำให้หัวใจที่ร้อนรุ่มของเขาชุ่มเย็นอย่างน่าแปลกใจ เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลยแม้แต่กับวโรนิกาแฟนสาวของเขาเอง

“แล้วคุณพาฉันมาที่นี่ทำไมคะ?” ทันทีที่ยิงคำถามนี้ไปจากหน้าตาที่เจือรอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้าหล่อเหลาก็หุบลงฉับพลันแปรเปลี่ยนเป็นถมึงทึงทันที

“ก็เพราะคุณนั่นแหละที่ทำให้หัวใจของผมปั่นป่วน ผมแค่อยากรู้จักคุณเท่านั้น ไม่ต้องคิดมาก ฝนเริ่มตั้งเค้าแล้ว นี่เราก็เดินมาไกลแล้วด้วยกลับเถอะ” ธาวิชญ์แทบไม่รู้สึกตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไปจึงรีบสะบัดหน้าไปมาเพื่อไล่อาการมึนงงแล้วรีบจ้ำอ้าวจากไปจนคนฟังก็งงตามเหมือนกัน พอเงยหน้าอีกทีฟ้าก็มืดครึ้มจริงๆ ยังไม่ทันได้ว่าอะไรสายฝนก็โปรยปรายมาหนักเอาการจนร่างบางต้องรีบวิ่งตามร่างสูงไป

สายฝนสาดลงมาหนักพอสมควรจนทั้งสองคนที่เพิ่งวิ่งมาถึงบ้านต้องเปียกปอน ดูกี่ทีๆ ก็คงไม่หยุดง่ายๆ เป็นแน่ ธาวิชญ์และอิษยาทันทีที่เข้ามาในตัวบ้านก็รีบปัดเนื้อปัดตัว ร่างบางที่ผมสีน้ำตาลของเธอเปียกลู่และเสื้อผ้าเนื้อบางที่เปียกจนนาบไปกับร่างสะโอดสะองยิ่งดูเซ็กซี่เย้ายวนจนชายหนุ่มถึงกับต้องกลืนน้ำลายเอื๊อก

“เอ่อ ผมว่าเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเธอ ไว้ฝนหยุดตกแล้วค่อยกลับ” เขาเสนอขึ้นพร้อมกับโยนผ้าขนหนูผืนนุ่มมาให้ร่าบางที่ยืนปากสั่นเพราะความหนาว

“ตะ แต่ฉันไม่มีเสื้อผ้านะคะ” คนที่รับผ้าขนหนูมาเช็ดผมที่เปียกลู่ถามไม่เต็มเสียง

“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเอาเสื้อผ้าของน้องสาวผมก็ได้ ตามมาสิ” พูดจบร่างสูงใหญ่ก็หมุนตัวเดินขึ้นบันไดไปโดยมีหญิงสาวร่างบางหน้าสวยเดินตามต้อยๆ ไม่รู้ว่าเธอควรจะดีใจหรือเสียใจกันแน่ที่ได้อยู่กับเขาสองต่อสองในบ้านพักที่ปลอดคนแบบนี้

อิษยายืนกอดอกห่อตัวอยู่ที่ห้องโถงชั้นบนที่มีห้องหลายห้องอยู่สามห้องติดกันระหว่างที่ธาวิชญ์กำลังไปหาเสื้อผ้ามาให้เธอ ฟ้าฝนก็ยิ่งทวีคูณหนักมากขึ้น ฟ้าร้องเสียงดังจนเธอนึกหวาดกลัวก็อดผวาไม่ได้

“อ่ะ เดี๋ยวอาบน้ำห้องผมก่อนละกัน” ร่างสูงโยนเสื้อผ้าให้แล้วเปิดประตูผายมือให้เธอเดินเข้าไปก่อน

“ไหนบอกว่าเสื้อผ้าน้องคุณไงคะ? ทำไมเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่จัง” มือบางหยิบเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งที่ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ไซส์ผู้หญิงแน่นอนมาคลี่ดู

“ผมหาไม่เจอน่ะ เลยเอาเสื้อของผมให้ รีบไปอาบน้ำสิ อยากปอดบวมตายรึไง” เสียงห้าวพูดแก้เก้อนึกหงุดหงิดใจไปกับคนช่างถาม จะให้เธอใส่ชุดของน้องสาวได้ยังไงกัน ก็เพราะมีแต่ชุดสายเดี่ยวสุดแสนจะยั่วยวนขืนให้เธอใส่เขาคงตบะแตกพอดี  อิษยาพยักหน้าช้าๆ แล้วรีบผลุบหายเข้าไปในห้องน้ำต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปทำธุระของตัวเอง

อิษยาที่เพิ่งอาบน้ำสระผมเสร็จใช้ผ้าขนหนูมาเช็ดผมยาวสลวยของตัวเองก้าวออกมาจากห้องน้ำก็ไม่เห็นว่ามีใครอยู่ จึงถือวิสาสะเดินดุรูปที่พนัง กลีบปากอิ่มคลี่ยิ้มบางๆ ที่เห็นภาพเด็กชายตัวอ้วนคนหนึ่งอายุน่าจะประมาณสี่ห้าขวบสวมเพียงกางเกงว่ายน้ำ ยืนกอดเด็กหญิงน่าตาน่ารักที่สวมชุดว่ายน้ำสีสดใสอยู่ริมทะเล

