THE WORLD.Z(ฝ่าพันธกิจองค์กรพิทักษ์โลก){MPREG}{R18}

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 276 Views

  • 0 Comments

  • 30 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    42

    Overall
    276

ตอนที่ 2 : Episode.1 - 'DEC 31' : " สิ้นปีของบ้านธรรมพิทักษ์อนันต์ "

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 89
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    5 ม.ค. 62





"ขอบคุณมากนะครับ..."


          เสียงของเด็กหนุ่มพูดขึ้นในขณะที่พนมมือทั้งสองข้างไว้ที่อก ก่อนที่จะใช้มือข้างหนึ่งรับซองสีขาวมาไว้ในมือและหยิบของที่ระลึกเป็นปากกาแท่งอ้วนๆสั้นกว่าปากกาปกติที่ใส่อยู่ในซองลูกไม้ใส มีเชือกสีดำผูกเพื่อไม่ให้ปากกาหลุดออกมาได้ ส่วนซองที่อยู่อีกมือก็ส่งให้กับเพื่อนที่สวมชุดนักเรียนโรงเรียนเดียวกันที่ยืนอยู่ข้างๆ "ฮอลลี่ เห็นเจ้าป้องบ้างมั๊ย? มันไปไหนแล้วเนี่ย"

" ไม่รู้เหมือนกันว่ะคิม " เด็กหนุ่มพูดพลางใช้มือข้างหนึ่งขยับแว่นกรอบกลมสีดำของตัวเองให้เข้าที่ "สงสัยอยู่กับเจ้ายอมั้ง แกรีบหันไปรับซองก่อนดิ๊--- แขกต่อแถวยาวแล้วมั๊ย?!"

ทันทีที่หันไป แขกผู้มาร่วมงานศพยืนต่อแถวเพื่อมอบซองขาวและรับของที่ระลึกยาวเกือบจะ 20 คนเห็นจะได้ เด็กหนุ่มสองคนทำปากเป็นวงรี ก่อนที่จะรีบขะมักเขม้นรับซองและมอบของชำร่วยมือเป็นระวิง

---- ในขณะเดียวกันที่มุมด้านหนึ่งของศาลา ร่างของเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนอีกคนนั่งอยู่ที่พื้น หลังพิงผนังของศาลาวัด ใบหน้าดูเหม่อลอย แหงนหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้า รวมกับมองหาอะไรบางอย่างไปอย่างไร้จุดหมาย


" เฮ้--- ป้อง "


เสียงเรียกชื่อไม่ได้เรียกความสนใจจากเด็กหนุ่มได้แม้แต่น้อย ดวงตาสองข้างยังคงจ้องมองบนท้องฟ้าไปอย่างไรจุดหมาย โดยไม่มีการขยับใดใดแม้แต่น้อย และดูจะไม่ได้ขยับออกจากตรงนี้มาครู่ใหญ่แล้ว
" เฮ้ย! ชั้นเรียกแกอยู่นะเว่ย! " ร่างของเพื่อนในชุดนักเรียนเดียวกันตรงเข้าไปนั่งข้างๆ พร้อมกับใช้ไหล่ข้างหนึ่งชนเข้ากับไหล่ของอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ เหมือนอยากให้เจ้าตัวหันมาสนใจการกระทำของตัวเอง " ชั้นเสียใจด้วยเรื่องพ่อแม่ของนาย แต่ยังไงนายก็ต้องมีชีวิตต่อไป สู้หน่อยดิวะ! อย่ามานั่งเหม่อแบบนี้"

".............................."


แต่ก็ยังคงไร้เสียงตอบและการกระทำอันตอบโต้ใดใด


"....เฮ้อ" เขาถอนหายใจยาว ถ้าเป็นปกติคงจะใช้มือข้างหนึ่งเสยเข้าให้ที่หน้าผากให้แล้ว ถ้าทำตัวหูทวนลมแบบนี้ ..ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาอันเหมาะอันควร ในงานศพของพ่อแม่เพื่อนสนิทอย่างนี้ เขาเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรจริงๆ ถ้าเป็นเขาก็คงจะเศร้าและทำอะไรไม่ถูก ไม่ได้แตกแต่งกับตอไม้ตรงหน้าเท่าไหร่นัก --แต่ยังไงหน้าที่ของเพื่อนก็ต้องช่วยกันในวันที่หนักหนาแบบนี้ ถึงจะต้องพูดจนปากฉีกถึงรูหู เขาก็อยากจะให้เพื่อนสนิทคนนี้กลับมาร่าเริงเหมือนเดิม
" เอาเถอะ ถ้ายังไม่อยากพูดอะไรตอนนี้ " อย่างน้อยนั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆแบบนี้ ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยล่ะนะ----

