BlackMail #ลับ19มบ [MARKBAM]

ตอนที่ 4 : TAPE THREE [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13778
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1277 ครั้ง
    22 ก.พ. 62



TAPE THREE



06.19 P.M.


“สำหรับวันนี้ ขอบใจนะ” 


“ไม่เป็นไรหรอกพี่ เรื่องแค่นี้เอง” ยูคยอมส่งยิ้มให้กับมาร์คก่อนจะก้าวเท้าออกจากประตูเพ้นท์เฮ้าส์ ส่วนมาร์คก็เดินมายืนพิงบงกบประตูเพื่อรอส่งแขกกลับบ้าน “ไว้เจอกันที่บริษัทนะพี่ ส่วนเรื่องข่าวยังไงก็สู้ ๆ นะ เดี๋ยวก็ผ่านมันไปได้”


มาร์คไม่ตอบแต่พยักหัวตอบรับ ยูคยอมส่งยิ้มบางลามาร์คอีกครั้งก่อนจะหันหลังกลับเพื่อเดินไปลงลิฟท์ มาร์คยังคงยืนรอส่งยูคยอมจนกว่าฝ่ายนั้นจะลงลิฟท์ไปเขาถึงจะกลับไปพักผ่อนในบ้าน


ติ๊ง!


ลิฟท์มาถึงยันชั้นเป้าหมาย ยูคยอมกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปในลิฟท์ก็ต้องชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นมีคนอยู่ในลิฟท์ พอได้มองอย่างถนัดตา ความสงสัยก็หายไปทันทีเพราะเขารู้จักคนคนนี้


“อ้าว ยูคยอม มาหามาร์คเหรอ” จินยอง เมเนเจอร์ของมาร์คทักถามขึ้นตามประสาคนรู้จัก ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะรีบมากขนาดไหนแต่ก็ไม่อยากจะเดินผ่านเฉย ๆ อย่างเสียมารยาท 


“ใช่พี่ เรื่องโปรเจ็กต์ X น่ะ” ยูคยอมตอบ จินยองได้คำตอบก็พยักหน้าตอบรับ “ไว้เจอกันที่บริษัทพี่”


“อืม ๆ เจอกัน” จินยองเอามือตบบ่ายูคยอมสองสามทีเป็นการลา จากนั้นเขาก็หันหน้ากลับมามองเจ้าตัวการที่ทำเขาปวดหัวมากที่สุดในตอนนี้ มองไปสุดทางเห็นมาร์คยังคงยืนเก๊กเท่พิงประตูบ้านอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ความหัวร้อนทำให้จินยองปล่อยระเบิดถึงแม้ยูคยอมจะยังไม่หายไปลับก็ตาม


“ย๊าาาห์!!!!” จินยองตะโกนเสียงลั่นเป็นการปลดปล่อยอารมณ์โกรธที่อัดแน่นภายใน ทำแขกอย่างยูคยอมที่กำลังกดเลขชั้นลิฟท์ถึงกับสะดุ้ง เพราะกลัวจะโดนลูกหลงเข้าเลยรีบปิดลิฟท์รัว ๆ 


เสียงดังของจินยองไม่ทำให้มาร์คสะทกสะท้านแต่อย่างใด เขายังคงยืนนิ่งและจ้องมองจินยองจนฝ่ายนั้นเดินเข้ามาใกล้เขา


“ใคร?” แถมยังกวนประสาทให้ฝ่ายนั้นอารมณ์โกรธพุ่งปี๊ดขึ้นมาเสียเดียวนั้น


“จินยองโว๊ย!!! ปาร์ค จินยอง!!!!!” จินยองตะโกนใส่หน้ามาร์คอย่างอารมณ์เสีย อาการบ้าคลั่งของจินยองทำมาร์คยกมุมปากยิ้มรับอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเดินหนีกลับเข้าไปในบ้านเพื่อที่จะได้คุยกันได้อย่างสะดวก


มาร์คเดินไปทิ้งตัวลงนั่งกับโซฟาอย่างสบาย ๆ เป็นภาพที่จินยองมองแล้วเลือดขึ้นหน้าเสียเดียวนั้น ก็ท่าทางไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาวของมาร์คมันทำให้เขาอยากจะเขกหัวกระโหลกสั่งสอนฝ่ายนั้นสักที


“รปภ. บอกว่านายออกจากที่นี่ไปสองรอบ นี่คำสั่งที่ฉันบอกให้นายอยู่กับบ้านมันไม่ได้เข้าหูนายเลยงั้นเหรอ”


“เหอะ ขี้ฟ้อง” มาร์คสบถพร้อมทำหน้าเบื่อหน่ายตอบกลับ


“นายช่วยรู้สึกเดือดร้อนบ้างได้ไหมวะ นี่ฉันวิ่งวุ่นทั้งวันเพื่อแก้ปัญหาให้นาย ทั้งล่อนักข่าวไปที่อื่นให้ ไหนจะคอยแก้ข่าวให้อีก ทุกคนเขาวุ่นวายกันเพราะนาย นายเคยรู้สึกผิดกับสิ่งที่นายทำบ้างไหม”


“ฉันรู้น่ะ ก็เรื่องมันเกิดขึ้นแล้วจะให้ทำยังไง” มาร์คตอบปัดด้วยความรำคาญ เขาเบื่อที่จะฟังคำบ่นของเมเนเจอร์เต็มทนแล้ว


“ถ้านายไม่ห่วงตัวเอง ก็ห่วงแจบอมกับแจ็คสันบ้างเหอะ นี่ตารางงานวงต้องถูกพักก็เพราะคลิปบ้า ๆ ของนาย นายรู้สึกสงสารเพื่อนร่วมวงบ้างไหม” คำพูดนั้นทำมาร์คเงียบเพราะเขาเถียงไม่ได้ ก็เป็นห่วงอยู่หรอก แต่ทำยังไงได้ในเมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องยอมรับมัน “ช่างเถอะ พูดไปก็เหมือนเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาอยู่ดี”


“ไม่ใช่ฉันไม่เป็นห่วงพวกมัน แต่ทำไงได้วะ ก็มันเกิดขึ้นมาแล้ว” มาร์คเถียงกลับ เพราะเขาไม่อยากถูกโดนมองว่าไม่แคร์เพื่อนแบบนั้น


“ในเมื่อนายเห็นแล้วว่ามันเป็นยังไง ฉันก็ขอร้องนายว่าเลิกทำอะไรแบบนี้สักที นายก็รู้ว่ามันเสี่ยงมากขนาดไหนโดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเรื่องการจดจำใบหน้าอย่างนาย นายยิ่งต้องระวังตัวสิ” มาร์คผ่อนลมหายใจเป็นการปัดเป่าเรื่องเครียดออกจากหัว แต่ทำแล้วก็ดูเหมือนมันก็ไม่ได้ช่วยเลย ตอนแรกก็ไม่ได้แคร์หรอก แต่พอโดยสะกิดเรื่องเพื่อนร่วมวงเข้าหน่อยก็ทำเขาเริ่มเครียดขึ้นมาซะงั้น “แล้วนี่จำอะไรเกี่ยวกับคนในคลิปไม่ได้เลยใช่ไหม”


“จำได้” คำพูดของมาร์คทำจินยองเบิกตากว้างด้วยอาการตื่นเต้น เมเนเจอร์หนุ่มรีบนั่งลงข้างมาร์คด้วยความดีใจ


“นายจำหน้าไอ้งูพิษนั่นได้จริงเหรอ!”


“เปล่า” คำตอบของมาร์คทำอาการดีใจของจินยองหายวับ แต่ยังจ้องหน้าคนตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ “กลิ่นตัว ฉันจำได้แค่กลิ่นตัวอย่างเดียว”


นั่นเป็นความสามารถพิเศษของมาร์คเลยล่ะ ถึงความจำเรื่องการจดจำใบหน้าของเขาจะมีปัญหา แต่ในทางกลับกันจมูกของเขากลับมีประสิทธิภาพในการจำแนกกลิ่นได้ดีมาก ๆ 


“นายจะดมกลิ่นตัวคนทั้งประเทศเพื่อตามหาตัวมันหรือไง อย่าบ้าได้ไหม!!” จินยองตะโกนใส่มาร์คอย่างหงุดหงิด ส่วนคนที่โดนตะโกนใส่หูก็ทำเพียงนั่งคิดอะไรเงียบ ๆ ของเขาไปคนเดียว “เออ จริงสิ! กล้องวงจรปิด!!! ใช่!!! มันต้องมีคลิปตอนเข้าออกที่นี่ นายดูหรือยัง” 


จินยองเริ่มเห็นแสงสว่างรำไร นี่อาจจะเป็นหลักฐานมัดตัวคนร้ายก็ได้


“ดูแล้ว”


“อย่างนี้ก็ได้หลักฐานมัดตัวมันแล้วดิ เสร็จแน่!!!” จินยองตบเข่าด้วยความสะใจ พอคิดว่าจะได้เล่นงานคนปล่อยคลิปได้ก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาเชียว แต่...


“มันถูกลบ” อารมณ์ดีถูกหยุดชะงักเป็นรอบที่สอง จินยองหันไปมองหน้ามาร์คด้วยอาการช็อกค้าง


“หมายความว่ายังไง”


“ถูกลบ ก็แปลว่ามีคนลบไปแล้ว” 


“ลบได้ยังไง จะเข้าระบบได้ก็ต้องมีรหัสผ่าน” จินยองถามเสียงสั่น


“เมื่อสามวันก่อนฉันเพิ่งเปลี่ยนรหัสผ่าน ฉันกลัวจำไม่ได้เลยจดรหัสไว้ก่อน แต่ก็ลืมเอาไปทิ้ง ก็คงจะเป็นโชคดีของหมอนั่นล่ะมั้ง” คำตอบนั่นทำจินยองกำมือแน่นด้วยอารมณ์โกรธ ดูเหมือนว่าหนทางสุดท้ายของเขาจะเป็นเพียงแค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ แต่ถึงยังไงเขาก็ไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องแบบนี้มันจะเกิดขึ้นกับมาร์ค


“นายไม่ใช่คนโง่มาร์ค ทำไมนายถึงปล่อยให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ ไม่มีทาง....ไม่มีทางแน่ ๆ อะไรมันจะง่ายสำหรับไอ้เลวนั่นไปซะหมด” จินยองไม่ยอมรับความจริงอย่างสุด ๆ เพราะรู้ดีว่ามาร์คเป็นคนที่ร้ายและฉลาดมาก เรื่องแบบนี้เขาไม่มีทางปล่อยให้มันพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้หรอก


“แล้วฉันจะโกหกเพื่อปกป้องเจ้าเด็กนั่นทำไม” จินยองจ้องหน้ามาร์คนิ่ง แววตาของเขาแสดงออกมาให้มาร์คได้รับรู้ว่าเขาโกรธมากขนาดไหน มาร์คมองแล้วก็ผ่อนลมหายใจ จากนั้นก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเป็นการส่งยิ้มบางให้ พร้อมเอามือมาแตะบ่าเมเนเจอร์ของเขา “นายยอมรับความจริงเถอะ ว่าเราไม่มีทางจับตัวเด็กคนนั้นได้ เลิกตามหาและก็ยอมรับความจริงซะ”

.

.

.

.

.

.

.

