King of Dark Land ราชันแห่งแดนมืด (เป็น e-book แล้ว)

ตอนที่ 18 : วันที่ไม่มีเธอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,612
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    22 ก.ค. 61

"ช่วงนี้ท่านจ้าวดูแปลก ๆ นะ"

"ยังไงเหรอเทมเพส" เฟลม ไพลาริสในวัยยี่สิบปีถามชายหนุ่มผมสีเขียวมรกตรวบยาวเป็นหางม้าที่มีสีหน้าเป็นกังวล เช้าวันนี้พวกเขามาทำงานในพระราชวังตามปกติแต่อยู่ ๆ หัวหน้าจตุรองครักษ์ก็พูดขึ้น ทำให้โยริคกับอาเนฟที่กำลังจัดเอกสารอยู่หันมามองบ้าง

"ก็ตอนที่ข้าเอาเอกสารเกี่ยวกับการคัดเลือกทหารใหม่ไปให้ท่านจ้าวดู สีหน้าท่านจ้าวดูเศร้า ๆ ยังไงก็ไม่รู้" 

"เฮ้ย ๆ คิดไปเองหรือเปล่า ปกติหน้าท่านจ้าวก็เศร้าอยู่แล้วนี่ ตั้งแต่จ้าวปีศาจคาเรียสสิ้นไป ท่านจ้าวก็ทำหน้าเศร้าเหมือนคนมีเรื่องทุกข์ใจตลอด แต่ก็ยังยิ้มและหัวเราะได้นี่" ว่าง ๆ โยริคก็จะเเวะไปคุยเล่นกับวาเรียสเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกโดดเดี่ยว แต่เทมเพสกลับส่ายหน้าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลบอก

"ข้ารู้ว่าท่านจ้าวมีเรื่องเศร้าอยู่แล้ว แต่ข้ารู้สึกว่าท่านจ้าวเศร้ากว่าเดิม ไม่สิ บางครั้งก็เหมือนจะร้องไห้ด้วย คิดว่าเสร็จงานแล้วจะแวะไปหาสักหน่อย" เทมเพสหยิบเอกสารเข้าแฟ้มจากนั้นก็นำไปสอดไว้บนชั้นหนังสือ ตอนนี้เป็นเวลาเลิกงานของกองทัพพอดี พวกเขาก็ควรจะกลับบ้านได้แล้ว

"ถ้าจะไปหาท่านจ้าว ข้าขอไปด้วยสิ" อาเนฟก็เป็นห่วงเจ้านายเหมือนกัน

"เดี๋ยว ๆ พวกเจ้าสามคนจะไปกันหมดเลยเหรอ แล้วคู่หมั้นไม่ว่าอะไรหรือไง" เทมเพสจำได้ว่าทั้งสามมีคู่หมั้นแล้วแถมจะแต่งงานกันเร็ว ๆ นี้ด้วย ทว่ากลับไม่มีใครมองว่าเป็นเรื่องใหญ่นัก

"เรื่องผู้หญิงเอาไว้ทีหลัง ที่สำคัญเพื่อนมาก่อน"

"ใช่" โยริคกับเฟลมเห็นด้วยกับอาเนฟ เทมเพสมองทั้งสามก่อนจะเกาหัวยิก ๆ ถ้าไม่กลัวคู่หมั้นว่าเอาก็ไม่เป็นไร เขาไม่ห้ามแต่เชิญทั้งสามไปเคลียร์กับคู่หมั้นเองถ้ากลับไปหาช้ากว่ากำหนด

 

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปหลังจากที่ไม่วิญญาณสาวปรากฏตัวให้เห็น วาเรียสรู้สึกเหมือนบางส่วนของชีวิตหายไป บางครั้งเขาก็ยังเผลอเรียกชื่อเธอเวลาจะออกไปข้างนอก อยากจิบชา หาเอกสาร และทำอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง แต่พอนึกได้ว่าเธอไม่อยู่แล้ว ชายหนุ่มก็รู้สึกเจ็บปวดจนต้องหาเหล้ามาดื่มแก้เครียด

