BEHIND [Markbam] #มาร์คชอบสั่ง [จบแล้ว]

ตอนที่ 14 : ➸ CHAPTER 13 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19,931
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 316 ครั้ง
    1 ต.ค. 59

แก้คำผิด ครั้งที ่1  : 1/10/59 


"สายตาคู่นั้นมันไม่เหมือนสายตาแบบที่เพื่อนมองกัน มันคล้ายสายตาที่มาร์คใช้มองผม"







“ยูคยอม!”



“เย้ย! ทำไมทำหน้าตกใจขนาดนั้นอ่ะ ฮ่าๆ ฉันไม่ใช่ผีนะ"



“ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง ผลุบๆ โผล่ๆ อย่างกับผี มาที่นี่ได้ยังไงเนี่ย!”



ดูเหมือนว่าคำพูดของผมจะทำให้เพื่อนต่างชาติชอบใจ เขาปล่อยเสียงหัวเราะออกมาทำอย่างกับว่าที่ผมพูดไปเมื่อกี้มันตลกมาก แต่ผมไม่ได้ขำไปกับเขาเพราะสงสัยมากกว่าว่ายูคยอมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน และเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ ที่ผมกับยูคยอมเจอกันโดยบังเอิญ!



“ก็ที่เล่าให้ฟังไงว่าต้องมาทำงานที่ไทย ไม่รู้จะไปไหน ไปกับใคร เลยแวะมาหาแบมแบมที่นี่ไง"



“แวะมาหา? แล้วรู้ได้ยังไงว่าแบมอยู่ที่นี่" ผมถามกลับอย่างแปลกใจ



“ก็แบมเคยบอกว่าเรียนที่นี่"



ผมเคยบอกยูคยอมด้วยเหรอว่าผมเรียนที่นี่ จำไม่เห็นได้เลยแหะ แต่ถึงรู้ว่าผมเรียนที่นี่ แล้วรู้ได้ยังไงว่าผมอยู่ส่วนไหนในมหา'ลัย แต่เดี๋ยว! แล้วยูคยอมรู้ได้ยังไงว่าวันนี้ผมอยู่ที่มหา'ลัย



“ทำไมทำหน้าตาสงสัยฉันขนาดนั้นอ่ะ มีอะไรหรือเปล่า"



“แบมก็ไม่ได้อยากจับผิดนะ... แต่... ทำไมยูคยอมถึงรู้ว่าวันนี้แบมอยู่มหา'ลัย แล้วรู้ได้ยังไงว่าแบมอยู่ตรงนี้"



คำถามของผมทำยูคยอมต้องหัวเราะในลำคอ เขายิ้มมุมปากเล็กน้อยเผยรอยยิ้มที่อบอุ่น สายตาที่หลุบต่ำช้อนมองผม สายตาคู่นั้นทำให้ผมรู้สึกแปลก...



แปลกตรงที่ว่า... สายตาคู่นั้นมันไม่เหมือนสายตาแบบที่เพื่อนมองกัน เพราะยองแจไม่เคยมองผมด้วยสายตาแบบนั้น มันคล้ายๆ สายตาที่มาร์คใช้มองผม



หรือผมจะคิดมากเกินไป...



“วันก่อนแบมบอกมีสอบ ฉันก็เลยมาหาที่นี่ และที่เดินมาเจอได้ ก็เพราะแบมเป็นคนดัง ถามกับใครก็หาเจอ"



“คนดัง? คนดังอะไรเล่า! ไม่ใช่สักหน่อย" ออกจะธรรมดาด้วยซ้ำ!



“ไม่รู้สิ แต่ถามกับใครก็มีแต่คนรู้จักนะ"



“สงสัยเป็นเพราะข่าวเมื่อคืน" ยองแจจากที่เงียบมานานมันก็เริ่มแสดงความเห็นบ้าง เออจะว่าไป ผมก็ไม่ทันได้สังเกตเลยแหะว่าคนอื่นมีท่าทียังไงเกี่ยวกับข่าวนั่น "แล้วนี่ไปรู้จักกันได้ยังไง"



ผมรีบหันขวับ มองหน้าเพื่อนตัวอย่างอย่างแปลกใจ ทำไมมันพูดเหมือนมันรู้จักยูคยอมอย่างนั้นล่ะ ไอ้ยองแจทำตาโตเป็นการย้ำคำถามผ่านทางสายตา หันไปมองหน้ายูคยอม หมอนั่นก็ดูสงสัยไม่แพ้ผม



“ถามแบบนี้ มึงรู้จักยูคยอมด้วยเหรอ"



“รู้จักสิ คิม ยูคยอม ช่างภาพของนิตยสาร Live ใครๆ ก็รู้จัก"



เดี๋ยวๆ ตอนแรกที่เจอยูคยอม ผมไม่เห็นรู้อะไรแบบนี้เลย หรือว่ายูคยอมจะดังมาก แล้วทำไมเขาบอกผมว่าเพิ่งมาเป็นช่างภาพได้ไม่นาน แต่ไอ้ยองแจพูดอย่างกับว่าเขาทำงานด้านนี้มานาน



“ไม่ขนาดนั้นหรอก ฉันยังเป็นมือใหม่ในวงการนี้" ยูคยอมปฎิเสธอย่างถ่อมตัว สรุปที่ผ่านมา มีผมคนเดียวสินะ ที่ไม่รู้ว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา "ปกติก็ไม่ค่อยมีใครรู้จักผมหรอก แล้วนายรู้ได้ยังไงอ่ะ"



“ฉันชอบอะไรเกี่ยวกับพวกนี้อยู่แล้ว พวกงานภาพวาด ภาพถ่าย เพราะนายอยู่ในวงการนี้ รู้จักก็คงไม่แปลกหรอกมั้ง"



เออ นั่นสิ ไอ้ยองแจมันสายอาร์ตนี่หว่า มันชอบเสพงานพวกนี้ ผมก็ลืมนึกไป อย่างที่มันพูด มันชอบอะไรพวกนี้อยู่แล้ว ยูคยอมทำงานด้านนี้ ยองแจรู้จักก็คงไม่แปลก



“แต่พวกนายยังไม่ตอบเลย ว่ารู้จักกันได้ยังไง"



“อ้อ! เราเจอกันโดยบังเอิญที่อเมริกา และยิ่งรู้ว่าแบมแบมเป็นคนไทย เลยยิ่งคุยถูกคอกัน หลังจากนั้นก็ติดต่อกันมาเรื่อยๆ"



ชิบ...หาย...



“อเมริกา?”



ซวยแล้วไงล่ะกู



ทันทีที่ยองแจหันมาจ้องหน้าผม รู้สึกขนลุกตั้งชันเก้าสิบองศา มันใช้สายตาในการเค้นคำตอบจากผม หันไปมองตัวการเรื่องนี้ มองนั่นเลิกคิ้วเหมือนเป็นการถามว่ามีอะไรหรือเปล่า เลื่อนสายตากลับมาหาเพื่อนตัวเองอีกครั้ง ผมก็ต้องหลับตาก่อนจะเบี่ยงหน้าหนี ยูคยอมเอ้ยยย!! หาเรื่องให้กันอีกแล้ว เรื่องยาวแน่เลยกู

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

“ยองแจ! กูขอโทษ กูไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังมึงเรื่องนี้"



“กูเป็นห่วงมึงแทบบ้า เป็นห่วงว่ามึงจะเดือดร้อนมากแค่ไหน แล้วดูมึงทำตัวดิ"



“กูรู้! ตอนนั้นมันไม่มีทางเลือกจริงๆ กูเลยต้องยอม"



“แบมแบม! ถ้าคนคนนั้นไม่ใช่มาร์ค ต้วน ป่านนี้ชีวิตมึงจะเป็นยังไง มึงลองคิดสิ!”



ผมได้แต่ก้มหน้ารับคำด่าจากแม่คนที่สอง ผมเล่าให้ยองแจฟังทุกอย่าง ตั้งแต่เริ่มต้นที่เจอกับมาร์ค เล่ายาวจนมาถึงเหตุการณ์ตอนนี้ ตอนแรกมันก็ดูช็อกไม่น้อย แต่ดูเหมือนมันเพิ่งได้สติ ถึงได้ด่าผมฉอดๆ แบบนี้



“เพราะกู... มึงถึงต้องเลือกทางผิดๆ แบบนั้น"



“มันไม่เกี่ยวกับมึงเลย มึงไม่ได้ผิดอะไร มึงช่วยกูตั้งเยอะ มึงอย่าคิดแบบนั้นสิ"



“แต่ถ้าป้ากูไม่จับได้ มึงก็ไม่ต้อง.... เอาตัวไปแลกเงินแบบนั้น...”