'สำหรับข่าวคลิปหลุดของมาร์ค ต้วน แรปเปอร์ของวง JMJ ตอนนี้ทางบริษัทค่ายเพลง AGS Entertainment ค่ายเพลงสังกัดของเขาก็ได้ออกมายอมรับว่าได้คนในคลิปเป็นศิลปินของเขาจริง ๆ แต่คนที่อยู่ร่วมคลิปกับมาร์คนั้นไม่ใช่แฟนของมาร์ค และเหตุที่เกิดตามคลิปนั่นก็เพราะมาร์คอยู่ในอาการมึนเมาจนขาดสติ แต่ถึงอย่างไรทางค่ายก็ยังคิดว่าคนที่อยู่ร่วมคลิปกับมาร์คตั้งใจแอบถ่ายคลิปวิดิโอเพื่อที่จะทำลายชื่อเสียงของมาร์ค ในขั้นตอนต่อไปทางบริษัทค่ายเพลง AGS Entertainment ก็ได้ตามหาคนในคลิปเพื่อมาดำเนินคดีทางกฎหมายต่อ ในระหว่างนี้มาร์ค ต้วนก็ถูกทางค่ายสั่งห้ามไม่ทำงานทุกอย่างเป็นเวลา เดือนเพื่อเป็นการลงโทษกับความผิดพลาดที่ทำไป ส่วนอิม แจบอม และหวัง แจ็คสัน สมาชิกของวง JMJ ทางค่ายได้ให้ทำงานเดี่ยวหรืองานคู่เพื่อรอเวลามาร์คพ้นโทษ'


อยู่ในอาการมึนเมาขาดสติจนจำหน้าคนที่นอนด้วยไม่ได้งั้นเหรอ.... ไม่ใช่แบบนั้นแน่ เมื่อวานมันไม่ได้เมาขนาดนั้น ถ้าเมาก็คงจะขับรถกลับบ้านไม่ได้ แต่ก็แปลกตอนที่เจอกันมันบอกจำผมได้แค่ตอนที่เจอที่ G.O.T เท่านั้น ถ้าผมเป็นมันแล้วโดนแบล็คเมล์แบบนั้น ผมคงจะไม่รอใส่มัดที่หน้าแรง ๆ ให้หายโกรธ แต่ไอ้บ้านั่นกลับไม่พูดถึงเรื่องเมื่อคืนเลย มันเป็นไปได้ยังไงกัน


แต่จริง ๆ ผมสงสัยเรื่องมันมาสักพักแล้ว มันเคยทำเรื่องเลวกับผมในอดีตแต่เวลาบังเอิญเจอกันในงานต่าง ๆ มันก็ไม่เคยรู้สึกตกใจที่เห็นผมบ้าง และแววตามันที่สบตากับผมมันเหมือนคนที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน แต่ปกติแล้วผมเองก็ไม่เคยปล่อยโอกาสให้ไอ้มาร์คได้เห็นผมเกินวิหรอก ผมเดินหนีมันตลอด ครั้งแรกที่ผมให้มันเจอผมนาน ๆ ก็ตอนวันเกิดไอ้จุนซูนี่แหละ


ผมปิดโทรทัศน์ด้วยความรู้สึกตึงเครียด ผมไม่คิดหรอกว่าเรื่องมันจะบานปลายไปขนาดนี้ ถ้าผมถูกจับได้จริง ๆ ไม่ใช่แค่มาร์ค ต้วนที่อนาคตพัง ผมเองก็พังด้วยเช่นกัน ผมนี่มันบ้าชะมัดที่เอาอนาคตตัวเองมาแขวนบนเส้นด้ายแบบนี้ แต่ก็เอาเถอะ... ผมทำไปแล้วผมก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา ซึ่งผมก็ได้แต่หวังว่ามันจะไม่โดนจับได้ เพราะตอนนี้หลักฐานทุกอย่างก็โดนทำลายไปหมดแล้ว


ทำไมผมต้องเครียด ทำไมผมต้องกังวล ทั้งที่นี่เป็นการลงโทษคนเลว และมันก็ได้รับผลกรรมที่ก่อไว้ ผมควรจะหัวเราะสะใจกับสิ่งที่มันทำสิ


ใช่.... นี่มันช่วงเวลาของการเฉลิมฉลอง แต่คงไม่ฉลองตอนนี้แน่ ๆ เพราะบรรยากาศไม่ค่อยน่าเปรมปรีดิ์เท่าไร


“ยินดีกับตำแหน่งรองหัวหน้าฝ่ายศัลยกรรมด้วยนะจ้ะลูกรักของแม่”


“พ่อภูมิใจในตัวลูกจริง ๆ เก่งที่สุดเลย เชื้อไม่ทิ้งแถวเลยจริง สมแล้วที่เป็นลูกของพ่อกับแม่”


ผมไม่ได้อยากจะกลับมาบ้านวันนี้สักเท่าไร แต่ก็ถูกพ่อบังคับมาให้มาร่วมยินดีกับน้องต่างแม่ที่ได้เลื่อนขั้นเป็นรองหัวหน้า ผมไม่ชอบกลับมาที่นี่เพราะทุกครั้งที่ผมอยู่ ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนแปลกหน้าของทุกคน แม่เห่อลูกชายของเขาผมก็เข้าใจ แต่พ่อควรจะเห่อผมบ้างเพราะผมเป็นลูกของเขาอีกคนแต่เขาไม่ทำแบบนั้น....คงเป็นเพราะผมไม่เลือกที่จะไปทำงานสายอาชีพหมอเหมือนพวกเขา ทั้งคุณย่า แม่ พ่อ น้อง ทุกคนเป็นหมอกันหมด มีผมโดดไปเรียนและทำงานสายอาชีพบันเทิงอยู่คนเดียว


ไม่มีใครสนับสนุนผมยกเว้นคุณย่าคนเดียว คุณย่าเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมอยากกลับมาบ้านเพราะผมคิดถึงท่าน ท่านรักผมมากกว่าพ่อแท้ ๆ ของผมซะอีก แต่ผมก็จะพอเข้าใจพ่อนะที่เขาไม่รักผม เพราะผมเกิดขึ้นด้วยความไม่ตั้งใจ ผมรู้เรื่องราวแค่ว่าแม่ผมเป็นคนไทย หลังจากแม่คลอดผมแม่ก็โยนผมกลับมาให้พ่อ ทิ้งไว้แค่ชื่อเล่นและชื่อจริงที่แสดงความเป็นลูกครึ่งเด็กไทยเกาหลีของผม แล้วหลังจากนั้นมาตอนผมอายุได้ขวบกว่า ๆ พ่อก็ได้แต่งงานใหม่ มีลูกเชื่อมสัมพันธ์ของพวกเขา ส่วนผมก็ไม่เคยได้รับความสนใจจากพวกเขาหรอก ผมเติบโตได้เพราะคุณย่าอบรมและเลี้ยงดูผม


ถึงเขาจะไม่รักผม แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเขาจะมีปัญหาอะไรกับการเลือกเส้นทางเดินชีวิตของผม ยิ่งผมไม่เลือกที่จะเรียนหมอเขายิ่งโกรธเกลียดผมมากขึ้นไปอีก ครอบครัวนี้มันประสาท 


“พี่แบม ไม่ยินดีกับผมหน่อยเหรอ นี่ผมได้เป็นรองหัวหน้าคนตั้งแต่อายุยังน้อยเลยนะ” และไอ้น้องชายมันก็ชอบกวนประสาทผม มันไม่เคยเห็นผมเป็นพี่ชายหรอก มันชอบเยาะเย้ยที่มันได้เป็นที่หนึ่งในบ้าน


“อืม ยินดีด้วย” ผมพูดไปเพียงแค่นั้น จริง ๆ ผมไม่ได้อยากยินดีหรอก ผมไม่ใช่นางเอกละครน้ำเน่าที่จะต้องเป็นคนดี ต่อให้ถูกเกลียดก็จะรัก นั่นไม่ใช่ผม เกลียดมาก็เกลียดกลับ แฟร์ดีออก 


“เรามาเริ่มกินข้าวกันดีกว่า เดี๋ยวอาหารจะเย็นหมด มาเร็วแบมแบมมากินข้าว” คุณย่าคงจะรู้ว่าผมอึดอัดก็เลยรีบชวนทุกคนมากินข้าว กินเสร็จจะได้แยกย้ายกัน นั่นคือสิ่งที่ผมอยากให้เป็นมากที่สุด


ผมลุกขึ้นจากโซฟาที่นั่งจากนั้นก็เดินไปนั่งรวมกับครอบครัวสุขสันต์ที่โต๊ะอาหาร อึดอัดชะมัด ผมไม่อยากอยู่ที่นี่เลย มันหายใจไม่ออก ผมเหม็นหน้าไอ้มินแจ ผมเกลียดมัน มันต้องหาเรื่องให้ผมต้องโดนพ่อด่าแน่


“แล้วงานพี่เป็นยังไงบ้างเหรอ หรือเป็นแค่ดีเจอยู่” นั่นไง....ผมคิดไม่ผิดจริง ๆ ด้วย มันเริ่มแล้ว ยิ่งตอนนี้มันเลื่อนขั้นเป็นรองหัวหน้าทั้งอายุยังน้อย มันคงโอ้อวดน่าดู 


“อืม เป็นดีเจแล้วมันทำไม” ผมถามเสียงแข็ง 


“ก็ผมเห็นพี่ยอมโดนพ่อแม่ด่าเพื่อที่จะไปเรียนโรงเรียนการแสดง ผมก็คิดว่าโตมาพี่จะได้เป็นนักร้องชื่อดังไม่ก็นักแสดงแถวหน้าซะอีก” ผมกัดฟันแน่นด้วยความโมโห โดนสะกิดทีไรผมยิ่งโมโหไอ้มาร์ค เพราะมัน...มันทำให้ผมเป็นอย่างนี้


“ฉันก็พร่ำบอกแกแล้วว่าให้เป็นหมอ เหอะ!รู้ซึ้งหรือยังว่าการที่ดื้อดันทำตามความฝันบ้า ๆ ของแกมันเป็นยังไง” คราวนี้เป็นพ่อที่ซ้ำเติมผม ผมโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เพราะอย่างนี้ไงผมเลยไม่เห็นว่าพวกนี้เป็นครอบครัวของผม


“ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลยนิ ผมก็มีความสุขดี ได้ทำงานที่รัก ดีกว่าไปทำอะไรที่ตัวเองไม่ชอบแล้วก็ทุกข์ทนทรมานไปทั้งชาติ” พูดตรง ๆ ผมเองก็ไม่ได้ชอบอาชีพของตัวเองตอนนี้ซะเท่าไรหรอก ผมค่อนข้างใฝ่สูง ผมไม่ได้อยากเป็นแค่ดีเจกระจอก ๆ แต่เจ้ากรรมนายเวรผมคงเยอะ ถึงได้โดนคนเลว ๆ อย่างไอ้มาร์คขัดโอกาส


“ไม่หรอก...ผมรู้นะว่าพี่อยากเป็นนักร้อง อยากมากจนตัวสั่น แต่พี่ไม่มีโอกาส พี่ก็เลยทำได้แค่เปิดเพลงคนอื่นและอวยเพลงคนอื่นไงล่ะ”


ตึง!


