King of Dark Land ราชันแห่งแดนมืด (เป็น e-book แล้ว)

ตอนที่ 49 : พบกันอีกครั้งในความฝัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 827
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    28 ก.ค. 61

ท้องฟ้าสีครามในวันที่อากาศแจ่มใส นกน้อยบินร่อนไปตามสายลมอย่างอิสรเสรี ซึ่งมันสร้างความอิจฉาลึก ๆ ภายในใจของหญิงสาวที่นั่งถักไหมพรมอยู่บนเตียง นัยน์ตาสีเขียวน้ำทะเลมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นนกพวกนั้นบินมาเกาะกิ่งไม้และหยอกล้อกับคู่อย่างสนุกสนาน บางตัวก็ออกบินไปที่อื่นตามที่ใจต้องการ ทำให้เธออยากออกไปข้างนอกที่อยู่ไกล ๆ บ้าง ทว่าคงไม่มีใครให้เธอไปแน่

“พวกเจ้านี่ดีจังนะ ไม่มีใครมากำหนดชะตาชีวิตให้ เลยทำอะไรได้ตามใจ” เซซาเนียอยากกำหนดชีวิตของตัวเอง จริงอยู่ที่เธอเป็นเจ้าหญิง แต่เธอก็อยากทำอะไรเพื่อตัวเองสักครั้งบ้าง

สักวันจะมีใครบ้างไหมที่จะติดปีกมาช่วยเธอออกไปจากกรง

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“เข้ามาได้” หลังจากอนุญาต คนเคาะประตูก็เปิดเข้ามาตามด้วยค้อมศีรษะเล็กน้อย ถ้าเป็นสาวใช้คนอื่นหรือคู่หมั้นแวะมาหา เซซาเนียจะหงุดหงิดมาก แต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เธอก็ยิ้มอย่างมีความสุขทันที “เวลดอน เจ้าเองเหรอ”

“ท่านพี่” เด็กหนุ่มผมสีเขียวน้ำทะเลยาวประบ่า นัยน์ตาสีเดียวกันกับเส้นผม ลักษณะการแต่งตัวเหมือนเจ้าชายสักองค์ เขายิ้มร่าพลางวิ่งมากอดพี่สาวเหมือนเด็กน้อยวิ่งมากอดแม่ไม่ผิด

“อะไรเนี่ย ทำอย่างกับไม่ได้เจอพี่มาเป็นปี” เซซาเนียกอดตอบอีกฝ่ายพลางลูบผมเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู “การประชุมเป็นยังไงบ้าง เจ้าทำตัวดี ๆ ไม่ซุกซนหรือเปล่า”

“แน่นอนท่านพี่ ข้าทำตัวเรียบร้อย มีความคิดเห็นยังไง ข้าก็เสนอออกไปเลย สายตาของพวกเขายามที่มองข้ามันดูดีมาก ไม่เหมือนแววตาที่เคยมองข้าในสมัยเด็กแม้แต่นิดเดียว” ความหมายของเวลดอนก็คือเหล่าขุนนางกำลังชื่นชมเขาอยู่ลึก ๆ ซึ่งมั่นใจได้เลยว่าอนาคต เด็กหนุ่มจะต้องกลายเป็นราชาของประเทศแน่ ๆ

“ถ้าท่านแม่รู้ ท่านแม่คงดีใจที่เจ้าทำได้”

“ท่านแม่จากไปตั้งแต่ข้าเกิด ข้ามีแค่ท่านพี่เท่านั้นที่จะเห็นความสำเร็จของข้า” เวลดอนกอดพี่สาวพลางเอียงศีรษะซบไหล่เหมือนสมัยเด็กที่ชอบทำบ่อย ๆ เวลาอ้อน “ท่านพี่เป็นพี่สาวที่ดีที่สุดในโลกเลย อะไรก็ตามที่ทำให้ท่านพี่มีความสุข ข้าทำได้หมดแหละ”

“ขอบใจนะ”

