BlackMail #ลับ19มบ [MARKBAM]

ตอนที่ 13 : TAPE TWELVE [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,290
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 555 ครั้ง
    9 ก.ย. 63

 

 

TAPE TWELVE

 

BAMBAM’S PART 

หนัก… หนักหัวชะมัด…

หิว… หิวน้ำ… คอของผมมันแห้งยิ่งกว่าทะเลทรายที่อากาศร้อนระอุ

ร่างกายผมมันอ่อนแรงไปทั้งหมด นี่ผมเป็นอะไรไปวะเนี่ย…

เอ๊ะ! 

เหมือนผมจะนึกออก…. เฮ้ย!! ผมรู้แล้วว่าที่ผมร่างกายผมอ่อนแอแบบนี้เพราะอะไร!!! ไอ้เวรอินซา

ผมสะดุ้งตื่นด้วยอาการตกใจเพราะเพิ่งจำเรื่องราวได้ว่าผมถูกไอ้โรคจิตอินซาหลอกล่อมาทำมิดีมิร้าย ผมได้แต่ภาวนาในใจขอให้ตื่นมาไม่เจอภาพที่ตัวเองรับไม่ได้ และเมื่อผมได้เปิดเปลือกตารวมทั้งมองสำรวจไปรอบกาย เรื่องราวที่ผมเผลอลืมมันไปก็ถูกเติมเต็มในความทรงจำของผม

ความหวาดกลัวในตอนแรกหายไป เหลือเพียงแต่ความโล่งใจที่ตอนนี้ผมได้เห็นมาร์คที่นอนฟุบหลับอยู่ข้างเตียงที่ผมนอน

ก็ขอบคุณที่มันหลับ อย่างน้อยก็ยังมีช่วงเวลาที่ผมได้คิดอะไรมากมายก่อนที่ต้องเผชิญหน้ากัน 

ผมเกลียดผู้ชายคนนี้… ใช่… ผมเกลียดมาก ๆ มันขโมยความฝันของผมไป แต่ถึงแม้ว่าผมจะเกลียดมันมากขนาดไหน ผมก็อยากจะพูดขอบคุณมันที่มันช่วยชีวิตผมไว้ ผมไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้ามันไม่มาช่วยผม ตอนนี้สภาพจิตใจของผมคงแย่มาก ๆ มันอาจจะแย่ถึงขั้นที่ผมอยากฆ่าตัวตาย เพราะชีวิตของผมมันไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง…

ไม่น่าเชื่อเนอะ… ว่าคนที่เคยสั่งให้คนอื่นมาข่มขืนผม จะกลายเป็นคนที่มาช่วยผมจากการโดนข่มขืน 

แต่… มันมีบางอย่างที่ผมรู้สึกแปลก ทำไมวันนี้ผมถึงเห็นภาพคุณอีซ้อนภาพไอ้มาร์คกันนะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้มันเหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนสมัยผมเป็นนักเรียน มันเหมือนแม้กระทั่งไออุ่นกายที่ผมถูกโอบกอดเหมือนกับตอนนั้นไม่มีผิด ทำไมนะ… หรือเป็นเพราะจิตใจของผมโหยหาคุณอีหวังให้เขามาช่วยมากเกินไป เลยเผลอคิดว่าไอ้มาร์คเป็นคุณอีซะได้ 

เอาเถอะ เรื่องอดีตก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของอดีต ตอนนี้ผมต้องคิดให้ออกว่าผมต้องทำตัวยังไงหลังไอ้มาร์คตื่นขึ้นมา ผมจะต้องทำพยศใส่เหมือนที่เคยทำ หรือควรทำสิ่งที่มนุษย์ดี ๆ ทำ นั่นก็คือขอบคุณ แม้ว่าผมจะไม่ได้รู้สึกอยากจะพยศสักเท่าไร แต่แค่คิดว่าต้องทำตัวดีกับมัน ผมก็รู้สึกเหมือนทรยศตัวเองอยู่

สับสนวุ่นวายชะมัด…

ผมทิ้งเวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งโง่ ๆ และมองดูไอ้มาร์คหลับ มีความคิดมากมายเกิดขึ้นในหัวของผม มันเป็นความคิดที่ตบตีกันอยู่ตลอดเวลา ผมไม่รู้ว่าผมควรจะทำตัวยังไงดี แต่แล้วความคิดวุ่นวายของผมก็หยุดลงเมื่อตอนที่คนตรงหน้าของผมเริ่มขยับตัวเหมือนกำลังตื่น ผมสะดุ้งเหมือนคนที่แอบทำผิด ก็คงผิดแหละเพราะผมดันจ้องไอ้มาร์คแบบไม่ละสายตาเกือบห้านาทีได้ ผมรีบเลื่อนสายตาไปมองทางอื่นก่อนที่ไอ้มาร์คจะรู้ตัวว่าถูกจ้อง 

“ตื่นแล้วทำไมไม่ปลุกฉัน” นั่นเป็นคำพูดแรกที่ไอ้มาร์คพูดกับผม ส่วนผมก็ทำเก๊กเชิดคอหนีแกล้งทำเป็นไม่อยากมองทั้งที่เมื่อกี้มองอยู่เต็ม ๆ 

“แล้วทำไมผมต้องปลุกคุณ” ผมทำเสียงแข็งอย่างที่เคยทำ แต่พอมาก้มมองสภาพตัวเองที่ถูกห่อตัวด้วยผ้าห่มผืนโต ความรู้สึกผิดที่แทรกเข้ามาให้ผมสับสนอีกแล้ว 

“ทำเสียงดื้อแบบนี้สงสัยจะหายดีแล้วสินะ” ผมรู้สึกได้ว่ามันพูดออกมาด้วยความรู้สึกเอ็นดู บ้าน่ะ ผมคงคิดไปเอง “โล่งไปทีนะ… ที่ฉันเข้ามาช่วยได้ทัน” 

น้ำเสียงของไอ้มาร์คมันทำให้ผมรู้สึกถึงความอบอุ่นปนความเศร้า และเสียงนั้นก็ยังทำให้ความดื้อรั้นของผมหายไปทั้งหมด ผมหันไปมองหน้าไอ้มาร์ค เห็นมันจ้องมองมาด้วยสายตาที่ปนไปด้วยความอบอุ่น ที่ทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างแปลก ๆ 

“ขอบคุณ…” และสายตาคู่นั้นก็ช่วยทำให้อาการปากแข็งของผมหายไป “ขอบคุณที่มาช่วยผม” ในที่สุดผมก็พูดมันออกไป ขอพักเรื่องรบก่อน ถึงแม้ว่าผมจะเกลียดมัน แต่ผมก็เป็นคนมีจิตสำนึกอยู่บ้าง

“ไม่ต้องขอบคุณหรอก… มันเป็นสิ่งที่ฉันควรทำ และ…” มาร์คเว้นเสียงไปชั่วครู่ การที่มันเว้นเสียงทำผมทั้งลุ้นและลอบกลืนน้ำลายลงคอครั้งแล้วเล่า “ช่างเถอะ” 

อ้าว! ทำให้อยากรู้และมาตัดประเด็นกันดื้อ ๆ แบบนี้เลยเหรอ!! 

ถึงผมอยากรู้ว่ามันจะพูดอะไร แต่การที่ผมจะไปถามขอให้มันพูดก็ดูไม่ใช่นิสัยของผม เพราะงั้นผมถึงยอมให้ความสงสัยมันค้างคาอยู่ในใจของผม ผมจะไม่ยอมเสียฟอร์มถามแน่!

“ว่าแต่… คุณรู้ได้ยังไงว่าผมถูกไอ้เวรนั่น…” ผมไม่อาจพูดคำพูดต่อจากนั้นได้ แค่คิดย้อนเหตุการณ์เมื่อกี้ ก็ทำจิตใจผมดิ่งลงสู่ความมืดอีกครั้ง เหตุการณ์นั่นยังคงเป็นฝันร้ายที่ผมไม่มีวันลืม มันเป็นฝันร้ายที่ปลุกให้ผมจำเรื่องราวในอดีตของตัวเองได้อย่างแม่นยำ

“แจ็คสันโทรมาหาฉันบอกว่าเห็นนายอยู่กับมัน ได้ยินแค่นั้นฉันก็รู้ความคิดของมันได้ทันทีว่ามันคิดจะทำอะไร ไอ้อินซามันชอบหลอกหน้าใหม่โดยการหลอกล่อว่าจะช่วยดันให้ดัง และเด็กส่วนใหญ่ที่ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไงก็จะตกหลุมพลางอย่างง่าย ๆ” 

เลวที่สุด… เอาความหวังมาหลอกเพื่อทำความชั่ว ผมไม่กล้าคิดเลยว่าก่อนหน้านั้นมีใครที่ตกเป็นเหยื่อของมันบ้าง คนแบบนี้ต้องเล่นงานให้ถึงที่สุด!!