    ผมทุบโต๊ะอย่างหงุดหงิด ผมโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ถ้าเกลียดกันมากจะลากมาร่วมโต๊ะอาหารทำไม


“ถ้าคราวหลังจะแค่อวดว่าไอ้เลื่อนขั้นก็แค่โทรไปบอกก็ได้ ไม่ต้องลากมาร่วมโต๊ะให้เสียบรรยากาศ”


“ผมก็ไม่ได้อยากจะทำหรอก ถ้าคุณย่าไม่ขอไว้” คำพูดนั้นผมรู้สึกเหมือนมีก้อนบางอย่างมาอัดข้างใน ผมหันไปมองคุณย่า ท่านจับมือผมไว้เบา ๆ เป็นการบอกให้ผมใจเย็น ส่วนพ่อที่เป็นพ่อแท้ ๆ ของผมกลับเงียบเหมือนว่าเขาเองก็รู้สึกเหมือนกับสิ่งที่ไอ้มินแจพูดมา


ก็มีแต่คุณย่านี่แหละที่รักและแคร์ผม ในโลกใบนี้ผมไม่ต้องการใครแล้วนอกจากคุณย่าของผม ผมเคยขอให้คุณย่าย้ายไปอยู่ข้างนอกกับผมแต่ทุกคนไม่ยอมเพราะพวกเขารู้ว่าถ้าผมได้คุณย่าไปอยู่ด้วยผมจะมีความสุข


“ผมขอกลับบ้านก่อนนะครับคุณย่า” ผมทนอยู่ไม่ไหวแล้วจริง ๆ


“ใครจะอยู่ใครจะไปมันไม่ใช่หน้าที่แกที่ต้องตัดสินใจ ฉันต่างหากที่มีหน้าที่ตัดสินใจ ถ้าไม่มีฉันที่เลี้ยงดูแก แกก็คงไม่ได้เติบโตมาทำตัวไร้มารยาทกับครอบครัวแบบนี้ นั่งลงและก็กินข้าวซะ” เป็นบ้าอะไรของเขาอีกแล้ววะเนี่ย ก็ไม่ได้เห็นว่าเป็นลูกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว อยู่ ๆ ก็มาทำตัวเป็นพ่อทำไมกัน


ผมผ่อนลมหายใจด้วยความหงุดหงิดถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้อยากนั่งกินข้าวต่อก็ตาม แต่ผมก็ต้องจำใจทำมัน 


ชีวิตของผมมันเคยเป็นไปตามที่ผมคาดฝันบ้างหรือเปล่า มันไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง ทั้งเรื่องงานและเรื่องครอบครัว ส่วนเรื่องความรักก็ไม่ต้องพูดถึงหรอก ผมไม่เคยมีแฟน ไม่เคยหวั่นไหวกับใคร วัน ๆ ผมเอาแต่คิดเกลียดแค้นไอ้มาร์คจนไม่มีเวลามาคิดเรื่องแฟน เนี่ย...ผมกำลังจะโทษว่าทั้งหมดเป็นเพราะไอ้มาร์ค ถ้ามันไม่ทำเหี้ยกับผม ป่านนี้ผมก็ได้เป็นศิลปินในค่าย AGS Entertainment ค่ายเพลงในฝันของผม และถ้าไม่มีไอ้มาร์คผมก็คงได้รับการยอมรับจากครอบครัวว่าถึงผมไม่ได้เป็นหมอ ผมก็ยังทำให้พ่อภาคภูมิใจได้ ส่วนเรื่องความรักผมก็ขอยกให้เป็นประเด็นโทษไอ้มาร์คที่มันชอบแย่งซีนผม ทั้งที่ผมทำผลงานได้ดีกว่ามันเป็นร้อยเท่า แต่ทุกคนก็อวยไอ้มาร์คเหตุเพราะพ่อแม่ของมันเป็นนักแสดงชื่อดังระดับประเทศ


ทั้งหมดที่ผมพูดมันอาจจะดูเหมือนเป็นความเก็บกดและความอิจฉา แต่เหตุผลพวกนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้ผมโกรธแค้นมากพอหรอก แต่เพราะมันเคยทำเลวทรามกับผมไว้ผมเลยโกรธแค้นมันมากไงล่ะ


ถ้าวันนั้น...คุณอีไม่มาช่วยผมไว้ ป่านนี้ผมคงจะพูดไม่ได้เต็มปากว่าครั้งแรกของผมเป็นของมัน ไอ้สารเลว...


แย่ชะมัดที่สุดท้ายครั้งแรกของผมก็กลายเป็นของคนที่ทำเรื่องเลวทรามกับผมไว้ แค่คิดถึงตอนนั้นที่ผมเสียตัวให้มันผมก็รู้สึกพะอืดพะอมจนไม่อยากจะกินข้าวต่อแล้ว


ผมเกลียดมัน...

.

.

.

.

วันต่อมา...


ในเช้าวันใหม่ข่าวของมาร์คยังไม่ซาไป มีทั้งคนร่วมให้กำลังใจและมีคนต่อต้าน ผมก็อยู่ในทีมต่อต้าน พยายามแฝงตัวเข้าไปใน SNS ปั่นป่วนให้คนต่อต้านมาร์คเยอะ ๆ จะหาว่าผมเลวก็ไม่ถูกนะ เพราะถ้าไม่ถูกทำเลวมาก่อน ผมก็คงจะไม่ต่อต้านแบบนี้ แต่ยังไงก็ตามสิ่งที่ผมลงทุนไปก็เริ่มเห็นกำไรแล้วล่ะ เพราะตอนนี้มาร์คถูกพักงานไปตั้ง เดือน ผมคงจะสบายตาไปสักพัก แต่อย่างไรก็ตามผมก็หายใจไม่ทั่วท้องสักเท่าไร ถึงตอนนี้ผมได้ทำลายคลิปวงจรปิดไปแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะซวยมีหลักฐานตรงอื่นหรือเปล่า แต่อะไรจะเกิดก็ช่างเถอะ ผมพร้อมสู้อยู่แล้วล่ะ มันไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วนี่ ผมเททุกอย่างที่มีอยู่ในหน้าตักไปหมดแล้ว


“นั่นไงหลังนั้นจ๊ะ” คุณย่าชี้ทางบอกให้ผมไปจอดหน้าบ้านหลังใหญ่ ผมพยักหน้าตอบรับแล้วก็ขับไปจอดหน้าบ้านหลังที่คุณย่าบอก


เมื่อวานนี้หลังจากที่ผมไปร่วมโต๊ะกินมื้อค่ำกับครอบครัวสุขสันต์ ก่อนผมลาคุณย่ากลับบ้าน คุณย่าก็ถามผมว่าวันนี้ว่างหรือเปล่าท่านอยากให้ผมพาท่านไปเจอเพื่อน เพราะผมฝากให้คนอื่นทำให้งานให้แล้วทั้งอาทิตย์ ผมก็เลยตกลงอาสาพาท่านไป ก็ดีเหมือนกันที่ผมได้ฤกษ์ลางานสักที ผมจะได้มีเวลาให้กับคุณย่าบ้าง


“ให้ผมค่อยกลับมารับคุณย่าอีกทีไหมครับ คุณย่าจะได้คุยกับเพื่อนตามประสาสาว ๆ” ผมหันไปถามคุณย่าพร้อมส่งยิ้มให้ คุณย่าส่ายหัวกลับมา


“หลานต้องไปด้วยกันสิ เพราะนี่เป็นอนาคตของหลานเลยนะ”


“อนาคต?”ผมทวนคำพูดด้วยความไม่เข้าใจ คุณย่าหมายความว่ายังไง 


“เพราะเมื่อคืนนี้ที่หลานโดนคำพูดร้าย ๆ ย่าเลยคิดว่าต้องลงมือทำอะไรสักอย่างให้หลาน ที่ผ่านมาที่ย่าไม่ได้ช่วยเรื่องนี้เพราะอยากให้หลานต่อสู้และลองพยายามด้วยตัวของตัวเองหลานจะได้ภาคภูมิใจ แต่ในตอนนี้ย่าว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างก็อาจจะช้าไปมากกว่านี้”


“นี่คุณย่ากำลังหมายความยังไงครับ ผมไม่เข้าใจ” 


“ย่ากำลังจะพาหลานไปรู้จักกันคนคนหนึ่ง เขามีอำนาจในวงการบันเทิงมาก เขาอาจจะเบิกทางให้หลานได้ไปไกลกว่านี้” หัวใจของผมเต้นแรงหลังจากที่ได้ยินคำพูดนั้นของคุณย่า ผมกำลังรู้สึกดีใจทั้งที่มันไม่ควร ถ้าผมให้เพื่อนคุณย่าช่วยก็เท่ากับผมเข้าวงการนี้ด้วยเส้นสายซึ่งผมเกลียดวิธีการแบบนี้มาก ๆ เพราะที่ผ่านมาคนไม่มีเส้นอย่างผมถูกกระทำมาตลอด ถ้าผมยอมให้เขาช่วย ก็เท่ากับผมกลืนน้ำลายตัวเอง “ย่ารู้นะว่าหลานไม่ชอบเรื่องเส้นทางลัด แต่แบมแบม....บางทีความสามารถอย่างเดียวก็ไม่ทำให้เราดังได้ เช่นเดียวกันถ้าใช้เส้นสาย ถ้าสมมุติเราไม่มีความสามารถ เราก็ไม่มีทางดังได้เหมือนกัน ก็ถือซะว่าเรามาคนละครึ่งทาง ถ้าเรามีใบเบิกทาง และเราก็มีความสามารถ ย่าว่ามันมีแต่ดีขึ้นนะลูก”


“ผมไม่รู้ว่านี่มันจะเป็นความคิดที่ดีหรือเปล่า เขาจะช่วยเราได้จริง ๆ เหรอ แล้วอะไรคือข้อแลกเปลี่ยนสำหรับการช่วยเหลือ” ใช่....เขาอาจจะขอเป็นเงินในจำนวนที่เราจ่ายไม่ไหว หรือไม่ก็ถ้าเป็นแบบในนวนิยายก็คงจะเป็นเอาตัวเข้าแลก ซึ่งผมไม่มีทางยอมอย่างนั้นแน่นอน แต่ยังไงก็ตาม...คุณย่าคงไม่พาผมมาทำข้อแลกเปลี่ยนทุเรศ ๆ นั่นหรอก ท่านหวงผมจะตาย


“ไปคุยกับเขาก่อนเถอะ เขาคงไม่ใจร้ายกับหลานของย่าหรอก” คุณย่าพูดเพียงแค่นั้นจากนั้นก็เดินลงรถไป ส่วนผมก็ทำใจอยู่ในรถครู่หนึ่งเพราะกำลังคิดว่าผมจะเอายังไงกับแนวทางของคุณย่าดี แต่แค่ลองไปคุยก็คงไม่เสียหายหรอกมั้ง เราจะเอาไม่เอาก็ค่อยว่ากันอีกทีก็ได้


ผมพาตัวเองลงรถไป จากนั้นก็เดินตามหลังคุณย่าด้วยความกังวล ตอนนี้มีแม่บ้านในชุดฟอร์มสีชมพูกำลังเดินนำคุณย่าไปก่อน ผมรีบเร่งเท้าให้เดินตามหลังคุณย่าไปติด ๆ และตาก็สำรวจมองบ้านหลังโตด้วยความอยากรู้อยากเห็น


แค่เห็นบ้านผมก็รับรู้ได้เลยว่าเขาต้องรวยมากแน่ ๆ และไหนจะมีพนักงานที่ใส่ชุดฟอร์มเดียวกันทั้งหมด เคยเห็นแต่ในละคร ผมไม่คิดว่าจะได้กับตาตัวเองเลย ผมฝันที่อยากจะมีบ้านสวย ๆ แบบนี้บ้าง แต่ก็แค่ฝันนะ เพราะผมรู้ว่าชาตินี้ผมคงจะไม่มีทางเก็บเงินซื้อบ้านหลังใหญ่แบบนี้ได้แน่


ผมเดินตามคุณย่าไปเรื่อย ๆ สายตาของผมยังคงกวาดมองนู่นนี่ไปทั่วจนเมื่อเห็นโรงรถก็ทำชะงักไปครู่หนึ่ง ที่โรงรถบ้านหลังนี้มีรถราคาแพงหลายคันเรียงกัน แต่ที่ผมสะดุดตามากที่สุดก็คือรถสปอร์ตสีดำในโรงรถ มันทำให้ผมนึกถึงรถของไอ้มาร์คขึ้นมา ผมจำป้ายทะเบียนรถมันไม่ได้ด้วยสิ แต่ไม่ใช่รถมันหรอก เพราะรถแบบนั้นไม่ได้มีคันเดียวในโลกซะเมื่อไร


“คุณป้าาา” เสียงผู้หญิงวัยกลางคนเรียกคุณย่าเสียงหวาน ผมละสายตาไปมองที่ต้นเสียง หากทว่าพอได้มองอย่างถนัดตาแล้วก็ทำร่างของผมมันชาไปหมดทุกส่วน “คิดถึงคุณป้าจังเลย น่าจะแอบมาเจอหนูบ้าง” 


นี่มันอะไรกัน...นั่นมัน...มิเชล ต้วน...แม่ของมาร์คทำไมเธอกับคุณย่าถึงกอดกันกลมเหมือนกับว่าสนิทกันมาก ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคุณย่ารู้จักกับแม่ของมาร์คด้วย...