" ชั้นไม่อยากอยู่แล้วว่ะ... "
เสียงพูดเบาๆเหมือนลมพัด แต่ทำให้คนที่นั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆหันควับไปหาต้นเสียงในเสี้ยววินาที ---โอ้ย ยอมพูดซะที!
" ไปที่อื่นมั๊ยล่ะ ชั้นก็ว่าบรรยากาศในวัดมันหดห------ "
" ชั้นหมายถึง ชั้นไม่อยากอยู่บนโลกนี้แล้ว " ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองท้องฟ้า " อยากตายว่ะ... "


          เด็กหนุ่มที่นั่งกอดเข่าย่นคิ้ว ใจนึงก็อยากจะกระชากคอเสื้อแล้วตะโกนด่า 'คิดอะไรปัญญาอ่อน!' ให้มันรู้แล้วรู้รอด แต่ก็อย่างว่า มันใช่เวลาซะทีไหนล่ะตอนนี้ ...จากการด่าก็เปลี่ยนมาเป็นความเข้าใจ เขารู้ว่าเพื่อนคงกำลังอยู่ในอารมณ์ที่ดิ่งอย่างสุดๆแล้ว ก็น่าอยู่นะ เมื่อ 3 ปีที่แล้วก็เพิ่งเสียพี่ชายคนเดียวจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ มาตอนนี้ก็มาเสียพ่อแม่ไปจากเหตุเครื่องบินตกอีก ทั้งที่คิดว่าการเสียพี่ชายที่สนิทกันมากขนาดนั้น จะไม่มีอะไรทำให้เศร้าไปมากกว่านี้อีกแล้ว..

" เอาน่า---- อย่าเพิ่งคิดงั้นดิวะ " มือข้างหนึ่งตบบ่าของอีกฝ่ายที่ยังคงไม่ละสายตาจากท้องฟ้า ตอนนี้พระอาทิตย์ตกดินแล้ว ความมืดด้านบนนั้น เริ่มทำให้เห็นแสงจากดวงดาวเป็นจุดๆ ถึงแม้ท้องฟ้ายามค่ำคืนของเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ จะมองไม่เห็นดวงดาวเหมือนกับอยู่ต่างจังหวัด ---แต่คืนนี้ดูจะเห็นดาวเยอะเป็นพิเศษแฮะ " พ่อแม่นาย กับ พี่ปริณคงไม่อยากเห็นนายเป็นแบบนี้หรอก ยังไงนายก็ต้องมีชีวิตอยู่เผื่อพวกเค้าด้วยสิ "

" อยู่ไปเพื่ออะไรล่ะ? " น้ำเสียงยังคงราบเรียบเหมือนพูดในลำคอ " ไม่มีใครอยู่แล้ว ชั้นจะอยู่ทำไม? ให้ทำอะไรต่อล่ะ เรียนไปเพื่อใคร มีชีวิตไปเพื่ออะไรกัน---"
คำถามมากมายหลั่งไหลออกมาพร้อมกัน จนเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบเพื่อนว่ายังไงดี มันไม่ใช่เรื่องที่จะตอบกันได้ในคำสองคำ หรือ ประโยคสองประโยคจะเข้าใจได้ คงเป็นการพูดด้วยอารมณ์เท่านั้น ใครๆเวลาเศร้าก็พูดอะไรแบบนี้ทั้งนั้นล่ะ เด็กหนุ่มคิด " เออๆ เอาน่า แกก็ยังมีชั้น มีคิม มีเจ้าฮอลลี่นะเว่ยเพื่อน!--- อย่าเศร้าไปเลยนะ"



...............................นี่เป็นคำพูดที่อาจจะไม่ได้ดีที่สุด แต่มันก็ไม่รู้จะพูดอะไรที่ดีกว่านี้แล้วนี่นา...