“แล้วตอนนี้ไอ้อินซาอยู่ไหน คุณตามตำรวจมาจัดการหรือเปล่า” มาร์คไม่ตอบผมในทันที พร้อมหลบสายตาผม เหมือนว่าสิ่งที่เขาจะตอบผมหลังจากนั้นจะทำให้ผมหัวเสีย 

“โทษทีนะ… แจ็คสันจัดการปล่อยให้มันไปและสร้างเรื่องว่ามันโดนปล้นมา แจ็คสันเห็นว่าฉันมีข่าวอยู่ เลยจำเป็นต้องทำอย่างนั้น” แล้วทำไมความยุติธรรมของผมจะต้องขึ้นอยู่กับมาร์คด้วยวะเนี่ย “แต่นายไม่ต้องกลัวว่านายจะไม่ได้รับความยุติธรรม ตอนนี้แจ้งตำรวจไปก็ทำอะไรไม่ได้หรอก รอฉันเก็บหลักฐานความเลวของมันได้ ฉันจะจัดการมันให้เอง” 

ผมหันไปมองหน้ามาร์คด้วยอาการอึ้ง เพราะมันพูดเหมือนรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ ความคิดของผมดังขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ 

“ผมจัดการเองได้ คุณไม่ต้องยุ่ง” ผมนี่ก็เก่งเรื่องพูดจาร้าย ๆ จริง ๆ แม้ว่าลึก ๆ ผมไม่ได้รู้สึกโมโหสักหน่อย 

“เมื่อไรนายจะเลิกทำตัวดื้อ ๆ กับฉันสักที” มาร์คทำขมวดคิ้วใส่และแสดงสีหน้าว่าเหนื่อยกับพฤติกรรมของผมเต็มทน “ฉันรู้ว่านายไม่ได้เกลียดฉันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และฉันก็รู้ว่าความรู้สึกที่นายมีต่อฉันมันเปลี่ยนไปบ้างแล้ว เพราะงั้นนายจะต่อต้านฉันไปเพื่ออะไร” 

“จนป่านนี้คุณยังไม่รู้เหรอว่าผมต่อต้านคุณเพื่ออะไร” ผมสวนกลับทันที

“ต่อต้านทั้งที่ใจไม่อยากต่อต้านแล้วงั้นเหรอ” หากแต่สิ่งที่มันพูดมานั้นทำผมชะงักหาคำพูดมาเถียงต่อไม่ได้ “เลิกทำให้ตัวเองเหนื่อยเถอะแบมแบม รู้สึกยังไงก็แสดงออกมาแบบนั้น” 

ผมรู้สึกสับสนอยู่ข้างใน มันก็ใช่ที่บางครั้งผมก็เหนื่อยที่จะต้องทำตัวร้าย ๆ กับมาร์ค แต่เข้าใจบ้างไหมว่าเมื่อไรที่ผมคิดอยากจะสงบศึก เมื่อนั้นผมก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังทรยศตัวเองอยู่ สิ่งที่ผมถูกกระทำในวัยเด็กและอนาคตที่สดใสของผมถูกขโมยไปก็เพราะคนคนนี้ ดังนั้นผมถึงไม่กล้าที่จะยอมทำดีกับมาร์คสักครั้ง 

“ผมยังยืนยันคำเดิม ว่าเราไม่ควรดีต่อกัน ถ้าคุณสงสารผมบ้างก็ช่วยเลิกยุ่งกับผมสักทีเถอะ” มาร์คทำขมวดคิ้วใส่ผมเหมือนเขาไม่พอใจที่ผมพูดแบบนั้น “ผมขอบคุณอีกครั้งที่คุณช่วยผมในวันนี้ แต่ผมก็ขอยืนยันคำเดิมว่าสิ่งที่คุณทำในวันนี้มันคงล้างความรู้สึกในวันวานไม่ได้” 

มาร์คดูหงุดหงิดมาก ๆ เขาขยี้หัวตัวเองอย่างหัวเสีย หากทว่าบางสิ่งที่อยู่ในข้อมือของเขามันทำให้ผมลืมเลยว่าตัวเองกำลังอยู่ในห้วงอารมณ์ใจแข็ง

“ข้อมือของคุณ…” ผมพยายามจ้องมองสร้อยข้อมือของมาร์คเพื่อเป็นการเช็คว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดไป และคำพูดของผมทำมาร์คต้องชะงัก เขายกมันขึ้นมาโชว์ให้ผมได้เห็นอย่างชัด ๆ ผมพยายามเพ่งมองอีกครั้ง “ผมขอดูใกล้ ๆ ได้ไหม” 

ถึงมาร์คจะสงสัยพฤติกรรมของผม แต่เขาก็ยอมยื่นข้อมือมาให้ผมพิจารณา ผมถือวิสาสะจับข้อมือมาร์คและจ้องมองสร้อยข้อมือของเขาอย่างใกล้ ๆ 

เมื่อได้มองสร้อยข้อมือนั่นอย่างถนัดตาก็ทำหัวใจของผมเต้นรัวขึ้นมาเสียเดียวนั้น

สร้อยข้อมือของมาร์คมีตัวอักษรภาษาอังกฤษห้อยอยู่ 4 ตัว นั่นก็คือตัว M A R K มันก็คือชื่อของเขา แต่ที่ทำผมตกใจเพราะ…

“สร้อยข้อมือนี้เป็นของคุณเหรอ” ผมเผลอถามอะไรโง่ ๆ ออกไป มันเป็นผลของความตกใจของผมเอง 

“อือ” มาร์คตอบสั้น ๆ แต่สีหน้าของเขายังคงบอกว่าเขากำลังสงสัยในพฤติกรรมของผมไม่น้อย “สร้อยข้อมือของฉันมีอะไรงั้นเหรอ” 

“ตัวอักษรบนสร้อยข้อมือของคุณ มันคล้ายกับของคนคนหนึ่งที่ผมกำลังอยากเจอเขา” คนคนนั้นก็คือคุณอี เพราะผมเก็บจี้ตัวอักษรนั่นไว้กับตัวตลอดผมจึงคิดว่าตัวเองจำไม่ผิดแน่ ๆ แต่… “คงเป็นเรื่องบังเอิญ คนคนนั้นอาจจะซื้อสร้อยข้อมือจากที่เดียวกันกับคุณก็ได้” 

คงเป็นอย่างนั้น… ถึงแม้ว่าผมจะไม่รู้ว่านั่นเป็นตัวอักษรที่หลุดมาจากสร้อยข้อมือของคุณอีจริง ๆ หรือเปล่า แต่ขนาดและดีไซน์มันก็เหมือนกับตัวอักษรบนสร้อยข้อมือของมาร์คแบบเป๊ะ ๆ 

“ใคร” มาร์คถามกลับ ผมจ้องมองหน้าเขา แววตาของเขากำลังบอกผมว่าเขาตกใจคำพูดของผมไม่น้อย 

“เขาคือคนที่มาช่วยชีวิตผมในวันนั้น… วันที่คุณทำเรื่องเลว ๆ กับผม มันเป็นตัวอักษร E ที่เขาทำตกไว้บนพื้น และบังเอิญที่มันมีขนาดและดีไซน์เหมือนกับตัวอักษรบนสร้อยข้อมือของคุณ” 

“ตอนนี้มันอยู่ไหน! ฉันขอดูได้ไหม!!” เขาดูตื่นเต้นและร้อนรนมาก ๆ ผมไม่รู้ว่าทำไมมาร์คถึงสนใจเรื่องที่ผมพูด ถึงแม้จะมีคำถามมากมายเกิดขึ้นในหัวผมตอนนี้ แต่ผมก็ต้องเก็บข้อสงสัยของตัวเองก่อน และยอมให้มาร์คได้ดูตัวอักษร E หลังจากนั้นผมจะค่อยถามเขาทีหลังว่ามันมีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาไหม 

“มันอยู่ในกระเป๋าเงินของผม” ผมพูดพร้อมชี้ไปตรงกระเป๋าเงินข้าง ๆ กับกองเสื้อผ้าของผมที่ถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย

มาร์คไม่รอให้ผมพูดว่าอนุญาตให้ไปจับกระเป๋าเงินได้ เขาถือวิสาสะหยิบกระเป๋าเงินของผม พร้อมเปิดหาจี้อักษร E เหมือนคนที่กำลังบ้าคลั่ง  

“เอากระเป๋าเงินมาให้ผม ผมจะหยิบให้คุณดูเอง” สิ้นสุดคำพูดมาร์คก็รีบเดินกลับมาหาผมที่เตียง เขายื่นกระเป๋าเงินให้ผม และจ้องมันอย่างไม่ละสายตา พฤติกรรมของเขาตอนนี้ทำผมสงสัยไม่น้อยว่าทำไมเขาถึงอยากเห็นมันมากขนาดนั้น หรือว่าการที่ลักษณะตัวอักษรบนสร้อยข้อมือของมาร์คกับสิ่งที่คุณอีทิ้งไว้จะมีอะไรเกี่ยวข้องกันจริง ๆ 

ผมไม่รอช้าเพราะผมเองก็อยากรู้ว่ามีอะไรเขาถึงท่าทางประหลาดแบบนั้น ผมหยิบอักษรตัว E ที่ผมเก็บไว้เป็นเวลานานให้มาร์คดู และทันทีที่มาร์คได้รับมันไปถือ ดวงตาของเขาก็แสดงให้ผมเห็นว่าเขาตกใจมากขนาดไหน 

“สรุปว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่าที่ตัวอักษรของคุณเหมือนกับของคนที่ช่วยชีวิตผม” เขาเงียบมานานพอแล้ว ผมอยากรู้คำตอบ!! 

