คัดลอกลิงก์เเล้ว

ความป่วยไข้ของชายคนหนึ่ง (จบ)

โดย beatenbyacoup

หลังผ่านชีวิตในเมืองที่โง่เขลา มันเป็นเรื่องยากที่จะเขียนฉากจบในนิยายของตัวเอง

ยอดวิวรวม

7

ยอดวิวเดือนนี้

7

ยอดวิวรวม


7

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  24 พ.ค. 63 / 08:57 น.
นิยาย ͧ¤˹ () ความป่วยไข้ของชายคนหนึ่ง (จบ) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
Finished the first draft in 2018.
This is 2020 rewritten version.


gTB

เนื้อเรื่อง อัปเดต 24 พ.ค. 63 / 08:57


ความป่วยไข้ของชายคนหนึ่ง

by beatenbyacoup

 

ค่ำคืนช่างเป็นมิตร พระจันทร์เต็มดวงสาดแสงเงินฉาบทุกสิ่ง แว่วเสียงหวูดรถไฟมาแต่ไกล ไม่มีผู้ใดอื่น สภาพเช่นนี้ของค่ำคืนฤดูหนาวดึงให้ผมออกมาเดินตามแนวรางรถไฟที่ทอดยาวสุดตา ถ้าจะให้ถึงสถานีก็ต้องเดินต่อไปสิบกิโลเมตร ผมชอบดูรถไฟแล่นมาทีละขบวนตั้งแต่ยังเด็ก แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีครั้งใดที่เมื่อกระโจนขึ้นรถไฟไปแล้ว ยามก้าวขาลงที่ชานชาลาอีกครั้ง ผมจะสูญเสียตัวเองที่เคยรู้จักจนหมดสิ้น

ขบวนรถไฟแล่นกึง ๆ ผ่านไป ระหว่างนั้นผมก็คิดถึงตอนสุดท้ายของนิยายที่ค้างเอาไว้ เพราะตั้งใจยืดเวลาออกไปนานเท่าที่จะทำได้ในการเขียนฉากจบ ขณะที่สุขภาพย่ำแย่ลงไปทุกที แล้วผมก็นึกถึงพวกเขา สองพี่น้องผู้กระตือรือร้นจากสาธารณรัฐ... หากทำได้ก็อยากกลับไปหาหนึ่งในนั้นอีก แต่จุดจบก็คือจุดจบ สิ่งที่ผมได้ประสบช่วงครึ่งปีให้หลังเปลี่ยนความศรัทธาต่อเสรีภาพไปอย่างสิ้นเชิง กระดาษที่แปะอยู่กับเสาไฟฟ้าปลิวว่อนออกมาเพราะลมปะทะจากการเคลื่อนผ่านของรถไฟ หายลับเข้าไปในความมืด มันคือประกาศคนหายที่พ่อนำไปแปะไว้ทั่วเมือง แม้ผมจะกลับมาแล้วแต่แผ่นกระดาษที่ซีดจางไปเพราะโดนแดดเผาก็ไม่ถูกเก็บกู้ ไม่มีใครสนใจมันอีก ไม่เคยมีอุบัติเหตุรถไฟไร้คนขับตกรางเกิดขึ้น แต่ผมนี่แหละคือผู้โดยสารคนเดียวของรถไฟขบวนนั้น และที่เล่นอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมาคือเรื่องราวที่ไม่อาจบอกกับใครได้ ทุกอย่างที่ผมพูดจะกลายเป็นเรื่องเพ้อเจ้อเหมือนเรื่องรถไฟนั่น และจะไม่มีใครสนใจผมอีก

 

ทันทีที่ลืมตาขึ้นจากเสียงโลหะเสียดสะท้านอันสยองขวัญ ผมพบตัวเองในตู้รถไฟที่บุบบู้บี้ ได้กลิ่นคราบสนิมอบอวล ก่อนจะรู้สึกถึงกลิ่นคาวและเลือดที่ค่อย ๆ ไหลออกมาจากโหนกคิ้ว ผมพยายามสุดความสามารถที่จะลุกขึ้นแต่ก็เป็นไปไม่ได้ จากนั้นจึงรู้ว่าขาของผมหัก พยายามตั้งสติ สังเกตว่านี่ไม่ใช่ตู้รถไฟตู้เดิม หรืออย่างน้อยก็ไม่เหมือนเดิม มันเก่ามากจนผุกร่อนไปทั่ว แสงแดดลอดเข้ามาตามรูเหล่านั้น อาณาเขตส่วนใหญ่ถูกไม้เลื้อยเข้ายึดครอง ในความเงียบตะลึงงัน เสียงเพลงชาติดังกระหึ่มขึ้นจากที่แสนไกล ตามด้วยเสียงประกาศจากภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่อง มองผ่านช่องปริแตกคับแคบออกไป ผมเห็นเด็กหนุ่มสาวสองคนเดินมาด้วยกัน พวกเขาอยู่ในชุดรัดรูปสีขาว คาดด้วยเข็มขัดเล็ก ๆ สีเขียวสว่าง สวมรองเท้าสนีกเกอร์แบบเดียวกัน สะพายกระเป๋าเป้หนัง เดินย่ำเศษเหล็กเศษปูน สายตาเบิ่งมองไปข้างหน้าแน่วแน่ ทั้งสองพูดคุยกันไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบ นี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่จะมีใครเดินผ่านกองเศษซากนี้ ผมจึงกำกำปั้นทุบตัวตู้รถไฟดังกึกก้อง เด็กหนุ่มสั่งให้เด็กสาวหยุดอยู่ก่อน เขาค่อย ๆ ย่องเข้ามา ล้วงมีดพกออกจากถุงเท้า เปิดใบมีดเตรียมพร้อม

"อิก วัล ยอชทฺ มุน อิชบา!? (เกิดอะไรขึ้นน่ะ)" เด็กหนุ่มตะโกนขึ้นเมื่อเห็นสภาพผม เขารีบลอดเข้ามาทางหน้าต่างที่ไม่เหลือบานกระจก พลางโบ้ยมือให้เด็กสาวเข้ามาใกล้ ผมไม่เข้าใจภาษา ได้แต่ชี้ไปยังขาขวาซึ่งติดอยู่ใต้เบาะ และทำสีหน้าเจ็บปวด

"อิชบาส ทรอตชา วัล บรัก (ขาเขาหักนี่)"

"อิชชา ลอฟ อิชชา ลอฟ (รู้แล้ว รู้แล้ว)"

แล้วพวกเขาก็ถามคำถาม เป็นต้นว่าชื่ออะไร มาจากไหน แต่ตอนนั้นผมไม่เข้าใจ ได้แต่ถามทั้งสองว่าพวกเขาพูดภาษาอังกฤษหรือไม่ ปรากฏว่าพวกเขาเองก็ไม่เข้าใจ ทั้งสองพิจารณาผมอยู่สักพัก แล้วเด็กสาวจึงดึงแท่งเหล็กที่ฝังอยู่ในดินแถวนั้นยื่นเข้ามาให้เด็กหนุ่ม เขาใช้มันงัดโครงเบาะรถผุ ๆ ออก จัดการหากิ่งไม้มาดามขาให้อย่างรีบร้อน ทิ้งน้ำและอาหารจากในกระเป๋าไว้ให้จำนวนหนึ่ง พูดอะไรบางอย่างที่ผมมาเข้าใจภายหลังว่า 'รออยู่ที่นี่ เมื่อเราประชุมเสร็จแล้วจะหาคนมาช่วย อย่าออกไปเดินสุ่มสี่สุ่มห้า' แล้วก็จากไป ดูรีบมากจริง ๆ