"นี่เจ้าจะป้วนเปี้ยนอยู่ในหัวข้าไปถึงเมื่อไหร่" วาเรียสนึกถึงแต่เทียน่า จะทำอะไรก็มีแต่ภาพของวิญญาณสาวผ่านเข้ามาเสมอ มือซ้ายคว้าขวดเหล้าก่อนที่เขาจะยกขึ้นมากระดกรวดเดียวหมดขวด เมาตอนไหนก็อาจจะลืมเธอตอนนั้น

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังขัดจังหวะทำให้ชายหนุ่มวางขวดเหล้าก่อนจะอนุญาตให้ผู้มาใหม่เข้ามา จากนั้นร่างคุ้นตาของสี่องครักษ์ก็ปรากฏขึ้นทางด้านหลัง เทมเพสเห็นขวดเหล้าวางอยู่บนโต๊ะก่อนจะมองคนที่นั่งหันหลังให้ ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า บรรยากาศรอบตัวเจ้าของห้องมันดูเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด

"ท่านจ้าวขอรับ มีปัญหาอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า" เฟลมเป็นคนแรกที่ถาม เจ้าคนตัวเตี้ยที่สุดในกลุ่มเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ จึงเห็นสีหน้าคนถูกถามได้ชัดเจน วาเรียสหันมามองแล้วถอนหายใจ

"มากันหมดเลยเหรอ"

"จะไม่ให้มาได้ยังไงขอรับ ก็ท่านเล่นเศร้าอยู่อย่างนี้ มันก็ต้องมาดูเป็นธรรมดานะขอรับ นี่พวกข้าถึงขนาดผิดนัดกับคู่หมั้นมาเยี่ยมท่านเลยนะ" อาเนฟเดินมาอยู่อีกข้างพลางขึ้นเสียงเล็กน้อย ส่วนเทมเพสกับโยริคก็อ้อมมายืนอยู่ตรงหน้าคนนั่งอยู่

"นั่งสิ จะยืนค้ำหัวกันอีกนานไหม" ได้ตามนั้น ทุกคนรีบเลื่อนเก้าอี้ออกมานั่งทันที "อาเนฟ โยริค เฟลม พวกเจ้ามีคนที่รักอยู่นี่นะ ขอถามหน่อยสิ ถ้าคนที่ตัวเองรักจากไป พวกเจ้าจะทำยังไงถึงจะหายเศร้า"

"เอ่อ..." เรื่องนี้สามหนุ่มก็ตอบไม่ได้เพราะคู่หมั้นตัวเองยังอยู่ แต่เทมเพสรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง เพื่อความแน่ใจเขาถึงถามอีกฝ่ายกลับไป

"ท่านจ้าวมีคนรักแล้วหรือขอรับ"

"หา!?" อีกสามหนุ่มสะบัดหน้ามามองคนถามก่อนจะหันกลับไปมองคนนั่งซึมเศร้า วาเรียสเลิกคิ้วข้างหนึ่งจากนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"รู้ทันตลอด"

"ท่านจ้าวมีคนรักตอนไหนขอรับ ทำไมพวกข้าไม่รู้เลย" ขนาดเรื่องโยริคมีคู่หมั้น วาเรียสยังรู้แต่ทำไมเรื่องของอีกฝ่าย เขากับเพื่อน ๆ ถึงไม่รู้ ทว่าชายหนุ่มที่นั่งหน้าเศร้ามีสีหน้าไม่ดีนัก ทำให้ทั้งสี่รู้สึกเป็นห่วง

"สิบปีก่อน ตอนที่พวกเราถูกส่งไปเรียนที่โรงเรียนซินเทลล่า พวกเจ้าจำได้ไหม ที่ข้าจับฉลากได้ห้องพักที่ว่ากันว่าผีดุ ใครได้พักห้องนั้นก็พากันย้ายออกทุกราย" พูดถึงตรงนี้ อาเนฟ โยริค และเฟลมก็พากันเขยิบไปกอดเทมเพสอย่างพร้อมเพรียงเพราะรู้ว่ามันต้องเกี่ยวกับเรื่องผีแน่ ๆ

พวกเขากลัวผีนะ!