“จริงสิท่านพี่ วันนี้ที่ท้องพระโรงเกิดเรื่องด้วยล่ะ” ทุก ๆ วันเวลามีเรื่องอะไร เวลดอนจะเล่าให้เซซาเนียฟังอยู่เสมอ วันนี้ก็เช่นกัน เขาจะบอกเธอถึงเรื่องใหญ่ที่กำลังมา

“มีเรื่องอะไรเหรอ”

“แดนมืดส่งสาส์นมาครับ จ้าวปีศาจต้องการพันธุ์ไม้ที่มีคุณสมบัติในการทำยา ที่จริงก็แค่ขอต้นกล้าไปสองสามต้นน่ะครับ แต่ว่าท่านพ่อไม่ยอม ไม่แน่ฝ่ายนั้นอาจตั้งใจไว้แล้ว ถ้าเราไม่ให้ ก็คือสงคราม”

“พี่เดาว่าท่านพ่อคงไม่ยอมยกให้” เธอรู้ดีว่าราชาของประเทศนี้รังเกียจปีศาจมากขนาดไหน แค่ทางนั้นส่งสาส์นมาขออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งแทบจะไม่ส่งผลเสียอะไรเลย พ่อของเธอก็ยังไม่ให้ ไม่ใช่เพราะหวงแหนแต่เพราะรังเกียจชาวแดนมืดต่างหาก

“ท่านพี่คิดถูกแล้วครับ ท่านพ่อไม่ยอมยกให้ตามนั้นเลย แถมท่านพ่อยังประกาศอีกว่าถ้าแดนมืดจะประกาศสงคราม ก็เชิญเลย ประเทศโรซานพร้อมรับมืออยู่แล้ว” เวลดอนกล่าวจบ เซซาเนียก็เผยสีหน้าเคร่งเครียด สงครามนั้นนำมาซึ่งความเดือดร้อน โดยเฉพาะถ้ามีการปะทะกันที่ชายแดน ประชาชนที่อาศัยอยู่ที่นั่นจะต้องเดือดร้อนมากแน่ ๆ

“บางทีปีศาจอาจไม่ได้ชั่วร้าย แต่เป็นมนุษย์ทำตัวเองต่างหาก”

“ท่านพี่พูดว่าอะไรนะครับ”

“เปล่าจ้ะ ไม่มีอะไรหรอก เอ้อ เจ้ามีตารางเรียนดาบนี่ รีบไปเลยนะ เดี๋ยวก็ได้เวลาแล้ว การไปสายมันไม่ดีนะ” เจ้าหญิงแห่งโรซานมองนาฬิกาแล้วก็พบว่าอีกไม่นานก็จะถึงเวลาเรียนดาบของน้องชาย เธอจึงอยากให้เวลดอนรีบไปให้ทัน

“ถ้าอย่างนั้นข้าไปแล้วนะครับ”

“อย่าไปเถลไถลที่ไหนนะ” เซซาเนียบอกไล่หลังน้องชายก่อนที่เขาจะวิ่งออกจากห้อง เมื่อกลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง หญิงสาวก็ถอนหายใจ นัยน์ตาสีเขียวน้ำทะเลมองเลยออกไปนอกหน้าต่าง ทิศนั้นคือที่ตั้งของแดนมืด ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกอยากไปที่นั่นนัก หรือเพราะเธออยากรู้จักปีศาจไม่ก็ไปตามหาใครคนหนึ่งที่สร้างตราพันธะคู่ครองไว้บนหลังฝ่ามือของเธอ

ถ้ามีตัวตนอยู่ เธอก็อยากเจอเขา ถ้าความรู้สึกนี้คือของจริง เธอก็อยากรู้ว่าเขารู้สึกกับเธอแบบนี้หรือเปล่า

 