          งานศพดำเนินไปจนเสร็จสิ้น ถึงจะสวดแบบศาสนาพุทธตามศาสนาของมารดา แต่บิดาของป้องนั้นนับถือศาสนาคริสต์ ครอบครัวเคยตกลงกันไว้ว่า จะจัดงานศพแบบศาสนาพุทธ แต่จะไม่เผาแบบทั่วๆไป ให้บรรจุศพในโลงฝังไว้แบบศาสนาคริสต์ เมื่อตอนพี่ชายของป้องก็เช่นเดียวกัน
หลายวันผ่านไปหลังจากพิธีฝังศพบิดามารดา ถึงจะพูดว่าฝังศพ แต่จริงๆแล้วนอกจากเสื้อผ้ากับของรักของหวงแล้ว ในโลงก็ไม่มีอะไรอย่างอื่น เพราะอุบัติเหตุทางเครื่องบินทำให้ไม่สามารถค้นหาแม้กระทั่งศพของผู้โดยสารทั้งหมดภายในเที่ยวบินนั้นได้ คนจำนวนกว่า 200 คน พร้อมนักบิน และ ลูกเรือ ล้วนสูญหายไปจนหมดสิ้นหลังจากการระเบิดกลางอากาศก่อนที่จะตกลงกลางมหาสมุทรอาร์กติก โศกนาฏกรรมความสูญเสียครั้งใหญ่ในช่วงก่อนปีใหม่ เป็นข่าวดังไปทั่วโลก ราวกับเป็นการส่งท้ายปีเลยก็ว่าได้

...เด็กหนุ่มผมสีดำในชุดนักเรียนเปิดประตูบ้าน ความเงียบทำให้ได้ยินเสียงที่ปกติไม่เคยได้ยินมาก่อน ทั้งเสียงกลอนประตูที่เริ่มเก่า หรือ เสียงเนื้อไม้ประตูที่ลั่นเบาๆจากการบิดตัวของบานพับแสตนเลส แม้แต่พื้นหินอ่อนที่ปกติไม่มีเสียงเมื่อยามเดิน แต่ครั้งนี้กลับได้ยินเสียงฝีเท้าตัวเองเด่นชัด ---เขาเดินไปรอบๆ ภายในบ้านหลังใหญ่ที่มีห้องนอนหลายห้อง สถานที่ที่เคยมีพ่อแม่ และ พี่ชาย รวมทั้งตนอยู่กันพร้อมหน้า สระว่ายน้ำที่นิ่งสนิทไม่เคลื่อนไหว สวนหลังบ้าน ต้นไม้ทุกต้น ทุกอย่างดูเงียบสงัดเมื่อไม่มีใคร เด็กหนุ่มเคยบ่นอยู่เสมอว่าบ้านหลังนี้เล็กเกินไป แต่ตอนนี้มันดูใหญ่เหลือเกินจนวังเวง ----การมีชีวิตอยู่คนเดียวมันเป็นแบบนี้เองอย่างนั้นเหรอ...


" พ่อฮะ.... แม่.... พี่ปริณ... "


------- 'ใครก็ได้ ช่วยมาอยู่ตรงนี้ที ' เด็กหนุ่มทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหญ้าในสวนของบ้าน เสียงสะอื้นพรั่งพรูออกจากอก ใบหน้าซุกลงกับเขาทั้งสองข้างของตัวเอง พ่อมักสอนเสมอว่า ' ลูกผู้ชายจะต้องไม่ร้องไห้ให้ใครเห็น ' เขาก็พยายามมาตลอดหลายวันนี้ พยายามจะไม่ร้องไห้ พยายามที่จะเป็นทุกสิ่ง ถ้ามันทำให้ครอบครัวของเขากลับมา... " ฮ.....ฮึก------ พี่ปริณ------ผมจะทำยังไง.... "

...อะไรคือสิ่งที่เขาจะต้องทำต่อไป? พรุ่งนี้่เขาจะต้องใช้ชีวิตแบบไหน จะต้องยืนอยู่เพียงลำพังโดยไม่มีพ่อแม่ และ พี่ชายเหมือนที่เคยมีอีกแล้ว ใครจะเป็นคนที่คอยดุว่า สั่งสอน โอบกอดความสุขและความทุกข์ของเขาเอาไว้กัน---


' ผมจะไปอยู่กับพ่อแม่ กับพี่ปริณ! '


นี่คือความคิดเดียวในหัวของเขาตอนนี้ ----ใช่สิ ไม่มีใครแล้วนี่นา ไม่ต้องมีใครรับรู้ความสุขความเศร้าหรือความเสียใจของเขาอีกต่อไปแล้ว เขาจะเป็นอะไร จะทำอะไร มีชีวิตอยู่หรือไม่ มันไม่มีคนให้ต้องใส่ใจอีกแล้ว ถ้าตายไปก็คงจะจบ ไม่ต้องรู้สึกเศร้า ไม่ต้องรับรู้อะไร เหมือนนอนหลับไปก็เท่านั้น และจะได้ไปเจอพ่อแม่ กับ พี่ชายอีกด้วย ------ เขาคิดวนไปมา