ยองแจดึงความรู้สึกของผมกลับไปช่วงเวลานั้น... ช่วงเวลาที่ชีวิตของผมโครตบัดซบ ผมยังจำความกลัวของตัวเองตอนนั้นได้ดี... คิดย้อนกลับไปก็รู้สึกว่าโชคดีแค่ไหนที่คืนนั้นผู้ชายที่จ่ายเงินซื้อผม คือ มาร์ค



“แต่ตอนนี้กูก็ผ่านมาได้แล้ว กูโอเคกับชีวิตของกูตอนนี้ มึงไม่ต้องคิดมากหรอก"



“มึงแน่ใจนะว่าโอเคแล้ว"



“อืม กูแน่ใจ มันยิ่งกว่าโอเค"



คำพูดของผมทำยองแจถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เหมือนกำลังปัดเป่าเรื่องเครียดๆ เมื่อกี้ออกจากหัวสมอง มันช้อนตามองผม สายตาคู่นั้นมันกำลังบ่งบอกว่ามันเป็นห่วงผม เพราะอย่างนี้ไง ผมถึงรักและแคร์มันมาก มันเป็นเพื่อนคนเดียวที่ผมไว้ใจ และเป็นคนเดียวที่จริงใจกับผมมากที่สุด



เมื่อผมคิดอย่างนั้นได้ ผมก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าผมเป็นเพื่อนที่โครตแย่ ผมกล้าปิดบังมันได้ยังไง ทั้งที่มันเป็นคนที่ผมไว้ใจได้แต่ผมกลับเลือกที่โกหกมัน แย่ชะมัด!



แต่จะว่าไป... โดนจับได้แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะพอได้เล่าเรื่องมาร์คกับไอ้ยองแจ ความรู้สึกอัดแน่นก็ได้ถูกยกออก เหมือนว่าต่อไปนี้ผมจะมีคนที่ผมสามารถปรึกษาเรื่องมาร์คได้



“เดี๋ยว... กูเพิ่งนึกได้" มันทำหน้าเหมือนคิดอะไรได้บางอย่าง เอนคอมองหน้าผมเหมือนกำลังจับผิด ทำไมผมถึงรู้สึกกลัวสิ่งที่มันนึกได้วะ "มึงบอกว่ามึงเป็นแบบถ่ายรูปให้มาร์ค...”



นั่นไงล่ะ... ผมพลาดแล้วล่ะสิ ผมดันเล่าไปว่าผมเป็นแบบถ่ายรูปให้มาร์ค (เพราะอยากให้มันสบายใจว่าผมไม่ได้ขายตัวแลกเงิน) แต่ก็ไม่ได้เล่าละเอียดว่ามาร์คถ่ายรูปผมยังไง



“แปลว่ามาร์คไม่ได้เลิกถ่ายรูป และทำไม... เขาต้องถ่ายรูปมึงด้วยวะ"



“ยองแจ! มึงอย่าพูดอะไรแบบนี้อีก" ผมพูดกระชากเสียงทำเอาไอ้ยองแจตกใจไม่น้อย มองซ้ายมองขวาก็ไม่มีเห็นมีใครยืนอยู่ก็รู้สึกโล่งอก เพราะถ้าเรื่องนี้หลุดไปนะ ผมต้องโดนมาร์คเชือดคอแน่! “เรื่องนี้เป็นความลับอยู่ มึงบอกใครไม่ได้"



“ความลับอะไรวะ"



“กูก็ไม่รู้เหมือนกัน... มาร์คไม่บอกกูว่าเขาถ่ายไปทำไม เขาบอกแค่ว่าไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใคร แต่กูก็ดันมาบอกมึง"



“กูดูไม่น่าไว้ใจ?”



“ไม่ใช่อย่างนั้น กูไว้ใจมึง แต่ก็แค่รู้สึกผิดกับมาร์ค ที่ทำตามที่เขาสั่งไม่ได้" แถมยังเพิ่มเรื่องให้ปกปิดมาร์คมากกว่าเก่าอีก



“กูไม่บอกใครหรอกน่ะ...” ผมผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก อันที่จริงก็ไว้ใจยองแจอยู่แล้วว่ามันจะไม่เล่าใคร และยิ่งมันพูดย้ำแบบนั้น ผมก็ยิ่งสบายใจ "ว่าแต่มึงอ่ะ นอกจากเรื่องมาร์คแล้ว มีเรื่องอะไรปิดบังกูอีกเปล่าเนี่ย"



ผมสะดุ้งทันทีหลังจากที่ได้ยินคำถามนั้น พยายามเบี่ยงหน้าหนีไม่อยากให้ยองแจจับได้ว่าผมยังมีอีกเรื่องที่ปิดบังอยู่ เชี้ย! เอายังไงดีวะ มาร์คก็ขอไว้ไม่ให้บอกเรื่องแจ๊คสัน แต่ไอ้ยองแจมันก็เป็นเพื่อนผมนะ ถ้าผมบอกมันไปว่าไม่มีอะไร แต่ถ้ามันจับได้ทีหลัง ผมว่าผมต้องโดนมันโกรธหนักกว่าเรื่องเมื่อกี้แน่



“ไอ้แบม... สรุปมีใช่ไหม"



“มึงไม่ต้องอยากรู้หรอก กูขอร้อง กูไม่อยากขัดคำสั่งมาร์คอีกแล้ว"



“กูไม่ใช่เพื่อน?”



ไอ้เวรเอ้ย! ทำไมมึงต้องใช้คำพูดนี้ด้วยวะ มาร์คแบมขอโทษ ที่แบมขัดคำสั่งอีกแล้ว และแจ๊คสัน! แบมสัญญา จะพยายามคุยกับยองแจให้มันเกลียดแจ๊คน้อยลงนะ



“มันก็มีเรื่องหนึ่งแหละ...” ยองแจเลิกคิ้วพร้อมจ้องหน้าผมด้วยสายตาโครตกดดัน "เรื่องแจ๊คสัน...”



“แจ๊คสัน... แจ๊คสันไหนวะ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับกู"



“ก็... แจ๊คสัน หวังไง"



“ทำไม ไอ้เวรนั่นทำไม มันเกี่ยวอะไรกับกู" หัวรุนแรงเป็นที่หนึ่ง กูกลัวแล้วคร้าบบบบ



“ตอนนี้มีคนตามตื๊อมึงอยู่ใช่ไหม" ไอ้ยองแจตากระตุกเล็กน้อย เหมือนกับว่าผมพูดสะกิดอะไรบางอย่างในใจมัน



“มึงรู้ได้ยังไง"



“คือ... เรื่องมันเป็นแบบนี้นะ ตอนกูไปแอลเอ ก็บังเอิญเจอกับแจ๊คสัน"



“แจ๊คสัน? แจ๊คสัน หวัง ไอ้นักร้องห่วยแตกอ่ะนะ" โดนถามแบบนี้ผมไม่กล้าจะเล่าต่อเลย ตอนนี้รู้สึกสงสารแจ๊คสันจับใจ คนเป็นร้อยเป็นพัน ทำไมถึงมาติดใจกับแอนตี้แฟนอย่างไอ้ยองแจด้วยวะเนี่ย!



“อืม... มาร์คเล่าให้ฟังว่า... ตอนนั้นแจ๊คสันสนใจกู" ตาไอ้ยองแจโตมากกว่าเก่า มันกำลังอ้าปากเหมือนกำลังจะพ่นคำด่าออกมา ดีที่ผมไว้กว่า รีบเอามือปิดปากมันไว้ทัน "ฟังกูเล่าก่อนสิ! อย่าเพิ่งถาม”



ไอ้ยองแจดื้อ สะบัดหน้าหนีทำมือที่ผมปิดปากมันไว้หลุดออก



"ทำไมมึงไม่บอกกูวะ นี่เจอกันนานเท่าไร มันไม่ได้มีอะไรหลังจากนั้นใช่ไหม มันไม่ได้มายุ่งกับมึงใช่ไหม"



นี่ขนาดกูห้ามมึงพูดแล้วนะ มึงยังถามเยอะขนาดนี้ ไอ้...xxx



“แต่กูไม่ได้คุยอะไรกับแจ๊คสันมาก โอเค๊? กูเดินหนีออกมาก่อน" สีหน้าไอ้ยองแจดูพอใจมากหลังจากที่ได้ยินผมเล่าแบบนั้น ผมเชื่อว่าสีหน้ามันจะเปลี่ยนไปหลังจากที่ผมเล่าเรื่องต่อจากนี้



“และการที่กูเดินหนีออกมา ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของมึง!”



“ของกู?”



“วันนั้นกูทำบัตรสมาชิกสโมสรว่ายน้ำของมึงตกไว้ที่นั่น แจ๊คสันคิดว่าบัตรนั่นเป็นของกู แจ๊คสันเลยทั้งไลน์ ทั้งโทร ทั้งไปหามึงที่บ้าน เพราะตั้งใจจะจีบ แต่สรุปคือ แจ๊คสันเข้าใจผิด"



ไอ้ยองแจตะลึงค้างอยู่กลางอากาศไปทันที ตาเล็กๆ ของมันเบิกกว้างมากกว่าเก่า ร่างแข็งทื่อเหมือนโดนสาป ผมเข้าใจนะ เป็นใครก็ต้องช็อกเรื่องนี้ ดีที่ไอ้ยองไม่ได้คิดอะไรกับแจ๊คสัน ถ้ามันคิดนะ ผมว่าเรื่องยุ่งมากกว่าเก่านะ กลายเป็นผมเผลอทำร้ายจิตใจเพื่อนไปแล้ว



“มึงว่าไงนะ!"



