บ่วงดวงใจ (the end)

ตอนที่ 8 : บทที่ ๗ ข้าวใหม่ปลามัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16,894
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    19 เม.ย. 53

บทที่ ๗ ข้าวใหม่ปลามัน

 

            งานแต่งงานผ่านไปด้วยความราบรื่น เมื่อเสร็จสิ้นพิธีส่งตัว ญาติผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายบ่าวสาวต่างพากันยกขบวนออกจากห้อง ภูพงษ์เดินไปส่งหน้าประตูพร้อมกับปิดประตูลงกลอนเรียบร้อย ส่วนเจ้าสาวยังนั่งแหมะอยู่บนพื้น ใช้มือหมุนแหวนแต่งงานไปมาไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่านี้

            ภูพงษ์เดินเข้ามาใกล้ๆ ถอดพวงมาลัยที่คล้องคออยู่ ก่อนจะบอกกับหญิงสาว

            ถอดพวงมาลัยของคุณมาสิ ผมจะเอาไปวางให้

            หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย ตามด้วยท่าทีเงอะงะ ไม่รู้ว่าชายหนุ่มต้องการอะไร แต่พอเห็นพวงมาลัยในมือของเขาจึงเข้าใจ ปลดพวงมาลัยของตนส่งให้มือหนาที่ยื่นออกมารอรับอยู่แล้ว

            คุณอาบน้ำก่อนก็ได้นะ

            ไม่เป็นไรค่ะ คุณอาบก่อนเถอะ หญิงสาวลุกขึ้นแล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง

            แต่งงานกันคืนแรกเขาต้องทำยังไงบ้างนะ ต้องทำตัวยังไง พูดยังไง โอ้ย... จะบ้าตาย เกิดมาก็เพิ่งเคยแต่งงานกับเค้าครั้งนี้แหละ

            คุณจะกลัวอะไร ผมไม่ทำอะไรคุณหรอกน่า เราตกลงกันแล้ว คุณจำไม่ได้รึ? ชายหนุ่มพูดเหมือนอ่านความคิดของเธอออก เขาควรจะขำหรือควรจะสงสารเธอดีนะ ก็ดูรึ เมื่อก่อนออกจะเป็นสาวแกร่งไม่กลัวอะไร รับคำท้าของเขาเหย็งๆ พอเอาเข้าจริงตัวสั่นงันงกเป็นลูกนกตกน้ำเชียว

            แต่คนตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำสะบัดหน้าพรืดเมื่อได้ยินคำว่า กลัว จากปากชายหนุ่ม หันมาจ้องตาเป๋งอย่างไม่ยอมแพ้

            ฉันไม่ได้กลัว พูดให้มันดีๆ นะ ทำไมฉันต้องกลัวด้วย? ใครจะยอมให้ผู้ชายคนนี้มาดูถูกกันได้ เธอไม่ได้กลัวเขาซะหน่อย ก็แค่...สั่นๆ

            ชายหนุ่มหัวเราะขำหญิงสาวที่ยืนอยู่อีกฟากของเตียงนอน ขนาดกลัวจนแทบจะถลาไปมุดอยู่ใต้เตียงอยู่แล้วยังทำเป็นปากเก่ง อย่างนี้มันน่าแกล้งให้หัวใจวายตายเสียเลย แต่เอาเถิด เห็นว่าวันนี้เหนื่อยกันมาทั้งคู่ ถือว่ายกประโยชน์ให้จำเลย ค่อยหาโอกาสแกล้งเจ้าหล่อนวันหน้าวันหลังก็ยังไม่สาย

            โอเค ผมรู้แล้วว่าคุณไม่กลัวผม และคุณยังไม่อยากอาบน้ำ เอาเป็นว่าผมเสียสละอาบก่อนก็ได้ คนพูดยังคงมีประกายตาพราวระยับ กลั้นยิ้มไว้เต็มที่ ก่อนจะคว้าผ้าขนหนูสีขาวสะอาดเอี่ยมที่วางพาดไว้บนราวผ้าขนหนูเดินเข้าห้อง ทิ้งให้วายุรินทร์มองตามหลังไปอย่างขัดใจ น่าโมโหชะมัด วันแรกก็โดนหัวเราะเยาะเข้าให้แล้ว แล้ววันต่อไปจะเป็นยังไงล่ะเนี่ย

            ไม่ถึงสิบนาทีคนที่เพิ่งเดินเข้าไปในห้องน้ำก็กลับออกมา พร้อมผ้าขนหนูพันรอบเอว และมีผืนเล็กพาดบ่ามาอีกผืน คนที่นั่งคิดอะไรเพลินอยู่ตรงขอบเตียงหันขวับไปมองทันทีที่บานประตูห้องน้ำเปิดออก เธอยังไม่ทันได้เตรียมตัวอะไรเลย กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่เชียว แล้วนี่เขาวิ่งผ่านฝักบัวมาหรือไงถึงได้เร็วจี๋ขนาดนี้

            วายุรินทร์คว้าผ้าขนหนูเข้าห้องน้ำบ้าง แต่ก่อนที่จะเดินถึงประตูห้องน้ำ ชายหนุ่มก็เรียกไว้

            ให้ผมช่วยปลดซิปด้านหลังให้ก่อนไหม? สาบานได้ว่าประโยคนี้ออกมาจากความตั้งใจอยากช่วยจริงๆ เพราะเจ้าหล่อนคงลำบากน่าดูกว่าจะปลดชุดนี้ออกได้ แต่แทนที่ความตั้งใจอยากช่วยของเขาจะได้รับคำตอบนุ่มนวลให้สมกับน้ำใจที่หยิบยื่นให้ เจ้าหล่อนกลับสะบัดหน้าใส่ แล้วตอบ