“ฉันไม่รู้” 

“ฮะ!!! ไม่รู้ แต่คุณทำท่าทางตกใจที่เห็นมันมาก คุณเป็นบ้าอะไรของคุณ” เขาทำผมหัวเสียเล็ก ๆ เพราะผมคิดว่าตัวเองจะได้คำตอบที่ดีกว่านี้ซะอีก 

“สร้อยข้อมือที่ฉันใส่ ฉันเพิ่งได้มันไม่นานมานี้” เหมือนว่าเขากำลังจะเริ่มเล่าเรื่องราวอะไรบางอย่าง ผมเงียบและรอฟังสิ่งที่เขากำลังเล่า “นายก็รู้ใช่ไหมว่าฉันความจำเสื่อม” 

“…” ผมพยักหน้าแทนคำพูด 

“ฉันจำไม่ได้ว่ามีตัวเองเคยใส่สร้อยข้อมืออันนี้”

“…” 

“ตอนที่ฉันเจอ… แม่บ้านที่ดูแลฉันมาตั้งแต่เด็กบอกว่ามันเป็นสร้อยข้อมือที่ฉันเคยใส่ติดตัวตลอดไม่เคยถอด แต่มันดันขาดตอนฉันประสบอุบัติเหตุ เพราะงั้นฉันเลยจำไม่ได้ว่าเคยมีมัน จนฉันไปค้นกล่องของเก่า ๆ เพื่อเตือนความจำถึงได้เจอ” 

“แล้วมันเกี่ยวอะไรที่คุณอยากเห็นตัวอักษรที่ผมเก็บไว้” ผมถามเพราะผมอดสงสัยในพฤติกรรมของเขาไม่ได้ เขาทำเหมือนว่ามันเกี่ยวข้องกับเขาอย่างนั้นแหละ

“ป้าแม่บ้านบอกว่า… สร้อยข้อมือของฉันถูกสั่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษ” สิ่งที่เขาพูดทำผมเบิกตากว้างด้วยอาการตกใจ “เพราะงั้นมันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนมีสร้อยข้อมือที่ดีไซน์คล้ายกับของฉัน”

ผมไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมเขาถึงทำท่าทางตกใจมากขนาดนั้น เพราะอะไรที่คุณอีมีตัวอักษรดีไซน์ที่คล้ายมาร์ค หรือว่า… มันเป็นของเขา! 

 

“มันเป็นของคุณงั้นเหรอ” ผมถามไปผมก็ไม่อยากจะเชื่อว่ามาร์คกับคุณอีเป็นคนเดียวกัน แต่… พอมาคิดถึงเหตุการณ์เมื่อกี้ที่มาร์คมาช่วยผม และสัมผัสกอดของเขา มันทำให้ผมเผลอคิดว่ามาร์คเป็นคุณอี ถึงผมจะรู้สึกแบบนั้น ก็ยังมีอีกความคิดดังขึ้นว่ามันเป็นไม่ได้ คนที่สั่งให้คนทำร้ายผมจะเป็นคนเดียวกันกับคนที่มาช่วยผมงั้นเหรอ

“ชื่อของฉันไม่มีตัวอีเป็นตัวอักษร และสร้อยนี่ก็สมบูรณ์แล้ว มันไม่มีตัวอักษรไหนหายไป” นั่นสิ… ชื่อมาร์คมันมีตัวอักษรแค่สี่ตัว M A R K ดังนั้นก็เป็นไปไม่ได้ที่มีตัวอักษร E บนชื่อ 

“หรือเป็นของพี่น้องของคุณ”

“ฉันเป็นลูกคนเดียว” มาร์คตอบผมในทันที ก็นั่นสินะ… คุณมิเชลมีลูกชายคนเดียว เขารู้กันทั้งประเทศ 

“ของญาติคุณหรือเปล่า”

“ข้อนั้นฉันไม่รู้ ฉันไม่รู้ว่าสร้อยนี่ถูกทำออกมากี่เส้น แต่ที่รู้ ๆ มันต้องดีไซน์พิเศษที่แม่ฉันสั่งทำแน่ ๆ” 

“งั้นคุณก็เอาไปถามแม่คุณสิ! แม่คุณต้องตอบได้แน่” มาร์คจ้องหน้าผม ตอนแรกผมก็ตื่นเต้นที่จะได้รู้เบาะแสที่จะพาผมไปเจอคุณอี แต่ผมก็ต้องเก็บความตื่นเต้นเพราะแววตาของมาร์คมันบอกผมว่าเขากำลังแสดงออกถึงความหึงหวง

“ถ้านายได้รู้ว่าของชิ้นนี้เป็นของใคร นายคงจะดีใจมากสินะ” แถมน้ำเสียงบ่งบอกผมว่าน้อยใจมากด้วย ทั้งที่มันไม่เกี่ยวอะไรกับผม แต่ทำไมผมกลับอยากแก้ตัวว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น ผมอยากเจอคุณอีเพราะอยากขอบคุณที่เขาช่วยผมในวันนั้น

ว่าแต่… ผมจะแคร์ความรู้สึกคนที่ทำร้ายผมทำไม พูดจาร้าย ๆ กลับไปเลยแบมแบม!!! แบบที่นายชอบทำไง 

“ผมแค่อยากขอบคุณเขาที่เคยช่วยชีวิตผมไว้” ยัง ๆ นั่นแค่คำพูดเกริ่น นายต้องพูดจาให้เจ็บแสบ คิดสิคิด!! เอาให้แรงแบบที่นายชอบทำ 

“อืม… นั่นสิ” อะไร… ทำไมเขาถึงดูใจเย็นลงมากขนาดนั้น “ถ้าได้เจอเจ้าของของชิ้นนี้ ฉันเองก็อยากจะขอบคุณเขาเหมือนกัน”

มาร์คทำให้ผมอึ้งในคำพูดของเขา และผมก็รู้สึกถึงความอบอุ่นที่เขาถ่ายทอดออกมา เขาทำให้ผมสัมผัสได้ว่าคำพูดของเขาไม่ใช่คำพูดเสแสร้ง เหมือนเขาพูดออกมาจากใจ

“ขอบคุณที่หมอนั่นทำให้นายไม่ต้องเจอกับเรื่องโหดร้าย”

“…” ทั้งที่เรื่องโหดร้ายที่เขาหมายถึงมันก็มาจากเขา แต่ทำไมผมกลับรู้สึกเหมือนว่าคนที่ทำไม่ใช่เขา ผมกำลังสับสนอะไรอยู่วะเนี่ย

“ฉันรู้ว่านายมองว่าฉันโหดร้าย แต่ในวันนั้นมีเรื่องที่นายเข้าใจผิดอยู่” 

“เรื่องเข้าใจผิด? หมายความว่ายังไง” จู่ ๆ หัวใจของผมก็เต้นรัวขึ้นมา ผมกำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่มาร์คจะพูดต่อจากนี้ อะไรคือเรื่องที่ผมเข้าใจผิด ผมอยากรู้ 

“วันนี้ฉันได้เจอเพื่อนสมัยมัธยม” ยิ่งได้ยินว่าเป็นเรื่องสมัยมัธยมก็ทำหัวใจผมเต้นแรงมากยิ่งขึ้น ผมมองหน้ามาร์คแทบไม่กระพริบตา “ฉันถามเรื่องราววันนั้น ทำให้ฉันได้รู้เรื่องราวความจริงบางอย่าง”

“ความจริงอะไร” ก็พูดมาสิโว๊ย! จะเกริ่นเรื่องอะไรหนักหนา 

“มันจริงที่ฉันสั่งให้คนจับขังนายไว้ เพื่อให้นายไม่ต้องไปออดิชั่น” ผมกัดฟันแน่น มันเป็นความเลวร้ายที่ผมเผลอลืมไปทุกครั้งว่าคนคนนี้เคยเลวขนาดไหน “แต่เรื่องที่สั่งให้คนข่มขืน… ฉันไม่ได้ทำ” 

ผมเบิกตากว้างจ้องหน้ามาร์คด้วยอาการตกใจ เขาไม่ได้ทำ… งั้นเหรอ? 

“เพื่อนฉันยืนยันกับฉันว่าวันนั้นฉันไม่ได้สั่งให้คนข่มขืนนาย” ผมพยายามคิดย้อนกลับไปเรื่องราววันนั้นว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมผมถึงจำว่าไอ้มาร์คเป็นคนสั่งไอ้พวกนั้นข่มขืน สรุปแล้วผมได้ยินจริง ๆ หรือว่าผมเข้าใจผิด “ฉันให้เพื่อนตามหนึ่งในสามคนนั้นที่ฉันเคยจ้างมาคุย มันก็สารภาพว่ามีหนึ่งในนั้นที่ทำนอกเหนือคำสั่ง”

“…”

“ฉันไม่ได้แต่งเรื่องเพื่อให้นายหายโกรธ แต่ฉันก็อยากอธิบายว่าฉันไม่เคยสั่งให้คนข่มขืนนาย หรือถ้านายไม่เชื่อสิ่งที่ฉันพูด จะให้ฉันพาเพื่อนมายืนยันคำพูดก็ได้” 

“ผมจะเชื่อได้ยังไง ในเมื่อคนพวกนั้นเป็นคนของคุณหมดเลย” 

ใช่… คนเลว ๆ อย่างเขา คิดจะหนีความผิดก็ทำไม่ยากหรอก เขาจะไปขอให้คนพูดตามแบบที่เขาพูดก็ได้… เพราะเขาเคยทำเรื่องเลว ๆ กับผม เพราะงั้นผมถึงไม่กล้าคิดว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง 

“นายรู้ไหม…” มาร์คเว้นเสียง ผมจ้องหน้าเขา แววตาที่เขาจ้องมองมามันแสดงถึงความเจ็บปวด และไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนมีก้อนบางอย่างมาอัดแน่นอยู่ในลำคอ อีกทั้งยังรู้สึกตาร้อนผ่าว คล้ายกับแววตาของเขากำลังทำผมอ่อนไหวจนอยากจะปล่อยน้ำตาออกมา “ฉันไม่จำเป็นต้องหาความจริงเลยทั้งที่มันเป็นเรื่องราวมันผ่านมาแล้ว…” 

“…” 

“แต่เพราะ… ฉันอยากให้นายหายเกลียดฉัน ฉันถึงได้ไปตามหาความจริงมาพิสูจน์ว่าฉันไม่ได้ทำผิดทั้งหมด” ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีชมพูนวล คล้ายกับว่าเขาก็อยากจะร้องไห้เหมือนกันกับผม “ต่อให้ฉันบอกความจริงอะไร มันก็คงเปลี่ยนความรู้สึกของนายไม่ได้เลยสินะ” 