“โอ๊ะ!นี่ใครคะคุณป้า อย่าบอกนะว่านี่แบมแบม หลานหนู” แล้วการที่เธอเรียกชื่อผม มันทำให้ผมช็อกมากขึ้นไปอีก เธอทำอย่างกับว่ารู้จักผมมานาน แต่ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าครอบครัวผมกับมาร์คเราจะรู้จักกัน


“แบมแบม ยืนแข็งทื่ออะไรอยู่ลูก ทำความเคารพคุณน้าเขาสิ” คุณย่าปลุกให้ผมมีสติขึ้นมา ถึงผมไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด แต่ผมก็ต้องรีบทำความเคารพคุณมิเชลเพื่อไม่ให้โดนตำหนิรอบสอง


“ตายจริง ไม่คิดว่าจะโตเป็นหนุ่มขนาดนี้ น้าเคยอุ้มหนูก็ตอนขวบกว่า ๆ เสียดายที่หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย” คุณมิเชลส่งยิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตรพร้อมเอามือมากุมมือผมไว้อย่างอบอุ่น ในตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองขาดอากาศหายใจไปแล้ว ผมเกลียดมาร์ค ผมเคยไม่ชอบคุณมิเชลเพราะเธอชอบโอ้อวดลูกชายตัวเอง แต่ในตอนนี้เกมมันมาพลิกตรงที่คุณย่าดันรู้จักกับเธอ และเหมือนจะรู้จักกันเป็นอย่างดี เช่นเดียวกันเหมืิอนว่าเรื่องราวระหว่างครอบครัวผมกับครอบครัวมาร์คจะมีความสัมพันธ์ที่มากกว่าแค่คนร่วมโลก “เดี๋ยวเราเข้าไปคุยข้างในกันดีกว่าเนอะ จะได้กินขนม ๆ อร่อย ๆ ด้วย ไปกันจ๊ะ”


คุณมิเชลเอาแขนมาประโอบกอดผมให้เข้าไปข้างในบ้านกับเธอ พอเข้ามาข้างในบ้านของเธอแล้วก็ทำผมหายใจติดขัดมากกว่าเก่า เพราะรูปกลางบ้านที่ผมเห็นมันยิ่งตรอกย้ำว่าผมกำลังมาเหยียบถ้ำเสือของจริง ทำไมผมถึงหนีจากคนคนนั้นไม่พ้นสักทีวะเนี่ย!!


ไม่ได้การล่ะ ผมว่าผมจะต้องหนี ต่อให้นี่เป็นโอกาสเข้าวงการบันเทิงของผม แต่ถ้ามันมาจากครอบครัวมาร์ค ผมก็ขอบอกลาดีกว่า ผมไม่อยากได้โอกาสนี้จากครอบครัวของมัน


“เอ่อ...ผมเพิ่งคิดได้ว่าผมต้องมีงานด่วนรีบไปทำ” ทั้งคุณย่าและคุณมิเชลต่างหันมามองหน้าผมด้วยเสียหน้าตกใจเล็ก ๆ 


“ไหนหลานบอกว่าทั้งวันไงลูก นี่ย่าขอเวลามิเชลเขา เธออุตส่าห์ยกเลิกตารางงานถ่ายละครเพื่อมาเจอหลานเลยนะ” อย่าทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กไม่ดีได้ไหมครับ ผมไม่อยากได้รับการช่วยเหลือจากครอบครัวนี้จริง ๆ 


“งานหนูเลื่อนไปอีกหน่อยได้ไหมลูก เพราะน้าอยากคุยกับหนูเรื่องงานจริง ๆ ถ้าหลังจากนี้น้าต้องบินไปต่างประเทศอีก เวลาว่างเราอาจจะไม่ตรงกัน” ผมได้แต่ยืนอึกอักเพราะไม่รู้จะตอบว่าอะไรดี ผมไม่อยากอยู่ที่นี่เพราะมันเป็นบ้านของคนที่ผมเกลียดมากที่สุด ส่วนแม่มาร์คถึงผมจะเคยไม่ชอบเธอ แต่ในตอนนี้เธอดูเป็นคนที่ใจดีมาก ๆ เอายังไงดีวะ.... “งั้นเรารีบคุยรายละเอียดกันเลยดีไหม คุยเสร็จหนูจะได้รีบไปทำงานของหนู”


“โอกาสแบบนี้ไม่ได้หาง่าย ๆ นะแบมแบม” คุณย่าช่วยบิ้วท์ผมอีกคน ผมก็อยากจะเปิดใจยอมรับ แต่มันยากจริง ๆ เพราะคนคนนั้นเป็นแม่ของมาร์ค ผมถึงรู้สึกอึดอัดใจ 


แต่พอหันไปมองหน้าคุณย่าอีกครั้ง เห็นสายตาที่มองมาที่ผม ทำผมยอมแพ้เสียเดียวนั้น


“งั้นเดี๋ยวผมส่ง SMS ไปบอกเพื่อนล่ะกันครับว่าขอส่งงานพรุ่งนี้” เห็นได้ชัดว่าทั้งคุณมิเชลและคุณย่าต่างพากันยิ้มกว้างเหมือนดีใจ ผมเองก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแกล้งทำเป็นส่งข้อความหาใครสักคน


“คุณย่านะคุณย่า ทำไมไม่บอกกันตั้งนานว่าแบมแบมชอบงานด้านบันเทิง จะได้ช่วยเข็นตั้งแต่ตอนเรียนที่โรงเรียนศิลปะ นี่แบมแบมรู้ไหมลูกว่าน้าเพิ่งรู้เรื่องนี้เมื่อคืนนี้เอง คุณย่าเขาปิดน้ามาได้ยังไงตั้งหลายปี” ก็ดีแล้วล่ะที่คุณย่าปิดเรื่องนี้ไว้ ไม่อย่างนั้นผมคงจะเสียใจมากกว่านี้เพราะลูกชายของคุณช่างโหดร้ายกับผม


“คุณย่าท่านรู้ดีครับ ว่าผมไม่ชอบเรื่องการใช้เส้นสาย” ผมแก้ตัวแทนคุณย่า


“น้าเข้าใจจ๊ะ เพราะคุณย่าท่านก็เป็นคนแบบนั้นเหมือนกันน้ารู้ แต่ยังไงก็ตามการที่น้าช่วยเรื่องงาน อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเส้นสายเลย คิดซะว่าเป็นครอบครัวช่วยเหลือกันดีกว่า” ผมหลบสายตาทันที เพราะผมรู้สึกไม่ชอบคำว่าครอบครัวนั่นสักเท่าไร ผมกับมาร์คเราไม่มีทางเป็นครอบครัวเดียวกันได้ “เออ จริงสิ น้าลืมถามเลย หนูเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันกับมาร์ค ได้เจอหรือคุยกับเขาบ้างไหม”


ผมแทบกลืนน้ำลายไม่ลงคอ อยากจะพูดออกตรง ๆ ว่าลูกชายของคุณทำอะไรผมบ้าง


“เจอบ้างในบางคลาสที่ผมเรียนรวมกับรุ่นพี่น่ะครับ” แต่ผมก็ตอบไปเพียงแค่นั้น


“นั่นสิเนอะ มาร์คอายุมากกว่าหนูนี่หน่าน้าลืมไป จริง ๆ หนูกับลูกน้าเคยได้เจอกันตอนเด็กมาก ๆ มันเป็นตอนที่น้าได้อุ้มหนูครั้งแรกเหมือนกัน เจ้าลูกชายน้าตอนนั้นไม่ยอมห่างกับหนูเลย เอาแต่นั่งจ้องหน้าหนูและก็หอมแก้มหนูซ้ำ ๆ จนน้าต้องห้ามเพราะกลัวหนูจะแก้มช้ำไปหมด” เรื่องเล่านั้นทำผมช็อกไม่น้อย ผมไม่คิดว่าผมกับมาร์คจะเคยได้เจอกันก่อนที่เราจะเจอกันตอนเรียนมัธยมเสียอีก


“แต่นั่นมันก็แค่ครั้งเดียวที่หลานได้เจอกับครอบครัวมิเชล เพราะพ่อของหลานหวงหลานมาก ย่าไม่อยากให้มีปัญหาก็เลยไม่เคยพาหนูมาเจอกันอีกเลย ตัวย่าเองก็ไม่ค่อยได้มาเจอกับมิเชลเขาเหมือนกัน” คุณย่าเล่าเรื่องราวต่อ พ่อเนี่ยนะจะหวงผม 


“จริง ๆ แล้วพ่อของหนูไม่ชอบน้าน่ะจ๊ะ เพราะน้าปฏิเสธความรักของเขา โดยการแต่งงานกับแซมมี่” แซมมี่ก็คือพ่อของมาร์ค....


นี่มันเรื่องอะไรกัน ดูเหมือนว่าครอบครัวของผมกับมาร์คจะข้องเกี่ยวกันโดยที่ผมไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน ถ้าเราเคยรู้จักกัน ทำไมมาร์คถึงต้องทำร้ายผม หรือว่าเขาไม่รู้ว่าเรารู้จักกันเหมือนกัน


“แล้วพี่มาร์คจำเรื่องของผมได้บ้างหรือเปล่า...ที่เราเจอกันตอนเด็ก” ผมถามเพราะอยากรู้ ถ้าเขารู้ว่าเป็นผม เขาคงเป็นคนที่ใจร้ายที่สุดในโลกเลยล่ะ



“จำไม่ได้หรอกจ๊ะ ตอนที่ไมล์เจอหนูเขาเด็กมาก”


“ไมล์?” ผมทวนคำพูดของคุณมิเชล ส่วนคุณมิเชลเธอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะส่งยิ้มหวานให้ผม


“ชื่อเก่าของมาร์คน่ะจ๊ะ ต...แต่อย่าไปพูดชื่อนี้กับมาร์คนะ คือ...เขามีความทรงจำไม่ดีกับมัน” เพิ่งรู้นะเนี่ยว่ามาร์คเปลี่ยนชื่อมาก่อน และไม่น่าจะมีใครรู้เพราะไม่มีข้อมูลพวกนี้ในอินเทอร์เน็ต ว่าแต่หมอนั่นมีความทรงจำไม่ดีอะไรเกี่ยวกับชื่อไมล์งั้นเหรอ


“ทำไมเหรอครับ เกิดอะไรขึ้น” คุณมิเชลอึกอักไปเหมือนไม่อยากพูดถึง แต่ผมอยากรู้ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นถึงต้องเปลี่ยนชื่อ แต่ตอนที่ผมเจอมาร์คที่โรงเรียน ตอนนั้นเขาก็ชื่อมาร์คแล้วนะ แปลว่าเรื่องราวมันต้องเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นสินะ


“หนูเล่าต่อเถอะมิเชล เกี่ยวกับมาร์คหลังเจอแบมแบม” คุณย่าตัดบทไม่ยอมให้คุณมิเชลเล่า แปลว่าคุณย่าก็รู้เรื่องนั้นด้วยเหรอ ทำไงดีวะ อยากรู้เรื่องชะมัด