ไม่ต้อง!” ก่อนกระแทกเท้าเดินเข้าห้องน้ำ

เอาเถอะวันนี้ไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงด้วย จะทำอะไรก็เชิญตามสบายเถิดแม่คุณ

            คิดได้อย่างนั้น ชายหนุ่มก็หยิบชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงแพรสีครามอ่อนขึ้นมาสวม คงมีใครสักคนที่เอาข้าวของของเขามาเตรียมไว้ให้ นี่เพราะต้องมานอนร่วมห้องกับคนอื่นหรอกนะถึงได้แต่งตัวมิดชิด ถ้านอนคนเดียวกางเกงตัวเดียวก็เอาอยู่

            ขณะที่ภูพงษ์กำลังจะล้มตัวลงนอนบนเตียงหลังจากแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว กลับมีเสียงร้องเรียกมาจากหน้าห้องน้ำ พอหันไปดู ก็เป็นวายุรินทร์นั่นเองโผล่หน้าแนบบานประตูออกมา

            มีอะไรอีกล่ะ? น้ำเสียงนั้นรำคาญนิดๆ บอกว่าหงุดหงิดหน่อยๆ

            หญิงสาวมีสีหน้าอึดอัดใจอย่างเห็นได้ชัด ขายหน้าก็ขายหน้า แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ ถ้าไม่พึ่งเขาเห็นทีคืนนี้เธอได้อยู่ในสภาพนี้ทั้งคืนแน่

            ฉันรูดซิปไม่ถึง หน้าสวย หวานหยด ที่ยังมีเครื่องสำอางอยู่ครบถ้วนกล่าวได้เพียงแค่นั้น เพราะคิดว่าชายหนุ่มคงรู้ว่าเธอต้องการอะไร แต่คำตอบที่ได้รับเล่นเอาเธอต้องจี๊ดขึ้นมาอีกครั้ง

            แล้วไง? ดูเอาสิ ถามมาได้ว่าแล้วไง

            คุณก็มารูดซิปให้ฉันหน่อยซี๊..!” คนต้องการความช่วยเหลือแหวกลับเสียงแหลม

            ภูพงษ์ลุกจากเตียงเดินเข้าไปหาหล่อนด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับเสียงแหวที่เล่นเอาขี้หูแทบเต้นของหล่อน

            หันหลังมาสิ คนถูกสั่งยอมทำตามแต่โดยดี ให้ผมรูดให้ตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง เล่นตัวอยู่ได้เอ้า เสร็จแล้ว สิ้นเสียงพูดนั้นวายุรินทร์หันกลับมามองหน้าคนพูดแวบหนึ่ง ก่อนจะปิดประตูใส่หน้าปังใหญ่ ภูพงษ์ได้แต่ส่ายหน้าบอกตัวเองว่าวันนี้จะไม่ถือสา เพราะเห็นว่าต่างคนต่างเหนื่อยหรอกนะ ไม่อยากจะต้องมาตีกันจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน

 

            นี่! คุณ! คุณ! ตื่นซี ใครใช้ให้คุณมานอนบนนี้เนี่ย?!” วายุรินทร์ใช้หมอนเขย่าปลุกคนที่นอนหลับสบายอยู่บนเตียงอย่างอารมณ์เสีย

            ไม่ให้อารมณ์เสียได้ไง ออกมาจากห้องน้ำปุ๊บ ก็เห็นคนที่ชอบกวนโมโหนอนหลับสบายใจเฉิบอยู่บนเตียง แล้วเธอจะไปนอนที่ไหนกันล่ะ ก็นี่มันเตียงของเธอ เจ้าของเตียงอย่างเธอต้องนอนบนเตียงสิถึงจะถูก ส่วนคนอาศัยอย่างเขาก็ โน่น... ข้างล่างเลย

            หือ... อะไรอีกล่ะ? ผมง่วงนะ ชายหนุ่มงัวเงียกล่าวด้วยน้ำเสียงรำคาญเต็มที พร้อมกับพลิกตัวใช้หมอนปิดหัวไม่อยากจะเสวนากับหล่อนอีก

            ง่วงก็นอนไม่ได้ ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ ฉันไม่ให้คุณนอนบนเตียง ลงมานอนข้างล่างนี่ คนปลุกใช้หมอนฟาดเขาเหย็งๆ จนชายหนุ่มทนรำคาญไม่ไหว

            นี่แม่คุณ เรื่องอะไรผมต้องไปนอนข้างล่างด้วยห๊ะ? ผมไม่เดือดร้อนสักนิดถ้ามีคุณนอนอยู่ข้างๆ แต่ถ้าคุณรังเกียจจนไม่อยากนอนร่วมเตียงกับผม ก็ลงไปนอนข้างล่างเองสิ แล้วเขาก็ล้มตัวลงนอน ไม่สนใจหล่อนอีก คนที่ยืนอยู่ข้างเตียงได้แต่ทำท่าฮึดฮัดขัดใจ ก่อนจะลากหมอนกับผ้าห่มลงมาปูนอนบนพื้น ริมฝีปากก็สวดเจริญพรให้คนที่ยังคงนอนหลับสบายอยู่บนเตียงโดยไม่รับรู้ความเดือดร้อนของหล่อนเลยสักนิด

            เมื่อไฟในห้องดับลง คนที่ดูเหมือนจะห่วงนอนจนไม่สนใจอะไรเมื่อครู่ กลับเปิดเปลือกตาขึ้นพร้อมกับคลี่ยิ้มในความมืด ใครจะไปคิดว่าชายหนุ่มที่แสนจะเย็นชาเงียบขรึมคนนี้ ก็มีนิสัยชอบแกล้งคนอื่นอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แล้วคนที่นอนอยู่ข้างล่างนั่นน่าแกล้งน้อยซะเมื่อไหร่ แหย่เข้าหน่อยก็แว้ดใส่ ถึงบางครั้งจะทำทีเป็นเย็นชาก็เถิด