ผมสับสนเหลือเกิน… ผมไม่รู้แล้วว่าผมควรจะรู้สึกยังไง ผมอยากจะดีใจที่เขาบอกว่าเขาไม่ได้เป็นคนสั่งให้คนมาข่มขืนผม แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีเสียงหนึ่งดังอยู่ในหัวว่าอย่าไปเชื่อเขา เขาเป็นคนเลว เชื่อเขาได้ยังไง 

จู่ ๆ มาร์คก็ลุกขึ้นยืน เขาเม้มริมฝีปากตัวเองแน่น พร้อมสูดจมูกสองสามที 

“ฉันขอยืมไอ้นี่ไปถามแม่ก่อนล่ะกันนะ เดี๋ยวฉันจะเอามาคืน” มาร์คหมายถึงตัวอักษร E ที่เราพูดคุยกันก่อนหน้านั้น เขาทำเหมือนจะหนีหน้าผมในตอนนี้ “นายคงได้เจอ ‘ชเว ยองแจ’ คนที่แม่ฉันจ้างมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวของนาย” 

ใช่ ผมได้เจอพี่ยองแจแล้ว คุณมิเชลแนะนำให้ผมได้รู้จักในงานเลี้ยง บอกว่าต่อไปผมคงงานเยอะขึ้นเลยหาผู้จัดการส่วนตัวที่ทำงานเก่งมาดูแลผม ผมเกือบลืมความรู้สึกตอนนั้นว่าผมดีใจขนาดไหนที่ในตอนนี้ผมที่มีผู้จัดการส่วนตัวแล้ว

“นายแต่งตัวรอล่ะกัน ฉันจะโทรให้หมอนั่นมารับนายไปส่งที่บ้าน” 

“แล้วทำไมคุณไม่ไปส่งผมที่บ้านเองล่ะ” ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมพูดคำพูดนั้นออกไป พูดไปแล้วผมก็ต้องกัดริมฝีปากตัวเองเป็นการลงโทษที่เผลอพูดอะไรบ้า ๆ ออกไป ถึงจะรู้ตัวว่าไม่ควรพูด แต่ใจมันกลับเต้นแรงเหมือนลุ้นคำตอบว่ามาร์คจะตอบกลับมาว่ายังไง 

“นายยังอยากอยู่ใกล้ ๆ คนเลว ๆ แบบฉันอีกเหรอ” น้ำเสียงบอกว่าน้อยใจสุด ๆ มาร์คไม่รอให้ผมได้ตอบ เขาเดินจากห้องไปด้วยใบหน้างอน ๆ ส่วนผมก็ได้แต่ถอนหายใจตามหลัง 

“อย่าคิดเองเออเองได้ไหม” ผมบ่นออกมาและมาร์คก็ไม่มีทางได้ยินหรอก เพราะเขาเดินออกจากห้องไปแล้ว เหอะ! คิดว่าตัวเองงอนเป็นคนเดียวเหรอ และถ้าคิดว่าผมจะง้อ ไม่มีทางหรอก

ชิ! จะไปไหนก็ไปเลย ไอ้คนขี้งอน!!!

.

.

.

.

เด็กหนุ่มเดินวนไปวนมาและคิดวิเคราะห์ว่าสถานที่ไหนในโรงเรียนที่จะสามารถซ่อนคนไม่ให้ใครเห็นได้ แต่ยิ่งเดินวนไปมามากเท่าไร เขาก็ยิ่งหงุดหงิดที่ตัวเองคิดไม่ออก และขณะเดียวกันเขาก็โกรธคนที่ก่อเรื่องจนเลือดขึ้นหน้า เขาไม่ใช่คนอารมณ์ร้อน แต่คนที่ทำให้เขาโกรธจนมือสั่นได้ นี่นับว่าเก่งมากเลยล่ะ 

เด็กหนุ่มหลุบมองมือของตัวเองจากนั้นยกมันขึ้นมาดูเห็นมันถูกกำแน่นและสั่นเพราะอารมณ์โกรธ ในตอนนี้รับรู้ได้ว่าซาตานกำลังเข้าสิงร่างกายเขาแล้ว ถ้าได้เจอคนก่อเรื่องเมื่อไร แน่นอนว่าเขาจะเอามัดของเขาซัดไปที่หน้าฝ่ายตรงข้ามโดยไม่เกรงใจแน่ 

แต่แล้วความคิดบางอย่างก็ดังขึ้นมาในหัวของเขาหลังจากที่เขาได้เห็นสร้อยข้อมือตัวเอง ไม่มีการรอช้าแต่อย่างใด เขารีบกดโทรหาใครบางคนที่จะตอบความจริงเขาได้ว่าแบมแบมถูกซ่อนตัวไว้ที่ไหน! 

(ฮัลโหล!) ปลายสายรับแล้ว แต่เป็นเสียงคนอื่น นั่นทำให้เด็กหนุ่มเงียบไปชั่วครู่และคิดว่าควรเปล่งเสียงออกไปไหม หากทว่า…

“แบมแบมอยู่ไหน” เพราะเป็นห่วงคนที่ถูกจับตัวไป ในตอนนี้เขาไม่แคร์แล้วว่าปลายสายจะตกใจหรือเปล่า และเขาก็จำได้ว่าคนในปลายสายคือมินวู เพื่อนในแก๊งของเขา ไม่ผิดคนแน่ เพราะเขาน่ะเก่งเรื่องจำเสียงคน 

(ฮะ? อะไร… เดี๋ยว… มาร์คเหรอ) 

“ใช่” เด็กหนุ่มตอบกลับไปคำตอบสั้น ๆ 

(อะไรของมึงวะ มึงโทรเข้ามาเครื่องตัวเองทำไม แล้วเกิดอะไร ทำไมถามหาเด็กนั่น แล้วตอนนี้มึงอยู่ไหน ไม่ได้ไปเตรียมตัวออดิชั่นเหรอ) 

“อย่าลืมว่ากูมีโทรศัพท์สำรอง”

(เอาโทรศัพท์เครื่องนี้มาฝากกูไว้เพราะอยากทำสมาธิ แล้วจะพกโทรศัพท์อีกเครื่องไว้ทำไมวะ) 

“เรื่องนั่นช่างมันเถอะ ตอบมาว่าแบมแบมอยู่ไหน”

(อะไรของมึงวะ มึงเพิ่งพาเด็กนั่นไปขังไว้เอง จำไม่ได้เหรอ) คำพูดนั้นทำคนฟังกำมือแน่นด้วยอารมณ์โกรธ มันเป็นคำพูดที่เขาไม่อยากได้ยิน 

“กูเครียดเรื่องออดิชั่นมากไปหน่อย เลยกังวลกลัวเด็กนั่นจะออกมาแย่งตำแหน่ง” 

(อ่า…งั้นเหรอ โอเคไหมวะ) 

“กูอยากฟังให้แน่ใจว่าแบมแบมอยู่ที่ไหน กูจะได้สบายใจว่ามันจะไม่มาแย่งตำแหน่งกู” เด็กหนุ่มพูดเสียงเรียบเหมือนไม่รู้สึกอะไร แม้ว่าในกายเขากำลังมีไฟโหมอยู่ก็ตาม 

(อยู่ที่ห้องเก็บอุปกรณ์หลังโรงเรียน มีคนเฝ้าไว้อยู่สามคน มึงไม่ต้องกังวลหรอก) 

“ขอบใจที่ช่วยย้ำ กูสบายใจแล้ว” เขาพูดอ้างไป

(ให้กูไปหาไหม มึงโอเคหรือเปล่า แผนเราไม่มีทางพังหรอกน่ะ เลิกกังวลเถอะ) 

“กูไม่เป็นไรแล้ว แค่นี้ก่อน” เด็กหนุ่มไม่รอให้เพื่อนได้ถามคำถามซ้ำ เขากดวางสายและไม่รอช้ารีบวิ่งตรงไปยังตำแหน่งที่เพื่อนบอก ในตอนนี้เขาได้แต่ภาวนาในใจว่าไอ้สามคนที่เฝ้าไว้จะไม่ลงมือทำร้ายแบมแบม แค่คิดก็ทำเขาโกรธจนแทบจะคุมสติตัวเองไม่ได้แล้ว 

เด็กหนุ่มไม่รอช้ารีบวิ่งออกจากตำแหน่งที่เขายืนอยู่เพื่อไปยังตำแหน่งที่แบมแบมถูกจับตัวไว้ ต่อให้พื้นที่จะห่างไกลกันแค่ไหน แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขาไปถึงที่นั่นช้าลงเลย เพราะเขาวิ่งแทบสุดชีวิต แม้ขาดใจเขาก็ไม่ยอมผ่อนกำลังวิ่ง อีกนิดเขาเกือบจะขาดอากาศหายใจเพราะแมกส์ทำให้เขาหายใจลำบาก แต่เขายอมขาดใจตายเสียดีกว่าถ้าไปช่วยแบมแบมออกจากที่นรกนั่นไม่ได้

ปัง!!!

เมื่อถึงที่หมายเด็กหนุ่มไม่รอช้ารีบถีบประตูห้องอย่างเต็มแรงจนมันเปิดอ้ากว้างที่จะทำให้เขามองเห็นทุกสิ่งที่อยู่ข้างในได้ และภาพตรงหน้าก็ทำด้ายบาง ๆ ที่รั้งให้เขามีสติถูกดึงขาดออกจากกัน และวิธีนาทีนั้นเขาก็แทบจะจำไม่ได้ว่าเขาทำอะไรลงไป เขารู้เพียงแต่ว่า… 

คนตรงหน้าต้องตาย! 