“อ้อ! หลังจากที่มาร์คเจอกับหนูนะ ตอนนั้นเขาคิดว่าหนูเป็นตุ๊กตาขยับตัวได้ด้วยซ้ำ ตอนแรกเขาก็มีงอแงอยากเล่นกับหนูอีก น้าก็เลยซื้อตุ๊กตาหมูให้เขาแล้วหลอกว่านั่นเป็นหนู ตอนนั้นเจ้ามาร์คก็เชื่อนะ ตอนนี้ตุ๊กตาตัวนั้นก็ยังอยู่กับเขา”


มันเป็นเรื่องราวน่ารักดี และผมก็คงจะรู้สึกดีถ้าเขาไม่มาทำร้ายผม ไม่งั้นป่านนี้ผมคงจะมีพี่ชายอีกคนที่ผมอยากเจอและอยากพูดคุย แต่ก็ดีแล้วล่ะที่มันเกิดขึ้น ผมจะได้รู้ว่านี่คือนิสัยที่แท้จริงของเขา ดีกว่ารู้จักไปแล้วเจอแต่ความหลอกลวง


“แต่ลูกชายน้าหยุดความน่ารักไว้ตอนที่เด็ก พอเริ่มเป็นวัยรุ่น เขาก็ไปเอานิสัยเด็กเกเรมาจากไหนไม่รู้ น้าเนี่ยกลุ้มใจมาก ๆ เขาไม่เคยรักตัวเองเลย และเนี่ยล่าสุดก็ไปก่อเรื่องไว้จนน้าไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว เฮ้อ~น่าปวดหัวกับเจ้าลูกคนนี้จริง ๆ ทั้งที่อาชีพนักร้องเป็นอาชีพที่เขารักมาตั้งแต่เด็ก แต่ตอนนี้เขาทำเหมือนว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เขารัก เหมือนแค่ทำมันไปวัน ๆ ก็เท่านั้น” 


โลกมันไม่ยุติธรรม คนที่รักในอาชีพนี้อย่างผมกลับไม่ได้รับโอกาส แต่คนที่ไม่เห็นค่าของมันกลับได้รับไป


“จริงสิ ตอนนี้มาร์คก็อยู่ที่นี่ เขามาหลบนักข่าวน่ะ หนูเจอเขาดีไหม จะได้ทำความรู้จักกันไว้ เผื่อพี่เขาจะได้ช่วยหางานให้หนู เดี๋ยวน้าไปให้คนไปตามมาร์คมาดีกว่า” ฉิบหายแล้ว...


“ไม่ต้องหรอกครับ” ผมรีบค้านก่อนที่แม่มาร์คจะอ้าปากเรียกหาคน “ให้เขาพักผ่อนเถอะครับ เขาคงเจอเรื่องมาเยอะ ไว้มีโอกาสวันหลังค่อยคุยกันก็ได้ครับ”


ไม่มีทางหรอก ยังไงผมจะไม่ยอมให้มาร์คเข้ามาวุ่นวายกับผมอีกแน่ เรื่องราวของผมกับมาร์คจบไปแล้ว


“อืมนั่นสิเนอะ แต่ต่อไปนี้เราต้องมาเจอกันบ่อย ๆ นะรู้ไหม ทดแทนช่วงเวลาที่เราไม่ได้เจอกันไงล่ะ” คุณมิเชลส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้ผม ส่วนก็ทำได้เพียงส่งยิ้มแห้งตอบกลับไป


ถ้าคุณรู้ว่าผมเป็นคนทำร้ายลูกชายคุณ คุณยังจะยิ้มให้ผมอย่างนี้อยู่ไหม


“โชคดีจริง ๆ ที่ได้เจอหนูช่วงนี้ ความจริงมาร์คมีงานถ่ายนิตยสารครบรอบสิบปีของ Infinite Time มันเป็นนิตยสารของบริษัทน้าเองแหละจ๊ะ คราวนี้มาเกิดเรื่องซะก่อน มาร์คเลยไม่สามารถรับงานได้ ตอนที่คุณย่าโทรมาหาน้าที่บอกจะพาหนูมาหา น้าก็เลยคิดว่าจะถามหนูว่าหนูสนใจรับงานนี้ไหม ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเลยนะ”


หัวใจของผมเต้นรัว เพราะผมไม่เคยถ่ายรูปขึ้นปกนิตยสารชื่อดังแบบนั้น ถ้าคนที่ยื่นงานให้ผมไม่ใช่แม่ของมาร์ค ผมคงจะรีบอ้าปากตะโกนตกลงรัว ๆ ไปแล้ว 


“ลองดูสิหลานรัก โอกาสยิ่งใหญ่แบบนี้หาเองไม่ได้เลยนะ” คุณย่าพยายามยุให้ผมตกลงรับงานนี้


“งานนี้มาร์คอยากทำมากเลยนะ ตอนนี้เขาก็ยังเสียดายที่รับงานนี้ไม่ได้เพราะเขายังอยู่ในช่วงถูกลงโทษ” มาร์คเสียดายที่ไม่รับงานนี้งั้นเหรอ...ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นคำเชิญชวนที่น่าสนใจเหมือนกันนะ นี่มันคงจะถึงเวลาที่ผมจะแย่งงานเขาบ้าง


“อย่างนี้พี่มาร์คจะไม่โกรธผมแย่เหรอครับที่ผมแย่งงานเขา” ผมถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ แม้ว่าข้างในผมจะหัวเราะดังลั่นก็ตาม ผมรอเวลานี้มานานแล้ว 


“ก็ช่วยไม่ได้ เขาอยากก่อเรื่องเอง เขาก็ต้องยอมรับกับผลที่ตามมา” นี่จะเป็นการแก้แค้นที่มันเคยแย่งงานของผมไป


เอาล่ะ ผมจะเริ่มเดินเกมต่อแล้ว ผมจะหน้าด้านกอบโกยทุกอย่างที่มันควรได้ นี่เป็นช่วงชดใช้กรรมของมาร์ค และผมก็จะรับโอกาสนี้ไว้แม้ใครจะด่าว่าผมหน้าด้านก็ตาม


“ขอบคุณนะครับคุณน้า ผมจะตั้งใจทำงานนี้สุดความสามารถเลยครับ”


“ต้องอย่างนี้สิ!เย้!และต่อไปน้าจะให้หนูมากกว่างานถ่ายนิตยสารแน่นอน เตรียมรับสมัครหาผู้จัดการส่วนตัวมาดูแลได้เลย” คุณมิเชลเธอดูตื่นเต้น เช่นเดียวกับคุณย่า ท่านก็ยิ้มกว้างเหมือนมีความสุขที่ผมได้ทำงานที่ชอบสักที ส่วนผมก็บรรยายความรู้สึกไม่ถูกสักเท่าไร ผมไม่อยากทำลายความหวังดีที่คุณมิเชลมีให้ผม แต่ลูกชายของเขาทำกับผมไว้แสบเกินทน ผมเลยต้องเลือกที่จะเป็นคนร้ายต่อไป


“แบมแบม เดี๋ยวหลานออกไปเดินเล่นก่อนได้ไหมลูก ย่าขอคุยธุระกับมิเชลอีกหน่อย” ผมพยักหน้าตอบรับคำพูดของคุณย่า หันหน้าไปสบตากับคุณมิเชลพอดี เห็นเธอจ้องมองมาที่ผมด้วยสายตาเอ็นดู ผมทำเพียงส่งยิ้มบางให้ก่อนจะเดินหนีออกมา หวังว่าการเดินเล่นของผมจะไม่บังเอิญไปเจอกับมาร์คเข้านะ

.

.

.

.

.

.



ผมเดินหลบมาสวนหลังบ้านของคุณมิเชล ที่นี่ร่มรื่นมาก ๆ มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมทั้งหมดจนแทบไม่ให้แสงแดดตกสู่พื้นได้ ถ้าเป็นตอนกลางคืนที่นี่อาจจะเป็นเขาวงกตที่หาทางออกได้ยากแน่ ๆ ผมพยายามกวาดสายตาไปรอบตัว ไม่เห็นมาร์คอยู่ทางสายตา ก็ทำผมโล่งใจและทิ้งความกลัวทุกอย่างออกจากตัวให้หมด ผมเดินชมนกชมไม้ไปเรืี่อย ๆ จนเดินมาสุดกับที่แห่งหนึ่ง มันเป็นบ้านเรือนกระจกหลังเล็ก ๆ มันดูเก่ามากและต้นไม้เลื้อยก็ปกคลุมมันแทบทั้งหมด เพราะอยากรู้ว่ามันเป็นยังไงผมเลยค่อย ๆ แอบย่องเข้าไปเข้าไปสำรวจ


แต่แล้วร่างของผมก็ชาไปหมดทุกส่วน เพราะดันซวยเข้ามาตอนมีคนอยู่ในนั้น เขาคนนั้นกำลังนั่งวาดรูปอยู่ ผมมองไม่เห็นว่าเป็นใคร แต่ช้อยส์ในหัวของผมก็คิดว่ามีแค่สองคนที่เป็นไปได้ ไม่เป็นมาร์คก็พ่อของเขา แต่เปอร์เซ็นต์ที่คิดว่าเป็นไปได้ก็น่าจะเป็นคุณแซมมากกว่า เพราะคนอย่างไอ้มาร์คไม่น่าจะอารมณ์มาวาดรูปเล่นหรอก


ผมกำลังจะถอยทัพเพราะไม่อยากจะรบกวนคุณแซม แต่ทว่า...


ตู้ม!


ผมถอยหลังชนกับบางอย่างเข้า ดูเหมือนว่าการหายวับอย่างกับนินจาจะพังซะแล้ว ผมช้อนตามองเห็นคุณแซมชะงักมือผมถึงรู้ว่าเขารู้ตัวว่าผมอยู่ที่นี่


“ขอโทษที่รบกวนนะครับ ผมไม่คิดว่าจะมีคนอยู่ ผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละครับ” ผมพูดบอกเขาจบก็รีบเก็บถังขยะที่ผมถอยชนเมื่อกี้ให้ตั้งขึ้นเหมือนเดิม


“นั่นใคร...” ขนของผมลุกตั้งแต่บนลงล่าง แค่ได้ยินเสียงผมก็รับรู้ได้ว่าคนคนนั้นเป็นใคร ผมหันกลับไปมองที่ต้นเสียงอีกครั้งก็เห็นได้คำตอบชัดเจนว่าคนที่อยู่หลังเฟรมวาดรูปนั่นคือมาร์ค ซวยแล้ว... “ฉันถามว่าใคร”


มาร์คถามย้ำอีกครั้ง ทำผมจ้องมองหน้าเขาด้วยความไม่เข้าใจ ผมว่าระยะที่ผมอยู่ห่างกับมาร์คมันก็ไม่ได้ไกลมากที่เขาจะมองไม่เห็นหน้าผม ทำไมเขาถึงถามผมแบบนั้น...