 

สิ่งสุดท้ายที่ผมจำได้ก่อนฟื้นขึ้นในห้องสีขาวสว่างคือผมหลับไปเพราะความอิ่มและเหนื่อยล้า นางพยาบาลกำลังคุยกับผู้ชายที่น่าจะเป็นตำรวจอยู่ เมื่อตาสีฟ้าของเธอสบกับผมที่จ้องมองอย่างเงียบ ๆ เธอจึงเดินเข้ามาหา รินน้ำเปล่าใส่แก้วยื่นให้ผม แล้วพวกเขาก็ลากเก้าอี้ที่เป็นงานออกแบบล้ำสมัยมานั่งข้างเตียง ถามผมทีละคำถามแม้จะได้รับคำตอบเป็นความเงียบ ซึ่งตำรวจเริ่มจะเครียดขึ้นมากับคำถามหลัง ๆ สุดท้ายพวกเขาก็หยุดเพราะผมให้คำตอบอะไรไม่ได้นอกจากสีหน้าเมินเฉย หรืออาจจะมึนงง แต่อย่างน้อยผมก็พยายามปั้นหน้าเมินเฉยที่สุด

เมื่อได้จังหวะผมจึงถามพวกเขา "ที่นี่ที่ไหน?"

ทั้งสองมองหน้ากันอย่างเคร่งเครียด มีความเป็นไปได้อยู่สองอย่างคือพวกเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ หรือไม่แม้แต่รู้จักภาษาอังกฤษ แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อทุก ๆ คนที่ผมพบมีลักษณะแบบชาวยุโรป นางพยาบาลเดินไปยังหน้าจอเล็ก ๆ ที่หากไม่สังเกตดี ๆ ก็แทบไม่เห็นเพราะมันฝังอยู่กับผนัง มีแสงสีเขียวส่องผ่านม่านตาของเธอ แล้วในจอก็ปรากฏชายแก่ที่ทำให้นึกถึง นิโกลา เทสลา ขึ้น เธอถอดหน้าจอที่บางเหมือนแผ่นกระจกออกมาให้ผมถือ

"กั๊ด! (พูดสิ!)" นายตำรวจเอ่ยขึ้น ผมสะดุ้ง

และนี่คือวิธีที่พวกเขารู้ว่าผมพูดภาษาอังกฤษ ภาษาที่ตายแล้วเช่นเดียวกับภาษาของชาติที่ยิ่งใหญ่อื่น ๆ ในยุคของเรา ชายที่เป็นนักภาษาศาสตร์ในจอเอาชุดคำถามจากตำรวจมาถามผมอีกครั้งด้วยภาษาอังกฤษ พูดไปเปิดพจนานุกรมไป บอกได้เลยว่าเขาดูตื่นเต้นมากที่ได้เจอคนพูดภาษาโบราณตัวเป็น ๆ สำเนียงของเขาแย่พอ ๆ กับของผมที่เป็นสำเนียงแบบคนเอเชีย เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย พวกเขาสรุปว่าผมไม่ใช่สายลับหรือคนอันตรายอะไร และมันจะเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมมากหากผมต้องเข้าคุกไปอยู่กับพวกนักโทษการเมือง จะดีกว่าหากเอาผมไปไว้โรงพยาบาลบ้าแทน เพื่อป้องกันการได้รับแนวคิดทางการเมืองจากพวกนักโทษ อะไรประมาณนั้น ทว่าตอนนั้นผมไม่รู้เรื่องที่พวกเขาคุยกันเลยแม้แต่น้อย ได้แต่คิดว่ามันช่างไม่ยุติธรรมที่ไม่มีใครเชื่อเรื่องที่ผมเล่า เรื่องที่ว่าทำไมผมถึงไปติดอยู่ในรถไฟนั่นได้ และมันยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเมื่อพวกเขาตัดสินว่าผมเป็นคนเสียสติ

 

สัปดาห์แรก ๆ ที่นั่น นอกจากพยายามเรียนรู้ภาษาจากความช่วยเหลือของพวกหมอและเพื่อนคนไข้อื่น ๆ ที่มักจะพูดอะไรไม่มีเหตุผล เพราะส่วนมากเป็นพวกคนพิการทางสมองตั้งแต่กำเนิด ผมก็ซูบผอมลงอย่างรวดเร็วแม้จะพยายามรักษาสภาพจิตใจตัวเองเพียงใดก็ตาม

ชีวิตของผมเริ่มดีขึ้นเมื่อใช้ภาษาได้คล่องแคล่ว ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันหมดไปกับการอ่านหนังสือที่ไหว้วานให้คุณหมอหามาให้ ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ค่อยมีหนังสือเก่าจากยุคของเรานัก ผมจึงอ่านประวัติศาสตร์ของที่นั่นเป็นส่วนมาก ...เป็นชาติที่เรืองอำนาจที่สุดในโลกนับตั้งแต่อารยธรรมเก่าสูญสลายไป ประเทศต่าง ๆ ที่ผ่านพ้นความศิวิไลซ์ซึ่งส่วนมากรวมชาติเป็นแผ่นดินใหญ่ก็มีอยู่ไม่มาก และเนื่องจากมนุษยชาติต้องผ่านยุคมืดบอดมาหลายพันปี องค์ความรู้เก่า ๆ นอกไปจากวิทยาศาสตร์ได้สูญสลายไปเกือบหมด เพราะมันจับต้องได้ยาก วิชาปรัชญาต้องเริ่มใหม่เทียบได้กับยุคก่อนธาเลสเลยทีเดียว มนุษย์ที่นั่นจึงต้องสร้างสรรค์ภาษาและอารยธรรมขึ้นมาใหม่ โดยได้รับบทเรียนทั้งจากสงครามและความพิโรธของธรรมชาติ ส่วนธรรมชาติเองก็ใช้เวลาในยุคมืดบอดของมนุษย์ฟื้นฟูตัวเองอย่างมหัศจรรย์ราวกับรู้ว่านั่นเป็นโอกาสเดียวที่จะครองชัยชนะได้

โรงพยาบาลที่ผมอยู่นั้นอยู่ใกล้กับเมืองขนาดใหญ่ที่บรรจุอยู่ในโดมลอยฟ้า ที่ที่เป็นศูนย์รวมของปัญญาชนหนุ่มสาวผู้จะจบออกไปเป็นมันสมองของประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องการปกครอง อันที่จริงพวกเขาอยู่ที่นั่นตั้งแต่เกิดโดยไม่เคยออกไปไหนเลย เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์พอใจกับวิถีชีวิตที่สะดวกสบาย ส่วนเรื่องที่สาธารณรัฐ...ยึดถือก็เป็นเรื่องความดีงามทั้งหลาย และความเชื่อในธรรมชาติของมนุษย์แต่ละบุคคล หลังจากที่พวกเขารวบรวมวิทยาการโดยพื้นฐานได้ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ก็ก้าวกระโดดจนถึงขั้นที่ว่าสามารถวิเคราะห์ทารกได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ว่าพวกเขาควรจะถูกส่งไปเติบโตยังภูมิภาคใดของประเทศ การทำแบบนี้ส่งผลให้ทุก ๆ คนพอใจกับเส้นทางในชีวิต เพราะทุกสิ่งถูกกำหนดมาแล้วโดยภววิสัยภายในตัวเอง และด้วยการปกครองโดยอาศัยวิทยาศาสตร์เช่นนี้ทำให้สาธารณรัฐ...ก้าวหน้าและเป็นชาติที่มีความสุขที่สุด ผมแทบทนไม่ไหวที่จะออกไปจากโรงพยาบาลเพื่อดูสภาพความเป็นจริง