 

 

 

มาร์คสะดุ้งตื่นจากฝันด้วยอาการตกใจ เขาหอบหายใจหนักคล้ายกับว่าเขาเพิ่งไปวิ่งรอบสนามกีฬามา เรื่องราวในความฝันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขาคล้ายกับว่ามันเป็นเรื่องจริงที่เพิ่งผ่านมา เขามองสำรวจสิ่งที่อยู่รอบตัวเป็นการย้ำเตือนว่าเขาแค่นอนหลับและตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่

สิ่งที่เห็นเมื่อกี้มันเป็นแค่ฝัน… แต่เขารู้สึกมันคุ้นชินมากกว่านั้น 

ใช่… เรื่องราวมันคล้ายกับตอนที่เขาไปช่วยแบมแบมตอนที่ไอ้อินซาจับตัวไป แต่ในฝันเป็นเรื่องราวตอนสมัยมัธยม ทุกอย่างในฝันมันเป็นเรื่องราวต่อ ๆ กันเหมือนดูหนังสั้น ทุกอย่างมันชัดเจนจนไม่เหมือนความฝัน แต่กลับเหมือนเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นจริง มาร์คยังคิดอยู่เสมอว่าเรื่องราวในความฝันมันคือความทรงจำที่เขาลืมเลือนมันไป แต่… 

ทำไมเขาถึงฝันถึงเด็กชายคนหนึ่งกำลังจะถูกชายอีกคนข่มขืน อีกแล้วที่เขาจำหน้าเด็กคนนั้นไม่ได้เพราะเขามีปัญหาเรื่องการจำหน้าคน แต่…

มาร์คพยายามนึกเรื่องราวในฝัน เมื่อเขาคิดบางอย่างได้เขาก็รีบลุกออกจากเตียงและเดินตรงไปยังโต๊ะทำการบ้านสมัยเขายังเรียนหนังสือ ไม่มีการรอช้า มาร์ครีบหยิบกระดาษมาวาดเรื่องราวต่าง ๆ ที่เขาฝัน ถ่ายทอดเป็นภาพวาดเก็บบันทึกไว้เพื่อตามหาคำตอบ เขาวาดทุกอย่างที่เขานึกขึ้นได้ในตอนนี้ จนมาถึงภาพสุดท้ายที่เขานึกออกนั้นก็คือภาพเด็กผู้ชายกำลังถูกคนร้ายจับถอดกางเกง

ร่างสูงผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่ เขาคิดจนหัวสมองของเขาแทบจะระเบิดว่าภาพพวกนี้คืออะไรกัน ทำไมเขาถึงฝันแบบนี้กันนะ

หรือว่าคนในภาพนี้จะเป็นแบมแบม? เพราะเขาจำได้ว่าในฝันมีการเอ่ยชื่อนี้ออกมา

ความคิดบางอย่างดังขึ้นในหัว เมื่อคิดได้มาร์คก็ไม่รอช้ารีบถ่ายรูปภาพนั้นแล้วเปิดแชทแบมแบมขึ้นมา เขาไม่รู้ว่าภาพนี้จะทำให้ฝ่ายนั้นอารมณ์เสียขึ้นมาหรือเปล่า แต่เขาก็ทนอยู่กับความสงสัยนี้ไม่ไหวแล้ว 

 

MARK : sent a picture 

 

เขาส่งรูปถ่ายจากรูปที่เขาวาดไปหาแบมแบมแล้ว ในตอนนี้เขาได้แต่รอให้แบมแบมเปิดอ่าน มาร์คแอบคาดหวังว่าแบมแบมจะเปิดอ่านในทันที และสิ่งที่เขาคิดมันก็เป็นจริง

 

BAMBAM : อะไรของคุณ…

MARK : ภาพความฝันของฉันวันนี้

MARK : คนในภาพนี้ใช่นายหรือเปล่า

 

มาร์คจ้องมองหน้าจอแทบตาไม่กะพริบ เขาลุ้นคำตอบใจแทบขาด เขาไม่รู้ว่าเขาควรอยากได้ยินคำตอบไหนดี ถ้าแบมแบมบอกว่าใช่มันก็อาจจะยืนยันว่าสิ่งที่เขาฝันมันคือเรื่องราวที่เขาลืมไป แต่ในขณะเดียวกันถ้าคนในฝันใช่แบมแบมจริง ๆ เขาก็รู้สึกหดหู่ไม่น้อยกับสิ่งที่ตัวเองเห็น

Rrrrrr 

เสียงโทรศัพท์ของมาร์คดังขึ้นเป็นบ่งบอกว่ามีคนกำลังโทรหาเขา แต่รูปและชื่อที่ปรากฎอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์นั้นกำลังทำหัวใจของเขาสั่นเล็ก ๆ ทั้งที่ ณ ตอนนี้เขากำลังเครียดเรื่องฝันของเขา แต่เขาก็อดดีใจไม่ได้ที่แบมแบมกดคอลหาเขาผ่านแอปพลิเคชัน Kakao

(ฮัลโหล! คุณเห็นภาพพวกนี้จริงในฝันจริง ๆ งั้นเหรอ) 

“ใช่… คนคนนั่นใช่นายหรือเปล่า” ความตื่นเต้นกลับมาหามาร์คอีกครั้ง 

(คุณเล่าเรื่องความฝันของคุณให้ผมฟังอีกครั้งได้ไหม)

“ด… ได้” ไม่อยากจะเชื่อว่าแบมแบมจะสนใจฟังเรื่องเล่าจากเขา แอบดีใจเล็ก ๆ นะเนี่ย “ฉันจะเล่าเท่าที่ฉันจำได้นะ” 

(อื้อ) แค่คำสั้น ๆ ทำไมทำให้ใจสั่นขนาดนี้นะ!! 

“ฉันฝันเหมือนเห็นตัวเองขับรถ อืม… แล้วไปจอดรถข้างโรงเรียน จากนั้นฉันก็โทรศัพท์คุยกับใครสักคน ในฝันฉันถามหาสถานที่ที่ฉันเอานายไปขังไว้”

(คุณจะถามหาทำไม ในเมื่อคุณเองก็เป็นคนมาจับผมมาขังไว้เอง ผมจำได้) 

“ก็นั่นสิ… แต่ฉันฝันได้แบบนั้นจริง ๆ” ทุกอย่างมันเริ่มแปลกมากขึ้นเรื่อย ๆ เขารู้สึกว่าความฝันของเขามันเหมือนหนังคนละม้วนกับแบมแบม จะบอกว่าแบมแบมโกหกแต่งเรื่องว่าเขาจับตัวไปขังก็ไม่ได้ เพราะมินวูเพื่อนสนิทของเขาก็ยืนยันคำตอบนั้นเหมือนกัน 

(แล้วยังไงต่อ) 

“หลังจากนั้นฉันก็วิ่ง วิ่งไปที่ที่หนึ่ง จากนั้นฉันก็ถีบประตูห้องนั้นเต็มตีน แล้วฉันก็เห็นตามภาพที่ฉันส่งให้นาย”

(มันเป็นไปไม่ได้แน่ ๆ) แบมแบมทำเสียงเหมือนไม่เชื่อสิ่งที่มาร์คพูด 

“สิ่งที่ฉันพูดเมื่อกี้มันฉันไม่ได้แต่งขึ้น ฉันฝันแบบนั้นจริง ๆ” 

(…) 

“แล้วสรุปคนที่อยู่ในภาพใช่นายหรือเปล่า” อีกครั้งที่เขาถามคำถามนี้ออกไป ถามทีไรหัวใจของเขาเต้นแรงเสียทุกครั้ง เขาลุ้นคำตอบเหลือเกิน

(ใช่…) และคำตอบนั่นทำให้ร่างกายของมาร์คชาไปชั่วขณะ งั้นก็แปลว่าเรื่องราวที่เขาฝัน ส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องราวในอดีตงั้นเหรอ งั้นเด็กคนที่เขาฝันถึงบ่อย ๆ จะใช่แบมแบมไหม 

(แต่มันเป็นไปไม่ได้แน่ ๆ ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง คุณอาจจะฟังเรื่องของผมมากเกินไปจนเก็บไปฝัน) 

“ทำไมนายถึงคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ ฉันเชื่อว่านี่ต้องเป็นความทรงจำของฉันที่หายไปแน่” 

(อย่างแรกคุณเล่าว่าคุณขับรถมาจอดอยู่ข้างโรงเรียน แปลว่าคุณไม่ได้อยู่โรงเรียนตั้งแต่แรก อย่างที่สองคุณถามคนอื่นเรื่องที่ซ่อนของผมทั้งที่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะคุณเองเป็นคนจับผมไปที่ตรงนั้น อย่างที่สาม ภาพที่คุณส่งมามันไม่ใช่ตัวคุณแน่ เพราะคนที่เข้ามาช่วยผมไม่ใช่คุณ!!) 

“นายกำลังจะบอกว่า… สิ่งที่ฉันเล่าออกไป… เหมือนว่านั่นไม่ใช่ตัวฉันทำ แบบมันเหมือนเป็นมุมของคนอีกคน”

(ผมมั่นใจว่าคนที่มาช่วยผมไม่ใช่คุณแน่ ๆ คนที่มาช่วยผม เขาคือคุณอี!) 

“แล้วจะเป็นไปได้ไหมว่าฉันคือคนคนนั้น…”  

คำถามของมาร์คทำแบมแบมอึกอักตอบอะไรไม่ได้ ถ้าแบมแบมจะไม่เห็นภาพวาดที่มาร์คส่งมา เขาก็ไม่มีทางเชื่อคำพูดของมาร์คแน่ ๆ และถ้าวัดจากทางสายตาของรูปนี้ มันก็เป็นตำแหน่งที่เป็นไปได้ที่คุณอีจะมองมา แต่พอคิดอย่างนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อ เพราะเห็นกันอยู่ว่าคนที่เขาคุยอยู่คือ มาร์ค ต้วน!! 