การตอบกลับจากโรซานหรือก็คือประเทศลำดับที่สามของแดนมนุษย์ทำให้สี่หนุ่มซึ่งนั่งล้อมวงกันในห้องประชุมเล็กถึงกับเลือดขึ้นหน้า อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด มนุษย์ไม่ชอบปีศาจ จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะเอาความรู้สึกนั้นมาตัดสินเรื่องร้องขอพันธุ์ไม้ หนึ่งในสี่องครักษ์ เทมเพส วินเทอร์ ลุกจากเก้าอี้แล้วถือสาส์นจากโรซานมายื่นให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ

“คำตอบของประเทศโรซานขอรับ ท่านจ้าว”

“แค่ดูหน้าพวกเจ้า ข้าก็รู้แล้วว่าฝ่ายนั้นให้คำตอบอะไร” วาเรียส เพนเดลรอน จ้าวปีศาจแห่งแดนมืดรับของจากหัวหน้าจตุรองครักษ์มาวางไว้ข้างโต๊ะโดยไม่คิดจะเปิดอ่าน

“ราชาออร์ดิอุสนี่บ้าหรือเปล่า ไม่ให้ก็บอกดี ๆ สิ แต่นี่นอกจากจะไม่ให้แล้วยังด่าแดนมืดซะยับ มันน่านัก!” เฟลม ไพลาริส หักข้อนิ้วเสียงกร๊อบแกร๊บด้วยความโมโห น่าเสียดายที่เขาไม่ได้เป็นผู้ส่งสาส์นไม่อย่างนั้นคงได้วางมวยกันแล้ว

“ฝ่ายนั้นยังท้าให้เราประกาศสงครามด้วยขอรับ” โยริค โดเนลล่า ถอนหายใจยาว ในความคิดของเขา ฝ่ายนั้นท่าจะเพี้ยนไปแล้ว มีที่ไหนท้าให้ชาวบ้านประกาศสงครามด้วย

“ออร์ดิอุส แอมโบเรีย ราชาแห่งโรซานผู้รังเกียจปีศาจยิ่งกว่ามดปลวก หึ! อยากได้สงครามสินะ” นัยน์ตาสีแดงวาวโรจน์ ริมฝีปากได้รูปค่อย ๆ เหยียดยิ้มเหี้ยม ถ้าชอบเรื่องวุ่นวาย เขาก็จะสงเคราะห์ให้ “ได้ ข้าจะประกาศสงครามให้สมใจเลย”

“ท่านจ้าวจะก่อเรื่องอีกแล้วหรือขอรับ” อาเนฟที่นั่งกินขนมอยู่หันมาถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาจะรีบห้าม แต่ตอนนี้พวกเขาชักจะชินแล้ว

สงสัยติดเชื้อก่อเรื่องมาจากเจ้านาย!

“ช่วงนี้กำลังเบื่อ ไประเบิดกำแพงกั้นชายแดนหน่อยดีกว่า” วาเรียสกางแผนที่สามดินแดน สายตาจับจ้องไปยังกำแพงที่กั้นระหว่างแดนมนุษย์กับแดนมืด มือข้างหนึ่งหยิบปากกาสีแดงมาวงจุดที่คิดจะถล่มก่อนที่สี่องครักษ์จะชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วย

“เอาใกล้ ๆ หมู่บ้านเลยหรือขอรับ”

“เจ้าก็รู้นะเทมเพส มีสิ่งหนึ่งที่ข้าเกลียด ขณะเดียวกันข้าก็ชอบ รู้ใช่ไหมว่าคืออะไร” กล่าวจบ วาเรียสก็หัวเราะเบา ๆ ก่อนที่มันจะเริ่มดังขึ้นกลายเป็นเสียงหัวเราะชั่วร้าย สี่องครักษ์ไม่มีใครพูดอะไร พวกเขาเข้าใจว่าจ้าวปีศาจเกลียดอะไร ขณะเดียวกันก็ชอบสิ่งที่เกลียดด้วย

ใช่แล้ว มันคือการฆ่าฟันไงล่ะ!