---- ว่ากันว่า เมื่ออารมณ์อยู่เหนือความคิด จิตมักพาร่างกายไปตามอารมณ์----

รู้ตัวอีกที สองขาของเขาก็พาตัวเองเดินมาเรื่อยๆจนถึงสถานที่แห่งหนึ่ง โดยที่ตัวของเขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องเป็นที่นี่ และ เขามาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่... สถานที่ที่เรียกว่าเป็นศูนย์กลางการจราจรของเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร ที่มีทั้งรถไฟฟ้า และ การขนส่งอื่นๆ ผู้คนคับคั่ง การจราจรรอบวงเวียนก็ดูแน่นขนัด ---รู้ตัวอีกที ก็มายืนอยู่บนสะพานลอยที่เป็นทางเชื่อมระหว่างแยกต่างๆกับรถไฟฟ้าสถานี ' อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ '
ถึงจะเป็นเวลากลางคืน สถานที่นี้ก็แน่นไปด้วยผู้คนที่เดินทางไปมาอยู่เสมอ เสียงแตรรถ และ เสียงตะโกนขายของดังสลับไปมาทั่วบริเวณ ผู้คนตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงคนแก่ คนรวยหรือคนจน ก็สามารถหาพบได้ที่นี่ สถานที่ที่รายล้อมด้วยความหลากหลาย ห้างสรรพสินค้าไปจนถึงรถเข็น หรือ มีแม้กระทั่งโรงพยาบาล... เป็นความหลากหลายมากมายที่ปนเป ดูไม่มีระเบียบแต่กลับมีความสำคัญในแง่ประวัติศาสตร์ ----ที่ตั้งของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
สถานที่ตั้งหลักกิโลเมตรที่ 0(ศูนย์) จุดตัดระหว่างถนนพหลโยธิน ถนนราชวิถี และ ถนนพญาไท แยกถนนออกเป็น 4 สาย แต่กลับไม่เป็นสี่แยกธรรมดาทั่วไป เป็นสถานที่ตั้งของอนุสาวรีย์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนความกล้าหาญของทหาร ตำรวจ และ พลเมืองผู้เสียสละชีวิตไปเมื่อครั้งที่ประเทศมีการพิพาทกับประเทศฝรั่งเศส ระลึกถึงผู้สละชีวิตไปจำนวน 59 คน ตัวอนุสาวรีย์เองออกแบบจากดาบปลายปืนอันเป็นอาวุธของทหารซึ่งตัวปลายดาบชี้ขึ้นบนและหันส่วนคมดาบออก ล้อมรอบไปด้วยรูปปั้นหล่อจากทองแดงขนาดสองเท่าของคนธรรมดา อันเป็นตัวแทนของนักรบ 5 เหล่า คือ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และ พลเรือน ตระหง่านอย่างเป็นสง่าราวกับกำลังคุ้มกันบางสิ่งที่สำคัญตรงใจกลางนั้น...


---ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสถานที่นี้ผุดขึ้นในหัวราวกับฉายภาพอาจารย์สอนภายในห้องเรียน ทำให้จิตใจที่ล่องลอยถูกดึงกลับมาจากภวังค์ชั่วครู่หนึ่ง เมื่อได้มองไปที่รูปปั้นของตัวแทนนักสู้ทั้ง 5 ฝ่าย ที่แม้จะไม่มีชิวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว สิ่งที่ทำเอาไว้ก็ยังคงถูกจารึกและระลึกถึงอยู่เสมอ แม้เวลาจะผ่านเลยมาหลายสิบปี ----ผิดกับเขาที่กำลังอยากจะจบชีวิตของตัวเองลง โดยที่ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หรือ มีอะไรที่น่าจดจำให้กับโลกใบนี้เลย ' แต่เรามันก็แค่เด็กคนนึง--- ไม่มีวีรกรรมอะไรให้ใครได้จดจำได้หรอก '