แต่… 

(คุณใช่ มาร์ค ต้วนหรือเปล่า) จู่ ๆ แบมแบมก็เผลอคิดว่านี่อาจจะไม่ใช่มาร์ค ต้วนที่เขาเคยรู้จักก็ได้ พอคิดแบบนั้นก็ส่ายหัวรัวทันที ก็เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ยังไงล่ะ ถ้าไม่ใช่มาร์ค จะมาชื่อมาร์คได้ยังไง 

“นั่นสิ… ฉันใช่มาร์ค ต้วน ตัวจริงหรือเปล่า” หากแต่สิ่งที่แบมแบมพูดทำให้มาร์คฉุกคิดแบบนั้น ในตอนนี้เขารู้สึกเคว้งคว้างกับสิ่งที่เขารับรู้ในตอนนี้ แต่ถ้าเขาไม่ใช่มาร์คแล้วเขาจะเป็นใครกันล่ะ แค่คิดก็รู้สึกเหมือนมันเป็นเรื่องตลก มันไม่มีทางเป็นไปได้แน่ 

(แล้วจี้สร้อยนั่น คุณได้ไปถามแม่คุณหรือยังว่ามันคืออะไร) 

“ยังเลย เมื่อคืนฉันกลับบ้านมาดึกเลยไม่เจอแม่ แต่วันนี้แหละ ฉันต้องได้คำตอบแน่” 

(คุณยังไม่ต้องไปคิดอะไร รอฟังคำตอบของแม่คุณ คุณได้คำตอบอาจจะหายสงสัยก็ได้ว่าทำไมคุณถึงฝันแบบนั้น) 

“อืม… ก็หวังว่าจะได้คำตอบนะ ฉันไม่รู้ว่าแม่จะยอมบอกอะไรหรือเปล่า และถ้าจี้นี่มันมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวของฉันจริง ๆ ฉันก็นึกไม่ออกว่าจะมีเรื่องอะไรรอฉันต่อจากนี้” 

(คุณอย่าเพิ่งคิดแง่ลบนักสิ ไม่แน่ว่าวันนี้คุณอาจจะได้คำตอบที่ตามหาก็ได้) ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ ว่าแบมแบมกำลังให้กำลังใจเขาอยู่ จะว่าไปแล้วมาร์คก็เพิ่งนึกได้ว่าตอนนี้เขากับแบมแบมกำลังพูดคุยปรึกษากันเหมือนคนที่สนิทกันแล้ว ทั้งที่แบมแบมเคยเกลียดเขามาก ๆ มาก่อน 

“ดีจังเนอะ” เขาเผลอพูดออกไป 

(ดี? อะไรดี?) 

“ดีใจที่นายพูดจาดี ๆ กับฉัน” คำพูดของมาร์คเหมือนสิ่งเตือนสติแบมแบมว่าเขากำลังทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวของตัวเองอีกแล้ว ครั้งนี้ความรู้สึกโกรธแค้นมันไม่ได้เข้ามาย้ำเตือนความคิด แต่กลับเป็นความรู้สึกอับอายที่เผลอลืมตัว

(แล้วมีอะไรอีกไหม! ถ้าไม่มีผมจะได้ไปแต่งตัวต่อ นี่ผมจะเข้างานสายเพราะคุณไหมเนี่ย!) 

“อ้าว โป๊อยู่เหรอ อยากเห็นจัง” มาร์คกรอกเสียงทะเล้นทำให้คนฟังแก้มเปลี่ยนสีแต่เช้า

(ทุเรศ!) สิ้นสุดคำด่า สายก็ถูกตัดไป ส่วนคนโดนด่าแทนที่จะรู้สึกสำนึกผิด กลับหลุดยิ้มกว้างออกมาซะงั้น เห็นได้ชัดเลยล่ะว่าแบมแบมช่วยให้อารมณ์ที่ตึงเครียดของเขากลายเป็นผ่อนคลายได้

แต่ความสุขมันก็อยู่กับเขาช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น เมื่อที่สายตาของมาร์คไปโฟกัสกับภาพวาด ความว้าวุ่นก็เกิดขึ้นอีกครั้ง 

ในตอนนี้มาร์คพร้อมที่จะรับรู้ความจริงทุกอย่างแล้ว เขาอยากรู้ว่าความฝันของเขามันเป็นความทรงจำที่หายไปหรือเปล่า และเช่นเดียวกันกับจี้ตัว E ที่มีดีไซน์เหมือนกับสร้อยข้อมือของเขา มันมีอะไรเกี่ยวข้องกันไหม ในตอนนี้เขาก็ได้แต่หวังว่าแม่ที่รักจะช่วยเขาหายจากอาการปวดหัวนี้ 

.

.

.

.

 

 

มาร์คใช้เวลาไม่นานในการอาบน้ำแต่งตัว ไม่มีการชักช้าลีลาแต่อย่างใด ควานหยิบเสื้อตัวไหนมาใส่ได้ก็ใส่ แต่งตัวเรียบร้อยก็รีบออกจากห้องนอนแล้วตรงไปยังห้องอาหารเพื่อไปพบแม่ของเขา เมื่อคืนนี้มาร์คกลับมานอนที่บ้านของแม่เพราะตั้งใจว่าเช้าวันนี้จะถามแม่เรื่องจี้สร้อยข้อมือตัว E ที่ได้มาจากแบมแบม 

ไม่รู้ว่ากี่ครั้งแล้วที่ในหัวของเขาพูดในใจกับตัวเองว่า ‘หวังว่าจะได้คำตอบ’ 

ตาคมรีบสอดส่องสายตาไปยังห้องอาหาร และการที่เขาได้เห็นแม่ของเขาอยู่ในห้องนั้น ก็ทำคนตัวสูงโล่งใจที่แม่ของเขายังไม่ทันออกจากบ้าน ยังไงการพูดคุยเรื่องจี้ตัว E ต้องเกิดขึ้น ณ เวลานี้แน่ ๆ 

“อ้าวมาร์ค ตื่นแล้วเหรอลูก” มิเชลเอ่ยทักลูกชายของเธอทันทีที่เห็นเขาเดินเข้ามาในห้องอาหาร มาร์คพยักหน้าแทนคำตอบในขณะที่เดินพุ่งตรงเข้านั่งเก้าอี้ข้าง ๆ มิเชล “เออ จริงสิ เมื่อคืนนี้มีเรื่องอะไรหรือเปล่า ทำไมลูกถึงไปที่งานเลี้ยง ลูกไม่ควรไปที่ที่มีนักข่าวเยอะขนาดนั้นนะ นี่โชคดีที่มีข่าวอื่นมากลบข่าวลูก ไม่งั้นแม่ได้วิ่งวุ่นปิดข่าวอีกแน่” 

“ข่าวอื่น ข่าวอะไรเหรอครับ” มาร์คถามกลับด้วยความสงสัย 

“ก็ข่าวอินซาโดนปล้นน่ะสิ นี่แม่อ่านข่าวแล้วก็ตกใจ เพราะไม่คิดว่าเหตุมันจะเกิดในโรงแรมที่เราไปเมื่อคืน น่ากลัวมาก ๆ เลย เห็นข่าวเขียนว่าโจรทำร้ายอินซาเจ็บหนักถึงขั้นต้องส่งเข้าโรงพยาบาล ไม่รู้ว่าตอนนี้อาการดีขึ้นหรือยัง แต่แม่ว่าต้องเจ็บหนักแน่ ๆ เพราะตอนนี้อินซายังไม่ออกจากโรงพยาบาลเลย”

ที่แท้ก็ข่าวที่แจ็คสันตั้งใจสร้างเรื่องนี้เอง ดีที่อินซาเงียบปาก ไม่งั้นเขาคงมีเรื่องให้แก้กันจนปวดหัวแน่ ๆ 

“อืม ว่าแต่สรุปเมื่อคืนมีเรื่องอะไรงั้นเหรอ แล้วลูกตามหาแบมแบมทำไม สีหน้าลูกตอนนั้นทำแม่ใจไม่ดีเลย” 

“ไม่มีอะไรหรอกครับ ก็แค่เรื่องงานของแบมแบมที่ต้องแก้ไขด่วน พอดีผมรู้จักกับเพื่อนร่วมงานของแบมแบม แล้วเขาติดต่อแบมแบมไม่ได้ ผมกลัวงานน้องจะมีปัญหาหนักก็เลยต้องบุกไปที่งาน” เป็นคำโกหกที่ฟังขึ้นเลยล่ะ เพราะตอนนี้มิเชลเชื่อสิ่งที่เขาพูดแบบไม่มีสงสัยแม้แต่นิด 

“แล้วทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่ไหม น้องแก้ไขงานทันหรือเปล่า” มาร์คพยักหน้าแทนคำตอบ มิเชลได้คำตอบนั้นก็โล่งใจ “ดีแล้วที่ทุกอย่างเรียบร้อย แม่ดีใจนะที่ลูกช่วยเหลือน้อง” 

คำพูดนั้นทำมาร์คต้องเลื่อนสายตาไปจ้องมองแม่ของเขา มิเชลไม่ได้มองมาที่มาร์ค เธอกำลังตักอาหารเช้ากิน ในขณะที่ซ่อนยิ้มอบอุ่นบนใบหน้า เหมือนว่าเธอมีความสุขที่มาร์คช่วยเหลือแบมแบม 

“แม่อยากจะปั้นแบมแบมให้ดัง อยากจะทำความฝันน้องให้เป็นจริง แบมแบมเป็นเด็กที่น่ารักมากเลยนะ แม่ชอบเขามาก ๆ มาร์คเห็นด้วยกับแม่ไหมลูก” มาร์ครับรู้ถึงความอบอุ่นของแม่ที่ถ่ายทอดออกมา ถ้าแบมแบมได้ฟังกับหูคงจะรู้สึกดีมากแน่ ๆ 