“ไอ้ห่า! นี่มึงดีเลย์หรือไงวะ"



“นี่มันเรื่องเชี้ยอะไร ไอ้แบม กูไม่ตลก"



“แล้วหน้ากูเหมือนขำมากเหรอ"



“ไอ้โรคจิตนั่น... คือไอ้แจ๊คสันจริงๆ เหรอ"



“ตัวจริงเลยล่ะ"



ไอ้ยองแจตะลึงค้างไปรอบที่สอง บอกเลยวินาทีนี้คนที่ผมสงสารสุดไม่ใช่ยองแจ แต่เป็นแจ๊คสันมากกว่า นอกจากเขาจะโดนยองแจเกลียดมานานแสนนานแล้ว ยังเจอผมหักหลังเขาแบบไร้เยื่อใย ขอโทษนะแจ๊คสัน ยังไงยองแจมันก็เป็นเพื่อนแบม แบมปิดมันไม่ได้นานหรอก



“กูกลับล่ะ"



“อ้าว! มึงจะกลับไปไหน ไม่ไปกินอะไรด้วยกันอ่ะ มึงจะให้กูไปกับยูคยอมสองคนเหรอ" เพราะโดนไอ้ยองแจลากมาเคลียร์ ผมเลยให้ยูคยอมรออยู่อีกที่ กลัวเขาจะรู้เรื่องลับระหว่างผมกับมาร์ค



“กูไม่มีอารมณ์! กูหงุดหงิด"



“มึงจะหงุดหงิดทำไม หรือมึงชอบแจ๊คสัน" ไอ้ยองแจหันขวับ สายตาอาฆาตยิ่งกว่าผีที่ตามแก้แค้นทุกภพทุกชาติ "เออๆ มึงไม่ได้ชอบ มึงจะไปไหนก็ไปเถอะ กูไม่ห้ามแหละ"



แล้วไอ้ยองแจก็เดินกระทืบเท้าจากไป แสดงให้เห็นว่ามันอารมณ์เสียกับเรื่องนี้ขั้นรุนแรง คาดว่าถ้าแจ๊คสันยังตามจีบอยู่นะ ต้องเจอไอ้ยองแจเลยชุดใหญ่จัดเต็มแน่



เมื่อผมเห็นยองแจเดินจากไปลับสายตาแล้ว และดูท่าว่ามันจะไม่หวนกลับมาหาผมแน่ๆ ผมจึงเดินกลับไปหายูคยอม ใช้เวลาไม่นานผมก็เดินมาถึงที่จุดนัดพบ ทันทีที่ยูคยอมเห็นผมเดินมา เขาลุกออกจากม้านั่ง รีบเดินตรงมาหาผมด้วยสีหน้ากระวนกระวาย



“แบมแบม เป็นยังไงบ้าง ฉันขอโทษ ฉันไม่รู้ว่าเรื่องไปอเมริกามันเป็นความลับ...”



“ไม่เป็นไรหรอก"



“ขอโทษจริงๆ นะ ฉันมันแย่มากเลย ที่ทำนายเดือดร้อน"



"บอกแล้วว่าไม่เป็นไรไง ตอนนี้ฉันก็รู้สึกสบายใจที่ได้พูดกับยองแจไปตรงๆ ไม่ต้องคิดมากนะ"



“ยังไงก็รู้สึกผิดอยู่ดี ที่ทำให้พวกนายโกรธกัน"



“ไม่ช้าก็เร็ว ไอ้ยองแจก็ต้องรู้เรื่องนี้อยู่ดี ไม่เป็นไรหรอก"



“อือ...” ยูคยอมพยักหน้าเหมือนเข้าใจสิ่งที่ผมพูด แต่สีหน้าก็ยังบอกว่าเขารู้สึกผิดเรื่องนี้อยู่ "แต่ฉันมีเรื่องสงสัยบางอย่าง...."



"สงสัยอะไรเหรอ"



"ทำไม แบมต้องปิดบังยองแจด้วยล่ะ ก็แค่ไปทำงาน ไม่เห็นมีอะไรต้องน่าปิดบังเลยหนิ" เอาแล้วไงล่ะ จะอ้างอะไรต่อดีวะเนี่ย โอ้ยยยยย!! นึกหาคำแก้ตัวไม่ออก "หรือว่างานที่ทำกับมาร์คเป็นความลับ เลยบอกใครไม่ได้ใช่ไหม"



ถามได้สะกิดใจอีก! วันนี้ปล่อยไก่ไปหลายล้านตัวแล้วนะไอ้แบม!! แค่ยองแจรู้เรื่องนั้นก็เหมือนแบกความรู้สึกผิดไว้เกือบร้อยกิโล แล้วถ้ายูคยอมจับได้อีกคน คิดว่าคงโดนความรู้สึกผิดหล่นทับตัวจนตายแน่



“เห้ย! เป็นอะไร อย่าทำหน้าเครียดอย่างนั้นสิ ไม่อยากเล่าไม่เป็นไร" ยูคยอมพูดพร้อมเอามือแตะบ่าผมไว้ ก่อนจะโน้มตัวลงมาใกล้เหมือนพยายามทำให้ผมผ่อนคลายมากขึ้น แต่ไม่ใช่! เขากำลังทำให้ผมขาดอากาศหายใจ เพราะหน้ายูคยอมเข้ามาใกล้ผมมากเกินไป



"เป็นอะไรหรือเปล่า หน้าซีดเชียว ไม่สบายหรือเปล่า"



“ปะ... เปล่า" เพราะผมคงแสดงสีหน้าว่าอึดอัดมากเกินไป ยูคยอมเหมือนจะรู้สึกตัว เลยถอยตัวออกห่าง มือที่เตะบ่าผมไว้เปลี่ยนมากระชับกระเป๋าสะพายของตัวเองเองไว้ ยิ้มมุมปากเล็กน้อยเป็นการกลบเกลือนความผิดที่ทำให้ผมอึดอัด



"เราจะไปไหนกันดี ยูคยอมอยากทำอะไรอ่ะ เดี๋ยวแบมพาไป" ผมพยายามดึงบรรยายกาศไม่ให้มันอึดอัดมากกว่าเก่า ก้มมองดูนาฬิกาคำนวณเวลาดู พอมีเวลาว่างอยู่



“ถ้าไม่ว่างไม่เป็นไรนะ ฉันเข้าใจ"



“ว่างๆ แบมแค่คำนวณเวลาเฉยๆ เพราะสองทุ่มต้องไปทำงานต่อ"



“อือ ไม่ให้เกินแน่นอน"



"ว่าแต่ยูคยอมอยากไปไหนอ่ะ"



ไปหาที่นั่งคุยกันไหม"

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

@ WINE



ผมได้แต่ตามยูคยอมมา จนโผล่อีกทีก็มาอยู่ร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่ง ผมพอจะรู้จุดขายของร้านนี้ เขาเน้นขายไวน์มากกว่าอาหาร และเขามีคอนเซ็ป คือ อาหารทุกจานถูกปรุงรสให้รสชาติไวน์อร่อย ชื่อร้านก็บ่งบอกจุดขายอยู่แล้ว ขายไวน์และส่วนอาหารก็เป็นแค่พร็อพเสริมที่ทำให้ให้รสชาติไวน์อร่อยขึ้น



แค่นั่งคุยกัน ยูคยอมไม่เห็นต้องพาผมมาที่ร้านนี้เลย และอีกอย่างผมก็ไม่อยากจะกินอาหารแพงๆ พวกนี้ มันกินไม่ลงจริงๆ คาดว่าค่าอาหารอาจจะราคาสูงถึงหกเจ็ดพันก็ได้ เพราะอย่างแรกคือต้องสั่งไวน์ และต่อมาก็ต้องสั่งอาหาร ซึ่งราคาแต่ละจานไม่ต่ำกว่าสามสี่ร้อย



“ยูคยอม... ที่นี่แพงนะ" ผมแอบกระซิบบอกยูคยอม เพราะเขาเป็นชาวต่างชาติเขาอาจจะไม่รู้ก็ได้



ยูคยอมหันมายิ้มให้ผม ก่อนจะเอามือมาจับข้อมือผมไว้ และลากให้ไปนั่งตรงมุมลึกสุดของร้านเหมือนเป็นการบอกว่าเขาไม่เปลี่ยนใจแม้อาหารมันแพง รู้สึกอยากจะร้องไห้ เพราะคนที่จะจ่ายค่าอาหารมือนี้ไม่ใช่เขา แต่เป็นผม!!



และผมก็ต้องจำใจยอมแต่โดยดี นั่งลงตรงโต๊ะที่ยูคยอมเลือก ไม่นานนักพนักงานก็ยื่นเมนูมาให้ผมสองอัน อันแรกเป็นเมนูรายการไวน์ที่มีอยู่ ส่วนอีกอันคือเมนูอาหารที่ปรากฎตัวเลขสยองตรงด้านท้าย มันทำผมกลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ ทำไมมันแพงแบบนี้ฟระ!