ที่ขาสองข้างพามาที่นี่อย่างไม่รู้ตัว คงเพราะเป็นสถานที่ที่เขามากับครอบครัวบ่อยที่สุด เพราะแม่เป็นนางพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลราชวิถี พ่อก็อยู่กองทัพอากาศไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่นัก แล้วก็พี่ปริณ--- พี่ชายคนเดียวก็เป็นครูสอนพิเศษ โรงเรียนกวดวิชาที่พี่ปริณสอนก็ไม่ไกลจากแถวนี้ ที่นี่จึงเป็นมากกว่าศูนย์กลางของกรุงเทพมหานคร แต่ยังเป็นศูนย์กลางการพบกันของครอบครัวธรรมพิทักษ์อนันต์ ที่ใช้เป็นสถานที่ในการนัดทานข้าว ดูหนัง เดินเที่ยว และ กิจกรรมครอบครัวอีกหลายอย่าง...
ครั้งที่ทุกคนยังคงอยู่พร้อมหน้า เขาคิดเสมอว่า ' การนัดเจอกันบ่อยๆมันช่างเสียเวลา ' เพราะยังไงเดี๋ยวกลับบ้านก็เจอกัน ตื่นเช้ามาก็เจอกัน ทุกคนยังไงก็อยู่ตรงนั้นเสมอไม่ว่าจะตอนไหน หลายครั้งที่เขาไม่ยอมไปตามนัดบ้าง เพราะนัดเพื่อนเล่นเกมส์ นัดไปสังสรรค์ ไปดูหนัง ไปเตะบอลกับเพื่อนๆ มันสนุกกว่าที่จะเป็นคนวัยเดียวกันทำกิจกรรมด้วยกัน ของที่บ้านเหรอ--- วันไหนก็ได้..


จนถึงวันนี้ ..วันที่ไม่มีใครให้กลับไปหาแล้ว


ถึงจะอยากเอาเวลาทั้งหมดคืนมา หวนกลับไปให้ครบนัดของครอบครัวทุกครั้ง ทุกเวลาไม่มีขาด ก็ไม่อาจจะทำได้อีกแล้ว ความจริงที่ว่า ' เราจะไม่เห็นความสำคัญของสิ่งๆนั้น จนกว่าจะสูญเสียมันไป ' ยังคงเป็นความจริงอันน่าเศร้าอยู่เสมอ เหมือนที่พี่ปริณเคยพูดอยู่บ่อยๆ ให้เรารู้จักดูแลรักษาสิ่งที่สำคัญเอาไว้ เพราะเมื่อใดที่เสียมันไป ต่อให้ร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือด หรือ คุกเข่าอ้อนวอนแค่ไหน สิ่งที่เสียไปแล้ว ไม่อาจคืนมาก็จะไม่หวนคืนมา ..ทิ้งไว้แต่ความทรงจำและความรู้สึกเศร้าทุกครั้งที่นึกถึง

---- นี่เขาคิดอะไรอยู่นะ...เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อนึกถึงความทรงจำเก่าๆ...เขามาเพื่อจะจบชีวิตตัวเองลงที่นี่ต่างหาก


...แต่ด้วยวิธีไหนล่ะ?


เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนกางเกงขาสั้นสีกากี สัญลักษณ์ของเครื่องแบบโรงเรียนรัฐบาลที่เขาเองอยู่ในชุดนี้มากกว่าชุดไหนๆตั้งแต่เริ่มขึ้นม.ปลายมา เวลาส่วนใหญ่ก็หมดไปกับโรงเรียน เขาไม่ได้นึกถึงเลยว่าจะเปลี่ยนเป็นชุดไปรเวท หรือ เสื้อตัวเก่งอื่นๆก่อนที่จะเดินมาถึงที่นี่ ความจริงเขาน่าจะเปลี่ยนมันนะ--- น่าจะตายในชุดเสื้อยืด กับ กางเกงยีนส์ตัวเก่งมากกว่าชุดนักเรียนเชยๆแบบนี้ โธ่---ทำไมก่อนหน้านี้ไม่คิดกันนะ!! จะให้เดินกลับบ้านไปเปลี่ยนชุดก่อนเหรอ? นี่มาไกลถึงขนาดนี้แล้วจะให้กลับไปเพื่อเปลี่ยนชุดได้ยังไง??