อีกรูปก็เป็นรูปครอบครัวของชายหนุ่มที่มีธาวิชญ์ยืนเคียงคู่กับชายวัยกลางคนที่หน้าตาหล่อเหลาคล้ายๆ กันด้วยท่าทางงามสง่า ซึ่งถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นคุณธาวินบิดาของเขา ส่วนผู้หญิงอีกสองคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หรู หญิงสาวที่อยู่ในชุดผ้าไหมสีทองหน้าตาสวยหวานน่าจะเป็นคุณปภาวรินท์มารดาของธาวิชญ์ และสาวน้อยหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตาคนสุดท้ายนี่ก็คงเป็นน้องสาวของเขา ดูแล้วครอบครัวของเขาคงอบอุ่นจนน่าอิจฉาที่มีบิดามารดาพร้อมหน้าพร้อมตาผิดกับเธอ จากไฟแค้นที่เพิ่งจะดับมอดลงไปก็เริ่มคุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง

ร่างบางค่อยๆ เดินลงมาชั้นล่างจนคนที่กำลังง่วนเชียงอยู่กับการทำอาหารอยู่ถึงกับชะงัก ร่างบอบบางที่สวมเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งสีฟ้าที่เลยมาถึงเข่ากับกางเกงขาสั้นดูแล้วช่างน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน เอ๊ะ! นี่เขาเป็นอะไรไปเนี่ย

“ลงมาทานข้าวก่อนสิ ฝนตกหนักมากเลย สงสัยคืนนี้เราคงต้องนอนนี่แล้วล่ะ นี่ก็ค่ำแล้วด้วย” พ่อครัวหัวป่ารีบบอกแล้วรีบก้มลงหั่นต้นหอมต่อ แต่ดูเหมือนจิตใจจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจึงทำให้มีดที่กำลังจับอยู่ดันมาเฉือนเขาเอง มือหนารีบสะบัดเร่าๆ มีเลือดไหลซิบๆ จนหญิงสาวที่มองอยู่รีบวิ่งจากบันไดมาดูเขาแทบไม่ทัน

“เป็นอะไรมากมั้ยคะ? พวกเครื่องปฐมพยาบาลมีรึเปล่า” เสียงหวานถามอย่างเป็นห่วงลืมความโกรธที่มาคุเมื่อกี้ไปเสียสนิท

“อยู่ตรงนั้นน่ะ” ใบหน้าหล่อเหลาพยักพเยิดบอกทางให้หญิงสาว ร่างแบบบางจึงรีบวิ่งไปเอาแล้วกลับมาปฐมพยาบาลให้ชายหนุ่มเสร็จสรรพอย่างเชี่ยวชาญ

“คุณนั่งพักอยู่นี่แหละค่ะ เมื่อกี้คุณหั่นผักจะทำอะไรเดี๋ยวฉันทำให้เอง” เสียงหวานเสนออย่างอารีย์หลังจากพันผ้าพันแผลที่นิ้วโป้งของชายหนุ่มเรียบร้อย

“ผมตั้งใจว่าจะทำข้าวผัดน่ะ” ดวงหน้ารูปไข่พยักหน้ารับหนักแน่นแล้วรีบกุลีกุจอหั่นผักอย่างเชี่ยวชาญ ทำไปก็ได้แต่ถอนหายใจไปไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันที่คืนนี้เธอต้องค้างกับเขาที่นี่ บทจะเข้าถึงตัวเขาก็ยากแสนยาก แต่พอฟ้าเป็นใจเธอยังไม่ทันตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ  ธาวิชญ์นั่งมองแม่ครัวที่เขาอดชมไม่ได้ว่าเธอสวยไม่แพ้วโรนิกา หรืออาจจะสวยกว่าด้วยซ้ำไปอย่างเพลินตา รู้สึกขอบคุณฟ้าฝนที่ดลบันดาลให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ เพื่อที่เขาจะได้มีเวลาอยู่กับเธอไปอีก...

 

มาแล้วค่าหลังจากหายลับไปเลย ต้นฉบับเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ ตอนนี้จึงมีเวลามาลุยเรื่องนี้ให้เต็มที่ จะพยายามอัพบ่อยๆ เท่าที่จะทำได้นะคะ ส่วนตอนนี้นายวีย์กับหนูอิงค์ของเรากำลังอยู่ในช่วงสับสนในหัวใจของตัวเองกันอยู่ค่ะ โดยเฉพาะนายวีย์ จึงทำให้แสดงอารมณ์ออกมาแปรปรวน ตอนนี้จับให้อยู่ด้วยกันไปก่อน ไว้เดี๋ยวตอนหน้าค่อยมาลุ้นกันนะคะว่าทั้งสองคนแต่มาอยู่ด้วยกันหนึ่งคืนจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ช่วยๆ เม้นๆ โหวตกันหน่อยเด้อค่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

527 ความคิดเห็น

  1. #267 lovely_friend (@lovely_friend) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 กันยายน 2553 / 08:51

    สนุกมากๆคะ น่าติดตามๆ

    #267
    0
  2. #162 Glico@_@ (@Glico519) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2553 / 17:11

    ใจร้อนไปป่าวอะ อิงโดดเข้ากองไฟแล้วนะนั้น

    #162
    0
  3. #120 SN piercensean (@piercensean) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2553 / 02:08
    She is playing with fire.
    #120
    0
  4. #85 SN piercensean (@piercensean) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2553 / 05:24
    Writer ja I'm back ja.
    #85
    0
  5. #61 nunpanu (@nuntapun) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2553 / 14:40

    ใจร้อนนะ

    #61
    0
  6. #18 แนนนี่ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2553 / 15:01
    มารอจร้า



    เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #18
    0
  7. #15 จิตต์พัทธ์ (@khoewfuang) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2553 / 04:18
    นึกว่าจะไม่อัพเรื่องนี้ซะแล้ว หลังจากจบเรื่องแรกไป มาอัพบ่อยๆนะคะ
    #15
    0
  8. #14 ฟักแฟง (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2553 / 23:25
    น่าติดตามมากๆเลยค่ะ
    #14
    0