 

ข่าวจากแดนมืดเรื่องการประกาศสงครามทำให้หญิงสาวที่นั่งมองภาพทิวทัศน์จากระเบียงรู้สึกใจคอไม่ดี ไม่นึกไม่ฝันว่าสักวันจะมีสงครามเกิดขึ้น เมื่อเป็นอย่างนั้นคงมีผู้คนมากมายล้มตายมากแน่ ๆ เสียงพูดคุยของหญิงรับใช้ที่เดินผ่านไปผ่านมาเบื้องล่างดังแว่วมาไม่ขาดสาย แม้ว่าเซซาเนียจะเป็นเหมือนเจ้าหญิงในหอคอยที่ส่วนใหญ่เอาแต่มองทุกอย่างจากระเบียง แต่ใช่ว่าเธอจะไม่ได้ยินเรื่องที่ผู้หญิงพวกนั้นคุยกัน

“แดนมืดประกาศสงครามเหรอ”

“ใช่ ๆ จ้าวปีศาจจะนำทัพมาเองเลยนะ”

“น่ากลัว”

“พวกทหารต้องตายเยอะแน่”

“พวกหน่วยนักเวทกำลังค้นหาบทเวทที่ใช้กำจัดปีศาจอยู่ วุ่นวายกันไปหมดเลย”

จ้าวปีศาจประกาศสงคราม ชายแดนจะถูกโจมตีสินะ ด้วยความที่เธอเป็นเจ้าหญิง ยิ่งเป็นลำดับที่หนึ่งอีกทั้งถูกสอนมาให้รักและห่วงใยประชาชน เซซาเนียจึงรู้สึกไม่ดีเมื่อรู้ว่าชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องอะไรจะต้องเดือดร้อนเพียงเพราะผู้ปกครองอาณาจักรทะเลาะกัน

“มนุษย์กับปีศาจจะคุยกันดี ๆ ไม่ได้เหรอ ทะเลาะกันอยู่เรื่อยเลย” ร่างบางพึมพำก่อนจะถอนหายใจยาวจากนั้นก็เดินกลับเข้าไปในห้องแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ในเมื่อไม่ได้ออกไปไหน เธอก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ไหมพรมที่ถักเป็นงานอดิเรกก็เสร็จหมดแล้ว ตอนนี้เธอยังไม่มีความคิดออกแบบชิ้นงานเย็บปักถักร้อยใหม่ สุดท้ายก็หลับไปเผื่อเจออะไรดี ๆ ในความฝัน

 

อีกแล้วที่กลับมาอยู่ในทุ่งหญ้าอันแสนกว้างใหญ่ สายลมอ่อน ๆ ที่พัดมาปะทะใบหน้าทำให้หญิงสาวต้องเอานิ้วเกลี่ยปอยผมตัวเองซึ่งกำลังคลอเคลียใบหน้าอยู่ สถานที่และเวลาในนี้ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงรวมทั้งต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นด้วย ใครบางคนนั่งอยู่ที่นั่นเหมือนรอเธออยู่ทุกวัน เซซาเนียจำได้ว่าคราวก่อนถามชื่อเขาไปแล้ว แต่ยังไม่ทันได้คำตอบ เธอก็ตื่นจากความฝันซะก่อน

หรือถ้าไม่บอกชื่อ อาจได้คุยกันมากขึ้น

“สวัสดีค่ะ” ร่างบางตรงเข้าไปทักชายหนุ่มผมสีทมิฬที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ เขาหันมาสบตากับเธอแล้วยิ้มรับ “ข้าขอนั่งด้วยได้หรือเปล่าคะ” เธอขออนุญาตอีกฝ่ายเพราะคิดว่าบริเวณนี้น่าจะเป็นที่ของเขา

“ได้สิ”

“ขอบคุณค่ะ” ทันทีที่เขาอนุญาต เจ้าหญิงแห่งโรซานก็นั่งลงตรงพื้นที่ว่างข้าง ๆ ทว่าเธอกลับคิดอะไรไม่ออกเมื่อจะชวนอีกฝ่ายคุย นัยน์ตาสีเขียวน้ำทะเลชำเลืองมองร่างสูง เธอจะชวนเขาคุยอะไรดี