“ครับ น้องควรได้รับโอกาสดี ๆ” พูดออกไปมาร์คก็รู้สึกจุกอยู่ข้างใน เขาเกลียดที่ตัวเองเคยพรากโอกาสดี ๆ ของแบมแบมไป และนั่นทำให้มาร์คจมอยู่กับความคิดอยู่พักใหญ่ จนลืมว่าเหตุใดที่ทำให้เขาต้องรีบมาพบแม่ของเขาในเช้าวันนี้

“ตอนนี้แบมแบมก็มีผู้จัดการส่วนตัวแล้ว ต่อไปแม่ต้องรีบยัดงานให้น้องเยอะ ๆ พอน้องโผล่หน้าสื่อบ่อย ๆ ก็จะเริ่มมีคนสนใจ” มิเชลพูดเพลินด้วยอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความสุข เหมือนตอนนี้ชื่อเสียงของแบมแบมเป็นมิชชั่นที่เธอตั้งเป้าจะทำให้สำเร็จ ดูเหมือนในเวลานี้เธอมีเรื่องสนุก ๆ ทำแล้วล่ะ 

จู่ ๆ มาร์คก็เงียบไป มิเชลจึงหันไปมองลูกชายของเธอ หากทว่าสายตาของเธอดันไปสะดุดกับอะไรเข้า เพราะสงสัยเธอจึงหยิบข้อมือมาร์คขึ้นมาดู และเมื่อได้เห็นมันอย่างถนัดตาก็ทำแววตาของเธอไหวระริก

“ลูกไปเอากำไลนี่มาจากไหน” และคำพูดนั่นเป็นสิ่งเตือนสติมาร์คให้เขาจำได้ว่าควรทำอะไรในเวลานี้ มาร์คตื่นจากภวังค์ความคิด เขาจ้องมองไปที่หน้าของแม่ พยายามอ่านสีหน้าที่ปรากฎบนหน้าหญิงตรงหน้า 

“ผมเจอในกล่องที่ห้องเก็บของ”

“ลูกเข้าไปห้องเก็บของงั้นเหรอ แล้วลูกเจออะไรบ้าง” มิเชลถามลูกชายด้วยแววตาที่แสดงออกว่าเธอกำลังตกใจ และนั่นทำให้มาร์คเริ่มคิดสงสัยว่าในห้องเก็บของมีของอะไรที่เขาไม่ควรเห็นงั้นเหรอ

“ก็เจอแต่ของเก่า ๆ ของผม แค่นั้น…” มิเชลดูโล่งใจที่ได้ยินมาร์คพูดแบบนั้น และนั่นทำให้มาร์คยิ่งมั่นใจว่าเรื่องนี้มันมีกลิ่นแปลก ๆ “มีอะไรในห้องนั้นเหรอครับ”

“อ้อ! ไม่มีไรหรอก แม่ก็แค่กลัวลูกเห็นอะไรไม่ดีน่ะ” 

“อะไรไม่ดี? อะไรเหรอครับ” มาร์คถามกลับทันที 

“ก็พวกของเก่า ๆ ของแม่ หนังสือพิมพ์ข่าวไม่ดีตอนสมัยแม่สาว ๆ แม่ไม่อยากให้ลูกเห็นน่ะ” มิเชลตอบพร้อมส่งยิ้มกว้าง จู่ ๆ แววตาของเธอก็อ่านยากไปซะงั้น ตอนนี้มาร์คไม่รู้ว่าแม่เขาพูดจริงหรือโกหกกันแน่ 

“แม่เก็บข่าวไม่ดีของตัวเองไว้ด้วยเหรอครับ” แม่ของเขาเป็นคนประหลาดหรือไงนะ ทำไมถึงอยากเก็บข่าวไม่ดีไว้เป็นที่ระลึก 

“ใช่จ้ะ แม่เก็บไว้เป็นสิ่งย้ำเตือนอดีตว่าแม่ผ่านเรื่องร้ายพวกนั้นมาได้แล้ว ต่อให้เจอเรื่องร้ายแรงกว่านี้ แม่ก็มีข่าวพวกนั้นไว้ปลอบแม่ว่าขนาดเรื่องพวกนี้ยังผ่านมาได้” เธอทำยักไหล่เป็นการบอกกับว่าชิลกับเรื่องอะไรก็ตามที่จะเข้ามาทำร้ายเธอ 

มาร์คเงียบไป เขากำลังคิดวิเคราะห์ทุกอย่างเกี่ยวกับคำพูดของแม่เมื่อกี้

เห็นได้ชัดว่าตอนแรกแม่ตกใจที่เขาเข้าไปห้องเก็บของ แต่หลังจากนั้นแม่ก็พูดไปเรื่อยแบบที่เขาจับทางไม่ได้ว่าเรื่องจริงหรือกำลังเบี่ยงประเด็นกันแน่

แล้วถ้าเขาเอาจี้ตัว E มาถาม… แม่จะบอกความจริงกับเขาไหมนะ

“สร้อยอันนี้ถูกสร้างพิเศษขึ้นมาเหรอครับ” มาร์คเริ่มถามข้อมูลที่จะนำไปสู่ความจริงที่ซ่อนอยู่

“ใช่จ้ะ บนโลกใบนี้ไม่มีใครที่มีสร้อยข้อมือที่ดีไซน์แบบนี้แน่ ๆ” แต่เห็นได้ชัดว่าตัวอักษร E มีดีไซน์แบบฟ้อนต์ที่คล้ายกับสร้อยข้อมือของเขามาก ๆ 

“สวยดีนะครับ แต่เสียดายที่มันเก่ามาก ๆ…” ระหว่างพูดมาร์คก็ยกข้อมือขึ้นมาพลิกไปมา มองตัวอักษร M A R K ที่เคลื่อนไหวไปตามแรงสะบัด เขาพยายามหาความทรงจำกับมัน แต่ก็ไม่มีความรู้สึกคุ้นตาเจ้าสิ่งนี้แม้แต่นิด “ผมชอบมาก เมื่อก่อนผมใส่มันตลอดเลยเหรอ”

“ใช่ ลูกใส่มันไม่เคยถอด แต่ตอนลูกประสบอุบัติเหตุมันดันขาด แม่ก็เลยเก็บมันไว้ในกล่องของเก่า ๆ ของลูก แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าลูกจะไปตามเก็บมันมาซ่อมและใส่อีกครั้ง” มิเชลจดจ้องไปที่ข้อมือของมาร์คพร้อมแต้มรอยยิ้มอบอุ่นคล้ายกับว่าสร้อยข้อมือนี้มีเรื่องราวดี ๆ ที่ทำให้เธอคิดถึง และท่าทางเหล่านี้ทำมาร์คอ่านยากเสียเหลือเกิน 

“มันเป็นสร้อยข้อมือแห่งความทรงจำของผมใช่ไหมครับ เสียดายที่ผมจำอะไรไม่ได้” 

“ทุกอย่างมันผ่านไปแล้วลูก มองไปข้างหน้าเถอะ เลือกเดินเส้นทางที่ทำให้ลูกมีความสุข แค่นั้นก็พอแล้ว” มิเชลพูดพร้อมกำมือมาร์คไว้แน่น เธอส่งความอบอุ่นผ่านรอยยิ้มที่ทำมาร์คต้องคลี่ยิ้มตาม “แม่รักลูกนะมาร์ค ลูกเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้แม่อยากมีชีวิตอยู่ตอนนี้ ถ้าขาดลูกไป แม่คงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้แน่”

ภายใต้รอยยิ้มอบอุ่น มีแววตาเศร้าที่ถ่ายทอดออกมา ที่ทำมาร์คอารมณ์อ่อนไหวตาม

“ขอบคุณที่สร้างผมขึ้นมานะครับ” เป็นคำพูดที่ซ่อนความหมายมากมายในนั้น

“แม่ต่างหากที่ต้องขอบคุณที่ลูกเกิดมาเป็นลูกแม่” คำถามมากมายเกิดขึ้นในหัวของมาร์ค ปากของเขาหนักจนพูดอะไรไม่ออก ในตอนนี้มาร์คก็ยังไม่หายคาใจว่าเขาใช่มาร์คตัวจริงหรือเปล่า “ขอบคุณลูกที่ไม่จากแม่ไปตอนอุบัติเหตุครั้งนั้น” 

มิเชลปล่อยน้ำตาไหลอาบแก้ม เธอรีบเช็ดแต่มันก็ยังคงไหลไม่หยุด มาร์คทำได้เพียงปลอบแม่โดยการบีบข้อมือเธอไว้แน่น พร้อมลูบปลอบผ่านหลังมือเบา ๆ 

“แม่ว่าผมควรเก็บสร้อยข้อมือนี้ไว้ที่เดิมไหมครับ” ในตอนนี้มาร์คก็ได้คำตอบว่าเขาไม่อยากจะถามหาความจริงกับแม่อีกแล้ว 

“แล้วแต่ลูกนะ แต่ถามแม่… แม่ว่าตอนนี้สร้อยข้อมือนี่ไม่เหมาะกับลูกแล้ว มันเก่ามาก ๆ อีกหน่อยก็คงจะมีข้อส่วนอื่นที่ทำให้ขาดใหม่ได้” มาร์คได้ยินอย่างนั้นก็รีบถอดสร้อยข้อมือให้แม่เขาเห็น ถอดเสร็จก็วางมันไว้บนมือและแบให้แม่เขาดูมันครั้งสุดท้าย ก่อนจะกำมันไว้แน่น ซ่อนมันไว้ใต้ฝ่ามือของเขา 

“ผมไม่ใส่มันแล้ว น่าจะดีกว่า” 

“ดีแล้วลูก” 

“แต่ผมอยากได้สร้อยข้อมือเส้นใหม่ ผมอยากได้ดีไซน์ที่คล้ายเดิมแต่อัปเดตลายให้ดีกว่านี้ แม่พอจะแนะนำคนที่ออกแบบสร้อยข้อมือเส้นนี้ให้ผมรู้จักได้ไหม”

นี่แหละคนที่จะบอกความจริงเขาได้ ว่าสร้อยข้อมือถูกสร้างมากี่เส้น!