 

ด้วยความช่วยเหลือของคุณหมอที่ผมมักจะช่วยเขาดูแลคนไข้ในระยะหลัง ท้ายที่สุดผมก็ได้รับอนุญาตให้ใช้ชีวิตแบบสามัญชน และพาไปอาศัยยังเมืองโดมนั่น ซึ่งผมได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และภาษาบาลีจากความรู้ระดับเปรียญธรรม 4 ประโยค ได้เป็นผู้ช่วยวิจัยของนักภาษาศาสตร์อาวุโสคนหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกกันนักกับคนที่สอบสวนผมครั้งแรก ต้องยอมรับว่าเรื่องภาษาในโลกยุคเก่านั้นยังพัฒนาไม่ค่อยถึงไหน

ทุกคนที่โดมดำรงชีวิตอยู่ด้วยสวัสดิการอย่างเต็มที่ นั่นคือไม่มีระบบเงินตราในโดมเลย ทั้งนักเรียน และอาจารย์มีทุกสิ่งที่ต้องการและมีชีวิตเหมือนกับนักบวชที่ไม่ได้มีความต้องการอะไรมากนัก นอกจากการได้ใช้ความคิดในการทำงานและการเรียนรู้ ซึ่งผมต้องยอมรับว่ามันเป็นไปตามบุคลิกของคนที่นั่นจริง ๆ พลเมืองทั้งหมดสมถะอย่างเหลือเชื่อและแน่นอนว่าพวกเราไม่ได้ถูกห้ามจากความบันเทิง ผมหลงรักชีวิตที่นั่นมาก ๆ มันเป็นทุกสิ่งที่ผมต้องการ อิสรภาพที่จะเขียนและยิ่งมีคนสนับสนุนให้เขียน ไม่ต้องดิ้นรนเพื่อความรอดของปากท้อง ในที่สุดผมก็เขียนต้นฉบับขึ้นใหม่ นอกเหนือจากงานแปลพจนานุกรมเก่าแก่ ผมยังทำงานร่วมกับสำนักข่าวอีกทอดหนึ่ง ซึ่งทำให้มีเงินเก็บบ้าง แม้จะไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลยแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้ามีวันใดที่เราออกไปนอกโดมก็ยังต้องการเงินอยู่ดี

 

วันหนึ่งขณะที่เตร็ดเตร่อยู่แถวสวนสาธารณะ ซึ่งเป็นสวนภายในอาคารขนาดใหญ่ปราศจากหลังคา ผู้คนชอบมาเพื่อสัมผัสกับแสงอาทิตย์ ผมได้พบกับสองคนที่อยู่ในเครื่องแบบนักเรียนโดยบังเอิญ และพลันนึกได้ว่าเป็นสองคนที่ช่วยดามขาให้ผมตอนติดอยู่ในซากรถไฟ พวกเขาก็ดูตกใจเหมือนกันที่ได้พบกับผม

"ไง" ผู้ชายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ เขามองสำรวจผม "ขาหายเร็วดีนะคุณนักข่าว หลีกไปหน่อย"

ผมงงว่าทำไมพวกเขาดูอารมณ์เสีย ขณะที่ทั้งสองเดินหลบข้างไป ผมหันหลังเรียกขึ้น "เดี๋ยวก่อน วันนั้นขอบคุณพวกคุณมากนะ" ทั้งสองคนหยุดชะงัก แต่แล้วก็เดินต่อไป "เดี๋ยวก่อนสิ!"

"มีอะไรกับเราอีกล่ะ" เด็กสาวพูดขึ้น เธอไม่ได้โมโหอะไร เข้าใจว่าแค่ตามน้ำอีกคนไปเท่านั้น

"แค่อยากรู้ว่าคุณสองคนอยากไปดื่มน้ำชาด้วยกันหรืออะไรทำนองนั้นไหม" แล้วก็นึกได้ว่ามันไม่มีการเลี้ยงขอบคุณในโลกที่ไม่ใช้เงิน

"นายชื่ออะไร"

"เฟนิกซ์-10" ผมตอบเขา มันเป็นชื่อใหม่ที่นายทะเบียนตั้งให้ตอนที่เขาใส่ผมลงไปในระบบ การมีชื่อในระบบจะทำให้เราแสกนม่านตาเข้าใช้บริการทุก ๆ อย่างได้ ส่วนเลขห้อยท้ายนั่นเป็นเลขสองตัวสุดท้ายของหมายเลขประจำตัว มันเป็นเหมือนนามสกุล เพื่อจะบอกว่าเราเป็นใครในหมู่คนที่ใช้ชื่อซ้ำกัน

"เคอร์มิช-23" เขาพูด แล้วผายมือไปยังเด็กสาว "นี่น้องสาวฉัน โคเล็ตต์-16"

 

สุดท้ายพวกเราไปนั่งด้วยกันในคาเฟ่ที่เสิร์ฟชาหลากรสชาติและขนมหวานหลายอย่างเต็มไปหมด ผมเป็นคนชอบดื่มชามาก และปฏิเสธไม่ได้ว่าชาของที่นี่ล้วนแต่เป็นชั้นเยี่ยมทั้งนั้น แต่เคอร์มิชกับโคเล็ตต์ไม่แตะต้องอะไรสักอย่าง ปล่อยให้น้ำชาที่มีไอกรุ่นเย็นลง ยกเค้กให้แล้วมองผมค่อย ๆ ละเลียดระหว่างที่เราคุยกันด้วยสายตาที่บอกไม่ถูก พวกเขาหิว สายตานั้นไม่ปฏิเสธหรอก แต่มันไม่ได้มีความหิวเพียงอย่างเดียว สองพี่น้องมีรูปร่างผอมแห้งกว่านักเรียนทั่ว ๆ ไป และไม่ว่าจะพูดอะไรออกมาล้วนกระซิบกระซาบกันทั้งนั้น ทำให้ผมต้องพูดด้วยน้ำเสียงที่เบากว่าปกติไปอีกคน

พวกเขาผลัดกันเล่าเรื่อง และมันทำให้ผมพอเข้าใจว่าทำไมเคอร์มิชถึงได้โมโห เพราะเขาแอบถ่ายรูปผมไว้และส่งให้สื่อใต้ดินสำนักหนึ่ง หลังจากที่ใช้โทรศัพท์สาธารณะส่งข้อความเสียงไปแจ้งเจ้าหน้าที่โดยไม่เปิดเผยตัวตน พื้นที่ที่ผมถูกพบนั้นเป็นที่หวงห้ามสำหรับนักเรียน พวกเขาไม่ควรออกไปเดินเพ่นพ่าน ข่าวของผมถูกเผยแพร่ออกไปและในสามชั่วโมงให้หลังก็ถูกลบออกไปทั้งหมดโดยรัฐบาล ดังนั้น ผมจึงไม่ต้องพบจุดจบเหมือนต่างด้าวแต่ละคนที่ถูกส่งไปยังเขตการปกครองที่โหดร้ายที่สุดของสาธารณรัฐ... เพราะใครก็ตามที่เห็นข่าวนั้นย่อมติดตามความเป็นไปของผม ดังนั้นสถานที่เดียวที่รัฐบาลจะส่งผมไปได้มีเพียงสถานบำบัดโรคจิตเท่านั้น เพราะพวกเขาต้องการปกป้องความลับและทำให้ประชาชนเชื่อว่าสาธารณรัฐแห่งนี้ไม่ได้มีระบบกำจัดมนุษย์อย่างที่เล่าลือกัน

ผมหูผึ่งไปด้วยความไม่อยากเชื่อ "ทำไมคุณถึงเสี่ยงช่วยผมขนาดนี้ล่ะ"

"เพราะนายช่วยธุรกิจของเราได้ แต่ก็นะ ดันไปเข้าพวกกับนักภาษาศาสตร์แล้วก็สำนักข่าวพวกนั้นซะแล้ว"

"ก็ผมไม่รู้อะไรนี่!"