            ชายหนุ่มหวนคิดไปเมื่อครั้งเจ้าหล่อนยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็กนิดเดียวแล้วต้องยิ้มกว้างขึ้น ก็คุณเธอน่ะโดนเขาแกล้งเมื่อไหร่เป็นแหกปากเมื่อนั้น ยิ่งแกล้งก็ยิ่งสนุก แต่แม่คุณก็ยังติดเขาแจ โตขึ้นนิสัยยั่วโมโหง่ายนี่ยังแก้ไม่หาย

            เมื่อเห็นว่าคนข้างเตียงนอนหลับสนิทดีแล้ว ชายหนุ่มจึงขยับลุกลงจากเตียง เดินมาช้อนร่างบางขึ้นมาวางบนเตียงนุ่ม หญิงสาวครางประท้วงเล็กน้อยแล้วหลับต่ออย่างสงบสุข คนอุ้มขึ้นมาจัดหมอนจัดผ้าห่มให้เข้าที่เข้าทาง พลางบ่นอุบ

            เตียงก็ออกกว้าง นอนกันสองคนได้สบาย ไม่น่าหาเรื่องให้ต้องปวดตัวตอนเช้าเลย เรื่องมากไปได้ แล้วก้าวมายังฝั่งของตน ล้มตัวลงนอนเคียงข้างหญิงสาว เข้าสู่ห้วงนิทราตามหล่อนไปอีกคน

 

            ร่างบางขยับเปลือกตายุกยิก ก่อนเปิดกว้างเมื่อปรับรับสภาพแสงที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างได้แล้ว เธอลุกขึ้นนั่งบนเตียงบิดตัวไปมาไล่ความเกียจคร้าน แล้วต้องชะงักแปลกใจ

เอ๊ะ เมื่อคืนเรานอนข้างเตียงนี่นา แล้วทำไมถึงมานั่งแหมะอยู่บนเตียงได้? หน้าหวาน คม หันขวับไปมองที่นอนด้านข้างทันที ไม่มีใครนอนอยู่ นอกจากหมอนมีรอยบุ๋มยืนยันว่าเพิ่งมีคนผละไปเมื่อไม่นานมานี้

            วายุรินทร์สลัดผ้าห่มลุกลงจากเตียง มายืนสำรวจตัวเอง ทุกอย่างยังปกติดี แต่มันน่าสงสัยจริงๆ ว่าเธอขึ้นไปนอนบนเตียงได้ยังไง เอ... หรือว่าจะนอนละเมอ? ช่างเถอะ ทุกอย่างปกติดีก็พอแล้ว ว่าแล้วเจ้าหล่อนก็ก้าวฉับๆ เข้าห้องน้ำไปจัดการกับกิจวัตรประจำวันของตน

 

            อ้าว ตื่นแล้วหรือลูก แต่ไม่ไหวเลยนะเรา นอนหลับอุตุให้พี่เขาตื่นมาก่อนได้ไง คุณยุพินดุบุตรสาวไม่จริงจังนัก เมื่อเห็นเจ้าหล่อนเดินลงบันไดมา

            ไม่เป็นไรหรอกครับ วาเค้าคงเพลีย เมื่อวานเหนื่อยทั้งวัน แล้วเมื่อคืนยังต้องนอนดึกอีก ชายหนุ่มแก้ต่างให้ แต่คนถูกกล่าวถึงกลับยืนหน้าแดงแปร๊ดอยู่ตรงเชิงบันได ถลึงตาเข้าใส่ชายหนุ่ม ข้อหาพูดอะไรไม่รู้จักคิด ก็เล่นพูดมาแบบนั้นใครๆ ก็ต้องสงสัยสิว่าทำไมเธอถึงนอนดึก แล้วก็พานให้คิดกันไปต่างๆ นานา คิดอะไรก็คิดกันได้นะ แต่ถ้าคิดไปถึงเรื่องนั้นละก็ อึ๋ย...!

            นั่นน่ะสินะ เมื่อคืนกว่าจะได้เข้าห้องหอส่งตัวกันก็ดึกแล้ว มารดากลับกล่าวไปอีกทาง วายุรินทร์แทบจะเอาหน้ามุดดินหนี นี่เธอคิดไปเองคนเดียว คนอื่นไม่ได้คิดอะไรเลยเถิดไปเสียหน่อย

            หญิงสาวจึงเลี่ยงขอตัวออกไปหาคุณยงยุทธ์ที่เรือนกล้วยไม้ เพราะคาดว่าบิดาเธอต้องอยู่ที่นั่นแน่ ขืนยังอยู่ที่นี่ต่อมีหวังตัวเธอคงได้กลายเป็นกุ้งเผาเพราะความอายที่คิดเองเออเอง ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไร นี่ขนาดแต่งหลอกๆ เธอแทบจะม้วนเป็นก้อนสำลีอยู่แล้ว ถ้าต้องแต่งงานกับใครสักคนจริงๆ จะอายกันถึงขนาดไหนนะเนี่ย

            ตามพ่อเขามากินข้าวด้วยล่ะ มารดาร้องตามไปก่อนที่เจ้าหล่อนจะวิ่งไปพ้นประตูบ้าน

            ภูพงษ์และคุณยุพินมองตามร่างบางที่วิ่งลิ่วไปแล้วพากันส่ายหน้า แต่ดูเหมือนความคิดจะไปกันคนละทาง ผู้เป็นมารดาเป็นห่วงพฤติกรรมกะโปโลของบุตรสาวที่ชอบทำตัวเป็นม้าดีดกะโหลก ทั้งๆ ที่ตอนนี้แต่งงานแต่งการมีครอบครัวแล้ว ส่วนชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ เหมือนจะรู้ว่าภรรยาในนามของตนกำลังคิดอะไรอยู่ พลางบ่นในใจ คิดอะไรไม่เข้าท่า