" ช่างมัน... "

คำพูดก้องออกมาอย่างไม่รู้ตัวทั้งที่ยืนอยู่ริมสะพานลอยเพียงลำพัง ส่งให้คนที่เดินผ่านไปมาได้ยินแล้วหันไปมองเจ้าของเสียงที่อยู่ๆก็พูดออกมาอย่างไม่มีปีไม่มีขลุ่ย เมื่อลบความคิดอื่นๆออกไปจากหัวจนหมดสิ้น มือข้างหนึ่งของเขาก็ล้วงกระเป๋าและหยิบมือถือขึ้นมาดู เพื่อให้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะลาโลกนี้ไป ---ภาพในคลังเก็บรูปมากมายเป็นร้อยเป็นพันภาพ มีรูปครอบครัวอยู่ไม่ถึง 50 รูปด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มกุมความรู้สึกผิดหวังในตัวเองเอาไว้ เพิ่งจะมาสังเกตว่าตัวเองให้ความสำคัญกับครอบครัวน้อยมาก ก็รู้ว่าน้อยอยู่ แต่ก็ไม่คิดว่าจะน้อยขนาดนี้

------------- ' slide to power off ' -------------

นิ้วที่ลงน้ำหนักเพื่อที่จะปิดโทรศัพท์เครื่องนี้ ไม่เคยรู้สึกว่าการปิดโทรศัพท์มันต้องใช้ความพยายามมากถึงเพียงนี้เลย แต่เขาคงไม่ต้องใช้มันอีกต่อไปแล้ว เมื่อคิดดังนั้น นิ้วโป้งก็เลื่อนปุ่ม Touch Screen ไปทางขวาอย่างรวดเร็ว ในเสี้ยววินาที แสงไฟจากโทรศัพท์ก็ดับลง และ คงจะไม่เปิดมันขึ้นมาอีก " ขอโทษทีนะ---ชั้นคงไม่ต้องใช้แกอีกต่อไปแล้ว... "
โทรศัพท์มือถือถูกยกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง เด็กหนุ่มโน้มต้นแขนข้างนั้นไปด้านหลังพร้อมกับเง้อจนสุด เพื่อหมายจะขว้างความทรงจำทั้งหมดออกไปในชั่วพริบตา และ..พร้อมทั้งร่างของเขาที่จะตามมันลงไปติดๆ ให้ลงไปสู่เบื้องล่าง แตกสลายไปพร้อมกันกับความฝัน ความรู้สึก ความทรงจำและทุกสิ่งทุกอย่าง ในมันจบไปในเสี้ยววินาที....


" จบซะที! "


ชั่วอึดใจที่เขาตะโกนออกไปนั้น แสงสะท้อนอะไรบางอย่างก็แยงลูกตาของเขาเข้า ทำให้เขาแสบตาจนต้องเบือนหน้าหนี แขนข้างที่จะเขวี้ยงมือถือออกไป กลับต้องถูกดึงลดเข้าหาตัวเพื่อกันแสงที่สะท้อนเข้าตาจนมองไม่เห็นอะไร เหมือนกับวิทยาศาสตร์เบื้องต้นทั่วไป เมื่อแสงที่สะท้อนเข้าในตานั้นสว่างจ้าเกินดวงตาจะรับได้ ทำให้เกิดอาการพร่ามัวไปชั่วครู่ และ เกิดจุดสีม่วงอมน้ำเงินสะท้อนอยู่ภายในลูกตาจนแทบมองอะไรไม่เห็น
--- แต่ในชั่วขณะนั้น เด็กหนุ่มกลับมองไปเห็นอะไรบางอย่าง จากจุดที่เกิดแสงสะท้อนเมื่อครู่ ในชั่วครู่ที่ดวงตากำลังปรับสภาพให้เข้าที่นั้น เขาเห็นเหมือนมีอะไรบางอย่างพันรอบอนุสาวรีย์ชัยตรงหน้า ราวกับเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิต ลำตัวที่พันรอบเป็นเกล็ดเหมือนเกล็ดงูแต่เป็นสีเขียวเข้ม สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่นั่นพันไปรอบแกนกลางของอนุสาวรีย์ ส่วนหัวที่เหมือนงูที่มีเขาตรงกลางศีรษะทำท่าเหมือนกำลังส่งเสียงคำราม ----แต่เขากลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เหมือนกับดูหนังสัตว์ประหลาดที่ปิดเสียงเอาไว้ เห็นเพียงแต่ภาพเท่านั้น


" ตัวอะไรฟะ!? "