 

 

 

 

   

 

09/09/63

วันนี้วันนี้เหมาะกับการอัปฟิค 55555555 

เอาแล้วไงล่ะ พี่มาร์คไม่ยอมมมมม!!  ในเมื่อแม่ปากแข็งหนัก ก็ถามกับคนอื่นแทนล่ะกัน 

แม่จะให้ที่อยู่ไหม แล้วสรุปแม่เป็นคนยังไงกันแน่ 

มาวิเคราะห์กัน อิอิ 

ขอกำลังใจหน่อยค้าบ คนละเม้นสองเม้นก็ยังดี จุ๊บๆ 

 

 

26/08/63

เอาแล้วไงล่ะ ความจริงเริ่มเผยมากขึ้นเรื่อย ๆ จะเป็นไปได้ไหมที่ไม่ใช่มาร์ค ต้วนตัวจริง แล้วถ้าไม่ใช่จะเป็นใคร 

เรื่องราวจะเป็นยังไง จะเริ่มเผยมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ฝากติดตามด้วยนะค้าบบ

ขอกำลังใจหนัก ๆ เลย ชอบอ่านคอมเม้นต์ทุกคน 

แล้วจะกลับมาเผยเรื่องราวต่อน้า จุ๊บๆ 

 

 

 

 

20/08/63

แล้วเรื่องมันเป็นยังไง คนทั้งประเทศก็ต่างรู้ว่าแม่มาร์คมีลูกแค่คนเดียว เอาล่ะมาลุ้นต่อดีกว่าถ้ามาร์คไปถามแม่จะได้เรื่องอะไรหรือเปล่า 

ขอกำลังใจด้วยน้า จุ๊บๆๆ 

ฝากเม้นคนละนิดละหน่อยน้า จุ๊บๆๆ 

 

18/08/63

เอาแล้วววว ตัวอักษรที่แบมแบมมีดันเหมือนกับตัวอักษรที่มาร์คมี มันยังไง!!! 

เรื่องราวกำลังเผยอะไรที่ซ่อนอีกมากมาย รอบนี้แต่งลื่นมาก แต่เอามาลงแค่นี้ก่อน อิอิ 

ขอแรงอัดฉีดเยอะๆ คอมเม้นโหน้ยยยยย แล้วจะมาต่อนะจ๊ะ จุ๊บๆๆ 

เรื่องนี้จบแน่นอนนะค้า แต่ช่วงนี้ไรต์เครียดบ่อย เลยแต่งได้ช้า และมีฟิคเรื่องที่ทำเล่มค้างเลยไม่ได้มาต่อ

แต่ย้ำอีกครั้งจบแน่นอนนน ดังนั้นขอกำลังใจหน่อยนะค้า 

ปล.อาจจะมีคำผิดบ้างนะค้า ไรต์อ่านทวนรอบเดียว T^T 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 555 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,584 ความคิดเห็น

  1. #2584 Tukkie_mb (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2563 / 14:20
    มันสนุกมากกกก

    รอออ
    #2,584
    0
  2. #2582 ♥Mark Ka Jiab♥ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 / 23:18

    ไมล์น่าจะเป็นแฝดมาร์ค อาจจะเกิดอุบัติเหตุพร้อมกัน มาร์คตาย ไมล์รอด แม่เลยให้ไมล์เป็นมาร์คแทน มาร์คน่าจะตายวันที่19 เพราะแม่สั่งดอกไม้มาทุกวันที่19 หรือไม่ก็มาร์คไม่ตาย แต่เป็นเจ้าชายนิทรา เลยสั่งดอกไม้มาเยี่ยมลูก....คิดว่าไมล์คือคนที่แอบชอบแบมแบมตอนเด็ก ตั้งแต่ตอนแต่งชุดจระเข้เรื่อยมา จนตอนที่มาช่วยแบมแบม แล้วทำจี้อักษรตัวEหลุด....

    #2,582
    1
  3. #2581 Arissa2535y (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 / 22:54
    รอออออค่าา
    #2,581
    0
  4. #2580 mmmmilDef.g7 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 08:11
    รอนะคะคุณธิต้า รออ่านตอนที่เค้าเข้าใจกันและรักกันค่ะ
    #2,580
    0
  5. #2578 Rose (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 17:26

    ลุ้นมากค่ะ..กลับมาอ่านอีกก้อยังสนุกน่าติดตามเหมือนเดิม

    กลับมาต่ออีกนะคะเป็นกำลังจัยหั้ยค่ะ✌✌✌✌✌😁😁😁

    #2,578
    0
  6. #2577 Zai33333333 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 18:42
    เราก้คิดว่ามีแฟดเหมือนกานนนน

    สู้ๆค่ะไรท์ รอๆๆ
    #2,577
    0
  7. #2576 MT93♡ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 กันยายน 2563 / 13:47
    แฝนหรอ อ๊ากกกก
    #2,576
    0
  8. #2575 iloveimjaebeom (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 กันยายน 2563 / 12:37
    ฝาแฝดแน่ๆเลย
    #2,575
    0
  9. #2574 Viperbm (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 กันยายน 2563 / 18:38
    อยากรู้แล้วฮือๆๆๅๅๅ
    #2,574
    0
  10. #2573 zomzom1a (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 20:26

    มาร์คมีแฝดอีกคนชื่อไมน์ หรือเปล่า แล้วแบบอาจจะตายในอุบัติเหตุ รัยงี้ แม่ก้อเลยสั่งดอกไม้ทุกวันที่ 19 เดาล้วนๆ 555

    #2,573
    0
  11. #2572 GandaManeetaem (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 กันยายน 2563 / 18:17
    ตามให้เจอนะพี่มาร์คเราเชื่อว่าพี่มาร์คต้องเจอความจริง
    #2,572
    0
  12. #2571 MTBBminttt (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 กันยายน 2563 / 00:10
    แฝดแน่ๆ แต่พี่มาร์คคนนี้คือเลี้ยงแบบปิดบังหรอ ทำไมล่ะ
    #2,571
    0
  13. #2570 Rii#93 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 11:51
    แล้วถ้ามีแฝด ทำไมแม่ต้องปิดบัง
    #2,570
    0
  14. #2569 ai_inthira1234 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กันยายน 2563 / 10:42
    หรือมีแฝดแล้วแม่ปิดปังไว้
    #2,569
    0
  15. #2568 nana-ly (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กันยายน 2563 / 00:50
    ปมของมาร์คมันอยู่ที่แม่นี่แหละ โอ๊ยยยยลุ้น!!!
    #2,568
    0
  16. #2567 seetonmaidai (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 22:08
    ลึกลับเกิน
    #2,567
    0
  17. #2566 Kgtstt24 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 17:06
    ปมเยอะมากแอแง เป็นกำลังใจให้นายม้าคสู้เพื่อนฟามจริง
    #2,566
    0
  18. #2565 มาร์คแบม (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 14:22

    คนที่ตายนี่น่าจะเป็นมาร์คนะ ส่วนคนที่อยู่ตอนนี้น่าจะเป็นอี้เอิน ลุ้นๆๆๆๆๆ

    #2,565
    0
  19. #2564 Namnam_Got7 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 13:14
    ถ้าแฝดแล้วอีกคนตายเหมือนมาร์คคนปัจจุบันเป็นตัวแทนเลย งืออออออออ
    #2,564
    0
  20. #2563 Ananya_mon (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 09:55
    ปมเยอะจริงๆๆ งงงวยไปหมดแย้ววว ขอให้มาร์คหาความจริงได้สักทีเถอะนะ
    #2,563
    0
  21. #2562 yahye (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 09:08
    มาร์คมีแฝดหรอหรือเอาคนอื่นมาแทนเค้ามึนไปหมดแล้วเดายากจังงงงงงง
    #2,562
    0
  22. #2561 YupawadeeAllamat (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 06:05
    พี่มาร์คตัวจริงไม่อยู่แล้วคนปัจจุบันนี่ตัวแทนรึป่าวโอ้ะยิ่งอ่านยิ่งลุ้นไรท์มาต่อเร็วๆนะ
    #2,561
    0
  23. #2560 Cartoon-xm (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 00:44

    ปมเยอะมาก ชอบค่ะ รอติดตาม
    #2,560
    0
  24. #2559 Tuan_Boom (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 00:24
    หรือมาร์คจะมีแฝดชื่อไมล์แต่แม่รับมาเลี้ยงแค่มาร์คแล้วทำให้อีกคนไม่มีตัวตน หรือใช้เป็นตัวแทนเวลามีปัญหา หรือแม่ไม่ใช่แม่ของมาร์คจริงๆแต่ได้รับผลประโยชน์จากมาร์ค ให้งานแบมเพราะรู้สึกผิดที่มาร์คทำร้าย โอ้ยป่ดหัว ไร้มาบ่อยๆได้มั้ยคะ 🤣🤣🤣🤣
    #2,559
    0
  25. #2558 TAnchi (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 กันยายน 2563 / 00:01
    แล้วมาร์คต้วนฉันไใใช่พระเอกหรอเนี่ย แง~

    ยิ่งอ่านยิ่งทำให้คิด
    #2,558
    0