“แบมแบม เอาไวน์อะไรดี ไวน์ขาว ไวน์แดง หรือจะเอาแชมเปญดี" ยูคยอมถามในขณะที่สายตาก็ไล่อ่านเมนูที่อยู่ตรงหน้า



“แบมไม่กิน"



“ทำไมล่ะ" อยากจะบอกไปตรงๆ ว่ามันแพงจนกระดกลงคอไม่ลง แต่พนักงานเล่นมายืนเฝ้าโต๊ะแบบนี้ ใครจะกล้าพูดวะ



“มัน....” มันนึกคำอ้างไม่ออก มีเงินติดตัวไม่ถึงร้อย จะเลี้ยงยูคยอมได้ยังไง เขาเป็นแขกผมควรจะเลี้ยงเขา แต่ดันมาโผล่ร้านแบบนี้ ไอ้แบมเครียด!!



“ไม่ต้องห่วงค่าอาหารหรอก เดี๋ยวฉันจัดการเอง"



“บ้าเหรอ! ยูคยอมเป็นแขกจะจ่ายเองได้ยังไง"



“ถ้าฉันจะให้แบมเลี้ยง ฉันไม่พามาที่นี่หรอก มันเกินไป อีกอย่างที่ฉันพามาเพราะฉันมาทำงาน"



“ทำงาน?”



“ลูกค้าจ้างให้มาถ่ายรูปโปรโมทร้าน เหมือนว่าร้านนี้ต้องการที่จะตีตลาดลูกค้าต่างชาติด้วย เลยให้ฉันมาถ่ายรูปอาหารและเอาไปลงนิตยสาร Live คนที่นู่นอ่าน จะได้จำได้ว่าเวลามาไทย ร้านนี้ก็เป็นร้านที่น่าสนใจ"



“เป็นการลงทุนโฆษณาที่แปลกจริงๆ"



“นั่นสิ แต่ร้านระดับนี้ ลงทุนเว่อๆ ก็คงไม่แปลกหรอกมั้ง"



“ถ้าอย่างนั้น... มื้อนี้ก็... กินฟรีเหรอ" ยูคยอมยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะยักคิ้วเป็นการยืนยันสิ่งที่ผมถามไป



เห้ย!!!! แบบนี้ก็ดีดิ โอ้ยยยยยย มันโชคดีอะไรของไอ้แบมวะเนี่ย ได้กินของดีราคาแพงแบบนี้ ไอ้ยองแจ! บอกเลยว่าช่วงนี้ดวงมันกุด มันถึงได้พลาดของดีแบบนี้



“งั้น... ฉันสั่งไวน์แดงไปนะ"

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.


ผ่านไป 20 นาที



อาหารมากมายหลายจานถูกตั้งบนโต๊ะตรงหน้าผม มันเยอะมากจนผมแทบอยากจะร้องลั่นเพราะตื่นเต้น แต่ติดที่เกรงใจยูคยอมและคนในร้าน เลยได้แต่เอามือปิดปากตัวเองและส่งสายตามองอาหารที่อยู่ตรงหน้าอย่างปลื้มปริ่ม



พนักงานคนเดิมบริการเปิดไวน์และเทลงใส่แก้ว กลิ่นฟุ้งออกมาจนผมจนเผลอกลืนน้ำลายเสียงดัง ดูเหมือนว่ายูคยอมจะได้ยินซะด้วย เขาหัวเราะในลำคอก่อนจะส่งยิ้มหวานให้ผม ไอ้แบมอย่าทำท่าทางเห็นแก่กินแบบนั้นไว้ไหม เสียมารยาท!



ยูคยอมยกกล้องขึ้นมา จัดจานหามุมที่สวยๆ ก่อนจะเริ่มกดถ่าย ผมได้แต่มองเขาทำงาน และรอเวลาที่ยูคยอมจะพูดว่าให้เริ่มกินได้ หันไปมองแก้วไวน์ที่ตั้งเย้ายวน ก็ได้แต่กักน้ำลายไว้ในปากไม่อยากให้มันกลืนลงคอีกรอบจนเกิดเสียงดังน่าอายแบบนั้นอีก



ผ่านไปเกือบอีกสิบห้านาที ดูเหมือนยูคยอมจะได้รูปที่ถูกใจเขาแล้ว เขาวางกล้องลงพร้อมเงยหน้ามองผม แค่แวบเดียวเท่านั้นที่ผมสบตาเขา ผมก็ต้องอมยิ้มทันที เพราะรู้ว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ผมกำลังรอคอย ผมจะได้ทำความสะอาดจานพวกนี้แล้ว



“ชนแก้วกัน" ยูคยอมยกแก้วไวน์ตัวเองขึ้นมา เมื่อได้ยินอย่างนั้นผมก็รีบยกไปชนกับแก้วยูคยอม



เคร้ง!




เสียงแก้วของเราชนกัน เป็นสัญญาดีบอกว่าอาหารมื้อพิเศษของผมกำลังได้เริ่มแล้ว ผมกระดกไวน์แดงเข้าปากให้หายอยาก รสชาติละมุนลิ้นกินเสร็จก็ต้องยิ้มรู้สึกดีกับรสชาตินี้ทันที



แชะ!



ผมมองทางต้นเสียงก็รู้เลยว่าโดนยูคยอมถ่ายรูปอีกแล้ว



“ถ่ายทำไมอ่ะ ไม่บอกก่อนจะได้เก๊กท่ารอ"



“ฮ่าๆ งั้นเหรอ เอาอีกรูปละกัน ขอเอาท่าแบบฟินกับไวน์สุดๆ" ของถนัด! ผมยกไวน์เข้าปากอีกรอบ รสชาติมันดีจนไม่ต้องแสดงแอ็กติ้งอะไรมาก เปลี่ยนท่าเป็นมองแก้วไวน์บ้าง อีกแชะก็เปลี่ยนเป็นเอาแก้วไวน์จ่อที่ปากและตามองกล้อง



“ขอแบบสดใสบ้าง เอายิ้มกว้างๆ"



ผมยิ้มตามที่ยูคยอมบอก ยิ้มมากจนรู้สึกตาหยีจนมองยูคยอมได้ไม่ชัด เสียงชัตเตอร์กดรัวจนผมรู้เลยว่ายูคยอมต้องได้รูปจากการถ่ายผมมากแน่ๆ ผมเลยหุบยิ้มเป็นการบอกเขาว่าผมจะเลิกถ่ายแล้ว เพราะตอนนี้อยากกินมากกว่า!



“แบมแบม เล่นกับเชอร์รี่หน่อยสิ มือหนึ่งถือแก้วไวน์ อีกมือถือเชอร์รี่ ขอแบบน่ารักนะ"



“เดี๋ยว! นี่ถ่ายจริงจังมากเกินไปหรือเปล่ายูคยอม พอแล้วมั้ง แบมหิว"



“น๊าา มันเพิ่งคิดได้เมื่อกี้ อยากได้ภาพแบบที่คิดในหัวพอดี" และดูท่ายูคยอมไม่ยอมเลิกถ่ายรูปง่ายๆ เขาถือกล้องค้างไว้เหมือนกำลังเตรียมกดชัตเตอร์ สุดท้ายผมก็ต้องยอมทำตามที่เขาขอ รีบถ่ายจะได้รีบไปกินอาหารจานแพงพวกนี้สักที



ผมหยิบเชอร์รี่ขึ้นมา เก๊กท่ายิ้มกว้างให้มันดูสดใส เมื่อยูคยอมกดชัตเตอร์รัว ผมก็เริ่มเปลี่ยนท่า ตามองเชอร์รี่ที่อยู่ตรงหน้า



ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมาโสตประสาทผม



ไวน์แดง.... กับเชอร์รี่...



นี่มันพร็อบเซ็ทแรกที่มาร์คถ่ายรูปผมหนิ...


“มีอะไรหรือเปล่า" คำถามของยูคยอม ทำผมตื่นจากภวังค์ความคิด หันไปมองหน้าคนถามก็เห็นเขาจ้องมองมาอย่างสงสัย



“ปะ... เปล่า ไม่มีไรหรอก"



พูดจบผมก็วางผลเชอร์รี่กลับไว้ที่เดิม ส่วนแก้วไวน์ที่ถือก็วางลงบนโต๊ะเช่นกัน พอเห็นเชอร์รี่กับไวน์แดงมันทำให้ผมนึกถึงมาร์ค ผมเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังทำตัวให้มาร์คเป็นโกรธ ถ้ามาร์ครู้ว่าผมมากินข้าวกับยูคยอม ผมต้องโดนมาร์คฆ่าแน่ๆ



“เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมอยู่ๆ ถึงทำหน้าซึมแบบนั้น"



“แบมเพิ่งนึกได้ว่ามีงานต้องไปทำ" แม้ว่าจะเสียดายอาหารที่ตั้งเต็มโต๊ะ แต่ก็รู้สึกผิดต่อมาร์คจนกินมันไม่ลง ถึงแม้ผมจะคิดกับยูคยอมแค่เพื่อน แต่พฤติกรรมของผมก็คล้ายกับคนที่แอบนอกใจมาร์คอยู่ดี



“อ้าว... ไหนแบมบอกมีทำงานตอนสองทุ่มไง มากับเราไม่ว่างหรอกเหรอ...”