“ไม่ถามชื่อข้าเหรอ” ในเมื่อฝ่ายหญิงไม่กล้าพูดสักที ฝ่ายชายจึงเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาแทน “ข้ายังไม่ได้บอกชื่อให้เจ้ารู้เลย ไหน ๆ ก็ได้เจอกันแล้ว ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ก็ได้”

“ข้าคิดว่าข้าไม่ทราบจะดีกว่านะคะ เพราะถ้าท่านบอกชื่อ ข้าอาจจะตื่นก็ได้” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งสองพยายามแนะนำตัวให้กัน เซซาเนียบอกชื่อตัวเองให้อีกฝ่ายรู้ แต่ทุกครั้งที่เขาพยายามจะบอกชื่อตัวเองบ้าง หญิงสาวก็ต้องตื่นก่อนทุกครั้ง ดังนั้นถ้าไม่รู้ชื่ออาจได้คุยกันมากกว่านี้

“สบายดีหรือเปล่า” หลังจากเงียบไปชั่วครู่ เจ้าตัวก็ถามเรื่องสารทุกข์สุกดิบกับเธอ

“ก็...สบายค่ะ” เจ้าหญิงแห่งโรซานไม่แน่ใจว่าตอนนี้ควรจะเรียกว่าสบายดีหรือไม่ เธออายุยี่สิบสองซึ่งก็โตเป็นสาวพอที่จะออกเรือนได้ แน่นอนว่ามีหญิงรับใช้คอยตามดูเธออยู่เสมอ จนรู้สึกเหมือนตัวเองทำอะไรผิดแล้วเป็นที่จับตามอง เวลาไปไหนมาไหนหรือทำอะไรก็ไม่สะดวก

“สีหน้าเจ้าเหมือนคนมีความทุกข์มากกว่านะ”

“ก็เพราะข้าไม่ได้สบายดีขนาดนั้นไงคะ” หญิงสาวยิ้มบาง ๆ เมื่ออีกฝ่ายถามเธอเหมือนรู้ทันว่าโกหก “ขออนุญาตถามนะคะ ไม่ทราบว่าท่านอยู่ที่เหรอไหนคะ”

“ข้าเป็นปีศาจ ก็ต้องอยู่แดนมืด”

“ท่านมีตัวตนจริง ๆ ใช่ไหมคะ” เธออยากถามเขาให้แน่ใจ ถึงแม้ดีไวน์โปรเฟซี่จะบอกว่าเขามีตัวตนจริง เซซาเนียก็อยากจะให้เขาเป็นคนตอบเองมากกว่า หลังจากนั้นเธอจะหาทางตามหาเขาในโลกแห่งความจริง

“มีสิ” คนตอบหันมายิ้มให้คนถาม ร่างบางถึงกับหน้าแดง ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องรู้สึกขวยเขินทุกครั้งยามที่ได้มองรอยยิ้มของเขา เซซาเนียรับรู้ได้ นั่นไม่ใช่การเสแสร้งแต่มาจากใจจริงที่มีไว้ให้เธอแค่คนเดียวเท่านั้น “บางทีเจ้าอาจจะจำข้าไม่ได้ แต่ข้าจำเจ้าได้”

“เรื่องของข้าน่ะเหรอคะ”

“ใช่ ทุกเรื่องเลย”

“แล้วทำไมท่านต้องทำหน้าเศร้าด้วยล่ะคะ” เธอคิดว่าเขาจะยิ้มเหมือนคนมีความสุข แต่เปล่าเลย เขามีสีหน้าเศร้าหมองเมื่อพูดว่าจำเรื่องของเธอได้