ด้วยความตกใจ และ สัญชาติญาณของเด็ก GEN ใหม่ เขาลืมทุกสิ่งไว้ชั่วขณะก่อนที่จะยกมือถือขึ้นเพื่อจะถ่ายภาพสิ่งที่เขาเห็น แต่ก็ต้องลดมือถือลงและสบถไปมา ก็เขาเพิ่งปิดมือถือลงอย่างดราม่าเมื่อกี้นี้เอง! โธ่โว้ย!! ตาทั้งสองข้างมองสลับไปมาระหว่างสัตว์ประหลาดตัวยักษ์กับการพยายามเปิดมือถือ ที่เขาเพิ่งจะดราม่ากับไว้ว่า ' คงจะไม่ต้องใช้มันอีกแล้ว '

" เปิดสิๆๆๆๆ!! เร็วๆๆๆๆ เดี๋ยวถ่ายไม่ทัน!! "

แปลกที่คนรอบข้างเอาแต่เดินผ่านไป มีแต่บางคนที่หยุดดูพฤติกรรมลุกลี้ลุกลนของเด็กหนุ่ม ไม่มีใครรู้เลยว่าเด็กคนนี้เป็นคนเดียวกับเด็กในชุดนักเรียนที่มีท่าทีเหม่อลอย หมดอะไรตายอยาก ---ที่ตอนนี้ดูเป็นเด็กสติไม่ดีที่พูดกับมือถือของตัวเองอยู่คนเดียว
เมื่อมือถือถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง เขาก็เล็งศูนย์กล้องไปที่อนุสาวรีย์ซึ่งเขาเห็นสัตว์ประหลาดขนาดมหึมาพันรอบอยู่ทันที แต่เมื่อมองจากในมือถือ เขากลับไม่เห็นอะไร นอกจากภาพของอนุสาวรีย์ที่เป็นปกติ และ รถลาคับคั่งที่มีแสงไฟสีขาวสีส้มของรถสลับไปมาเท่านั้น สร้างความประหลาดใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อลดมือถือลงมองไปที่อนุสาวรีย์ตรงหน้า เขาก็ยังเห็นสัตว์ยักษ์คล้ายงูขนาดมหึมาอยู่ตรงหน้าเลย

" สงสัยต้องไปใกล้กว่านี้ แสงอาจจะไม่พอ!! "

เร็วกว่าความคิด--- ขาทั้งสองข้างวิ่งออกจากตรงบริเวณที่ยืน ฝ่าฝูงชนเพื่อหมายไปที่บันไดทางลงไปข้างล่าง ตาทั้งสองยังคงจดจ้องไปที่อนุสาวรีย์ ให้แน่ใจว่าเจ้าตัวยักษ์อะไรนั่นมันยังอยู่ ตอนนี้ในหัวของเขาทิ้งทุกอย่างไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแต่ใจที่จดจ่อกับสิ่งประหลาดที่ไม่เคยเห็นมาก่อนตรงหน้า และ ดูท่าว่าจะไม่มีใครเห็น นอกจากเขาคนเดียว...
ตอนนี้ปลายเท้าทั้งสองข้างของเขาจรดอยู่ริมฟุตบาททางเดินเท้าที่รายล้อมไปด้วยผู้คน สิ่งเดียวที่กั้นขวางระหว่างเขา และ ตัวอนุสาวรีย์เบื้องหน้าที่มีสัตว์ประหลาดนั่น คือ ถนนกว้างเกือบ 10 เลน และ การจราจรที่คับคั่งของคืนวันศุกร์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าดุเดือดไม่แพ้สงครามกลางเมืองเลยทีเดียว

" โอเค! เราต้องข้ามถนน! "