“พอดีเพิ่งนึกได้ว่ามีงานที่ต้องทำก่อน ขอโทษนะยูคยอม ไว้โอกาสหน้าค่อยเจอกันใหม่" ซึ่งโอกาสหน้าที่ว่าผมก็ไม่รู้ว่าผมจะกล้านัดเจอเขาอีกหรือเปล่า ผมหันไปหยิบกระเป๋ามาสะพาย เตรียมตัวลุกออกจากโต๊ะ



“อ่า... เสียดายเลย นี่เราต้องกินอาหารอร่อยพวกนี้คนเดียวเหรอ...” ยูคยอมก้มหน้าลง สีหน้าเขาดูเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด ยูคยอมกำลังทำผมรู้สึกผิดมากกว่าเก่า นึกไปถึงหลายๆ ครั้งที่ผมเจอยูคยอม ผมมักเป็นฝ่ายหนีเขาก่อนเสมอ "นี่ฉันว่าจะปรึกษานายเรื่องงาน ต้องรีบส่งสรุปคืนนี้ซะด้วย อ่า... คิดไม่ทันแน่เลย"



“งานอะไรเหรอ" จากที่กำลังเอนตัวจะลุกขึ้นยืน ก็ต้องทิ้งตัวลงนั่งที่เดิมอีกครั้ง มือที่กระชับกระเป๋าไว้แน่น เริ่มปล่อยมันทิ้งตรงเบาะข้างลำตัว



“ฉันนึกไม่ออกเกี่ยวกับคอลัมน์ท่องเที่ยวที่ต้องลงฉบับหน้า กะว่ารอบนี้จะลงเกี่ยวกับท่องเที่ยวในประเทศไทย ฉันไม่ได้อยู่ที่นี่นานเลยไม่รู้ว่าตอนนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง เลยว่าจะมาปรึกษานาย"



“งั้นเหรอ...”



“แต่ถ้าแบมแบมไม่ว่างไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวเรานั่งคิดไปกินไป ฮ่าๆ" ยูคยอมยิ้มกว้างให้ผมจนตาเขาปิดเหลือขีดเดียว แต่ผมพอจะรู้ว่าที่เขายิ้ม ก็แค่กลบเกลือนเพื่อไม่ให้ผมรู้สึกผิดที่จะทิ้งเขาไป แต่ดูเหมือนคำพูดของเขามันทำให้ผมรู้สึกผิดไปแล้ว!



“งั้นแบมช่วยยูคยอมคิดก่อน แล้วค่อยกลับก็ได้"



“เห้ย! ไม่เป็นไร แบมไปทำงานของแบมเถอะ"



“ยังพอมีเวลาอยู่" ผมแกล้งยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา อันที่จริงผมว่างจะตาย ว่างยาวจนถึงสองทุ่ม ที่ผมจะขอตัวกลับก่อนเพราะไม่อยากรู้สึกผิดต่อมาร์ค แต่เอาเถอะ! รอบนี้เป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ ต่อไปผมจะไม่นัดเจอกับใครสองต่อสองแบบนี้แล้ว ถึงบริสุทธิ์ใจแต่ผมก็รู้สึกผิดอยู่ดี



“แน่ใจนะว่าอยู่ช่วยเราได้จริงๆ"



“แน่ใจสิ เราเริ่มคิดเลยไหม"



“อื้อ"



ยูคยอมยิ้มให้ผมอีกครั้ง ซึ่งรอบนี้ผมรู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นแตกต่างจากรอยยิ้มเมื่อกี้ มันเป็นรอยยิ้มดูที่ผ่อนคลาย ยูคยอมยกจานอาหารเคลียร์ที่ว่างบนโต๊ะ ก่อนจะหยิบสมุดกับปากกาขึ้นมาเป็นการบอกว่าจะเริ่มคิดงาน



“ระหว่างคิดงาน แบมแบมกินอาหารพวกนี้ด้วยสิ ช่วยฉันกินหน่อย ฉันกินคนเดียวไม่หมดหรอก"



“แหะๆ งานถนัดซะด้วยสิ" คำพูดของผมทำยูคยอมหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง ผมเลยได้แต่เม้มริมฝีปากอย่างเขินอาย และยิ้มกว้างไปกับเขา



จริงๆ ยูคยอมก็เป็นคนดีออก ทำไมผมถึงคิดใจร้ายกับเขาอยู่เรื่อยเลย เราเป็นเพื่อนกันก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลย เพื่อนกัน กินข้าวด้วยกัน... มันแปลกตรงไหน



“ฉันกำลังคิดว่าคอลัมน์นี้อยากให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความโรแมนติกในประเทศไทย แต่ฉันอยากได้มุมมองใหม่ๆ ไม่ใช่แบบพวกสถานที่ท่องเที่ยว อาจจะเป็นแค่วิวหรือจุดบางจุดที่มองแล้วทำให้รู้สึกโรแมนติกได้ นายพอจะนึกออกไหมว่าตรงไหนที่จะเป็นจุดโรแมนติกบ้าง"



“อืม.... ฉันก็ไม่ค่อยสังเกตเท่าไรเลย ปกติก็ใช้ชีวิตผ่านทิ้งไปวันๆ ฮ่าๆ" แล้วผมทำให้ยูคยอมหัวเราะออกมาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเขาหัวเราะมากไป หรือเป็นเพราะฤทธิ์ของไวน์ หน้าเขาถึงแดงขนาดนั้น



“แล้ว... แบมมีแฟนหรือยังอ่ะ" เมื่อเจอถามมาแบบนั้น ผมก็รู้สึกร้อนไปทั้งหน้า ไม่รู้ทำไมยูคยอมถึงถามคำถามที่ชวนอายแบบนั้น เขาจ้องหน้าผมก่อนจะหลุบตามองต่ำมองสมุดกับปากกาที่เขาถือ และการกระทำของเขาทำให้ผมรู้สึกว่า เขาก็อายเหมือนที่ถามผมแบบนั้น!



“ถะ...ถาม ทำไมเหรอ" หัวใจผมเริ่มเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะทำตัวไม่ถูกผมเลยซัดอาหารที่อยู่ตรงหน้าไปหลายคำเพื่อกลบเกลื่อนอาการเขิน



“ก็ถามดู เผื่อนายมีแฟน ฉันจะได้ให้นายลองนึกถึงตอนที่อยู่กับแฟนไง...”



เมื่อยูคยอมอธิบายแบบนั้นมา มันก็ทำให้ผมนึกถึงตอนที่อยู่กับมาร์คทันที กำลังคิดเพลินนึกถึงตอนที่อยู่ด้วยกัน จู่ๆ มันก็มีคำถามใหม่เกิดขึ้นในใจ



ผมกับมาร์ค.... เราเป็นแฟนกันแล้วหรือยัง...



นั่นสิ! ผมไม่เคยถามมาร์คว่าผมอยู่ในสถานะไหน เขาเคยบอกว่าผมเป็นคนในครอบครัวของเขา และบางครั้งเขาก็ชอบแหย่ผมโดยการเรียกว่าเมีย แต่เพราะเขาไม่อธิบายสถานะที่แน่ชัด มันเลยทำให้ผมไม่กล้าคิดอะไรเองทั้งนั้น แม้สิ่งที่มาร์คทำกับผมมันจะเหมือนคนเป็นแฟนกันมากก็เถอะ แต่ก็กลัวว่าถ้าคิดไปเอง แล้ววันหนึ่งสิ่งที่ผมคิดกลับผิดทั้งหมด คนที่เสียใจมากที่สุดก็คงจะเป็นผม



“เอาอีกแล้วนะ ทำหน้าซึมอีกแล้ว ฉันพูดอะไรสะกิดความรู้สึกนายหรือเปล่า" ยูคยอมทำผมตื่นจากภวังค์ความคิดอีกครั้ง ผมรีบส่ายหัวปฎิเสธอย่างทันควัน แม้ว่าสิ่งที่ยูคยอมถามมันจะสะกิดใจผมจริงๆ



“เปล่าๆ ฉันแค่กำลังคิดเรื่องสถานที่โรแมนติกให้อยู่"



“แต่นายยังไม่ตอบเลยนะ ว่านายมีแฟนหรือยัง" จะตอกย้ำความรู้สึกไปถึงไหนกัน!