"ก็แหงละ" โคเล็ตต์ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มเยาะ วัยของเธอน่าจะสิบหกสิบเจ็ด ต่างจากพี่ชายที่น่าจะยี่สิบต้น ๆ ไล่เลี่ยกับผม "แล้วก็เลิกกินได้แล้วนะ อาหารที่พวกเขาให้น่ะ มันมียาพิษ"

ผมหยุดชะงักโดยทันที

ไม่นานนักเราก็ออกจากคาเฟ่ ด้วยความพิศวงในสิ่งที่ได้รู้ ผมตามไปยังโซนที่นักเรียนส่วนมากอาศัยอยู่ ที่นั่นมีเรื่องแปลกอีกอย่างคือผู้หญิงและผู้ชายสามารถพักในหอพักเดียวกัน เพราะยาพิษในอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดที่กินเข้าไป มันทำให้พลเมืองทุกคนในเมืองนี้ว่านอนสอนง่าย และเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่ได้เรียน ได้อ่าน และได้ชม มีพฤติกรรมก้าวร้าวรวมทั้งความเครียดน้อยลง และที่สำคัญที่สุด มันสะกดกั้นอารมณ์ทางเพศของวัยหนุ่มสาวเอาไว้ เคอร์มิชกับโคเล็ตต์ถึงขนาดใช้ห้องนอนร่วมกันได้เลยทีเดียว ณ ห้องนั้น ผมต้องทึ่งกับสิ่งที่ได้เห็น นอกจากต้นไม้ขนาดกลางในกระถางสามสี่ต้น ที่ตั้งเรียงกันคือสต็อคอาหารและน้ำดื่มบรรจุกระป๋อง มันมีมากพอที่คนเราจะอยู่ได้เป็นเดือน ๆ บนโต๊ะเขียนหนังสือมีสมุดบันทึกกระจัดกระจายอยู่ บางหน้าถูกเปิดเอาไว้ แผงวงจรวางเกลื่อน พร้อมด้วยเครื่องมือช่าง

"ชอบห้องนี้ละสิ" เคอร์มิชพูดขึ้นกลางดึงกล่องโกโรโกโสออกมาจากใต้เตียงนอน มันเป็นเตียงนอนสองชั้นเล็ก ๆ ส่วนโคเล็ตต์นั้นแกะอาหารออกมา มันเป็นเหมือนอาหารสำเร็จรูปของทหารที่มีเตาไฟใช้แล้วทิ้งให้พร้อม ผมไม่อยากจินตนาการเลยว่าพวกเขาดำรงชีวิตด้วยของพวกนี้มานานแค่ไหน

"ขอกินก่อนนะ ถูกเรียกไปทำโทษแต่เช้าน่าโมโหชิบ"

กล่องโกโรโกโสนั้นแท้จริงคือคอมพิวเตอร์ที่ประกอบเอง มันดูเทอะทะและเคสที่อะไหล่ทั้งหมดถูกบรรจุอยู่ก็คือกล่องพลาสติกหนาแบบหิ้วได้ดี ๆ นี่เอง เคอร์มิชเปิดบางอย่างให้ดู มันเป็นไฟล์เอกสารมากมาย รวมทั้งตัวกฎหมายต่าง ๆ ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยทั่วไป มันไม่ใช่ไฟล์ลับของทางราชการหรืออะไรแบบนั้น แต่เป็นต้นฉบับงานเขียนที่เหลือรอดมาจากโลกยุคเก่า และหนังสือใหม่อื่น ๆ ที่ห้ามเผยแพร่

"พวกเขาบอกว่าไม่มีอะไรเหลือมาใช่มะ นอกจากวิทยาศาสตร์ที่จับต้องได้น่ะ โกหกทั้งเพ" เขาเปรยขึ้น "แล้วทีแรกนั่น นายพูดภาษาอะไร"

"ภาษาอังกฤษ" ผมตอบเขา และเสริมไปด้วยเผื่อเขาจะนึกว่าผมใช้ภาษานี้ได้ดีหรืออะไรแบบนั้น "ความจริงฉันพูดภาษาไทยแล้วก็ถนัดภาษาบาลีของแถบอินเดียมากกว่าน่ะ"

"ได้ ซาน-ซา-กิด ไหม" เขาพยายามออกเสียงคำว่าสันสกฤตอย่างยากลำบาก ผมตอบไปว่ามันคล้ายกับภาษาบาลีมาก "แล้วนายก็แปลเอกสารให้ทางราชการด้วย อย่างนั้นสิ แล้วก็ช่วยทำพจนานุกรมด้วยใช่ไหม"

ผมพยักหน้ายอมรับ โคเล็ตต์ฟังบทสนทนาอยู่เงียบ ๆ เธอยกน้ำเปล่าบรรจุกระป๋องขึ้นดื่ม

"เราต้องการให้นายช่วยพัฒนาซอฟแวร์พจนานุกรมกับแปลหนังสือพวกนี้" เขาคลิกไปยังโฟล์เดอร์หนึ่ง "พวกนั้นใช้นายเป็นคนวิจัยภาษาตะวันออกแล้วก็แปลพจนานุกรมใช่ไหม มั่นใจเลยว่าจะไม่มีใครได้อ่านมัน นอกจากไว้เป็นเครื่องมือของคนไม่กี่กลุ่มน่ะ แล้วพอนายหมดประโยชน์นะ คิดสิว่าเขาจะเลี้ยงเอาไว้ไหม"

ประโยคสุดท้ายทำให้ขนลุก "แล้วไฟล์พวกนั้นจะไปที่ไหน" ผมถาม รู้ว่าต่อไปจะต้องลำบากแน่ ๆ ชีวิตที่นั่นไม่ง่ายอย่างที่คิด ดูเหมือนว่าเลือกอยู่ข้างไหนก็มีค่าเท่ากัน

"ตลาดมืด" โคเล็ตต์ตอบ เธอเดินอ้อมมานั่งข้างพี่ชาย "เราซื้อทุกอย่างได้จากตลาดมืด เซ็กส์ อวัยวะ อาวุธ อาหาร เครื่องดื่ม ทุกอย่างที่ไม่มีขายในโดมนี้"

ระหว่างเดินทางกลับจากรังของทั้งสองผมก็ได้แต่คิด เป็นไปได้อย่างไรที่ผมจะไม่สังเกตหรือตั้งคำถามเลยเกี่ยวกับชีวิตที่นั่น ทุกอย่างดูเป็นไปได้ดี ทุกคนต่างก็มีความสุข หรือจะจริงอย่างที่เขาว่า คือมันเป็นเพราะอาหาร ผมชักเกรงสายตาทุกคู่ที่ปกติมองความเป็นเอเชียของผม เพราะกลัวว่าจะมีใครสังเกตกระเป๋าเป้บวม ๆ ที่บรรจุอาหารและน้ำเปล่าสองสามกระป๋องไว้สำหรับคืนนี้และพรุ่งนี้เช้า