 

            หลังงานแต่งน้องสาว วัฒนันธ์ได้ค้างอยู่บ้านต่ออีกหนึ่งคืนก็ต้องรีบกลับไปคุมงานก่อสร้างซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงสำคัญ แค่ลางานมา 4 วันนี่เขาก็เป็นห่วงงานจะแย่แล้ว

เมื่อไปส่งพี่ชายขึ้นเครื่องวายุรินทร์ทำสีหน้างอนใส่หาว่าพี่ชายห่วงงานมากกว่าน้อง เพราะช่วงนี้เขาไม่ค่อยมาเยี่ยมเธอที่ห้องเลย วัฒนันธ์เลยสัญญาว่าเสร็จงานนี้แล้วเขาจะมาเยี่ยมเธอที่อพาร์ตเมนต์แน่นอน น้องสาวจึงกลับมาฉีกยิ้มกว้างโบกมือลาพี่ชายได้อีกครั้ง

            ภูพงษ์อยู่บ้านวายุรินทร์อย่างมีคุณค่า แม้จะเพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ แต่เขาก็ไม่เคยหยุดนิ่ง ช่วยทำโน่นทำนี่ตลอด ช่วยท่านพ่อตาขยายพันธุ์กล้วยไม้บ้างล่ะ ช่วยคุณแม่ยายทำงานเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องใช้แรงผู้ชายบ้างล่ะ ตามวิทวัธน์ไปดูสวนเพื่อศึกษากรรมวิธีต่างๆ ที่วิทวัธน์ใช้จัดการกับสวนของตนบ้างล่ะ

            คืนที่สองก็ต้องทะเลาะกันอีกตามเคย เพราะภูพงษ์ยังยึดเตียงนอนไว้เหนียวแน่น และวายุรินทร์ก็ยังไม่ยอมนอนร่วมเตียงกับชายหนุ่มเด็ดขาด ก่อนหลับภูพงษ์จึงต้องนอนฟังเสียงสวดจากเจ้าหล่อนเสียเป็นกระบุง แต่เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาหญิงสาวต้องแปลกใจเหมือนวันแรก แต่ต่อให้แปลกใจยังไง เธอก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามเขาอยู่ดี กลัวเขาตอกหน้ากลับมาว่า

จะไปรู้ได้ไง จิตได้สำนึกคุณคงอยากนอนข้างผมละมั้ง ทำให้บงการร่างกายตอนหลับละเมอขึ้นมานอนข้างผมแบบนี้ ไม่ได้! ยอมให้เขามาว่าเธอแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!

           

คืนที่สามซึ่งเป็นคืนสุดท้าย ก่อนที่ทั้งสองจะเดินทางไปบ้านภูพงษ์ในวันรุ่งขึ้น วายุรินทร์เตรียมหอบหมอนหอบผ้าห่มลงไปนอนที่เดิม ได้ยินเสียงชายหนุ่มซึ่งนอนเอกเขนกอยู่บนเตียงกล่าวขึ้นมาลอยๆ

            จะลงไปนอนข้างล่างทำไม เดี๋ยวคุณก็ต้องขึ้นมานอนบนนี้อีก ขึ้นมานอนบนนี้เสียแต่ทีแรกก็สิ้นเรื่อง

            วายุรินทร์มองคนพูดด้วยอาการขัดใจ คราวนี้จะปฏิเสธยังไงได้ล่ะ ก็มันจริงนี่นา ยิ่งคิดยิ่งขัดใจตัวเอง แถมขึ้นไปนอนตอนไหนยังดันไม่รู้ตัวอีกนี่สิ เห็นคนบนเตียงยิ้มเหมือนยั่วยิ่งขัดใจใหญ่ จึงหันหลังหนีรอยยิ้มกวนอารมณ์นั้น แล้วกระแทกตัวลงบนที่นอนซึ่งเพิ่งปูเสร็จไปเมื่อครู่ไม่กลัวว่ากระดูกกระเดี้ยวจะหัก พร้อมกับดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง แต่หูเจ้ากรรมยังได้ยินคนร่วมห้องหัวเราะหึๆ ลอยมาให้ได้ยินถึงในโปง

 

            แสงแดดอ่อนๆ ทอลอดหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืนเข้ามาในห้อง ปลุกคนที่กำลังนอนหลับใหลอย่างอบอุ่นอยู่บนเตียงกว้างให้ลุกตื่น

            ภูพงษ์กะพริบเปลือกตาให้เข้ากับแสงสว่าง ก่อนจะลืมตาตื่นเต็มที่ กำลังจะลุกขึ้นอยู่แล้วเชียวถ้าไม่ติดที่แขนเรียวซึ่งวางพาดอยู่บนหน้าอกกันไว้ทำให้เขาต้องชะงัก ไล้สายตามองตามเรียวแขนนั้นไปจนเจอเจ้าของกำลังนอนซบหน้าอยู่ตรงซอกไหล่ของเขา

            ชายหนุ่มหยิบแขนเรียวกลมกลึงนั้นไปวางคืนกลับให้เจ้าของ ขยับตัวจะลุกลงจากเตียง ...เอ๊ะ! ขาติดอะไร? เขารู้สึกหนักๆ ที่ขาเหมือนถูกทับด้วยอะไรบางอย่างทำให้ขยับเขยื้อนได้ลำบาก พอเลิกผ้าห่มขึ้นดูก็เห็นขาของแม่ตัวดีที่นอนซบไหล่เขาอยู่นั่นเองเป็นต้นเหตุ ทั้งแขนทั้งขานะแม่คุณ ชายหนุ่มหันกลับมามองคนที่นอนซบไหล่ตนอย่างสบายอารมณ์โดยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยอีกครั้ง แล้วรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏบนริมฝีปากของคนตัวโตหน้าเข้ม มือใหญ่ แข็งแรง หยิบแขนที่เพิ่งนำไปวางลงข้างลำตัวเจ้าของเมื่อครู่มาพาดไว้บนอกของตนอีกครั้ง แล้วนอนรอให้เธอตื่น

            อยากรู้นัก ตื่นมาเห็นตัวเองในสภาพแบบนี้แล้วจะทำหน้ายังไง?