“ไม่รู้สิ... สถานะไม่แน่ชัดเท่าไร"



“อ่า... ฉันถามสะกิดใจนายจริงๆ ด้วย" ยูคยอมยิ้มแห้งกลับมา



“ไม่เกี่ยวอะไรหรอก ไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น อืม.... สถานที่ไหนที่โรแมนติกน้าา" ผมพยายามทำเสียงร่าเริง กลบเกลื่อนเรื่องเมื่อกี้ไป คิดย้อนไปถึงทุกครั้งที่อยู่กับมาร์ค มีหลายสิ่งที่ผมชอบ หลายที่ที่มาร์คอยู่กับผม เรียกว่าเป็นสถานที่โรแมนติกได้ทั้งหมด



ถ้าถามสถานที่ที่ผมรู้สึกว่าโรแมนติกมากที่สุด คงเป็นที่หลังบ้านคุณยาย มันเป็นวิวกลางคืนที่เห็นป้าย Hollywood บรรยากาศกำลังเย็นๆ แถมเป็นวันที่ผมรู้สึกดีใจมากถึงมากที่สุด เพราะได้รู้ว่าตัวเองได้เป็นคนสำคัญของมาร์ค แต่ติดที่ว่าสถานที่นั้นมันไม่ได้อยู่ในประเทศไทย



อืม.... ถ้าในไทยก็คงจะเป็นฉาก... ในห้องนอนของมาร์ค ตอนถ่ายรูปเซ็ทที่สอง ตอนที่มาร์คจับผมหันหน้าออกไปนอกหน้าต่าง แล้วเขาก็เอาตัวมาแนบชิดกับผม ผมยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี จำได้ว่าหัวใจของผมแทบหลุดออกไปนอกร่างกาย ทุกสัมผัสที่มาร์คฝากไว้ผมไม่มีวันลืม



สำหรับผม... ผมคิดว่า วิวกลางคืนของกรุงเทพฯ ก็ทำให้รู้สึกโรแมนติกได้มากเหมือนกัน แต่มันสำคัญที่ว่า ณ เวลานั้นอยู่กับใคร... ผมว่านั่นแหละ คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้สถานที่นั่นโรแมนติกขึ้นมา...



“วิวกลางคืนดีไหม"



“วิวกลางคืน? ที่ไหนอ่ะ"



“บนตึกสูงๆ ที่มองไปเห็นแสงไฟ เห็นเมืองกรุงเทพในยามค่ำคืน"



“นั่นสิเนอะ น่าโรแมนติกเหมือนกัน แต่ตึกที่ไหนจะทำให้ฉันได้เห็นวิวสวยๆ แบบนั้นบ้าง"



ผมอยากจะตอบกลับไปว่าที่ห้องมาร์ค แต่ก็กลัวว่าถ้ายูคยอมบอกให้ผมพาไป จะทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ ผมเลยได้แต่เก็บสถานที่ลับของผมไว้



“ตึกใบหยกก็ทำให้วิวสูงๆ ได้นะ"



“นั่นสิ! ฉันลืมนึกถึงตึกใบหยกได้ยังไง แต่จะว่าไป ฉันไม่ได้ไปนานเหมือนกันนะ ตอนนี้เขายังให้ขึ้นไปดูวิวอยู่ได้ใช่ไหม"



“แบมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แบมไม่เคยไป"



“จริงเหรอ พลาดได้ไงเนี่ย"



“ไม่รู้สิ ไม่รู้จะไปทำไม ไปกับใคร และไม่มีโอกาสด้วยแหละ"



งั้น... ไปกับฉันไหม"

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.


WRITER PART




@ NEW YORK CITY




เวลา 02.10 P.M.




“จูเนียร์ เอาเบอร์โทรศัพท์ของแบมแบมมา" ทันทีที่ลงเครื่อง มาร์คก็รีบหันไปหาเลขาถามเบอร์เจ้าตัวเล็กทันที



“คุณมาร์คจะให้ผมต่อสายให้เหรอครับ" จูเนียร์ไม่ค่อยมั่นใจสิ่งที่ตัวเองได้ยินเท่าไร ทำไมสิ่งที่มาร์คพูดเมื่อกี้นี้ เหมือนจับใจความได้ว่ามาร์คจะเป็นฝ่ายโทรหาแบมแบมเอง



“ฉันจะโทรเอง กดเบอร์แบมแบมให้ฉัน" คำพูดของมาร์ค ทำเลขาต้องยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเพราะเข้าใจสถานการณ์ มือข้างหนึ่งเลื่อนไปรับโทรศัพท์ที่มาร์คยื่นมา ส่วนอีกมือก็หยิบโทรศัพท์ตัวเองในกระเป๋ากางเกง ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงแปลกใจว่าทำไมมาร์คยอมโทรหาคนอื่นโดยไม่ผ่านเขา แต่เพราะเป็นคนที่มาร์คจะโทรหาแบมแบม เขาจึงไม่แปลกใจ



ทันทีที่จูเนียร์จ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ตัวเอง เห็นข้อความที่เจบีทักมาเต็มไปหมด อ่านข้อความที่ปรากฎบนหน้าจอแล้วก็อดยิ้มตามไม่ได้ เจบีดูเป็นห่วงกับการเดินทางไกลของจูเนียร์เป็นพิเศษ



'ถึงหรือยัง'


'เดินทางปลอดภัยไหม'


'ถึงแล้วไลน์กลับมาหาหน่อยนะ'



มันเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่ามีคนเป็นห่วงเขามากขนาดนี้ รอยยิ้มอบอุ่นปรากฎบนใบหน้าเลขา ตาคู่สวยอ่านข้อความพวกนั้นวนแล้ววนอีก เจบีกำลังทำให้หัวใจของเนียร์พองโตขึ้นเรื่อยๆ



“ได้หรือยัง"



มาร์คถามขึ้นทำจูเนียร์ตื่นจากภวังค์ความสุข เงยหน้ามองเจ้านายเห็นมาร์คทำหน้าตายุ่งๆ บ่งบอกว่ามาร์คดูอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร มือเรียวรีบปลดล็อคหน้าจอโทรศัพท์ เปิดรายชื่อเปิดดูเบอร์แบมแบม รีบกดเบอร์โทรแบมแบมลงไปในเครื่องมาร์ค



ทันทีที่ได้โทรศัพท์คืนมาร์คก็ไม่รอช้ากดโทรออกหาแบมแบมทันที ก้มมองดูนาฬิกาในข้อมือคำนวณเวลาไทยแล้ว แบมแบมน่าจะใกล้เลิกงานแล้ว ฟังเสียงรอสายมาสักพัก ทำไมแบมแบมถึงไม่รับสายสักที หรือจะยุ่งอยู่ และนั่นทำให้มาร์ครู้สึกหงุดหงิดเรื่องที่แบมแบมไม่ยอมลาออกจากงานที่ผับสักที 



(ฮัลโหลครับ ใครครับ) เพราะเป็นเบอร์แปลกโทรมาจากต่างประเทศ คิดว่าเบอร์จูเนียร์ก็ไม่น่าใช่เพราะว่าเมมเบอร์จูเนียร์ไว้แล้ว



“ฉันบอกให้ลาออกจากงานบ้าๆ นั่น ทำไมถึงไม่ยอมทำตามคำสั่งฉันหะ!"



(มาร์คเหรอ!) ปลายสายดูตื่นเต้นมาก จากตอนแรกที่หงุดหงิด พอรู้ว่าปลายสายดีใจที่ตนโทรไป หน้ายักษ์ก็เริ่มหายไป กลายเป็นมีรอยยิ้มปรากฎบนใบหน้าแทน



“แล้วคิดว่าเป็นใครล่ะ"



(คิดว่าเป็นใครก็ได้ที่ไม่ใช่มาร์ค)



“ทำไมถึงคิดแบบนั้น"



(ปกติมาร์คจะให้จูเนียร์คุยกับแบมแทนไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมรอบนี้ถึงโทรมาเองล่ะ)



“ฉันจำได้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันโทรคุยกับนาย"



(เออ... นั่นสิเนอะ)



“อะไร ลืมแล้วเหรอ"



(ไม่ใช่สักหน่อย แล้วนี่เอาเบอร์ใครโทรมาแบม ของจูเนียร์ก็ไม่น่าใช่ เพราะแบมเมมเบอร์จูเนียร์ไว้แล้ว) แบมแบมพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะกลัวจะโดนมาร์คงอนเรื่องนั้น



“เบอร์ฉันเอง"



(เบอร์มาร์ค!)



“ตกใจทำไม มันน่าแปลกใจขนาดนั้นเลยเหรอ"



เพราะแบมแบมจำได้ว่าเคยค้นโทรศัพท์มาร์ค เห็นแต่เบอร์จูเนียร์คนเดียว และยิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นอีกคนที่ได้รู้เบอร์โทรศัพท์มาร์ค ทำตัวเล็กแทบจะกลั้นอาการดีใจไว้ไม่อยู่



(แบมจำได้ มาร์คบอกว่าจะให้จูเนียร์โทรหาแบม เวลาคุยเรื่องงาน)



“แต่นี่เรื่องส่วนตัว ฉันเอาเบอร์ฉันโทรหา มันผิดตรงไหน"



มาร์คทำคนตัวเล็กดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่แล้ว แบมแบมทำเสียงอู้อี้อยู่ในคู่สาย จนมาร์คต้องยิ้มกว้างตามอีกรอบ



“แล้วเลิกงานหรือยัง"



(ยังเลย แต่ใกล้แล้วล่ะ วันนี้ร้านคนน้อยคงได้กลับเร็ว)



“เปิดกล้อง FaceTime ได้ไหม"



(หือ?)