---ไม่สนว่าจะเป็นทางม้าลายหรือไม่เป็น ถนน 10 เลนก็หาใช่จะเป็นอุปสรรคสำหรับเขา ขาสองข้างวิ่งฝ่าดงรถจักรยานยนต์และรถชนิดอื่นๆที่วิ่งสลับอยู่รอบวงเวียนของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ท่ามกลางเสียงเบรกจนล้อเบียดถนน เสียงบีบแตร หรือ จะเป็นเสียงโวยวายตะโกนด่า ไม่เลย-- มันไม่มีความหมายสำหรับเขาทั้งนั้นในตอนนี้ รึจะว่าอีกอย่างคือ เขาไม่ได้ยินมันด้วยซ้ำ
ชั่วครู่ที่กำลังจะวิ่งฝ่าถนนเลนสุดท้ายเพื่อถึงขอบฟุตบาทของตัวอนุสาวรีย์ จักรยานยนต์คันหนึ่งวิ่งพุ่งมาอย่างเร็วราวกับไม่เห็นร่างของเด็กหนุ่มที่อยู่กลางเลนในวินาทีนั้น แสงไฟหน้าของรถจักรยานยนต์สาดเข้าหน้าพร้อมกับเสียงล้อรถบดเบียดถนนลั่นดังเอี๊ยดยาวก้องขึ้นมาในหัว " เดี๋ยว! ยังไม่อยากตายตอนนี้ รอก่อน! "
ชั่ววูบนั้น เด็กหนุ่มรู้สึกถึงสัมผัสของนิ้วมือที่รวบต้นแขนของตนเอาไว้ ร่างของเขาปลิวตามไปด้วยแรงดึงมหาศาล --อย่างน้อยก็แรงมากกว่าเขาล่ะ ในความคิดนั้น แรงส่งทำให้ร่างของเด็กหนุ่มพ้นจากวิถีของรถจักรยานยนต์ไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด แฮนด์ของรถจักรยานยนต์เฉี่ยวห่างจากร่างของเด็กหนุ่มไปไม่ถึง 1 เซนติเมตร หรือ น้อยกว่านั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนตัวเขาเองก็ไม่่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ---การโดนรถชนนี่มันไม่เจ็บเลยเหรอ หรือว่า โดนชนปุ๊บตายปั๊บ ก็เลยไม่มีความรู้สึกเจ็บ---อือม ไม่เลวนะ


" โอ๊ยย!? อ๊อย---ย----!!! "



ใช่ซะทีไหนกันล่ะ ทันทีที่ร่างของเขากระแทกพื้นด้วยแรงดึง ส่งผลให้ต้นแขนลงไปจนถึงขาซีกซ้ายของเด็กหนุ่มไถลไปตามทางเดินจะพุ่งตัวเข้าไปในสวนหญ้าของอนุสาวรีย์ ชนเข้ากับขอบปูนทางเดินด้านในที่จะเข้าไปส่วนในสุดของอนุสาวรีย์ ความเจ็บนี่มันอะไรกัน ตกลงเราตายรึยังเนี่ย?? แล้วเราโดนอะไรดึง?? นี่มันเรื่องอะไรเนี่ยยย?!?!?!?!
เมื่อเงยหน้าขึ้นมาทั้งที่ร่างยังนอนอยู่บนพื้น ภาพที่เขาเห็นตรงหน้าไม่ใช่นรก สวรรค์ สัตว์ประหลาด หรือ แม้แต่อนุสาวรีย์ ---แต่กลับเป็นร่างของใครคนนึง ที่พาดร่างนอนหงายอยู่บนขอบปูนเหมือนจะหมดสติอยู่ เด็กหนุ่มพยุงตัวเองขึ้นมาทั้งที่ตอนนี้ซีกซ้ายของเขาไร้ความรู้สึกไปหมดแล้ว รอยถลอกที่มีเลือดซึมๆเป็นทางยาวที่แขนและขาด้านซ้าย ถ้าเป็นปกติเขาคงจะนอนโอดครวญอยู่ที่พื้นแล้วล่ะมั้ง... แต่นี่มันไม่ปกติ--- ใช่แล้ว มันไม่ปกติชัดๆ! เขาต้องขอเข้าไปใกล้ๆ เพื่อมองเห็นร่างตรงหน้าได้ถนัด ถึงจะเป็นอนุสาวรีย์ชัยที่มีแสงไฟสีส้มติดให้ความสว่างอยู่ทั่วไป แต่ตรงมุมที่เขาอยู่กลับเป็นจุดอับแสง จนเขาต้องเปิดไฟฉายจากมือถือเพื่อส่องร่างตรงหน้า

------ และ สิ่งที่เขาได้เห็นก็คือ....



***********************************************************



[C.A.R.B.O.N.] - สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน บทที่ 1 นี่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่อง หรือ ก็คือการเริ่มต้นของเด็กหนุ่มโชคร้ายที่เพิ่งสูญเสียครอบครัวไปอย่าง นายปกป้อง หรือ นายป้อง --- ในช่วงเวลาที่สูญเสียที่สุดในชีวิต บางทีก็มักมีอะไรบางอย่างเข้ามา และ มันอาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้นะคะ! XD บทแรกนี้เป็นบรรยายซะส่วนใหญ่ ยังไม่ค่อยมีบทของตัวละครมาก ยังไงก็ขอให้ติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ ขอบคุณมากจริงๆค่ะ!
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น