          ผ่านไปกว่าสิบนาทีแล้ว เจ้าของดวงหน้าเนียนที่เขานอนมองมาตลอดก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น แต่ชายหนุ่มก็ยังนอนรอต่อไป พร้อมกับความรู้สึกแปลกๆ ที่ได้รับยามเมื่อได้สูดกลิ่นหอมอ่อนๆ จากคนข้างกาย แล้วไหนจะความนุ่มนิ่มที่เบียดอยู่ตลอดทั้งร่างอีก เป็นความอบอุ่นแสนประหลาดที่ได้สัมผัสเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วพบว่ามีใครอีกคนกอดก่ายแนบชิด

 

            อรุณสวัสดิ์คนเก่ง

            เสียงทักทายที่ดังอยู่ใกล้ๆ ทำให้หญิงสาวที่เพิ่งขยับตัวงัวเงียหันขวับไปมอง แล้วก็ต้องตะลึงเมื่อจมูกของตนเกือบปะทะเข้ากับแก้มสากของอีกคน เธอเบี่ยงตัวไปด้านหลังทันทีเพื่อเพิ่มระยะห่างให้มากขึ้น

            คุณนอนอยู่ตรงนี้ได้ยังไง? เสียงใสถามขึ้นทันทีหลังจากตั้งสติได้

            อ้าว ผมก็นอนของผมอยู่ดีๆ คุณนั่นแหละขึ้นมานอนกอดผมเฉยเลย ชายหนุ่มแกล้งทอดสายตาไปที่แขนเรียวของหญิงสาว ซึ่งยังคงวางพาดอยู่บนอกตน วายุรินทร์มองตามสายตาเขาแล้วต้องหน้าร้อนผ่าวแข่งกับแสงพระอาทิตย์ยามเช้า รีบชักมือกลับทันทีไม่รอให้ขายขี้หน้าไปกว่านี้

            เสียงใสแหวขึ้นอีกครั้งเมื่อเอามือออกจากอกแกร่งแล้ว แต่เขายังไม่ยอมลุกลงจากเตียงซะที จะแกล้งนอนดูเธออายไปถึงไหน

            นี่คุณ ทำไมไม่ลุกลงไปซะทีเล่า? ฉันจะได้ลุกบ้าง

            ผมจะลุกได้ไง? ขาคุณยังพาดผมอยู่

            หญิงสาวขมวดคิ้วงุนงง แต่พอเข้าใจความหมายก็รีบเปิดผ้าห่มขึ้นดู แล้วหน้าก็ยิ่งแดงซ่าน เพราะเป็นอย่างที่ชายหนุ่มว่าจริงๆ เจ้าหล่อนรีบดึงขาของตนกลับคืน น่าอายชะมัด อยากจะมุดหน้าหนีลงไปอยู่ใต้เตียงให้รู้แล้วรู้รอด

            ภูพงษ์ขยับตัวก้าวขาลงจากเตียง แต่ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเขาก็แกล้งพูดขึ้นลอยๆ

            อยากจะกอดขอกันดีๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องมาลักหลับกันเลยนี่นา คนพูดเดินยิ้มกริ่มเข้าห้องน้ำ ปล่อยให้วายุรินทร์นอนมุดหัวอยู่ใต้ผ้านวมผืนนุ่มด้วยความอับอายสุดชีวิต

 

            ภูพงษ์และวายุรินทร์ลาคุณยงยุทธ์และคุณยุพินเดินทางกลับบ้านสวนของชายหนุ่มในตอนสายของวัน วิทวัธน์ขับรถกลับเข้ามาทันได้กล่าวร่ำลาน้องสาวและน้องเขยพอดี

            วายุรินทร์ต้องไปค้างที่บ้านสามีในนามอีกสามคืนจึงจะเดินทางกลับกรุงเทพฯเพื่อเรียนให้จบ และกลับมาใช้ชีวิตเช่นสามีภรรยากับภูพงษ์เฉกเช่นคู่สามีภรรยาทั่วไปตามที่ผู้ใหญ่ต้องการ แต่การกลับไปกรุงเทพฯ ในความหมายของวายุรินทร์ก็คือการกลับไปใช้ชีวิตตามปกติที่เธอเคยเป็นมา

            ทั้งสองแวะยืดเส้นยืดสายและหาอะไรกินตามปั๊มต่างๆ เพียงสองปั๊ม ภูพงษ์เป็นคนขับรถทน เขาคงไม่แวะเลยสักแห่งด้วยซ้ำถ้าหญิงสาวที่นั่งมาด้วยไม่โอดว่าอยากเข้าห้องน้ำ

            รถยนต์เข้ามาจอดเทียบหน้าบ้านในตอนบ่ายคล้อย คุณอรภาซึ่งเดินทางกลับบ้านมาในวันรุ่งขึ้นหลังจากส่งลูกชายเข้าหอเรียบร้อยแล้วกำลังนั่งรออยู่ในห้องรับแขก คอยชะเง้อคอมองด้วยความเป็นห่วงอยู่หลายครั้ง เมื่อเห็นรถยนต์ของลูกชายคนเดียวเข้ามาจอด นางก็กุลีกุจอลุกขึ้นมาต้อนรับลูกชายและลูกสะใภ้

            ไหว้พระเถิดลูก เป็นไงนั่งรถมาเหนื่อยไหม แล้วนี่หิวหรือเปล่า กินอะไรกันมารึยัง?