“ผ...ผมเป็นคนงานใหม่...เพิ่งมาทำงานครับ” ผมโกหกไปอย่างนั้น ผมไม่รู้ว่ามาร์คกำลังแกล้งอะไรผมหรือเปล่า แต่ผมกำลังพิสูจน์มันอยู่ว่ามันลืมผมไปแล้วจริง ๆ งั้นเหรอ 


“ฉันกำลังหาแบบวาดรูป งั้นเข้ามานั่งตรงนี้สิ” ฉิบหายแล้วไงล่ะ ทำไมต้องเป็นผมวะเนี่ย!!แม่งเอ้ย!!รู้งี้น่าจะไปนั่งหลบอยู่ในรถดีกว่า ไม่น่าอยากสำรวจที่นี่เลย “เร็ว ๆ อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำ”


ไอ้หมอนั่นทำเสียงกดต่ำเป็นการออกคำสั่ง ผมอยากจะเดินหนีไปให้ไกล แต่ดูเหมือนว่าทำแบบนั้นมันจะไม่ทันแล้ว ในเมื่อสิ้นหนทางผมก็ต้องยอมเข้าไปในบ้านเรือนกระจกนั่นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ในตอนนี้ผมก็ยังไม่มั่นใจมันอยู่ดีกว่ามีแผนอะไรหรือเปล่า มันจะลืมผมไปจริง ๆ งั้นเหรอ ไม่มีทางน่า...ผมกับมันเพิ่งเจอกันเมื่อวานเองนะ


ผมเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ข้าง ๆ มาร์ค หากทว่าเมื่อได้เข้าไปใกล้เฟรมภาพวาดนั้นแล้วก็ทำผมชะงักเล็กน้อย เพราะภาพที่มาร์คกำลังวาดอยู่นั้นมันเป็นริมฝีปากของใครสักคนที่มันเหมือนปากของผมมาก ๆ ผมไม่กล้าคิดว่ารูปนั่นเป็นปากผม แต่ปากผมเป็นเอกลักษณ์ซะขนาดนั้นมันจะมีสักกี่คนที่ปากแบบนี้กัน ผมอยากจะถามนะว่ามันวาดปากใคร แต่ก็คิดว่ามันจะเสี่ยงเกินไปเลยไม่พูดดีกว่า


มาร์คเปลี่ยนกระดาษแผ่นใหม่ ส่วนผมก็ทำเพียงนั่งนิ่ง ๆ หากทว่าก็ต้องสะดุ้งตกใจเมื่อจู่ ๆ มาร์คเลื่อนมือมาจับเก้าอี้ผม มันเอาหน้าเข้ามาใกล้จนผมลืมวิธีหายใจไปเลย แต่มันก็เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เพราะมาร์คดันเก้าอี้ล้อเลื่อนที่ผมนั่งให้ออกห่างไปข้างหน้ามันอีกหน่อย


“ฉันมองไม่ถนัด” มันอธิบายออกมาแบบนั้น และเมื่อมันถอยหน้าออกจากผม ก็ทำผมผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก “นายมาทำงานที่นี่ในตำแหน่งอะไร”


มาร์คถามผมในขณะที่มือของมันเริ่มจับดินสอและวาดอะไรบางอย่างบนกระดาษ คำถามของมาร์คทำผมมึนงงตอบไม่ถูก สรุปมาร์คจำผมไม่ได้จริง ๆ งั้นเหรอ ไม่จริงน่า....แต่ที่มันถามแบบนั้นก็แปลว่ามันลืมผมไปแล้วจริง ๆ มันมีแผนอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า


“คนสวน” ผมโกหกต่อ แต่ดูเหมือนคำพูดของผมจะทำหมอนั่นชอบใจล่ะมั้ง เพราะมันยิ้มมุมปากเล็ก ๆ


“นายเป็นคนสวนที่รสนิยมดีเหมือนกันนะ เลือกใช้น้ำหอมกุชชี่ซะด้วย” คำพูดนั้นทำผมลอบกลืนน้ำลายลงคอเสียงดัง มันได้กลิ่นน้ำหอมผมด้วยเหรอวะเนี่ย จมูกดีเกินไปไหม แล้วที่สำคัญมันตอบถูกได้ยังไงว่าผมใช้น้ำหอมของกุชชี่


“คุณคงจำผิด ผมไม่ได้ใช้น้ำหอมราคาแพงแบบนั้น” ผมไม่รู้แล้วว่าตัวเองควรเล่นบทคนแปลกหน้าต่อไปหรือเปล่า


“โกหกแบบนี้เป็นเด็กไม่ดีเลยนะ แบมแบม” ไอ้มาร์คเลื่อนสายตามามองหน้าผม เพียงแค่นั้นก็ทำแทบขาดอากาศหายใจ


ไอ้มาร์คจำผมได้ แต่มันแกล้งลืมผม!!! แต่ก็ไม่รู้ว่ามันแกล้งทำเป็นลืมผมตอนนี้ หรือว่าแกล้งทำเป็นลืมเรื่องที่ผมมีเซ็กส์กับมัน ไม่น่าไว้ใจเลย ไม่รู้ว่ามันมีแผนอะไรซ่อนไว้อยู่หรือเปล่า


“ก็จำผมได้นี่ แล้วคุณจะถามผมทำไมว่าผมเป็นใคร” ผมย้อนกลับพร้อมทำเชิดหน้าใส่ ส่วนมันก็ยิ้มมุมปากในขณะที่ตายังจับจ้องกระดาษวาดรูป


“แค่เห็นข้างหลังฉันจำได้ว่าเป็นนาย” คำพูดของมาร์คทำผมลอบกลืนน้ำลายทันที ทำเป็นจำคนแม่น แล้วทำไมถึงบอกกับจุนซูว่าจำหน้าคนที่ตัวเองมีเซ็กส์ด้วยไม่ได้ หึ...จะแกล้งหลอกฉันให้ตายใจงั้นเหรอ?


“เห็นจุนซูเล่าให้ฟังว่าคุณจำหน้าคนที่ในคลิปของคุณไม่ได้ แต่สิ่งที่คุณพูดเมื่อกี้มันขัด ๆ กัน มันยังไงกันแน่ครับ” ต้องลองจี้สักหน่อยและจับพิรุธดูว่าหมอนั่นลืมจริงหรือแกล้งลืม


“ทำไมถึงสนใจเรื่องนั้นนักล่ะ”


“ใคร ๆ ก็สนใจข่าวนี้กันทั้งนั้น” ผมแก้ตัวไป ใครบอกว่าฉันสนใจข่าวกันล่ะ ฉันก็แค่อยากจะรู้ให้แน่ชัดว่านายกำลังคิดว่าแผนอะไรอยู่กันแน่ “คุณไม่เอาผิดคนที่ทำลายอนาคตคุณเหรอ”


“ยังไม่ใช่ตอนนี้” คำตอบของมาร์คทำผมลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ หมอนั่นมีแผนเล่นงานผมกลับจริง ๆ ด้วย “นายอาจจะยังไม่รู้ว่าฉันน่ะเป็นคนชอบเล่นเกม เวลาใครชวนเล่นความอยากชนะในตัวฉันมันมีสูงมาก ๆ ตราบใดที่่ฉันไม่ชนะฉันจะไม่มีวันเลิกเล่นแน่”


“แล้วคุณมาบอกผมทำไม” ทั้งที่ผมพยายามบอกตัวเองว่าอย่ากลัวผลลัพธ์ที่ตามมา แต่แค่มาร์คพูดแค่นี้ผมกลับรู้สึกกลัวซะแล้ว อ่อนแอชะมัด 


“ฉันก็แค่เล่าให้ฟังน่ะ ฉันเล่นเกมได้เป็นวัน ๆ เลยนะ จนเมเนเจอร์ต้องมาหางานให้ฉันทำเยอะ ๆ ฉันจะได้ไม่มีเวลามาเล่นเกม โหดร้ายชะมัด” นี่มันอะไรกัน เขาตั้งใจปั่นประสาทผม หรือว่าเขากำลังเล่าออกมาอย่างบริสุทธิ์ใจว่าเขาชอบเล่นเกม “นายล่ะชอบเล่นไหม มีเกมอะไรที่นายชอบเป็นพิเศษหรือเปล่า”


จู่ ๆ ก็คุยเรื่องเกมซะงั้น นี่มันอะไรกัน ผมจะเป็นบ้าตายอยู่แล้วนะ


“ไม่ครับ ผมเล่นไม่ค่อยเป็น” 


“ให้ฉันสอนไหม เรื่องใช้นิ้วฉันถนัดเลยล่ะ” คำพูดของมาร์คทำผมจ้องมองมันตาค้าง มันเลื่อนตามาสบตาผมพร้อมอมยิ้มเล็ก ๆ ซ่อนความเจ้าเล่ห์ไว้ในยิ้มนั้น “ฉันหมายถึงใช้นิ้วกับจอยบังคับเกมนายไม่ได้คิดเป็นอย่างอื่นใช่ไหม”


ผมจะประสาทตายแล้วนะ นี่มันเป็นสงครามประสาทหรือเปล่า ถ้าใช่บอกเลยว่ามันชนะ เพราะตอนนี้ผมคิดจนปวดหัวตุบ ๆ แล้ว ทำยังไงดี ผมอยากจะชนะมัน ผมไม่อยากรู้สึกหวาดระแวงแบบนี้ ถ้ามันคิดจะลงโทษผมทำไมไม่ทำเลย แล้วที่บอกว่ายังไม่ใช่ตอนนี้มันหมายความว่ายังไง ที่บอกอย่างนั้นเพราะมันจำผมไม่ได้เลยบอกยังไม่ใช่ตอนนี้ หรือจริง ๆ มันมีแผนตลับหลังผมอยู่ บ้าเอ๊ย!ผมอยากรู้ความจริงว่าที่มันบอกจำผมไม่ได้มันจริงหรือเปล่า


“หน้าเครียดเชียว มีอะไรกวนใจงั้นเหรอ” คำพูดของมาร์คทำผมสลัดเรื่องคิดมากออกจากหัว เอาล่ะ ตอนนี้ผมเริ่มคิดอะไรออกแล้ว


“เปล่าหรอก ผมก็แค่เบื่อที่จะนั่งเฉย ๆ คุณมีอะไรให้ผมดูไหม” ผมถามขึ้นเพราะจะโยงเพื่อขอดูรูปปากที่มันวาดก่อนหน้านั้น ในตอนนี้ผมก็ยังรู้สึกตงิดใจเพราะรูปนั้นมันเหมือนปากของผมจริง ๆ ถ้ามันใช่ มันต้องมีเหตุผลอะไรสิที่มันวาดรูปปากของผม


“อืม...มีคลิปหลุดของฉัน อยากดูไหมล่ะ” ไอ้มาร์คหันมาส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กับผม ส่วนผมก็ได้น็อคเอ้าท์ไปรอบที่สอง นี่ผมแพ้อีกรอบแล้วงั้นเหรอ... “ฉันล้อเล่น เลิกทำหน้าช็อกได้แล้ว” มันยิ้มมุมปากอีกรอบก่อนจะเลื่อนตากลับไปมองภาพวาดของตัวเองต่อ


บ้าเอ๊ย...ผมจะทนไม่ไหวแล้วนะ ผมอยากจะกระชากคอแล้วตะโกนใส่หน้ามันดัง ๆ ว่าฉันเองแหละคนในคลิป!!อยากต่อยหน้าก็ต่อยมาเลย เลิกปั่นประสาทกันสักที!!!