"ข้าเจอผีตนนั้น เป็นเด็กผู้หญิง ไม่เห็นน่ากลัวเลย ออกจะน่ารักมากกว่า นางช่วยดูแลห้องระหว่างที่ข้าออกไปข้างนอก หลังจากเรียนจบ ข้าก็พานางกลับมาด้วย เราอยู่ด้วยกันตลอดแถมนางก็โตขึ้นทุกวันราวกับคนมีชีวิต จากผีเด็กน่ารักกลายเป็นผีสาวแสนสวย ข้ารู้ตัวว่าชอบนางเข้าแล้ว ถึงจะรู้ว่าสักวันนางต้องหายไป แต่ก็อดรักไม่ได้ ที่สำคัญนางก็เพิ่งจากข้าไปไม่นานนี่เอง...แล้วพวกเจ้าจะนั่งกอดกันอีกนานไหม" วาเรียสเห็นทั้งสี่เอาแต่กอดกันด้วยสีหน้าหวาดกลัว เขาก็อยากจะถีบตกระเบียงเรียงคนนัก เรื่องผีที่เขาเล่าไม่เห็นน่ากลัวเลย แล้วพวกนี้จะกลัวอะไรนักหนา

"พวกข้าไม่ได้กลัวผีขอรับ" เทมเพสรีบชี้เเจง

"พวกข้ากลัวท่านจ้าวนั่นแหละ" อาเนฟรีบบอกว่ากลัวอะไร

"ท่านจ้าวมีรสนิยมแบบนี้เองหรือขอรับ ชอบของแปลก ไม่สิ! ชอบผี แถมอยู่กับผีมาเป็นสิบปี มิน่าล่ะ ข้าถึงได้ยินพวกเด็กรับใช้พูดกันว่าท่านจ้าวพูดกับผู้หญิงที่ไหนไม่รู้อยู่ในห้อง แต่พอเข้าไปดูก็ไม่เจอใคร" เฟลมกลัวผีอยู่แล้ว พอรู้ว่าเจ้านายมีผีสาวอยู่ใกล้ตัวก็ยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่

"เพราะผีสาวตนนั้นจากไปแล้ว ท่านจ้าวก็เลยมานั่งเศร้าแล้วก็ดื่มเหล้าเหมือนคนอกหักอยู่อย่างนี้ คุณพระ! ข้ามีเจ้านายชอบของแปลก!" โยริคทำหน้าตกใจพลางยกมือกุมแก้มก่อนจะถูกคนนั่งหน้าเศร้าเอาขวดเหล้าเคาะหน้าผากดัง

โป๊ก

"เออ! ข้าชอบผี รักผี อยากอยู่กับผีแล้วมันไปหนักส่วนไหนของพวกเจ้าฟะ!" วาเรียสยกเหล้าขึ้นมากระดกอีกครั้ง ท่าทางเจ้าตัวจะเริ่มเครียดอีกละ "ก่อนนางจะหายไปสามวัน นางกลายเป็นมนุษย์ หึ ๆๆ ไม่ใช่ผีแล้วก็เข้าทางเลย เสร็จข้าล่ะ"

"..." สี่หนุ่มมองหน้ากันแล้วจึงค่อย ๆ หันกลับมามองหน้าคนหัวเราะ เทมเพสหยิบขวดเหล้าของอีกฝ่ายขึ้นมาดูก่อนจะมองหน้าคนดื่ม เหล้าชนิดนี้ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าดื่มแล้วเป็นยังไง

"ข้าว่าท่านจ้าวคงเริ่มเมาแล้วล่ะ"

 