 

เมื่อถึงสำนักงานกึ่งที่พักของพวกนักวิชาการ ผมตรงดิ่งไปยังห้องนอนที่โดดเดี่ยวและพยายามจะคิดถึงตอนอยู่ในโรงพยาบาลบ้า แล้วก็นึกไปถึงต้นฉบับนิยายที่พิมพ์ค้างเอาไว้ อ่านมันตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าปัจจุบัน ปละตระหนักได้ว่าตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ผมเปลี่ยนหลายอย่างในงานเขียนชิ้นนี้ไป มันเป็นนิยายแฟนตาซีสำหรับเยาวชนที่สอดแทรกนัยยะทางการเมือง และที่สังเกตได้ชัดเจนคือทุก ๆ สิ่งต่างไปจากต้นฉบับเดิม ปัญหามีอยู่ว่า ผมลืมแนวคิดในตอนแรกจนหมดสิ้นไปแล้ว

เมื่ออ่านจบ ผมรู้สึกหิว จึงคิดจะไปที่ห้องอาหารตามปกติ เวลานั้นนักวิชาการทุกคนจะไปรวมกันยังห้องโถงใหญ่โตที่เสิร์ฟอาหารหลายชนิด บรรยากาศเหมือนงานเลี้ยงขนาดย่อม ๆ นักศึกษาปีสองเอกภาษาไทยธรรมดาอย่างผมก็คอยเคลิบเคลิ้มกับบทสนทนาที่เต็มไปด้วยการใช้ความคิด ศัพท์แสงวิชาการสวยหรูที่ดูเหมือนจะมีชีวิตชีวาเหล่านั้น พลันนั้นก็สะอิดสะเอียน เพราะรู้แล้วว่าผมมันก็คือหมาที่เขาเลี้ยงไว้ดี ๆ นี่เอง

เสียงเคาะประตูดังขึ้น เจ้าของวิจัยมักมาชวนไปกินอาหารเย็นพร้อมกันเสมอ ผมรีบซ่อนกล่องอาหารบนโต๊ะไว้ในตู้เสื้อผ้า เพราะเขามักจะเข้ามายุ่มย่ามและทำตัวเป็นพี่เลี้ยง เสียงเคาะดังขึ้นอีกถี่ ๆ ผมรีบเปิดประตู เขาแอบสอดสายตาลอดเข้ามาดูภายในห้อง "ทุกอย่างโอเคไหม" เขาถาม ผมพยักหน้า แล้วตอบว่าแค่รู้สึกไม่สบาย ตั้งใจว่าจะนอนเพราะเพิ่งกินยาไป

ปรากฏว่าคืนนั้น หลังกินอาหารของสองพี่น้องจนอิ่ม ผมต้องนอนทุรนทุรายอยู่บนเตียง เหมือนอาการของคนขาดยา แต่สิ่งที่ผมคิดถึงคืออาหารและเครื่องดื่มทั้งหลาย ขอกินสักคำ ขอดื่มสักหยดก็ยังดี ดังนั้น ผมจึงนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ ดูดเอาไฟล์เอกสารที่เป็นงาน รวมทั้งต้นฉบับพจนานุกรมภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และภาษาบาลี ที่อยู่ในระหว่างการแปลอย่างที่สองพี่น้องขอให้ทำ พวกเขาไม่มีพจนานุกรมเหล่านี้ มีหน้าต่างแจ้งเตือนขึ้นว่า 'ต้องการคัดลอกหรือไม่' ผมคลิกยอมรับ ดึงอุปกรณ์เก็บข้อมูลออก แล้วรีบเผ่นออกจากที่นั่น เอกสารทุกอย่างหากถูกส่งออกโดยไม่ใช้คลาวด์ที่มีแต่เฉพาะในเมืองนี้จะถูกบันทึกการส่งออกไว้ และเอกสารบางประเภทก็ถูกสงวนไว้เฉพาะกลุ่มบุคคล แม้ว่าจะมึนหัว แต่ผมก็พยายามจะไปถึงที่พักของเคอร์มิชกับโคเล็ตต์โดยเร็วที่สุด

 

แต่มันก็ไม่เป็นอย่างที่คิด ผมใช้ลิฟท์โดยสารสาธารณะไม่ได้ มันเป็นลิฟท์ใสขนาดใหญ่ที่อยู่ในท่อ เคลื่อนที่ได้ทุกทิศทางและไปได้ทั่วเมือง จอสแกนม่านตาปฏิเสธผม ยามกลางคืนแทบจะไม่มีคน จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะแอบเข้าไปโดยอาศัยจังหวะประตูยังไม่ปิด ก่อนที่ผู้พิทักสันติราษฎ์แสนใจดีที่ยืนอยู่ทั่วทุกมุมเมืองจะสังเกตเห็น ผมพยายามเดินอย่างปกติที่สุด ไม่ลุกลี้ลุกลน โอกาสที่จะโดนจับอยู่กลางทางนั้นสูงมาก ระบบรู้ตัวแล้ว ผมลองใช้โทรศัพท์สาธารณะที่เหมือนตอนผมใช้ตอนในโรงพยาบาล ซึ่งถูกติดไว้ทั่วเมือง และถูกมันปฏิเสธอีก

วินาทีนั้นผมกลายเป็นคนนอกอย่างแท้จริง แต่ก่อนที่จะหวาดผวาไปมากกว่านั้น โคเล็ตต์โผล่ออกมาจากหลังตู้กดไอศกรีม เธอคว้าข้อมือผมแล้วพาขึ้นลิฟท์ไป

"คิดไว้แล้วล่ะว่าคุณต้องออกมา" เธอพูด ผมยิ้มอาย ๆ ด้วยท่าทียอมรับ "พี่โดนจับตัวไปแล้ว เราต้องออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด" เธอเล่าต่อไปเรียบ ๆ ราวกับมันเป็นเรื่องปกติเต็มประดา "ฉันเดาว่าพวกตำรวจตรวจค้นห้องเราหลังเฝ้าติดตามตั้งแต่พบคุณที่สวน"

"เป็นไปได้ยังไง"

"มีทั้งหูตาของคนและคอมพิวเตอร์อยู่ทั่วไปในเมืองนี้ ยิ่งคุณเป็นคนที่ถูกควบคุม ไม่สิ สนใจเป็นพิเศษย่อมไม่แปลก" โคเล็ตต์ใช้นิ้วถูกสันหนังสือบาง ๆ เล่มหนึ่งที่ผมเพิ่งสังเกตว่าเธอถือมาด้วย "พวกเขาตามมาถึงฉัน เพราะเห็นเป็นคนสนิทของเคอร์มิช ปฏิเสธทุกเรื่องที่พวกเขาถาม และเพราะชื่อของฉันเป็นรูมเมทอยู่กับเด็กผู้หญิงอีกคนหนึ่ง พวกเขาเลยเอาผิดไม่ได้ แต่ก็เกือบแล้วเหมือนกันถ้าเขาเห็นฉันอ่านหนังสือนี่"

"พีชคณิตเชิงเส้นขั้นแนะนำ แล้วไง"