“อยากเห็นหน้า"



(อื้อ แปปนะ แบมไปหาที่เงียบๆ ก่อน)



มาร์คถือสายรอ ได้ยินปลายสายวิ่งเสียงดัง พอนึกภาพออกตอนที่เจ้าตัวเล็กวิ่ง มันคงดูน่ารักมากแน่ๆ เพราะคิดภาพตามทำมาร์คต้องยิ้มอีกครั้ง จูเนียร์แอบสังเกตมองเจ้านายดูมาร์คกลับมาอารมณ์ดีก็เริ่มสบายใจ อยากจะปล่อยให้มาร์คอยู่กับการคุยของแบมแบมไปก่อน แต่เห็นว่านี่ใกล้เวลาประชุมแล้ว เลยสะกิดบอกให้มาร์คไปขึ้นรถ มาร์คได้แต่พยักหน้าตอบรับ หูก็ฟังเสียงในโทรศัพท์ รอว่าเมื่อไรแบมแบมจะกลับมาในสายสักที ระหว่างที่รอก็ก้าวเท้าขึ้นรถนั่งฝั่งข้างคนขับ ส่วนจูเนียร์ก็ประจำตำแหน่งคนขับรถเหมือนเดิมทุกครั้ง จูเนียร์เห็นมาร์คไม่คาดเข็มขัด เลยถือวิสาสะจัดการคาดให้ ส่วนมาร์คก็เอนตัวหลังแนบกับเบาะเพื่อให้จูเนียร์ช่วยคาดเข็มขัดได้ถนัดมากขึ้น



(แบมพร้อมแล้ว) ได้ยินเสียงคนตัวเล็กดังขึ้น ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา



“เดี๋ยวฉันกด Facetime ไป"



พูดจบก็ดึงโทรศัพท์ออกจากหู กดปุ่ม Facetime ไป จ้องมองหน้าตัวเองบนหน้าจอโทรศัพท์อยู่สักพัก หน้าจอก็เปลี่ยนเป็นหน้าแบมแบม เหมือนว่าการเชื่อมต่อสำเร็จแล้ว



(งื้อ) แบมแบมเอามือปิดปากเพื่อซ่อนรอยยิ้ม แต่ตาหยีๆ ของแบมแบมก็ฟ้องมาร์คแล้วว่าคนตัวเล็กดีใจมากแค่ไหนที่มาร์ควิดิโอคอลหา



มาร์คไม่พูดอะไรได้แต่ส่งยิ้มไป และจ้องหน้าคนตัวเล็กในหน้าจอโทรศัพท์ด้วยสายตาอ่อนโยน ทั้งที่ห่างกันมาได้ไม่ถึงวัน มาร์คก็รู้สึกคิดถึงคนตัวเล็กซะแล้ว แทบอยากจะบินกลับไปหาและกอดให้หายคิดถึง แต่ก็ทำไม่ได้เพราะมีธุระที่ต้องจัดการ



“แล้วนี่หลบมาคุยกับฉัน ไอ้บาร์เทนเดอร์ขี้เก๊กไม่ว่าเอาเหรอ"



คำพูดของมาร์คทำจูเนียร์แอบเหลือบมองเล็กน้อย เพราะรู้ว่ามาร์คกำลังหมายถึงใคร แอบเถียงคำพูดของมาร์คในใจ




'ไม่ได้ขี้เก๊กสักหน่อย คุณมาร์คอย่ากล่าวหามั่วๆ สิ'




(วันนี้คนไม่เยอะเท่าไร หายไปแปปเดียวพี่เจบีคงไม่ว่าหรอก นี่แบมนั่งอยู่หลังบาร์ ถ้าพี่เจบีมีอะไรก็คงตะโกนเรียกเองแหละ)



“ฉันบอกให้เลิกไปทำก็ไม่ยอมเชื่อ เงินที่ให้ไปไม่พอใช้หรือไง ทำไมต้องไปทำงานดึกๆ แบบนั้นด้วย" บ่นเรื่องนี้ไม่รู้สักที่รอบ แบมแบมยังดื้อไม่ยอมเชื่อฟังเขาสักที



(แบมติดกับชีวิตทำงานแล้ว ถ้าไม่ทำอะไรเลย แบมคงจะเบื่อแย่ อีกอย่างแบมไม่อยากทิ้งให้พี่เจบีทำงานคนเดียว)



คำตัวเล็กทำหน้ามู่ใส่ ส่วนมาร์คได้แต่ถอนใจเพราะไม่รู้จะพูดยังไงให้แบมแบมเชื่อฟังเขาสักที สุดท้ายก็ยอม เพราะคิดว่าคงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมาก ส่วนตัวเขาเองก็บอกให้จูเนียร์จ้างคนให้แอบดูแลแบมแบมอีกที ดูเหมือนว่าแบมแบมจะไม่รู้ว่าพนักงานในผับหลายคนเป็นสายให้มาร์คไปหมดแล้ว



“กลับไปทำงานเถอะ ถึงห้องแล้วก็โทรหาฉัน"



(อื้อ แล้วมาร์คล่ะ จะไปไหนต่อ)



“เดี๋ยวฉันต้องไปทำงานต่อ"



(ตั้งใจทำงานนะ เดี๋ยวแบมถึงห้องแล้วรีบโทรหา)



(แบมแบม! อยู่นี่เอง พี่เจบีถามหาน่ะ) เสียงบุคคลที่สามดังมาในคู่สาย ทำหัวใจมาร์คเต้นแรงขึ้น มองดูหน้าจอเห็นแบมแบมหันไปมองข้างหลัง เพียงแวบเดียวตรงช่องว่างนั้น เห็นร่างสูงของชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังแบมแบม พยายามคิดว่านั่นอาจจะเป็นพนักงานในผับ แต่ทำไมท่าทางคนตัวเล็กถึงดูมีพิรุธ



(เข้ามาตรงนี้ได้ยังไง ห้องนี้พนักงานเข้าได้เท่านั้นนะ)



(ตอนนี้ฉันก็เป็นพนักงานแล้ว ดูสิ พี่เจบีทำป้ายให้ด้วย)



จู่ๆ ก็รู้สึกไม่ชอบไอ้คนนั้น ฟังแล้วรู้สึกบทสนทนาของทั้งคู่มันแปลกๆ แบมแบมดึงโทรศัพท์ลง ทำให้มาร์คได้เห็นแต่หน้าจอมืดๆ ยิ่งคนตัวเล็กทำแบบนี้ มาร์คยิ่งรู้สึกไม่สบายใจมากยิ่งขึ้น



(เขียนชื่อ ภาษาไทยให้ด้วย คิม ยูคยอม)



แล้วสายก็ตัดไป ทิ้งให้มาร์คอาการตะลึงค้าง เสียงผู้ชายคนนั้นพูดชื่อตัวเองมันชัดมาก ทำไมรู้สึกเหมือนไอ้บ้านั่นตั้งใจให้เขารู้ว่าตัวเองเป็นใคร ว่าจะไม่คิดเรื่องนี้แล้ว แต่ชื่อนี้มันโผล่มา ทำให้มาร์คเริ่มสงสัยในตัวผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง



“จูเนียร์...” เมื่อโดนเรียก เลขาละสายตาจากการมองเส้นทางบนถนน หันมามองมาร์คสักครู่นึง ก่อนจะหันกลับมาจ้องมองเส้นทางบนถนนอีกครั้ง เพราะเห็นสีหน้ามาร์คดูไม่ค่อยดี เลยรู้สึกเครียดตาม เหมือนกับว่าตนเองกำลังจะได้ฟังเรื่องเครียดๆ อะไรจากมาร์ค



“คิม ยูคยอม... ไอ้หมอนี่เป็นช่างภาพในกับ Live ใช่ไหม"



เพราะวงการช่างภาพมันแคบ ใครเข้าใครออก ช่างภาพด้วยกันมักจะรู้กันทั้งนั้น มาร์คเอะใจตั้งแต่ที่เห็นชื่อปรากฎบนในแชทไลน์ของแบมแบมแล้ว



“ถ้าคนที่ชื่อ คิม ยูคยอม คนที่เป็นช่างภาพให้ Live มีจริงๆ ครับ แต่ก็ไม่ทราบว่าใช่เดียวกันกับที่คุณมาร์คหมายถึงหรือเปล่า"



“อืม... งั้นตามสืบเรื่องไอ้หมอนี่ให้ฉันด้วย ฉันขอข้อมูลทุกอย่างภายในวันนี้"



“รับทราบครับ"



“อ้อ! ช่วยหาคนสะกดรอยตามแบมแบมด้วย"



“สะกดรอยตาม? ไหนตอนแรกคุณมาร์คบอกจะไม่ทำแบบนั้นยังไงครับ"



ฉันไว้ใจแบมแบม... แต่ฉันไม่ไว้ใจไอ้คนที่มายุ่งด้วย... จัดการให้ฉันด้วย"



“ครับ"




'ดื้อนักน่ะ... ฉันบอกให้อย่าไว้ใจใครง่ายๆ ก็ยังจำตัวเป็นเหยื่อคนอื่นอีก... อย่าให้ฉันต้องดึงมาร์ค ต้วน คนเดิมกลับคืนมา ถึงเวลานั้น... อย่ามาร้องขอให้ฉันกลับมาเป็นคนใจดี... เหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้...'