“ว่าแต่...นายได้ดูคลิปของฉันบ้างหรือยัง”



“คุณประสาทหรือเปล่า ใครเขาอยากจะดูคลิปของคุณกันล่ะ ผมไม่ได้โรคจิตขนาดนั้น!!” ผมโกรธจนจะเป็นบ้า แต่ก็ต้องแกล้งทำเล่นบทละครทำเป็นไม่รู้เรื่องต่อไป ถึงผมจะทนไม่ไหวแล้วก็ตาม แต่ผมจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด ผมเสียตัวให้มันไปแล้ว ผมจะไม่ให้การลงทุนของผมเปล่าประโยชน์แน่


“ฉันก็แค่ถามเฉย ๆ เผื่อว่ามันจะผ่านตานายบ้าง” หน้าตาตอนมันพูดดูเหมือนไม่ได้รู้สึกร้อนหนาวกับคลิปที่ถูกแบล็คเมล์ไปเลย เห็นแล้วหงุดหงิดชะมัด ช่วยเดือดร้อนให้ฉันรู้สึกคุ้มที่ทำได้ไหม “ที่ฉันถามก็เพราะอยากจะถามความเห็นนายเรื่องคนในคลิป”


“ถามเรื่องอะไร” ผมถามต่อพร้อมจ้องหน้าไอ้มาร์คอย่างจับผิด


“นายว่า...คนในคลิปนั่นจะพอเป็นใครได้บ้าง เป็นคนที่อยู่ในสายอาชีพบันเทิง รู้จักจุนซู...อ้อ!จริงสิ นายเป็นเพื่อนกับจุนซู ในวันเกิดมัน นายได้ไปงานหรือเปล่า” มาร์คหันมาถามผมพร้อมหยุดมือในการสเก็ตภาพ มันจ้องหน้าผมเหมือนรอคอยคำตอบ ผมแอบลอบกลืนน้ำลายด้วยความรู้สึกประหม่าขึ้นมา


“ไป” ผมไม่กล้าโกหก เพราะกลัวคำตอบของผมจะไม่ตรงกับจุนซู มีคนหลายคนที่เห็นผมอยู่ในงาน โกหกไปคงไม่ดีแน่ 


“งั้นเหรอ...งั้นนายก็อยู่ในหนึ่งผู้ต้องสงสัยของสินะ”


“ทำไมผมต้องเป็นผู้ต้องสงสัยของคุณ ทำแบบนี้มันไม่กล่าวหากันไปหน่อยเหรอ” ผมแกล้งโมโหขึ้นมา ทั้งที่ข้างในผมกำลังกังวลมากก็ตาม นี่ผมพาตัวเองมาอยู่ในจุดแบบนี้ได้ยังไงกันนะ ผมควรมีความสุขที่ทำลายมันสำเร็จไม่ใช่เหรอ ทำไมกลับกลายต้องมากังวลแบบนี้


“ฉันก็ไม่ได้ปักปำว่าเป็นนายสักหน่อย แค่ใครก็ตามที่ไปงานวันนั้นก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยแล้ว อย่าเพิ่งโมโหไปสิ..”ที่ผมโมโหไปเมื่อกี้จะกลายเป็นร้อนตัวให้มันเห็นไหมนะ บ้าเอ๊ย! นี่ผมติดกับมันอีกแล้วเหรอ ผมต้องพูดอะไรสักอย่างที่ทำให้มันเลิกสงสัยในตัวผม


“ยังไงก็ขอให้คุณตามหาคนในคลิปให้เจอล่ะกัน ถ้าเป็นผมก็คงจะพลิกแผ่นดินตามหาให้เจอ” ถ้ามาร์ครู้ความจริงอยู่แล้วว่าเป็นผม มันคงจะด่าผมหน้าด้านในใจ แต่ในเมื่อมันเล่นเกมจำผมไม่ได้ ผมก็จะเล่นเกมไม่ยอมรับความจริงต่อ


“อืม...แต่ฉันคงไม่ตามหาหรอก เดี๋ยวถึงเวลาเจ้าเด็กคนนั้นก็จะมาหาฉันเอง” มาร์คหันมาสบตาผมพร้อมเหยียดยิ้มที่ซ่อนความน่ากลัวไว้ อีกครั้งที่มันทำผมหายใจไม่ออก ยอมรับว่าผมเริ่มกลัวมันขึ้นมา แต่ในเมื่อเล่นเกมไปแล้วผมจะไม่ยอมถอย ผมจะต้องชนะเกมส์นี้ให้ได้


“อ้าว! เด็ก ๆ เจอกันแล้วเหรอ” เสียงแม่มาร์คดังขึ้นจากข้างหลัง ทำบรรยากาศที่น่าอึดอัดเมื่อกี้หายไปทั้งหมด ผมหันไปมองตามเสียงเห็นคุณมิเชลกับคุณย่ากำลังเดินเข้ามาหาพวกเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม คุณมิเชลเดินมาหยุดข้างหลังผมพร้อมวางมือทั้งสองไว้บนบ่าแสดงอาการที่เป็นมิตรต่อผม ยิ่งเธอดีกับผมมากเท่าไร ผมยิ่งรู้สึกแย่มากขึ้นเท่านั้น เพราะผมเพิ่งทำลายชื่อเสียงลูกชายของเธอไป


“ดีจังที่ลูก ๆ เจอกันแล้ว รู้จักกันไว้เยอะ ๆ เลยนะ และมาร์คเองก็ต้องช่วยเหลือและดูแลน้องเข้าใจไหม” คำพูดนั้นทำผมลอบกลืนน้ำลายเสียงดัง มันเป็นคำพูดที่ผมรู้สึกได้ว่ามันจะต้องเข้ามาวนเวียนกับผมบ่อย ส่วนไอ้มาร์คมันคงยินดีล่ะมั้ง มันส่งยิ้มกว้างตอบกลับมา


“ไว้ใจผมได้เลยครับ เรื่องดูแลและเอาใจใส่ผมน่ะถนัด” น้ำเสียงที่ไอ้มาร์คพูดมันดูไม่น่าไว้ใจเลยสักนิด นี่มันเวรกรรมอะไรของผมวะเนี่ย ทำไมต้องมาเจอกับคนเลว ๆ แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า 


“แล้วนี่ทำอะไรกันอยู่เหรอ นั่น...ลูกกำลังวาดรูปเหรอ” คุณมิเชลปล่อยมือออกจากบ่าของผม จากนั้นเธอก็เดินอ้อมไปอยู่ที่หลังมาร์ค แต่แล้วเธอก็ทำหน้าตกใจหลังจากเห็นรูปวาด เธอตกใจอะไร หรือไอ้มาร์ควาดรูปผมทุเรศ ๆ งั้นเหรอ เพราะสงสัยผมจึงรีบลุกขึ้นไปดู คุณย่าเองก็เดินมาดูด้วยกัน


เอ...ก็ไม่เห็นต้องน่าตกใจขนาดนั้นเลยนี่ ไอ้มาร์คไม่ได้วาดรูปผมทุเรศ มันวาดรูปผมสวยออก ตอนนี้มันสเก็ตได้แค่ส่วนประกอบบนหน้าของผม ส่วนที่เหลือยังเป็นแค่ร่างบาง ๆ แต่ถึงยังไงผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมคุณมิเชลเธอต้องทำหน้าตกใจเหมือนเห็นผีขนาดนั้น


“มาร์ค...ลูกวาดรูปนี้เองเหรอ ลูกวาดรูปไม่เป็นไม่ใช่เหรอ...” หือ? วาดรูปไม่เป็น ไม่ใช่แล้วม้างงง


“ผมก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกัน พอได้จับดินสอ อยู่ ๆ มันก็สเก็ตภาพออกมาได้ซะงั้น” แปลกชะมัด คนเราจะไม่รู้ความสามารถตัวเองเลยเหรอ ฝีมือที่มาร์ควาด มันเหมือนคนที่ฝึกวาดมาเป็นเวลานาน ผมไม่ได้อยากจะอวยเพราะผมเกลียดมัน แต่ถ้าตัดเรื่องเกลียดไป ผมว่ามันวาดรูปสวยมากเลยนะ ทั้งปาก ตา จมูก ในภาพนั้นมันผมชัด ๆ มันไม่แปลกที่ผมจะสงสัยเรื่องรูปปากที่มันวาดกับกระดาษใบก่อนหน้านั้น โครงปากนั้นมันผมชัด ๆ 


ผมหันไปมองหน้าคุณมิเชล เธอจ้องภาพวาดของมาร์คพร้อมปล่อยหยาดน้ำตาลงมา และนั่นทำให้ผมเบิกตากว้างด้วยอาการตกใจไม่น้อย ทำไมจู่ ๆ เธอถึงร้องไห้ออกมา ส่วนไอ้มาร์คเองก็ดูตกใจไม่น้อยไปกว่าผม


“แม่...แม่ร้องไห้ทำไม มีอะไรเหรอ” ไอ้มาร์คถามพร้อมเอาแขนมาโอบกอดแม่ตัวเองแล้วดึงไปกอด และนั่นทำให้คุณมิเชลสะอื้นร้องไห้หนัก เธอเอาแขนโอบกอดลูกชายตัวเองตอบกลับ


“แม่ว่าแล้วว่าลูกต้องไม่ไปไหน ฮือออ แม่ดีใจที่สุด” มันหมายความว่ายังไง ลูกไม่ไปไหน? เธอกำลังหมายถึงอะไร


“แม่พูดอะไร ใครไปไหน” ไอ้มาร์คถามแม่ตัวเองด้วยหน้าตาที่งงสุด ๆ ผมเองก็ลุ้นในคำตอบของคุณมิเชลเหลือเกิน แต่เธอไม่ยอมตอบ เธอเอาแต่กอดมาร์คและก็ร้องไห้อยู่อย่างนั้น ส่วนตาของเธอยังจับจ้องไปที่รูปที่มาร์ควาด เรื่องนี้มันชักมีกลิ่นแปลก ๆ แล้วล่ะสิ เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ ทำไมคุณมิเชลถึงพูดจาแปลก ๆ แบบนั้น 


“เรากลับบ้านกันเถอะ ให้พวกเขาได้อยู่กันอย่างส่วนตัว” คุณย่าหันมาพูดกับผมเสียงกระซิบก่อนจะเดินนำออกไปก่อน ผมหันไปมองที่สองแม่ลูกนั่นอีกครั้ง จากนั้นก็กลั้นใจเดินตามคุณย่าไปทั้งที่อยากรู้ว่าคุณมิเชลเธอจะพูดอะไรต่อ ว่าแต่...คุณย่าจะรู้ไหมนะว่าทำไมคุณมิเชลถึงร้องไห้


“ย่าครับ เกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณมิเชลถึงร้องไห้” ผมถามคุณย่าทันทีที่ผมเดินออกจากบ้านเรือนกระจก


“มันไม่ใช่เรื่องของเรา อย่าสนใจเลยดีกว่า ปะ กลับบ้านเรากัน” คุณย่าพูดอย่างนี้แปลว่าคุณย่าต้องรู้ว่าทำไมคุณมิเชลถึงร้องไห้


“คุณย่า เล่าให้ผมฟังหน่อยสิ คุณมิเชลเป็นอะไรไป และคำพูดของเธอก็แปลก ๆ ที่บอกลูกไม่ได้ไปไหน มันหมายความว่ายังไง ผมอยากรู้” ผมเดินตามคุณย่าไปติด ๆ และเซ้าซี้ให้คุณย่าเล่าให้ฟัง


“ย่าก็ไม่รู้ว่าทำไมหนูมิเชลต้องร้องไห้ แต่ย่าว่าเราอย่าสนใจเลย มันคงเป็นเรื่องส่วนตัวของครอบครัวเขา” ตอนคุณย่าพูดคุณย่าไม่สบตาผมเลยสักนิด เพราะผมเป็นหลานคุณย่าผมถึงดูออกว่าท่านกำลังตั้งใจปิดบังผม ถึงผมจะรู้แบบนั้น แต่ผมก็ไม่อยากจะถามให้คุณย่าอึกอัดใจอีก


ผมไม่ได้อยากจะสนใจเรื่องของมาร์ค แต่เห็นแบบนี้มันก็อดที่อยากจะรู้ไม่ได้ว่าคุณมิเชลหมายถึงอะไร ไม่แน่ว่าเรื่องนั้นอาจจะเป็นจุดอ่อนของครอบครัวนี้ก็ได้ ถ้าผมได้รู้เรื่องนั้นมันอาจจะเป็นโล่ป้องกันผมไม่ให้มาร์คทำอะไรผมได้อีก


คอยดูกันมาร์ค ต้วน...เกมนี้ฉันจะต้องชนะให้ได้...