จดหมายจากต่างแดนถูกส่งมาถึงมือของผู้ปกครองแดนมืดทำให้ภายในท้องพระโรงที่มีขุนนางมากมายต่างอยู่ในความสงบ ในใจก็อยากรู้ว่าดินแดนไหนติดต่อมา หลังจากเกิดเรื่องที่ชายแดนเมื่อห้าปีก่อน แดนมนุษย์กับแดนเทวาก็มองว่าแดนมืดเป็นศัตรู บางดินแดนที่อยู่ในทวีปอื่นก็พลอยมองว่าปีศาจนั้นร้ายกาจไปด้วย แล้วอยู่ ๆ ทำไมถึงมีจดหมายจากแดนอื่นโผล่มาได้

จดหมายจากแดนพรายเหรอ จ้าวปีศาจที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สีทมิฬรับของที่ผู้นำสาส์นนำมาส่ง ถ้าเขาจำไม่ผิด ชาวพรายมีบรรพบุรุษเดียวกันกับชาวภูต แต่พวกเขาเลือกที่จะก่อร่างสร้างตัวจนเป็นดินแดนตั้งอยู่อีกฝั่งทะเลของแดนมืด ในขณะที่พวกภูตเป็นชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ตามชายแดนของดินแดนต่าง ๆ

"ราชาแดนพรายต้องการพบข้าเป็นการส่วนตัว" หลังจากอ่านจดหมายจบ วาเรียสก็ประกาศออกไปแต่ไม่บอกว่าสาเหตุที่ผู้ปกครองดินแดนนั้นจะมาคืออะไร แน่นอนว่าขุนนางปีศาจบางส่วนไม่เห็นด้วย

"แดนพรายเป็นดินแดนที่เล็กกว่า ข้าคิดว่าฝ่ายนั้นน่าจะมาพบท่านจ้าวอย่างสมเกียรติมากกว่านะขอรับ" ขุนนางที่เป็นชายวัยกลางคนกล่าวขึ้นอย่างไม่พอใจฝ่ายอยากขอพบซึ่งก็มีหลายเสียงที่เห็นด้วยกับเขา แดนพรายอาจจะเป็นดินแดนใหญ่แต่ถ้าเทียบกับแดนมืดก็ยังเล็กกว่าอยู่ดี ดังนั้นทำอะไรก็น่าจะเกรงกลัวดินแดนที่ใหญ่กว่า

"ก็เห็นด้วยนะ แต่ถ้าให้ฝ่ายนั้นจัดขบวนหรูหราเดินทางมา เราที่เป็นฝ่ายต้อนรับก็ต้องจัดสถานที่ดูแลพวกเขาในฐานะแขกบ้านแขกเมือง ไหนจะมีงานเลี้ยงและการแสดงอีก สิ้นเปลืองงบประมาณที่จะเอาไปช่วยเหลือประชาชนเปล่า ๆ ไปพบเป็นการส่วนตัวน่ะดีแล้ว" เมื่อจ้าวปีศาจตัดสินใจแล้ว เหล่าขุนนางและแม่ทัพก็ไม่ปฏิเสธ เมื่อราชาของพวกเขาเลือกแล้วว่าจะทำอะไร เจ้าตัวก็คืนคำไม่ได้ "เทมเพส ส่งข่าวไปบอกเจ้าเมืองเมืองท่ามาริเนล อีกสองวันข้ากับราชาแดนพรายจะพบกันที่นั่น"

"ขอรับ" เทมเพสที่ยืนอยู่ทางขวามือน้อมรับคำสั่ง วาเรียสไม่ไว้ใจพวกขุนนางนอกจากสี่องครักษ์ ส่วนใหญ่มีงานอะไร เขาจึงให้ทั้งสี่ช่วยงานมากกว่าให้พวกขุนนางช่วย

"ท่านจ้าว แล้วเรื่องแต่งตั้งราชินีล่ะขอรับ" เสียงของขุนนางอาวุโสท่านหนึ่งดังขึ้นทำให้ร่างสูงที่กำลังจะลุกหยุดชะงัก สี่องครักษ์ที่ยืนอยู่ขนาบก็อยากจะถอนหายใจอย่างนักแต่เก็บอาการไว้ก่อน