เธอดึงปกปลอมออกแล้วยื่นให้ผม

เดอะ เซอร์คัส โครนิเคิล คือชื่อของมัน ผมรู้สึกกระอักกระอ่วน

เมื่อประตูลิฟท์เปิดออก ตำรวจสามนายวิ่งเข้ามาทางเรา พวกเขาชักปืนไฟฟ้าออกมา โคเล็ตต์จูงมือผมวิ่ง -- อย่างเร็วที่สุด --ไปตามทางหนีไฟ เราวิ่งไปเกือบจะสุดทางแล้วในจังหวะที่ผมถูกช็อตล้มลง

"หนีไป" ผมบอกโคเล็ตต์ที่หยุดชะงัก แววตาหวาดกลัวนั่นทำให้เธอเป็นเด็กสาวธรรมดา ๆ คนหนึ่งเหมือนคนทั่วไป เธอล้วงปืนพกออกมา ยิงเข้าใส่ตำรวจแต่ละคนโดยเลี่ยงจุดสำคัญ สีหน้ามุ่งมั่นและเมินเฉยแบบผู้ใหญ่กลับมาอีกครั้ง เสียงปืนกัมปนาทเมื่อครู่ปลุกคนทั้งเมืองให้ตื่นขึ้น

"โดด!" เธอสั่ง แล้วกระโดดลงไปยังจานกลมแบนที่ลอยอยู่รอบ ๆ กดปุ่มสีเขียวสั่งให้มันลอยดิ่งลงสู่พื้นเบื้องล่างอย่างนุ่มนวล มองไปยังเบื้องบน ตำรวจและพลเมืองคนอื่น ๆ ก็ใช้วิธีเดียวกันตามเราลงมา "พวกรักชาติก็เอากับเขาด้วย บ้าชิบ" เธอบ่นแล้ววิ่งนำหน้าผมผ่านเศษซากปรักหักพังไป

นี่มันแย่จริง ๆ ผมคิด เธอไม่จำเป็นต้องช่วยผมด้วยซ้ำ

การใช้กระสุนจริงเป็นสิ่งที่ปัญญาชนในเมืองนั้นรับไม่ได้ ตำรวจสามนายกลายเป็นเหยื่อ สิ่งที่โคเล็ตต์ทำปลุกความโกรธคลั่งออกมา โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงประกาศว่าเราหลบหนีการจับกุมข้อหาสมรู้ร่วมคิดล้มสาธารณรัฐ เราทั้งสองมุ่งไปข้างหน้าด้วยสองเท้า หอบหายใจถี่ขึ้นในทุกก้าววิ่ง ก้อนอิฐ เศษปูนแตก ๆ ถูกขว้างไล่หลังมาไม่ขาดสาย ผมเห็นแล้ว ผมเห็นธาตุแท้อันเปราะบางที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรม คนพวกนั้นไม่สามารถคิดอะไรได้ พวกเขาโดนมอมยา พวกเขาโกรธความรุนแรง แต่ก็ใช้ทั้งความรุนแรงทั้งการรวมหมู่ในอันที่จะปกป้องสิ่งที่พวกเขาถูกทำให้เชื่อ

 

เรากึ่งวิ่งกึ่งไถลไปตามเนินดินที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์หนาแน่น พยายามหลบเลี่ยงเศษโลหะและชิ้นส่วนคม ๆ ที่โผล่พ้นขึ้นมา ฝูงชนไม่ตามลงมาอีก มีเพียงกระสุนเท่านั้นที่สาดตามลงมา "หมอบ!" โคเล็ตต์สั่ง

เสียงปืนเงียบลง ผู้คนทั้งหมดถูกต้อนกลับไป เหลือเพียงตำรวจสองนายเท่านั้นที่อาสาค้นหาพวกเรา -- ในสภาพศพหรือผู้บาดเจ็บ -- พวกเขาย่ำลงมาอย่างแผ่วเบา

"โคเล็ตต์ โคเล็ตต์ โอเคหรือเปล่า"

เธอค่อย ๆ ลุก ชูมือทั้งสองข้างขึ้น ตำรวจเดินลงมาหาเธอ

"เฟนิกซ์ล่ะ" อีกนายถาม พวกเขารู้จักผม

ผมลุกขึ้น

"พวกเธอสองคนไปซะ" เขากล่าว "ส่วนเรื่องเคอร์มิช เราสองคนจะคอยส่งข่าวเขาให้ โทษหนักสุดก็คงโดนเนรเทศ ผมเสียใจด้วย"

 

หลังจากคืนนั้น ชื่อของโคเล็ตต์อยู่ในรายการตามล่าของรัฐบาล เราไปอาศัยยังชุมชนของคนตลาดมืดซึ่งก็มีความสุขดี ที่นั่นเต็มไปด้วยพวกคนผู้มีชีวิตชีวาและช่างคิด พวกเขาอาจใช้ศัพท์แสงสวยหรูไม่เป็น แต่แน่นอนพวกเขาไม่เคยหยุดคิด พวกเขาบางคนเป็นช่างประปา ช่างเครื่องยนต์ คนขายของ เกษตรกร พวกคนที่ไม่เชื่อในการถูกกำหนดโชคชะตาชีวิตล่วงหน้า ตลาดมืดนี้ไม่ใช่สมาคมที่เถื่อนอย่างผมเคยคิด แน่นอนมันมีสินค้าหลายอย่างในตลาดมืด ไม่เว้นแม้แต่อาชญากรรม อะไรที่ไม่พึงประสงค์สำหรับสาธารณรัฐ... ล้วนแต่มีพื้นที่แสดงออกในตลาดมืด รวมทั้งหนังสือต้องห้ามด้วย

 

ในสายตาคนชุมชน เคอร์มิชเป็นวีรบุรุษ และพวกเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีโศกเศร้าเสียใจกับสิ่งที่เคอร์มิชได้รับ ทว่าให้กำลังใจซึ่งกันและกัน อย่างน้อยเขาก็ยังมีชีวิต ทั้งกล่าวว่าการต่อสู้ต้องดำเนินต่อไป มันจะไม่จบในช่วงชีวิตนี้ แต่สิ่งที่ทุกคนทำจะเป็นบันไดไปจนกว่าจะยุคหน้าจะปรากฏ...

วันหนึ่งผมสังเกตเห็นโคเล็ตต์ร้องไห้ขณะกำลังชงชา

"คุณคงใกล้ชิดกับเคอร์มิชมากแน่ ผมเสียใจด้วย"

เธอเช็ดน้ำตา ก่อนจะยอมรับแผ่วเบา "ใช่ -- เขาเป็นเหมือนพี่ชายแท้ ๆ ของฉัน"

วันนั้นเองที่ผมรู้ว่าเคอร์มิชกับโคเล็ตต์ไม่ใช่พี่น้องกัน หรือเกี่ยวพันทางสายเลือดกันเลย แต่เพราะมีวันหนึ่งที่เคอร์มิชย้อมผมไปเรียนเป็นสีแดงเหมือนเหล้าเชอร์รี่ เขาถูกอาจารย์เหน็บแนมในชั้นว่านอกจากจะเรียนซ้ำหลายปีแล้วยังชอบทำตัวเละเทะ พอจบคาบเรียน โคเล็ตต์ที่ไม่ค่อยมีเพื่อนจึงไปถามเขาเรื่องการย้อมผม เธออยากจะย้อมบ้าง ความโดดเดี่ยวของทั้งสองคนถูกเติมเต็ม พร้อมด้วยการถูกเหน็บแนมและทำโทษบ่อย ๆ เกี่ยวกับการแหกกฎ ซึ่งทั้งสองเห็นเป็นเรื่องสนุกในการกวนประสาทพวกอาจารย์เล่น เคอร์มิชและโคเล็ตต์มักจะได้ยินคำว่า 'ระบบที่ตรวจสอบพวกเธอต้องผิดพลาดแน่ ๆ ถึงได้มาอยู่ที่นี่' แต่ในที่สุดทั้งสองก็เรียนรู้ที่จะทำตัวกลมกลืนกับคนอื่น เพราะเคอร์มิชเริ่มเข้ามาพัวพันกับตลาดมืดและไม่ต้องการเป็นที่สังเกต