18/02/2562 

เอาล่ะ ปริศนาที่สองออกมาแล้ว ที่คุณมิเชลพูดนั้นหมายความว่าอย่างไรกัน มีอะไรซ่อนเงื่อนงั้นเหรอ มันจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่มาร์คทำร้ายน้องไหม 

ตอนนี้ไรท์ก็ยังพูดคำเดิมว่ามาร์คจำน้องได้หรือจำน้องไม่ได้กันแน่ พี่เขามีแผนหรือไม่มี มาเป็นกำลังใจให้น้องแบมด้วย ให้น้องอยู่รอดปลอดภัย

ขอกำลังใจจจจจจจ 

1 คอมเม้น 1 แท็ก เป็นกำลังใจให้ไรท์กลับมารีบอัปต่อ จุ๊บ ๆ ขอคอมเม้นและเล่นแท็ก #ลับ19มบ กันเยอะ ๆ น้า





09/02/2562

เอาแล้วววว เริ่มรู้ลึก สรุปครอบครัวน้องแบมกับมาร์ครู้จักกัน แต่เพราะพ่อไม่ชอบเลยทำให้แบมแบมกับพี่ไม่ได้เจอกันอีกเลย แล้วไมล์คืออะไร มาร์คมีความหลังอะไรเกี่ยวกับชื่อไมล์ จะเกี่ยวกับปัญหาความทรงจำที่พี่เป็นอยู่หรือเปล่า

พี่ได้เจอน้องอีกแล้ววววว พี่มาร์คแกล้งทำเป็นลืมน้องหรือว่าจำได้ตั้งแต่แรก แล้วสรุปพี่เขาใสซื่อหรือมีแผนร้ายซ่อนอยู่

ขอกำลังใจจจจจจจ 

1 คอมเม้น 1 แท็ก เป็นกำลังใจให้ไรท์กลับมารีบอัปต่อ จุ๊บ ๆ ขอคอมเม้นและเล่นแท็ก #ลับ19มบ กันเยอะ ๆ น้า





04/02/2562

ชีวิตน้องแบมน่าสงสารมาก อยากกอดลูกไว้ พี่มาร์คทำไมต้องใจร้ายกับน้อง สรุปแล้วเรื่องราวที่ทำให้น้องแบมโกรธแค้นคือเรื่องอะไร? น้องแบมเริ่มบอก ๆ พวกเรามาแล้วนิดหนึ่ง แล้วที่บอกว่าถ้าคุณอีไม่มาช่วย.... คุณอีคือใคร ตัวละครใหม่เหรอ ??? 

ฝากติดตามต่อไป มาลุ้นกันว่าไอ้พี่มันลืมน้องไปแล้วจริง ๆ หรือว่าแกล้งลืมแล้ววางแผนไว้ แต่พี่จำหน้าคนไม่ได้นี่ จะจำได้จริงเหรออออออออออ

ใบ้ให้นิดหน่อยก็ได้ ก่อนหน้านั้นที่พี่ได้มีอะไรกับน้อง พี่ดมกลิ่นยังไงเพื่อให้ตัวเองจดจำน้องได้ ถ้าจะพิสูจน์ว่าใช่น้องอีกครั้ง พี่ก็ต้องทำแบบนั้นเช่นกัน 

แล่วๆๆ กลับไปอ่าน  NC อีกรอบ 555555555555

1 คอมเม้น 1 แท็ก เป็นกำลังใจให้ไรท์กลับมารีบอัปต่อ จุ๊บ ๆ ขอคอมเม้นและเล่นแท็ก #ลับ19มบ กันเยอะ ๆ น้า




01/02/2562

มีคนเดาถูกเรื่องมาร์คมีปัญหาเรื่องการจดจำประมาณสองสามคน แสดงความยินดีด้วยค้าบที่เดาถูก 555555555 

พี่มาร์คจำน้องไม่ได้ใช่ไหม แต่ถึงยังไงก่อนหน้านั้นที่เจอที่ร้านกาแฟ พี่มาร์คก็ยังทักน้อง บอกว่าเจอก่อนหน้านั้นที่ G.O.T มันยังไง อะไรกันแน่ มีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า

แล้วสรุปตอนนี้พี่มาร์คเป็นผู้ถูกกระทำที่ไม่คิดแผนร้ายข้างใน หรือเป็นผู้ถูกกระทำที่ซ่อนความร้ายไว้ข้างใน ไปติดตามกันต่อเลยนะค้าบบบ 

1 คอมเม้น 1 แท็ก เป็นกำลังใจให้ไรท์กลับมารีบอัปต่อ จุ๊บ ๆ ขอคอมเม้นและเล่นแท็ก #ลับ19มบ กันเยอะ ๆ น้า

บอกโล้ยว่า มีอะไรรอทุกคนอยู่อีกมากมายยยยยยย ขอแค่กำลังใจจะมาปล่อย อิอิ  


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.277K ครั้ง

2,111 ความคิดเห็น

  1. #1988 YanisaCH (@YanisaCH) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 11:59
    หืม? ลุ้นๆ
    #1988
    0
  2. #1684 NtsuMB (@nices_nattida) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 13:13

    เขเมข้นมากๆ ยิ่งอ่านยิ่งลุ้น ดีงามมาก
    #1684
    0
  3. #1587 Rhino High (@nayuwo1423-) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 09:17
    ไมล์... ถ้าไม่ใช่ชื่อพี่มาร์คก็คงเป็นชื่อของพี่น้องตัวเอง แล้วถ้าเกิดพี่มาร์คมี 2 ตัวตนในร่างเดียวล่ะก็.........
    แบมแบมก็ได้แฟน 2 คนเลยน่ะสิ! //อุบปากกก กิ๊ดดดดด~~
    #1587
    0
  4. #1297 Apinc (@Apinc) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 16:07
    น่าสนใจ​มาก
    #1297
    0
  5. #1034 MYPIMOOK (@MYPIMOOK) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 03:01
    ลุ้นฉี่จะเเตกฮื่ออ;___;
    #1034
    0
  6. #1028 My love markbam (@a_mote3030) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 23:30
    มาร์คมีแฝดป่าว แล้วคนที่ทำแบมน่าจะเป็นแฝด
    #1028
    0
  7. #1020 TK.Only13 (@bboy555) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 21:44

    ถ้าให้เดาคือแฝด จริงๆแฝดที่ชื่อมาร์คตาย แล้วต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างไมล์เลยเปลี่ยนมาใช้ชื่อมาร์คมายืนในตำแหน่งของมาร์ค เลยเหมือนเป็นคน2บุคคลิค มาร์คและไมล์ มันให้ฟิลแบบแบล็คบัตเลอร์ที่ชิเอลมีแฝด ชิเอลตัวจริงตายแฝดที่รอดเลยใช้ชื่อและเปลี่ยนตัวเองเป็นแฝดคนที่ตายไป (แต่จะเดาผิดปลเวหน้าแตกมั้ยนะ)

    #1020
    0
  8. #936 Markbb (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 12:07

    โอ้ยยยย ยิ่งอ่านยิ่งลุ้นอะ

    ไรท์มาต่อไวๆ

    #936
    0
  9. #908 Gmonster_xx (@gapzong1a) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 15:47
    แลดูเปนคนหลายบุคลิก ความจำเสื่อมลืมตัวตนเก่าๆงี้ป่ะ
    #908
    0
  10. #777 เด็กดี (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มีนาคม 2562 / 13:07

    สนุกมาก เนื้อเรื่องชวนติดตาม ลุ้นตลอดทุกตอน ว่าแบมจะเจออะไรอีก รูปแบบไหน และอยากรู้ใจจะขาดมาร์คทำอะไรแบม ถึงทำให้แบมเจ็บแค้นได้ขนาดนี้

    #777
    0
  11. #738 PrincessDark (@neeranutdachopip) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 10:50
    ไม่ใช่ว่ามาร์คความจำเสื่อมสินะ อะไรยังไง
    แล้วพ่อแบมนี่ยังไงกันแน่อ่ะ
    #738
    0
  12. #721 MM_MB (@maemetggt) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 06:29
    ความจริงกำลังคืบคลานนนนเข้ามาาา
    #721
    0
  13. #704 TAnchi (@TAnchi) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 05:01
    ว้อยยย เรื่องนี้ลับจริงๆ ความลับเยอะชิบหาย เล่นกับความอยากรุ้ของคนได้ดีมากๆ ใจจะขาดลอนๆ อยากรู้!!
    #704
    0
  14. #703 Bms (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:55

    คงต้องกลับไปอ่านทบทวนเก็บรายละเอียดอีกครั้ง

    #703
    0
  15. #702 dejawooo (@dejawooo) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:50
    มาร์คเริ่มกลับมามีความจดจำใบหน้าได้บ้างแล้ว (อาจจะวาดจากความทรงจำ) แต่เรื่องวาดรูป เราว่าอาจจะเป็นความสามารถในอดีตของไมล์ ที่อาจจะ(อาจจะเยอะมากเพราะเดาล้วนๆค่ะ555)เป็นอีกตัวตนหนึ่งก่อนจะมาเป็นมาร์ค มาร์คคนนี้คงไม่เหมือนเดิมกับในอดีต คุณมิเชลเลยดีใจที่ลูกกลับมามีความสามารถอีกครั้ง นี่ลุ้นไปกับน้องแบมค่ะ สู้ๆนะลูก
    #702
    0
  16. #701 uromtbb (@uromtbb) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 / 06:47
    รอนะคะ
    #701
    0
  17. #700 Like-minded (@Like-minded) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:27
    ไรท์บรรยายได้ดีมากคิดภาพตามเลยลุ้นมาก เป็นกำลังใจให้ไรท์ในการแต่งฟิคนะคะไรท์จะได้มาอัพบ่อยสู้ๆค่า
    #700
    0
  18. #699 AputsaraSonsupap (@AputsaraSonsupap) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:15

    อยากรู้แล้ววๆๆ
    #699
    0
  19. #698 izom_b (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:29

    ตอนนี้หนูมั่นใจเลยว่าพิมัคจำไม่ได้จริงๆ พิมัคต้องลืมเรื่องในอดีตเเน่ๆ เชื่อว่าพิมัคต้องใสๆ เเน่ //ลุ้นมากกกกก

    #698
    0
  20. #697 SNOWSUGARS (@SNOWSUGARS) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:51

    อยากใส่ใจมากตอนนี้ 5555 ฮื่อออ รอนะคะ

    #697
    0
  21. #696 MTBB97 (@zooyujang) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:59
    เริ่มสงสัยและอยากรู้มากขึ้นไปอีกค่ารออน้าา
    #696
    0
  22. #695 cutedolphin (@cutedolphin) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:55
    ม้าคต้องจำน้องได้อ่ะ แต่คงมีปัญหาอะไรสักอย่าง ม้าคเจอเหตุการณ์อะไรมารึเป่า ถึงกลายเป็นแบบนี้ รอค่า
    #695
    0
  23. #693 Chom1A (@Chom1A) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:40

    เดานะ มาร์คมีแฝดมาร์คอาจจะเป็นสาเหตุทำให้แฝดมาร์คตายแล้วมาร์คฝังใจและทำนิสัยทุกอย่างให้เหมือนแฝดที่ตายไปเพื่อทดแทนความรู้สึกผิด...มั้ง เดาล้วนๆ5555

    #693
    1
    • #693-1 Chom1A (@Chom1A) (จากตอนที่ 4)
      19 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:42
      ตัวตนจริงๆของมาร์คอาจจะชอบวาดรูปแต่ที่มาเป็นนักร้องเพราะเป็นความฝันของฝาแฝดมาร์คก็เป็นได้...
      #693-1
  24. #692 lovebam2x (@lovebam2x) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:20
    ตอนนี้คนอ่านทรมานเพราะความอยากรู้มากเลยค่ะ มันแบบจะสุดละ แต่มันมีปมต่อไปอีก คือแบบมันอินมาก ลุ้นกะบน้องแบมทุกตอนเลยว่ามาร์คมีแผนอะไร หรือบางทีก็ดูเหมือนว่ามาร์คป่วยจำไรไม่ได้ หรือบางทีก็คิดว่ามาร์คเป็นคนสองบุคลิก 5555555 เราคิดเยอะมากเลยตอนนี้
    #692
    0
  25. #691 Bamsoonjung (@sryko1a) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:27
    สงสัยมาก
    #691
    0