ไรท์ไม่ขอยุ่งเรื่องนี้ ตีความกันเอาเองนะ 5555555555

แอบสงสารแจ๊คสัน ยองแจรู้ความจริงหมดแล้ว 

แล้วยองแจกับแจ๊คสันจะสู้กันเผ็ดร้อนขนาดไหน 

ติดตามต่อเน้อออ 


1 คอมเม้น = ล้านกำลังใจแก่ไรท์ 

ติดแท็กได้เสมอนะ #มาร์คชอบสั่ง

หวีดกันตามสบายเลย โฮะๆ 


ถ้ามีคำผิด คำตกหล่น หรือคำแปลกๆ เดี๋ยวไรท์กลับมาแก้นะคะ 

หรือใจดีเม้นบอกก็ดีเน้อ บางทีไรท์อ่านแล้วตามันอ่านข้ามไป

ขอบคุณค่า 



ยูคยอมมมมมมม นายเป็นใครรร นายต้องการอะไร 

นายกำลังจะทำอะไรรรรร 55555555 

แล้วนายไปโผล่ที่ผับพี่เจบีได้ยังไง 

แบมหนูไม่ควรไว้ใจใครง่ายๆ อย่างมาร์คบอกนะลูก งื้ออออออ 

ติดตามต่อเน้อออ ปริศนากำลังค่อยปล่อยแล้ววว 

ทุกคนกำลังจะได้รู้การมาขอยูคยอม และทุกคนจะได้รู้ว่ามาร์ค ต้วนกำลังทำอะไร 

และตัวร้ายทั้งสอง ที่เราดึงเขาไปหลังฉาก กำลังจะคัมแบค!! 


1 คอมเม้น = ล้านกำลังใจแก่ไรท์ 

ขอกำลังใจแบบหนักหน่วง ขอเยอะๆ มาเยอะ กลับมาต่อเร็วน้า 5555 (ต่อรองสุดๆ)


ติดแท็กได้นะคะ #มาร์คชอบสั่ง 


สุดท้ายนี้ ไรท์มีเรื่องจะสอบถาม ไรท์คิดว่าอยากจะเปิดให้จอง BEHIDE #มาร์คชอบสั่ง 

ไม่รู้ว่ามีคนสนใจมากน้อยแค่ไหน ถ้าคนสนใจเยอะไรท์จะเปิดจองให้ได้สั่งซื้อกัน 

สอบถามไว้ ถ้าคนสนเยอะจะได้เริ่มคิดพวกหน้าปก หาแหล่งพิมพ์ 

เข้ามาตอบแบบสอบถามหน่อยน้า 


https://goo.gl/forms/XF2Jok9Tvgy76Zd02


 เดี๋ยวไรท์ไปแปะลิงค์ไว้ในแท็กทวิต #มาร์คชอบสั่ง กับ แฟนเพจด้วยน้า

เผื่อจะได้คลิ๊กสะดวกๆกัน


ขอบคุณค้าฟฟ 


© themy butter
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 316 ครั้ง

7,299 ความคิดเห็น

  1. #7295 MTBBminttt (@MTBBminttt) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 15:07
    ยูคอย่ามาแบบไม่ดีเลยนะ ขอร้อง
    #7295
    0
  2. #7276 lek0868909108 (@lek0868909108) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 21:37

    แบมก็อย่าใจดีไปปป กับยูคอ่ะ ละบอกมาร์คไปไดละ

    #7276
    0
  3. #7189 YanisaCH (@YanisaCH) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 11:21
    โอ้ยยยยยย
    #7189
    0
  4. #7170 Minlaneee (@Minlaneee) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 / 21:44
    อย่าทำร้ายพี่แบมเลย ขอร้องงงงงง
    #7170
    0
  5. #7145 hiddenhills (@hiddenhills) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 00:50
    ยูคยอมตามเก่งอะ555555
    #7145
    0
  6. #7132 ์Noon (@noon31469) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 22:26
    ยูคอาจจะเป็นฝั่งป๊าต้วนป่ะ แบบป๊าต้วนส่งมางี้
    #7132
    0
  7. #7121 ploylaksi (@ploylaksi) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 21:18
    นี่ว่ายูคร้ายอะ
    #7121
    0
  8. #7089 reehotpon19 (@reehotpon19) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 10:36

    เหมือนยูคจะมาร้าย

    #7089
    0
  9. วันที่ 24 ตุลาคม 2561 / 11:25
    ยูคต้องถ่ายรูปแบมไปลงตัดหน้ามาร์คแน่ๆอ่ะ
    #7060
    0
  10. #7031 itmt93 (@itmt93) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2561 / 16:13
    แบมเฟรนลี่เกินไป
    #7031
    0
  11. #7001 Tamz29 (@Tamz29) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 12:05
    อยากจะจับแบม ให้มาร์คลงโทษจริงๆ
    #7001
    0
  12. #6944 litterrabbitza (@rabbitza) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 11:28
    โอ้ยยย มาร์คคงเสียใจอยู่
    #6944
    0
  13. #6929 aun43 (@aun43) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 / 00:54
    อึดอัด!!!!ทำไมอึดอัดแบบนี้!!!!! แบมแบ๊มมมมมมมม!!!!
    #6929
    0
  14. #6919 tunty0505 (@tunty0505) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 20 เมษายน 2561 / 09:03
    แบมมมมมมม!!!!!!!
    #6919
    0
  15. #6915 Markmukjung (@Markmukjung) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 เมษายน 2561 / 15:51

    แบมเอ้ยยยยย!!!!

    #6915
    0
  16. #6895 986290 (@986290) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 13:31
    ไปหาคนใหม่เถอะมาร์คมันน่าจะกีกว่า555
    #6895
    0
  17. #6880 Dingdong9397 (@Dingdong9397) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 11:36
    ม้ากโหดเฟ่ออออ
    #6880
    0
  18. #6876 ปลา หมึก (@ant_titima) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 มีนาคม 2561 / 19:06
    หงุดหงิดแบมแบมอะ หึ่ย!!
    #6876
    0
  19. #6833 raoa (@puyfay-nalak) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 มกราคม 2561 / 22:03
    หมดคำจะพูดกับแบม แมร่ง!!!
    #6833
    0
  20. #6772 mkmarkbb (@mkmarkbb) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 / 13:55
    แบมโคตรดื้อเลยอ้ะ อย่าดื้อสิค้าบบน้องแบม
    #6772
    0
  21. #6734 JJaneBBJK_97 (@JJaneBBJK_97) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 / 17:39
    จัดการเลยค่าาพี่มาร์ค เจ้เชียร์ๆ
    #6734
    0
  22. #6687 Boopooh (@Boopooh) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 07:14
    อ่านละอยากจับตะหนูแบมมาตีให้ก้นลายยยย ดื้อเหลือเกิน พี่มาร์คเขาปวดหัวเพราะหนูนะรู้ไหมลูก
    #6687
    0
  23. #6676 Only We Know Untill (@369963nq) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2560 / 12:22
    แบมแบมอ่า หนูลูกควรบอกมาร์คทุกอย่างคุยกันให้รู้เรื่องน้า T^T
    #6676
    1
    • #6676-1 multuan98a (@multuan98a) (จากตอนที่ 14)
      25 พฤศจิกายน 2560 / 22:11
      เหมือนจะมีเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้นน่ะค่ะคุณตำรวจ5555
      #6676-1
  24. #6648 ichigo (@love-witch) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 02:06
    แบมนี่ทำไรไม่คิดเลย อ่านละหงุดหงิดเหลือเกิน
    #6648
    0
  25. #6630 อีฟ กันต์พิมาร์ค (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2560 / 10:26
    แบมจะหาเรื่องเข้าตัวจนได้แหละน่ะ แบมแบมรู้ไว้เลยนะ ถ้ามาร์คทำอะไรขึ้นมาแล้วตัวเองเสียใจ มาร์คไม่ผิดเลย

    ดื้อ มึน แบบนี้โอ้ยยย ทำตัวเองทั้งนั้นนะแบมแบม เกิดเรื่องอะไรขึ้นมา อย่าหาว่ามาร์คใจร้ายละกัน รู้ว่าทำไรได้ไม่มาก แต่มีอะไรให้บอกมาร์คตรงๆไม่ได้หรอ รับปากเค้า แต่ไม่ทำ
    #6630
    0