            ยังไม่หิวค่ะ แวะกินอะไรกันที่ปั๊มเมื่อสองชั่วโมงก่อนแล้วค่ะ

            งั้นก็ขึ้นไปนอนพักเถิดลูก เดินทางกันมาเหนื่อยๆ ตาพงษ์พาน้องขึ้นไปพักผ่อนไป้ พวกข้าวของต่างๆ เอาไว้อย่างนี้แหละ เดี๋ยวแม่ให้เด็กมันมาช่วยขน นางหันมาสั่งบุตรชายที่กำลังขนกระเป๋าลงจากรถ

 

            วายุรินทร์เข้ามานั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนเตียงในห้องนอนของชายหนุ่มแทนที่จะเป็นห้องรับรองแขกอย่างเมื่อคราวที่แล้ว รอดมาจากห้องนอนของเธอได้ ยังต้องมาติดแหง็กกันอยู่ในห้องนอนของเขาอีกสามคืน เฮ่อ จะบ้าตาย

            ภูพงษ์เข้ามาส่งเธอในห้องแล้วก็ขอตัวออกไปดูงานที่สวน เพราะทิ้งไปหลายวัน

            สลัดความคิดทั้งมวลทิ้งหมดแล้ว หญิงสาวจึงลุกเดินไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าของตนซึ่งชายหนุ่มเพิ่งขนมาไว้ให้ มาวางบนเตียงหยิบข้าวของต่างๆ ที่ต้องการออกมา เดินเข้าห้องน้ำ อาบน้ำแล้วนอนหลับสักงีบท่าจะดี

           

            ภูพงษ์กลับเข้าบ้านในอีกหนึ่งชั่วโมงถัดมา ชายหนุ่มแวะถามถึงเจ้าสาวหมาดๆ ของตนกับแม่วาด เมื่อได้รับคำตอบว่ายังไม่ออกมาจากห้อง เขาจึงเดินเข้าไปในห้องนอนของตนเอง เห็นร่างบางกำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงนอน ลมหายใจสม่ำเสมอ ดูท่าจะสบายน่าดู เขาก็น่าจะนอนพักสักงีบ ขับรถมาหลายชั่วโมง ล้าไปหมด

            เจ้าของห้องคว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำ ไม่นานก็ออกมาพร้อมผ้าเช็ดตัวพันรอบเอวมีหยดน้ำเกาะพราวทั่วหลังไหล่ เข้าไปรื้อหาของในตู้เสื้อผ้า ได้ผ้าขนหนูผืนเล็กสะอาดเอี่ยมติดมือมาผืนหนึ่ง เช็ดทั่วตัวจนแห้งสนิทก็คว้าเสื้อยืดพร้อมกางเกงใส่สบายขึ้นมาสวม เดินไปล้มตัวลงนอนบนเตียงข้างๆ คนที่นอนอยู่ก่อนแล้ว

 

            ร่างบางเดินเข้ามาในครัว ซึ่งคุณอรภากับแม่วาดกำลังช่วยกันประกอบอาหาร

            มีอะไรให้วาช่วยหรือเปล่าคะป้าภา? เสียงใสเอ่ยถาม

            เอ๊ะ เรียกป้าได้ยังไงกันจ๊ะ? หนูไม่ใช่หลานแม่แล้วนะ แต่หนูกลายมาเป็นลูกสาวแม่อีกคน ไม่เอา ต่อไปนี้ต้องเรียกแม่จ้ะ แล้วนี่หิวหรือยังลูก? คุณอรภากล่าวกับลูกสาวคนใหม่ด้วยรอยยิ้มแย้ม แต่คนที่ได้ตำแหน่งใหม่หมาดๆ กลับทำหน้าปูเลี่ยน ก็เรียกป้ามันดูคุ้นปากกว่าเป็นไหนๆ

            วายังไม่หิวค่ะ

            แล้วตาพงษ์ไม่ลงมาด้วยเหรอ?

            คุณพงษ์ยังหลับอยู่เลยค่ะ วาไม่อยากกวน กลับมาถึงก็ออกไปสวนไม่ทราบว่ากลับเข้ามาตอนไหน วายุรินทร์อธิบายให้คุณป้าซึ่งเปลี่ยนฐานะมาเป็นคุณแม่ฟัง พานคิดไปถึงตอนที่เธอตื่นนอน ดีนะที่เธอตื่นมาก่อนคนนอนข้างๆ และไม่ได้ทำอะไรน่าเกลียดเหมือนเมื่อเช้า ตาบ้านั่นก็เหลือทน เห็นอยู่ทนโท่ว่าเธอนอนอยู่บนเตียงก่อนแล้วยังจะขึ้นมานอนเบียดข้างๆ อยู่ได้ ...แต่จะว่าไปก็ไม่ได้เบียดอะไรหรอก เตียงนอนของเขาออกจะกว้างขวาง กว้างกว่าเตียงของหล่อนเสียอีก

            ตาพงษ์ก็แบบนี้แหละ ห่วงงานอยู่เรื่อย  เราไปนั่งคุยข้างนอกเถอะ ในนี้ใกล้เสร็จแล้ว ปล่อยให้แม่วาดเค้าทำไป