อนึ่ง ระบบครอบครัวนั้นไม่มีในสาธารณรัฐนี้ พลเมืองทุกคนที่อายุยี่สิบปีบริบูรณ์จะถูกพาไปยังโบสถ์ กินอาหารเฉพาะ จับคู่ชายหญิงและมีเพศสัมพันธ์ หากถามว่าทำไมสาธารณรัฐ... ทำไมไม่ทำโคลนหรืออะไรแบบนั้นแทน นั่นก็เพราะพวกเขาไม่ต้องการถูกตั้งคำถาม มันง่ายกว่าที่จะให้การมีเพศสัมพันธ์ถูกทำในนามศาสนา 'พระเจ้าประทานสิ่งสูงส่งให้ชายและหญิง เมื่อมนุษย์อายุครบยี่สิบปีต้องให้กำเนิดมนุษย์รุ่นถัดไป' และต้องกระทำในบรรยากาศที่ศักดิ์สิทธิ์แบบศาสนา เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว พ่อก็จะถูกแยกจากแม่และทำให้ลืมความสัมพันธ์หรือความรู้สึกใด ๆ อย่างง่ายดายผ่านอาหารและน้ำดื่ม ส่วนแม่นั้นเมื่อคลอดลูกแล้วก็กลับมาใช้ชีวิตปกติ เคอร์มิชเองเริ่มทำงานกับตลาดมืดตั้งแต่พบกับคู่ของเขา ได้ฟังเรื่องเล่าจากเธอ ลูกชายของเคอร์มิชถูกเลี้ยงดูอยู่ภายในชุมชน เป็นคนนอกกฎหมายโดยแท้จริง เนื่องจากแม่ของเจ้าหนูหนีออกมาจากโบสถ์ ทุกคนคิดว่าเมื่อเคอร์มิชเป็นอิสระ จะต้อนรับเขามาอยู่กับครอบครัว

 

ผมทำงานแปลพจนานุกรมและงานเขียนจำนวนมากหามรุ่งหามค่ำ นับตั้งแต่รู้ข่าวจากตำรวจสองนายที่ช่วยพวกเราว่าทุกคนในเมืองโดมลืมการหลบหนีของผมและโคเล็ตต์อย่างรวดเร็ว ส่วนเคอร์มิชถูกเจ้าหน้าที่ตีตายในคุก ทุกคนก็อยู่ในความโศกสลด ใบปลิวทั้งในรูปแบบไฟล์และกระดาษเกี่ยวกับความอยุติธรรมที่เกิดกับเขาถูกส่งออกไปในตลาดมืด ส่วนการจะส่งข่าวอะไรไปยังเมืองโดมนั้นช่างเป็นเรื่องยากเย็นเหลือเกิน ทีแรกพวกเขาเหมือนอยู่คนละโลกกับคนทั่วไป และยิ่งเวลาผ่านไป พวกเขาก็ยิ่งไม่เข้าใจเสียงของคนที่พวกเขาปกครอง เป็นแบบนี้มารุ่นสู่รุ่น ความจริงเหล่านี้ทำให้หดหู่ ในชุมชนยากจนนั่น ผมทำงานแปลพจนานุกรมหามรุ่งหามค่ำเพื่อปลอบประโลมตนเอง

"ฉันมีอะไรจะคุยกับนาย" โคเล็ตต์พูดขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดในวันหนึ่ง ฉุกผมให้นึกถึงเรื่องที่ลืมเลือนไป "นายเขียนนี่หรือไง" เธอโยนหนังสือเล่มหนึ่งลงบนโต๊ะคอมพิวเตอร์

เดอะ นิว เซอร์คัส โครนิเคิล เขียนโดย เฟนิกซ์-10 'นักวิชาการต่างถิ่นที่ถูกลักพาตัวโดยขบวนการล้มล้างสาธารณรัฐ'

ปกหลังมีข้อความว่า:

เฟนิกซ์-10 ผู้เขียนนวนิยายเรื่องนี้ถูกจับตัวไปโดยหนึ่งใน ผกล. (ผู้ก่อการร้ายล้มชาติ) ที่แฝงตัวปะปนร่วมกับพลเมืองแห่งโดม ท่ามกลางปริศนาในระยะเวลาหนึ่งเดือน ในที่สุดทีมค้นหาพบเฟนิกซ์-10 ในสภาพถูกสังหาร แต่สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณผู้นี้ทิ้งไว้เพื่อคนรุ่นหลังยังคงอยู่ การเขียนตีความใหม่ของ เดอะ เซอร์คัส โครนิเคิล นวนิยายโบราณ สู่ เดอะ นิว เซอร์คัส โครนิเคิล

บรรณาธิการไม่ปฏิเสธว่า ต้นฉบับนวนิยายเรื่องนี้ยังเขียนไม่สำเร็จ และ เดอะ เซอร์คัส โครนิเคิล นิยายปรัมปราที่ได้สูญหายไปเป็นเวลานับนาน ก็ย่อมเป็นหนึ่งในองค์ความรู้ด้านภาษาตะวันออกของเขา ซึ่ง เฟนิกซ์-10 เขียนมันขึ้นมาใหม่โดยอิงจากเค้าโครงเดิม ต้องยอมรับว่าบรรณาธิการได้เพิ่มเติมตอนสุดท้ายให้นวนิยายนี้เสร็จสมบูรณ์ โดยอ้างอิงตามแนวคิดและรูปแบบการเขียนของ เฟนิกซ์-10 ไว้อย่างสุดความสามารถ

เดอะ นิว เซอร์คัส โครนิเคิล มีความสำคัญในอันที่เราจะอ่านเพื่อระลึกถึงอาคันตุกะคนแรกที่สาธารณรัฐ...รับเข้าเป็นพลเมือง เป็นบุคคลแห่งประวัติศาสตร์ที่จะสร้างสรรค์องค์ความรู้ให้เราอย่างมากมาย แต่น่าเสียดายที่ความเชี่ยวชาญและชีวิตของเขาต้องถูกพรากจากไปโดยขบวนการล้มล้างสาธารณรัฐ

มือของผมสั่นเทาด้วยความโกรธ งานของผมกลายเป็นเครื่องมือให้พวกเขาเพิ่มข้อกล่าวหาโคเล็ตต์

"หนังสือนี่ดังมากในเมืองโดมนั่น แล้วพวกคนที่อ่านก็ยิ่งโกรธแค้น ผกล. มากขึ้นทั้ง ๆ ที่มันไม่มีคนกลุ่มนี้ด้วยซ้ำ! พวกเราไม่ใช่ ผกล.!" โคเล็ตต์สูดหายใจเข้าลึก "แล้วนายยังดูหมิ่น เดอะ เซอร์คัส โครนิเคิล ของจริงด้วย" พูดจบแล้วก็เดินออกจากห้องไป

"เดี๋ยวก่อน โคเล็ตต์" ผมคว้าหลังเธอได้ "ผมอธิบายได้ ตอนนั้นผมเป็นอย่างพวกเขา"

"แล้วทำไมต้องเป็น เดอะ เซอร์คัส โครนิเคิล ด้วยล่ะ" เมื่อเห็นผมสลดลง เธอก็พูดต่อ "เคอร์มิชชอบหนังสือนี้มาก ทุกคนที่นี่ด้วย ถ้านายรู้จักหนังสือที่โดนแบนอย่าง เดอะ เซอร์คัส โครนิเคิล" จนท่องจำได้ ทำไมถึงถูกล้างสมองง่ายนัก ถึงขั้นลงมือเขียนมันใหม่โดยใช้แนวคิดของพวกนั้นด้วยซ้ำน่ะ!"