"ตอนนี้จะไม่มีการแต่งตั้งใครเป็นราชินีทั้งนั้น" วาเรียสตอบเสียงเรียบแม้ว่าในใจอยากจะโวยวายเต็มที แต่พวกขุนนางก็ยังไม่หยุด สิ่งที่พวกนั้นต้องการคือให้เขารับลูกหลานที่เป็นผู้หญิงไปเป็นราชินีหรือสนม

"เมื่อมีจ้าวปีศาจ ก็ต้องมีเจ้าชายแห่งแดนมืดนะขอรับ หากวันใดที่เราสูญเสียจ้าวปีศาจ เจ้าชายแห่งแดนมืดก็จะกลายเป็นเสาหลักของพวกเราแทน"

"เอาเป็นว่าลูกหลานพวกเจ้าไม่มีใครงามถูกใจข้าสักคนละกัน" วาเรียสตัดบทอย่างรำคาญ ร่างสูงลุกจากบัลลังก์เดินลงบันไดสามขั้นแล้วก้าวตามพรมแดงออกไปข้างนอกทำให้เหล่าขุนนางค้อมศีรษะแทบไม่ทัน

วันนี้แดนมืดก็ยังไร้ราชินีเคียงข้างจ้าวปีศาจอยู่เช่นเดิม

 

ช่วงเย็นวันนั้น วาเรียสก็ออกจากพระราชวังวัลลิเเวนแล้วมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ซึ่งเดิมทีเคยเป็นวิหาร วานาเลียอยู่ที่นั่นและไม่น่าจะออกไปไหน เขาจึงหาผลไม้มาฝากแม่ด้วย อดีตราชินีรดน้ำต้นไม้ในกระถางอยู่ด้านหลังตัวอาคารซึ่งเป็นโดมที่รวบรวมพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ไว้มากมาย เมื่อไปถึง ชายหนุ่มก็เคาะโต๊ะไม้ที่ตั้งอยู่กลางห้องโดมกระจกทันที

"แม่ ข้าเอาของมาฝาก"

"วาเรียสเหรอ เรียกแม่เหมือนเด็กเลยนะ" ความจริงอีกฝ่ายก็ยังเด็กอย่างที่เธอคิด เพราะสำหรับเผ่าพันธุ์ที่มีอายุยืนยาว จ้าวปีศาจที่เพิ่งจะอายุยี่สิบถือว่ายังเด็กเกินไปที่จะทำหน้าที่นี้ "สีหน้าไม่ค่อยดีนะ"

"ช่วงนี้มีแต่เรื่องน่ะแม่ ไงจ๊ะน้องกาบหอยแครง คิดถึงป๋าไหม" วาเรียสหันไปเล่นกับต้นกาบหอยแครงก่อนจะชักมือกลับเมื่อมันทำท่าท่าจะงับ ชายหนุ่มก็เลยตบกระถางมันจนล้มกลิ้ง

"เจ้ามาก็ดีแล้ว พอดีแม่มีคนคนหนึ่งอยากให้เจ้าเจอสักหน่อย" วานาเลียเห็นใครบางคนลอยทะลุผนังเข้ามาทางด้านหลังก็เลยให้ชายหนุ่มหันไปดู

"ไงวาเรียส โตขึ้นเยอะเลยนะ แต่หน้าตาก็ยังดูโง่ ๆ เหมือนเดิม" ร่างโปร่งแสงของอดีตจ้าวปีศาจนั่นเองที่โผล่มาแถมเจ้าตัวยังทักทายลูกชายด้วยสีหน้าหาเรื่อง วาเรียสนิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า

"พ่อหล่อเนอะ ผิวขาวใสด้วย ทาโลชั่นหมดไปกี่ขวดแล้วถึงจืดจางขนาดนี้"

...และนั่นคือสาเหตุที่คาเรียสไล่เตะลูกชาย

 