            ว่าแล้วคนพูดก็จูงมือลูกสะใภ้เดินมานั่งคุยกันตรงระเบียงรับลมหน้าบ้าน บรรยากาศสบายด้วยพระอาทิตย์จวนเจียนจะลับขอบฟ้าเต็มที ดวงโตสีส้มลอยเด่นเป็นสง่า อาบไล้ด้วยริ้วสีโกเมนเหลือบชมพูดูสวยงามราวกับอยู่ในโลกฝัน วายุรินทร์มองภาพเบื้องหน้าราวหลงอยู่ในภวังค์มนต์เสน่ห์ เธอชอบมองพระอาทิตย์ตกดินมาแต่ไหนแต่ไร แต่น้อยครั้งที่จะได้มานั่งมองแบบนี้ ใจหนึ่งนึกสงสัยว่าที่เธอชอบนั้นเพราะนานๆ จะได้พบเจอใช่หรือเปล่า แล้วถ้าต้องให้นั่งมองอย่างนี้ทุกวันเธอจะเบื่อบ้างไหม?

 

            ทานข้าวกันได้หรือยังครับแม่? วันนี้ขอทานเร็วหน่อย ผมชักหิวแล้ว เสียงห้าวถามขึ้นเมื่อร่างสูง หนา เดินมาถึงหน้าระเบียงที่สองหญิงต่างวัยกำลังนั่งคุยกันเพลิน

            เอาสิ ป่านนี้แม่วาดคงทำเรียบร้อยแล้วล่ะ เดี๋ยวแม่ไปบอกให้แม่วาดตั้งโต๊ะก่อนว่าแล้วคุณอรภาก็ลุกขึ้น ตั้งใจจะเดินเข้าไปในครัวสั่งงานแม่วาด หญิงสาวอีกคนที่นั่งอยู่ด้วยร้องอาสาขึ้นทันที

            วาไปช่วยนะคะคุณแม่

            คนพูดประโยคนี้ไม่ทันสังเกตว่าผู้ชายตัวโตที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ทำสีหน้าประหลาดใจกับคำบางคำในประโยคของเธอ

            ไม่เป็นไรหรอกลูก อยู่คุยกับพี่เขาที่นี่แหละ

            และเมื่อคุณอรภาเดินลับหายไปแล้ว คนที่ยืนทำหน้าประหลาดใจเมื่อครู่ก็กล่าวชื่นชมหล่อน

            คุณนี่มีพัฒนาการเร็วจังเลย

            พัฒนาการอะไรของคุณ? คนถูกชมขมวดคิ้วสงสัย ไม่ไว้ใจว่าเขาจะมาไม้ไหนอีก

            ก็ที่คุณเรียกแม่ผมว่า คุณแม่น่ะสิ มาถึงยังไม่ทันข้ามวันเลยนะนี่ ไม่ให้เรียกว่าพัฒนาการเร็วแล้วจะให้เรียกว่าอะไร? คนพูดยืนกอดอกวิจารณ์หน้าตาเฉย

            ก็แม่คุณบอกให้ฉันเรียก ฉันก็เรียกสิ จะให้ฉันขัดคำสั่งได้ไง?

            ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเลยนี่

            และก่อนที่ทั้งสองจะเถียงอะไรกันไปมากกว่านี้ เด็กนิดก็ออกมาบอกว่าคุณนายให้เชิญที่โต๊ะอาหาร ทั้งสองจึงได้ลุกเดินตามกันไป เพราะวายุรินทร์ก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน

 

            คืนนี้จะนอนข้างเตียงเป็นองครักษ์พิทักษ์ผมอีกหรือเปล่า?

คนถูกถามยืนหน้าหงิกอยู่ข้างเตียงเพราะคนถามยึดเตียงนอนไปแล้วเรียบร้อย เอาเปรียบตลอดศก ทั้งห้องเธอทั้งห้องตัวเอง

            จะขึ้นมานอนบนเตียงผมก็ไม่ว่าอะไรนะ เมื่อคืนคุณก็นอนกอดผมไปแล้ว จะนอนกอดอีกก็คงไม่มีอะไรเสียหายไปมากกว่านี้แล้วล่ะ

            ทำไมเขาต้องชอบทำให้เธอได้อายอยู่เรื่อย แล้วดูพูดเข้า โดนกอดนิดหน่อยทำยังกับเสียหายนักหนา อย่างกับว่าเธออยากกอดเขานักนี่ ถ้ารู้ตัวให้ตายเธอก็ไม่กอด

            วายุรินทร์จำใจปีนขึ้นเตียงที่เหลืออีกฝั่ง เอาเถิดนอนด้วยกันมาแล้วสามคืนจะนอนด้วยกันต่ออีกสามคืนคงไม่มีปัญหาอะไรแล้วมั้ง

 

            วันรุ่งขึ้นภายในบ้านคชาคามวุ่นวายกันพอสมควร เพราะจะมีงานฉลองแต่งงานของนายใหญ่ของบ้านเป็นการภายใน เพื่อให้คนงานได้ร่วมแสดงความยินดีและร่วมสนุกสนาน หลังจากที่สวนแห่งนี้ไม่เคยมีงานเลี้ยงมานาน

            ทุกคนช่วยงานกันคนละไม้ละมือ สถานที่จัดงานเป็นสนามหญ้าหน้าบ้านซึ่งมีอาณาบริเวณกว้างขวางพอที่จะเลี้ยงคนงานได้ทั้งสวน ส่วนมากล้วนเป็นคนเก่าคนแก่ที่อยู่ด้วยกันมาหลายปีตั้งแต่รุ่นคุณอรรณพบิดาของภูพงษ์ คนงานเหล่านี้ถ้าไม่ใช่คนในพื้นที่ ทางสวนจะจัดเรือนพักให้แยกต่างหากอย่างเป็นสัดส่วน จึงไม่ค่อยมายุ่มย่ามกับบ้านใหญ่มากนัก นานๆ ถึงจะเรียกมาช่วยงานสักครั้ง