“ก็เพราะเจ้านั่นแหละ เชื่อเถอะว่าเจ้าต้องจำไม่ได้ หลังจากที่เจ้าตื่น เจ้าอาจจะจำได้ว่าคุยอะไรกับข้าไปบ้าง แต่เจ้าจะจำใบหน้าและน้ำเสียงของข้าไม่ได้ ที่แย่ที่สุดก็คือชื่อข้า ข้าอยากบอกเจ้านะ แต่ก็อย่างที่เห็น ทุกครั้งที่ข้าพยายามบอกเจ้า เราจะไม่มีทางได้คุยกันต่อเหมือนตอนนี้” นั่นเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการลืมทำให้คนจดจำได้ทุกอย่างแบบชายหนุ่มรู้สึกเจ็บปวด ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้ลืมเรื่องของเขาหมดทุกอย่างก็ตาม

“ถ้าวันหนึ่ง ข้าเจอท่าน ข้าจะจำท่านได้ไหมคะ”

“ถ้าเจ้าเชื่อว่าข้ามีตัวตน ถ้าได้เจอกัน เจ้าอาจจะนึกออกก็ได้” เขาส่งยิ้มอย่างจริงใจเพื่อให้เธอรู้สึกดี เซซาเนียเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อไม่ให้เขาเห็นว่าเธอหน้าแดง ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้อยู่เรื่อย

อยู่ใกล้ผู้ชายคนอื่นกลับไม่รู้สึกอะไร แต่กับคนนี้ ทำไมเธอต้องใจเต้นแรงด้วย!

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูทำให้ร่างสูงที่หลับคากองเอกสารงัวเงียเงยหน้ามองที่มาของเสียง วาเรียสโบกมือครั้งหนึ่ง ประตูบานนั้นก็เปิดออกเองก่อนที่เทมเพสจะก้าวเข้ามาพร้อมเอกสารจำนวนหนึ่ง เมื่อเห็นเจ้านายผมกระเซิงก็พอเดาออกว่าเมื่อกี้แอบงีบแน่ ๆ

“เมื่อกี้หลับหรือขอรับ”

“ก็มันง่วง ข้าก็เลยนอนพักสายตา” วาเรียสยกมือกดหว่างคิ้วก่อนจะเสยผมตัวเองที่ยาวลงมาปรกหน้า ถ้ามีสาว ๆ ที่ไหนมาเห็นเข้าคงกรี๊ดสลบเป็นแน่เพราะมันเท่เหลือหลาย แต่ผู้ชายด้วยกันคงไม่คิดอะไรเหมือนผู้หญิงพวกนั้น

“ท่านจ้าวขอรับ เอกสารมันเปียก บนโต๊ะมีน้ำหกหรือขอรับ” เทมเพสเพิ่งสังเกตเห็นว่าเอกสารที่วาเรียสนอนซบอยู่เปียกน้ำ และนั่นทำให้นัยน์ตาสีแดงของคนเพิ่งตื่นเบิกกว้างแทบจะเท่าไข่ไก่

“เฮ้ย! เอกสารข้า! ม่ายยยยย!!!!!!!!! น้ำลายทำพิษอีกแล้ว!!!” ร่างสูงรีบวิ่งไปหาผ้ามาเช็ดทันที เทมเพสที่มองตามหลังก็ถอนหายใจพลางยกมือกุมหน้า ถ้าใครมาเห็นจ้าวปีศาจวิ่งไปวิ่งมาหาผ้าขี้ริ้วเข้าคงหัวเราะจนฟันร่วงแน่ แต่เจ้าตัวก่อเรื่องเอง ช่วยไม่ได้จริง ๆ

“ข้าเคยบอกท่านจ้าวแล้วนะขอรับ ว่าอย่าเอาหน้าซบกองเอกสาร เป็นไงล่ะ น้ำลายหกเลอะหมดเลย”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

368 ความคิดเห็น

  1. #137 หิมะสีเลือด (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 23 กันยายน 2560 / 13:14
    ก๊ากกก5555สมน้ำหน้าจะสงสารหรือหัวเราะดีก็ไม่รู้บทท้ายตกลงสุดๆเทมเพสพูดถูกใครเห็นคงหัวเราะฟันร่วง55555555(ในสงครามเซซาเนียจะตบวาเรียสหัวทิ่มจริงๆใช่ไหม)
    #137
    0