"ผมขอโทษ"

"เอ้า! นี่ เอาไปอ่านซะ" โคเล็ตต์โยนหนังสือให้ "เผื่อมันจะทำให้นายระลึกได้"

ผมนั่งลงบนเตียงนอน เปิดอ่านตั้งแต่หน้าแรก ปล่อยให้ตัวเองถูกดูดเข้าไปด้วยใจความของหนังสือ จริงหรือ ตัวอักษรเหล่านี้ ทุกตัวละคร ทุกคำพูด ผมเขียนมันขึ้นมา แล้วในฉับพลัน ผมก็กลัวที่จะอ่าน

ถ้าอ่านไปจนจบ ต้นฉบับที่ยังไม่เสร็จของผมก็จะถูกชักจูงด้วยหนังสือนั่น แล้วถ้าอย่างนั้น ผมจะพูดว่าตัวเองเป็นคนเขียนได้อย่างไร ไม่นับ เดอะ นิว เซอร์คัส โครนิเคิล กะหลั่วนั่น ที่ผมเขียนเละเทะออกทะเลไปหมด จนความดีกลายเป็นความชั่ว ความชั่วกลายเป็นความดีทั้งสิ้น

 

"เป็นไงบ้าง" โคเล็ตต์ถามระหว่างที่เราเก็บจานชามหลังอาหารเย็น "รู้ไหมคนเขียนน่ะมีชีวิตที่เศร้ามาก เขาทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เขียนนิยายเรื่องนี้ แล้วพอเขียนดราฟแรกจบก็ตาย จนพ่อเขาที่ตอนแรกมักมีเรื่องขัดแย้งกันได้อ่าน จึงหาบรรณาธิการมาช่วยดูเพื่อให้เรื่องนี้ได้ตีพิมพ์ ซึ่งบรรณาธิการก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากแม่ที่คนเขียนไม่เคยได้พบ"

"แล้วพ่อแม่เขาหลังจากนั้นล่ะ" ผมถาม พลันก็รู้สึกถึงความสนใจเกินเหตุของตัวเอง ทำยังไงได้ มันเป็นเรื่องครอบครัวของผม

"ก็กลับมาอยู่ด้วยกัน ฉันเสียใจที่คนเขียนไม่ได้อยู่ดูตอนจบ แต่อย่างน้อยก็เขานั่นแหละที่สมานแผลของครอบครัว"

ไม่หรอก ตอนนี้ผมรู้ตอนจบแล้ว ผมคิด กล่าวขอบคุณเธออย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยแล้วกลับไปอ่าน เดอะ เซอร์คัส โครนิเคิล มันเป็นเรื่องของเด็กคณะละครสัตว์ ชื่ออิซาร์ ต้องโกหกทุกคนว่าตนเองตาบอดข้างเดียวมาตลอดชีวิต เพราะเขามีตาซ้ายที่เห็นใบหน้าปีศาจของคนอื่นได้ และมันทำให้พระราชาอยากได้ตาเขาเพื่อที่จะครอบครองแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน

ยิ่งเปิดอ่านหน้าถัดไป เปิดอ่านหน้าถัดไปจนใกล้ถึงหน้าสุดท้าย เสียงหวูดและล้อรถไฟไต่รางยิ่งดังเป็นจังหวะขึ้น มันแจ่มชัดขึ้นจนผมหวาดกลัว แต่ก็อ่านเร็วขึ้น อ่านอย่างรวดเร็วอย่างไม่สามารถจะหยุดลงได้ มันทรมานเหมือนหัวสมองจะปริแตกออกมา แต่ผมก็ยังคงอ่านต่อไป

ท้ายที่สุดผมพบตัวเองที่ชานชาลา กำลังก้าวลงจากรถไฟกลางคืน ทุกอย่างดูแปลกตาออกไป มันคือชานชาลาบ้านเกิดของผม ไม่ผิดแน่ แต่ความรู้สึกราวกับไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกและตัวตนนั้นช่างรุนแรง มันคงเป็นเพราะการได้กลับมา ผมคิด ตอนนั้นเองที่ตระหนักว่าตัวเองได้ลาจากสาธารณรัฐ...แล้ว จะดีใจหรือไม่นั้นตอบไม่ได้ เป็นความรู้สึกครึ่ง ๆ กลาง ๆ แต่สิ่งที่แน่ใจคือผมหวังว่าจะได้อยู่นานกว่านั้น โดยที่ไม่รู้เหตุผลเช่นเดียวกัน

แผ่นกระดาษตามหาคนหายที่แปะอยู่ทั่วชานชาลายืนยันบางอย่างแก่ผม เสื้อผ้าชุดที่ผมใส่ขณะนอนอ่าน เดอะ เซอร์คัส โครนิเคิล ยืนยันบางอย่างแก่ผม เช่นเดียวกับกระเป๋าเดินทางที่หายไป สิ่งเหล่านี้ยืนยันว่าผมไม่ได้ตื่นจากความฝัน

แม้ผมพยายามคิดว่าเมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างจะดีเอง แต่ดูเหมือนยิ่งนานวันผมยิ่งรู้สึกแปลกแยก พฤติกรรมเองก็เริ่มแปลกไป ผมเจอคนน้อยลงจนกลายเป็นเก็บตัวเงียบในที่สุด สิ่งเดียวที่ยังเหมือนเดิมคือพันธะที่มีต่อนิยายที่ค้างไว้ เวลาเกือบทั้งหมดของตอนตื่นหมดไปกับการเขียน และแน่นอนว่าผมเขียนด้วยความหวาดกลัวต่อความตาย ซึ่งเกาะกุมอยู่ในรูปแบบของไข้หวัดและหัวที่จะระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ มันรุนแรงมากยิ่งขึ้นทุกวัน แต่ความรู้สึกที่แย่ที่สุดคือ ผมรู้สึกเหมือนเป็นเครื่องมือที่ต้องเขียนงานนี้ให้เสร็จ ในที่สุดมันจะต้องสำเร็จลง แต่ความรู้สึกแห่งการเป็นผู้ลิขิตเรื่องราวได้หลุดลอยจากไปนับนาน

อากาศเย็นเยือกขึ้นทุกที หน้าจอสมาร์ทโฟนบอกเวลาห้าทุ่ม เพลงชาติของสาธารณรัฐ...ดังกระหึ่มขึ้นในหัว ตัดสินใจเดินกลับบ้าน ตั้งใจว่าคืนนี้จะเขียนฉากจบ แล้วเลือกความตายให้กับตัวเอง ผมทนต่อไปไม่ไหวแล้ว

 

#

ผลงานอื่นๆ ของ beatenbyacoup

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น