            วายุรินทร์อาสาช่วยงานเท่าที่จะสามารถช่วยได้ เธอคลุกคลีกับคนงานอย่างไม่รังเกียจรังงอน เรียกคะแนนนับถือจากคนเหล่านั้นได้มากโข

            หนูวาไปล้างหน้าล้างตาแล้วมาทานข้าวเถอะลูก ตอนเที่ยงหนูยังไม่ได้ทานอะไรเลย บอกให้ไปทานก่อนแล้วค่อยมาทำต่อก็ไม่ยอม เดี๋ยวทางนี้ปล่อยให้พวกเด็กเค้าทำกัน คุณอรภาเดินเข้ามาเตือนลูกสะใภ้เมื่อเห็นวายุรินทร์ทำงานจนหน้ามันไปหมด หญิงสาวจึงผละจากงานที่ทำอยู่ เพราะเธอก็รู้สึกเหนื่อยแล้วเหมือนกัน ช่วยงานมาตั้งแต่ตอนสายนี่ก็เข้าบ่ายไปแล้ว พอมือหยุดงานที่ทำ ท้องก็ร้องครางประท้วงเจ้าของทันที

            สะใภ้ของบ้านแวะเข้าครัวไปขอกับข้าวกับปลากับแม่วาด ซึ่งยังคงง่วนอยู่ในครัวกับคนงานหญิงอีกสี่ห้าคนอย่างขันแข็ง เมื่อท้องอิ่มเจ้าหล่อนจึงปลีกตัวเข้าห้อง จัดการล้างหน้าล้างตาชำระคราบเหงื่อไคลที่หมักหมมจนเหนียวเหนอะหนะ พอเริ่มรู้สึกสบายตัวขึ้นจึงเปิดประตูตั้งใจจะออกไปด้านนอกอีกครั้ง

            จะไปไหน? ร่างสูง ใหญ่ ที่กำลังเปิดประตูเข้ามาพอดี เอ่ยถามเมื่อประจันหน้ากับหญิงสาวตรงประตู

            ออกไปดูข้างนอก คนกล่าวทำท่าจะเดินเลี่ยงออกไปอย่างที่ตั้งใจ แต่กลับทำไม่ได้อย่างใจคิดเพราะภูพงษ์ยืนปิดทางออกไว้ เอ๊ะ! คุณ หลีกหน่อยสิ ฉันจะออกไปข้างนอก

            ไม่ต้องออกไปไหนทั้งนั้น คุณช่วยงานมาตั้งแต่เช้า ข้างนอกก็ไม่มีอะไรมากแล้วนี่ปล่อยให้คนงานเค้าทำไป คุณงีบเอาแรงในห้องนี้สักตื่นดีกว่า แล้วค่อยลงไปตอนเย็น รับรองคืนนี้ดึกแน่กว่าคุณจะได้เข้าห้องอีกที ไม่ถึงเที่ยงคืนพวกนั้นคงไม่ปล่อยให้คุณกลับห้องหรอก

            คนพูดไม่พูดเปล่ายังดันหญิงสาวที่ยืนคาอยู่ตรงประตูกลับเข้ามาภายในห้อง ตามด้วยร่างสูงของตน แล้วปิดประตูล็อกตามหลัง

            เอ๊ะ!!” เสียงใสร้องขึ้นเมื่อเห็นการกระทำของชายหนุ่ม แต่ไม่ทันได้กล่าวอะไรตามมาภูพงษ์ก็ขัดขึ้นเสียก่อน

            ผมก็ต้องพักเอาแรงเหมือนกัน เท่านั้นก็ทำให้หญิงสาวหุบปากลงได้สนิท

            ภูพงษ์เดินเข้ามาในห้องก็คว้าผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำ ปล่อยให้วายุรินทร์ยืนหันรีหันขวางอยู่ด้านนอก ลังเลว่าจะเปิดประตูออกไปอย่างที่ตั้งใจแต่แรกดีไหม เมื่อคำนวณความเป็นไปได้ว่าคนในห้องน้ำอาจโมโหจนหาเรื่องแกล้งเธอ โดยการตามไปลากตัวเธอกลับมาต่อหน้าธารกำนัลข้างนอกนั่น แล้วทีนี้จะเอาหน้าไปมุดที่ไหนกัน คิดไปคิดมาคำแนะนำของเขาก็ดูเข้าที พักเอาแรงก่อนก็ดีเพราะคืนนี้คงเหนื่อยอีกยาว ว่าแล้วเจ้าตัวก็คลานขึ้นเตียงประจำยังที่ของตน

 

-------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

372 ความคิดเห็น

  1. #368 koong-Gyu Hyun (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2554 / 13:58
    สงบศึกกันได้ยังน่ะ
    #368
    0
  2. #82 mydei (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 กันยายน 2552 / 17:49

    ขอทายว่าเตียงพัง

    อิอิ

    #82
    0
  3. #29 210531 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 กันยายน 2552 / 13:07
    ตีกันแน่เลย



    ฮาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #29
    0
  4. #28 noo_na_noo (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 กันยายน 2552 / 04:23

    ต้องลุ้นนนน  กันต่อไป...

    แล้วจะเข้ามาอ่านอีกนะคะ

    #28
    0
  5. #27 คนอ่านจร้า (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 กันยายน 2552 / 22:00
    นั่นน่ะสิ อิอิ
    #27
    0
  6. #25 น้องน้ำค้าง (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 กันยายน 2552 / 18:12
    ตอนนี้ไม่มีอะไรจะเม้นท์ เอาเป็นว่ารอลุ้นตอนต่อไปก้อละกันว่าอะไรจะเกิดขึ้น
    #25
    0