ช่วงกลางคืนเป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่นอนหลับพักผ่อน วาเรียสก็เช่นกัน ปีศาจที่มีพลังมากที่สุดในดินแดนก็จำเป็นต้องมีเวลาพักบ้าง ตอนนี้ความรู้สึกที่หนักอึ้งอยู่ในใจเริ่มเบาลงนิดหน่อย อดีตจ้าวปีศาจคาเรียสยังอยู่กับแดนมืด แม้ว่าเขาจะตายไปแล้วแต่ดูเหมือนเวลาในโลกนี้ยังไม่หมด เจ้าตัวจึงต้องอยู่ที่นี่ต่อไป วานาเลียคงจะไม่เหงาแล้วเพราะคนที่เธอรักกลับมา แต่คนที่เหงาจริง ๆ คือวาเรียสซะเองแม้ว่าเขาจะมีพวกเทมเพสอยู่ก็ตาม

"เทียน่า..." ร่างสูงเรียกชื่อวิญญาณสาวอย่างแผ่วเบา ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงจะโผล่มาแล้ว แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรปรากฏขึ้นเลย เจ้าของห้องหยิบสมุดภาพวาดจากชั้นหนังสือก่อนจะหงายหลังลงไปนอนแผ่บนเตียงใหญ่ มือสองข้างก็เปิดสมุดดูภาพของเทียน่าที่ตัวเองวาดไว้

ช่วงแรก ๆ ของสมุดเป็นภาพเด็กหญิงผู้น่ารัก

ช่วงกลาง ๆ ของสมุดเป็นภาพหญิงสาวแสนสดใสที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ในทุ่งหญ้า

และช่วงท้าย ๆ เป็นภาพของหญิงสาวผู้มีรอยยิ้มงดงามราวกับนางฟ้า

เทียน่า แอมโบเรีย เจ้าหญิงผู้เป็นธิดานอกสมรสของเจ้าชายลำดับที่สามแห่งโรซานเมื่อหลายปีก่อน วิญญาณสาวที่กลายเป็นคนรักของเขา บางทีวาเรียสก็อยากจะหลอกตัวเองว่าเทียน่ายังอยู่ใกล้ ๆ แต่เขาก็ทำไม่ได้เพราะมองไปทางไหนก็ไม่เห็นเธอ

"ได้แค่ฝันสินะ" ภาพของอีกฝ่ายคงอยู่ในความทรงจำและอยู่ในภาพวาดที่เขาเคยวาดเอาไว้ บางครั้งเขาก็กลัวว่าสักวันอาจจะลืมเธอจึงพยายามคิดถึงอยู่ตลอด ขณะเดียวกันความคิดนั้นก็ทำให้เขาเจ็บปวด

ในที่สุดปีศาจหนุ่มก็ปิดสมุดภาพแล้วใช้พลังทำให้มันลอยกลับเข้าไปในชั้นหนังสือตามเดิม ส่วนตัวเองก็ออกไปยืนสูดอากาศที่ระเบียงหลังห้อง ม่านสีดำที่กางออกไปไกลสุดสายตาประดับประดาไปด้วยหมู่ดาวนับล้านดวง พวกมันกะพริบแสงรัว ๆ เหมือนกำลังหัวเราะเยาะเขาอย่างไรอย่างนั้น พลันดาวตกก็ปรากฏสู่สายตา มันพุ่งหายเข้าไปในเส้นขอบฟ้า จากนั้นก็มีดาวตกพุ่งลงมาอีกมากมาย วาเรียสจำได้ว่าเคยมีความเชื่อหนึ่งที่กล่าวถึงการอธิษฐานขอพรจากดวงดาว ถ้าเขาขอพร พระเจ้า เทพแห่งดวงดาว หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะเห็นใจเขาไหม

“ถ้าข้าขอพรว่าให้ได้คุยกับเทียน่าในความฝัน พวกท่านจะเมตตาข้าหรือเปล่า”

แน่นอนว่าไม่มีเสียงใดตอบแต่อย่างน้อยเขาก็พรไปแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

368 ความคิดเห็น

  1. #17 Noname (@0827724678) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 มกราคม 2558 / 06:43
    ท่านวาเรียสทำงานจนใกล้คลั่งสินะ
    #17
    0
  2. #16 Noname (@0827724678) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 มกราคม 2558 / 06:43
    ท่านวาเรียสทำงานจนใกล้คลั่งสินะ
    #16
    0